เทียนถูกท่านย่าดึงมาที่พักส่วนตัว แล้วนั่งกินบัวลอยน้ำขิง ด้วยกัน
“ ท่านย่าไม่น่าลำบาก เดินมาเลย เรื่องนี้หลานเอาอยู่” เทียนรีบเอ่ยก่อน
“ ย่ารู้ว่าหลานเอาอยู่ ที่ย่าไป ไม่ได้เป็นห่วงหลาน แต่เป็นห่วงพวกเขามากกว่า
กลัวว่า พี่นางฟ้าของหลานไม่พอใจ พวกเขาจะเดือดร้อน” ย่าเอ่ยแล้วใช้มือลูบหัวของเทียนอย่างเอ็นดู
“ ก็จริง ถ้าท่านย่าไม่ไป พี่อี้จิง กับพี่จิ้งหนาน ได้เลือดออกทั้งเจ็ดทวารแน่”
ย่าได้ยินเทียนพูดเช่นนี้ก็ตกใจรีบเอ่ยตอบว่า
“ อย่าไปทำพวกเขาเลย พวกเขาไม่รู้เรื่องรู้ราว ยังไงก็พี่น้องกัน มีอะไรสั่งสอนนิดๆ หน่อยๆ ก็พอ หลานต้องบอกพี่นางฟ้าด้วยนะ”
“ ครับ ท่านย่า” เทียนกอดท่านย่า แล้วหอมแก้มซ้ายขวา แล้วก็กลับมาที่ห้องนอน
ในห้องทำงานของปู่หลี่ซ่ง มีพี่น้องทั้งหมดมาร่วมประชุมกันทั้งหมด ตั้งแต่ลุงใหญ่ไปจนถึง พ่อเก้า มีอี้จิง กับ จิ้งหนาน สองคนที่เพิ่งจบเรียนจบได้เข้าประชุมด้วย
“ เวลานี้ทางบริษัทแม่จากอเมริกา มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะไม่เซ็นสัญญาว่าจ้างบริษัทของเรา เป็นตัวแทนอีกต่อไป จะเปิดให้มีการประมูลหาบริษัทใหม่มาทำแทน หากเป็นเช่นนี้ โรงงานผลิตน้ำอัดลมของเราไปไม่รอดแน่” ลุงสี่แจ้งต่อที่ประชุมพี่น้องทั้งหมด
“ พวกเรายื่นซองประมูลแข่งขันอีกไม่ได้หรือ” ลุงห้าเอ่ยถาม
“ ได้ แต่ว่าครั้งนี้มีคู่แข่งมากมายยิ่ง โดยเฉพาะตระกูลเซียว กับ ตระกูลเทพนรสิงห์ พวกเขายอมทุ่มไม่อั้นแน่” ลุงสี อธิบาย
“ แล้วตลาดน้ำอัดลมในปีนี้มีมูลค่า มากแค่ไหน พวกเราจำเป็นต้องเข้าไปแย่งชิงไหม” ท่านปู่เอ่ยถามออกมา
“ เครื่องดื่มทั้งหมดในไทยมี ประมาณ หนึ่งแสนห้าหมื่นล้านโดยแบ่งเป็นน้ำดำ สามหมื่นห้าพันล้านบาท อีก หนึ่งหมื่นห้าพันล้านเป็น น้ำสีอื่นๆ และยังมีน้ำชา ประมาณ หนึ่งหมื่นสองพันล้าน น้ำดื่มบรรจุขวด สามหมื่นห้าพันล้าน และ น้ำแร่ อีกสี่หมื่นล้าน เครืองดื่มชูกำลัง สองหมื่นล้าน
สำหรับ เครื่องดื่มทั้งหมดที่เราผลิตได้ มีมูลค่าในตลาดเกือบ 20% ของตลาดทั้งหมด ถ้าตัดน้ำอัดลม รายได้บริษัทจะหายไป 5 % ไม่เกิน เจ็ดพันล้านบาท” ลุงสี่แจงข้อมูลถี่ยิบ พ่อเก้านั่งฟังแล้วปวดหัวตึบ
“ มีวิธีแก้ไขเรื่องนี้
เรื่องแรก เข้าร่วมประมูลใหม่อีกครั้ง ถ้าได้กลับมา รายได้ที่ควรจะได้รับน่าจะเหลือไม่ถึงครึ่ง คือ สามพันห้าร้อยล้านบาท
เรื่องที่สอง สร้างแบรนด์ขึ้นมาใหม่ จากการวิจัยผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมพวกเราได้สูตรที่ใกล้เคียง คาดว่าจะมีรายได้เข้ามา ไม่น้อยกว่า พันล้านบาท เพราะเราไม่ต้องลงทุกเครื่องจักรอีกแล้ว
เรื่องที่สาม อี้จิงให้เสนอนำโรงงานปัจจุบันที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ถนนสาธร ย้ายไปที่ชานเมือง แล้วสร้าง ศูนย์การค้าแบบใหม่ เรื่องนี้อี้จิงอธิบายให้ทุกคนฟังซิ” ลุงใหญ่เปิดทางให้อี้จิงพูด
“ ห้างสมัยใหม่ที่กำลังนิยมในตลาดต่างประเทศ จะเป็นการสร้างเมืองใหม่ขนาดย่อมโดย
มีห้างสรรพสินค้าเป็นศูนย์กลาง มีคอนโดให้อยู่อาศัย มีโรงแรมให้จัดเลี้ยงหรือพักอาศัย มีโรงเรียนนานาชาติ มีโรงพยาบาลเล็กๆ คอยให้บริการสมาชิก มีอาคารสำนักงาน มีที่ประชุม หรืออาจจะมีพิพิธภัณฑ์อีกด้วย ซึ่งตลาดนี้กำลังได้รับความนิยมจากทวีปยุโรปและอเมริกา ผมอยากจะเสนอว่า ให้ยกเลิก หรือ ย้ายโรงงานผลิตน้ำอัดลมในปัจจุบันที่มีเนื้อที่ติดถนนสาธร กว่า 30 ไร่ มาสร้างเป็น
เมืองแห่งสรรพสินค้าแห่งใหม่ คาดว่าใช้เงินโครงการ ห้าหมื่นล้าน ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านต่อปี และนี่คือแบบแปลนที่ผมเขียนเอาไว้แล้ว” อี้จิงโชว์ภาพ
ขึ้นที่ผนังห้อง เห็นแปลนโครงสร้างทั้งหมด ทุกคนเห็นแล้วยังอดตะลึงไม่ได้
ไม่คิดว่า อี้จิงจะทำการบ้านมาดี ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ยกเว้นพ่อเก้าคนเดียว
“ ดีมาก เป็นอันว่าทุกคนเห็นด้วย พวกเราไม่ต้องประมูลแข่งแต่ไปเปิดตัวสร้างแบรนด์เอง แล้วย้ายการผลิตไปที่ชานเมือง ให้เจ้าหน้าที่ที่เกียวข้องเริ่มยื่นขออนุญาตได้เลย”
ท่านปู่หลี่ดีใจที่เห็นโครงการนี้ แต่พ่อเก้าพูดไม่ออกได้แต่นั่งนิ่ง
“ ท่านพ่อ เรื่องนี้ต้องให้น้องเก้ากับภรรยาเป็นผู้เซ็นอนุญาต เพราะเวลานี้ ที่ดินเป็นชื่อของน้องเก้า และ ภรรยาไปแล้ว” ลุงใหญ่เอ่ยเบา ๆ
“ คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม อาเก้า” ปู่หลี่หันมาถามพ่อเก้า
“ คือว่า เรื่องนี้ ที่ดินเป็นชื่อของอาเทียนคนเดียว คงต้องถามเขาก่อนว่าจะให้หรือไม่” พ่อเก้าเอ่ยเสียงอ่อย ทำให้ทุกคนไม่พอใจยิ่งนัก
“ อะไร นี่แกเป็นพ่อหรือเป็นลูกมันกันแน่” ปู่หลี่เอ่ยอย่างไม่พอใจ
“ ท่านแม่ยกให้อาเทียน เพียงคนเดียว ไม่ใช่ของผม ท่านแม่สั่งเอาไว้แล้ว ถ้าเปลี่ยนหรือเลิกโรงงาน จะทำอะไรต่อไปก็ต้องให้อาเทียนเห็นชอบด้วย”
พ่อเก้าเอ่ยออกไปตามตรง
“ อาหง นะ อาหง เอาใจมันมากเกินไปแล้ว ที่ดินมีมูลค่า ตั้งหกพันล้านกลับยกให้อาเทียนเพียงคนเดียว” ท่านปู่หลี่บ่นท่านย่าแต่ไม่กล้าว่าอะไรมาก ทุกๆคนได้แต่กลืนน้ำลายเสียดายที่ดินแปลงนี้ ที่ท่านย่ากลับยกให้เทียนเพียงคนเดียว ในขณะที่หลานคนอื่นท่านย่าไม่ได้ให้อะไรใครสักคน
“ แกไปบอกขออนุญาตลูกชายของแก บอกว่า ทางตระกูลจะใช้พื้นที่สร้าง ศูนย์การค้าให้มันเซ็นอนุญาตด้วย” ท่านปู่เอ่ยอย่างไม่พอใจ ที่จะทำธุรกิจเป็นหมื่นๆ ล้านต้องไปขออนุญาตเด็กวัย 11 ปีก่อน พ่อเก้ารีบลุกออกจากห้องประชุมทันที
เทียนกำลังนั่งสมาธิ ฝึกตนทบทวนวิชาพลังเวทย์อยู่ พ่อเก้ากับแม่เจนเคาะประตูเรียกมีเรื่องคุยด้วย เทียนจึงหยุดฝึก แล้วเชิญให้พ่อกับแม่เข้ามา
“ อาเทียน ทางตระกูลอยากจะย้ายโรงงาน แล้ว สร้างห้างสรรพสินค้าแบบใหม่บนที่ดินของลูก ที่ท่านย่าให้ลูกไว้ยังจำได้ไหม” พ่อเก้าค่อยๆ เอ่ยถามเทียน
“ จำได้ ที่ติดแม่น้ำ บรรยากาศดีทีเดียว”
“ นั่นแหละ ลูกอนุญาตให้พวกเขาสร้างได้ไหม” พ่อเก้าเอ่ยเบาๆ แม่เจนเห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้
“ ไม่ครับ ผมว่าจะเก็บไว้สร้างโรงทานหรือไม่ก็บ้านพักคนชรา” เทียนตอบออกมาหน้าตาเฉย แต่พ่อเก้าตกใจแทบสิ้นสติ
“ นี่ นี่ ลูกจะเอาที่ดินกว่าหกพันล้าน สร้างโรงทานหรือบ้านพักคนชราอย่างนั้นหรือ”
“ ทำไมจะไม่ได้ ท่านย่ายกให้ผมแล้วนี่” เทียนยังเอ่ยเหมือนเดิม แม่เจนได้แต่ยิ้ม
แล้วลูบหัวเทียน
“ ท่านพี่ ที่ดินเป็นของลูก เขาอยากจะทำอะไรก็เรื่องของเขา ที่ดินตระกูลก็มีอยู่มากมาย ทำไมต้องมาเอาที่ดินแปลงนี้ด้วยนะ” แม่เจนสนับสนุนเทียนเต็มที่เทียนกอดแม่เจน ขอบคุณที่เข้าใจ แต่พ่อเก้ากลับหน้าซีด ไม่รู้จะไปบอกกับ ท่านพ่อกับพวกพี่พี่อย่างไร
ณ ห้องประชุม ยังมีลุงใหญ่ ลุงรอง ลุงสาม ลุงสี่ อี้จิง และ จิ้งหนานนั่งคุยกันต่อ
“ ท่านย่านะท่านย่า ให้ที่ดินแปลงนี้ให้กับอาเทียนเพียงคนเดียว ยังนี้ลำเอียงชัดๆ”
อี้จิงเอ่ยขึ้นมา ทุกคนฟังแล้วแต่ไม่พูดอะไร
“ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของท่านย่า แกอย่าพูดแบบนี้อีก” ลุงใหญ่เอ่ยเตือนลูกชาย
“ แล้วถ้ามันยังเจ็บแค้น แล้วไม่ยอมให้พวกเราทำเป็นศูนย์การค้า พวกเราจะทำอย่างไรดี” จิ้งหนานเอ่ยขึ้นมา ทำให้ทุกคนได้คิด
“ ไม่หรอก ท่านปู่สั่งไปแบบนั้น มันไม่กล้าขัดหรอก” ลุงรองเอ่ยแบบไม่แน่ใจเหมือนกัน
“ พรุ่งนี้เช้าก็รู้มันกล้าขัดคำสั่งของท่านพ่อหรือไม่” ลุงใหญ่เอ่ยจบก็บอกให้ทุกคนกลับไปพักผ่อน
รุ่งเช้าที่โต๊ะอาหารที่มีที่นั่งยาวสำหรับนั่งกินกันได้ไม่ต่ำกว่า สามสิบคน ทุกวันเทียนต้องมากินข้าวที่นี่ก่อนไปโรงเรียนทุกวัน วันนี้ท่านปู่นั่งเป็นประธานเช่นเคย
พอเห็นหน้าพ่อเก้า ท่านปู่เอ่ยถามเรื่องที่ดินทันที
“ เรียบร้อยแล้วใช่ไหม เรื่องที่ให้ไปคุย”
“ คือว่า...อาเทียนบอกว่าจะเก็บไว้สร้างโรงทาน หรือ บ้านพักคนชราครับ ไม่ยอมให้ทำอย่างอื่นๆ” พ่อเก้าเอ่ยออกมาไม่เต็มเสียง ท่านปู่หลี่พอฟังจบ ก็กระแทกช้อนใส่จาน เสียงดังลั่น ลูกหลานทุกคนต่างหยุดการกระทำทุกอย่าง มีแต่เทียนยังคงกินไข่ออมเล็ต อย่างไม่สนใจใคร
“ ท่านพี่ หงุดหงิดอะไรแต่เช้า” ท่านย่านั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย
“ ตระกูลของเรามีมติจะสร้างศูนย์การค้าแห่งใหม่ บนที่ดินโรงงานน้ำอัดลมของเธอ แต่หลานคนโปรดของเธอมันไม่อนุญาต มันบอกว่าจะเก็บไว้สร้างโรงทาน บ้านพักคนชรา มันเกินไปแล้ว” ท่านปู่คำรามเสียงลั่น เทียนได้ยินแล้ว ไม่อยากปะทะด้วยเลยส่งซิก ให้อาเปา กับ อาเปียวลุกขึ้น แล้วค่อยๆ เดินออกไป เพื่อไปโรงเรียนเลยดีกว่า
“ โธ่ นึกว่าเรื่องอะไร ที่ดินตระกูลเรามีเยอะแยะ อาเทียนจะทำอะไรก็เรื่องของเขา
ฉันยกให้เขาไปแล้ว” ท่านย่าเอ่ยอย่างไม่ค่อยสนใจเรื่องของธุรกิจเช่นกัน
แต่ทุกคนตั้งแต่ลุงใหญ่ ลุงรอง และทุกคน ที่ตั้งใจมากินข้าวที่ตึกใหญ่เพื่อรอฟังผล กลับเสียความรู้สึกกันทุกคน
“ นั่นมันจะได้อย่างไร อาเทียนเพิ่งจะ 11 ปี จะไปรู้เรื่องอะไร อาเก้าแกเป็นพ่อต้องบังคับมันให้ยินยอมอนุญาตให้ได้ ไม่เช่นนั้นคงอยู่ร่วมบ้านเดียวกันไม่ได้แล้ว”
ปู่หลี่พูดจบก็ลุกออกไปทันที สร้างความไม่สบายใจให้กันท่านย่า และ พ่อเก้ายิ่งนัก
“ ทำยังไงดีท่านแม่ เทียนมันเอ่ยปากไม่ยอม ใครก็ทำอะไรมันไม่ได้ไม่รู้มันติดนิสัยมาจากใคร ผมกับเจน ก็ไม่เป็นแบบนี้” พ่อเก้าเอ่ยออกมา อย่างเหนื่อยใจ
“ จะเหมือนใคร ก็เหมือนปู่มันนะซิ” ท่านย่าย้อนออกมาทันที
“ ท่านแม่เรื่องนี้”
“ ไม่ต้องพูดแล้วแม่จะพูดกับอาเทียนเอง”
เทียนมาถึงโรงเรียนเรียนได้วิชาเดียว ซินแสจงหมิงก็มารายงานว่าได้บ้านพร้อมที่ดินแล้ว อยู่ไม่ห่างจากโรงพยาบาลโลตัส มีอยู่สองแปลงติดกัน แปลงละ 3ไร่รวมเป็นหกไร่ ราคา ทั้งหมดราคาเพียง 600 ล้าน เจ้าของเป็นต่างชาติ เทียนให้ซินแสพาไปดูทันที พอไปถึงเทียนก็พบว่าที่แห่งนี้เป็นบ้านของนายทหารญี่ปุ่น ได้มาซื้อเป็นที่อยู่อาศัย พอสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ย้ายกลับประเทศ ทิ้งบ้านเอาไว้กว่าเจ็ดสิบปีแล้ว มีคนมาขอซื้อแต่ว่า สุดท้ายไม่มีใครสามารถซื้อได้ เพราะเจ้าของบ้านได้ตั้งเงื่อนไขเอาไว้ข้อหนึ่งว่า ผู้ชื้อจะต้องสามารถชักดาบซามูไรโบราณประจำตระกูลให้ได้เสียก่อน ถึงจะยอมขายให้
“ มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือนี่” เทียนเอ่ยขึ้นมาหลักจากชมบ้านตึกโบราณสไตล์ยุโรป
แต่เจ้าของเป็นญี่ปุ่น ภายในตัวตึกยังมีสภาพดี มีคนดูแลความสะอาด อยู่ตลอดด้านนอกมีพื้นหญ้ากว้างกว่าครึ่ง มีตึกสร้างเอาไว้ ถึง 4 ตึก แต่ละตึกมีทั้งหมดสามชั้น เทียนเห็นแล้วรู้สึกชอบทันที แต่ก็สงสัยว่า ทำไมถึงต้องชักดาบโบราณให้ได้ก่อนถึงจะขายให้
“ ใช่แล้วปกติที่ดิน หน้าติดถนนแบบนี้ ปัจจุบันมี ราคาตารางวาละ 1 ล้าน ไร่ละสี่ร้อยล้าน หกไร่มีมูลค่าถึง 2,400 ล้าน แต่เจ้าของขายเพียง 600 ล้าน ถือว่าถูกมาก ตลอดเจ็ดสิบปีที่ผ่านมา เจ้าของหรือทายาท ได้พยามบอกขายโดยมีการปรับราคามาตลอด จนมา ยี่สิบปีนี้ราคาไม่มีขยับ คนที่สนใจที่ดินแปลงนี้ต้องบินไปญี่ปุ่น เพื่อลองชักดาบโบราณ แต่สุดท้าย หลายสิบคนไม่สามารถชักดาบออกมาได้ และยังทำให้คนที่เข้าไปทดสอบ กลับมีอันตรายเลือดไหลออกจาก ทวารทั้งเจ็ด ต้องนอนโรงพยาบาล ถึง 7 วันกว่าจะหาย แต่ผมว่า ท่านเซียนน่าจะมีวิธีที่จะจัดการเรื่องนี้ ผมจึงแนะนำที่นี่ให้” ซินแสคิดว่าเทียนต้องชักดาบให้ได้อย่างแน่นอน เทียนตกลงอีกสามวันตรงกับวันเสาร์อาฑิตย์ เทียนบอกให้ซินแสจัดการเรื่องติดต่อเจ้าของ และตั๋วเครื่องบิน เทียนจะบินไปญี่ปุ่น เพื่อทดลองชักดาบโบราณ ซึ่งเทียนก็อยากรู้ว่าทำไมผู้ขายถึงได้ตั้งกฏแปลกประหลาดแบบนี้ออกมา
เทียนกลับมาถึงบ้านท่านย่าก็เรียกไปพบทันที
“ อาเทียน มากินรังนกร้อนๆ ย่าเพิ่งให้เขาตุ๋น เสร็จใหม่ๆ เลย”
“ ขอบคุณท่านย่า ไม่ทราบว่าท่านย่าอยากคุยกับหลานเรื่องที่ดินริมน้ำนั้นใช่ไหมครับ” เทียนรู้ว่าท่านย่าจะพูดอะไร
“ เรื่องนี้ปิดหลานไม่ได้จริง ๆ ย่าไม่อยากให้ปู่กับหลาน ต้องมาขัดใจเพราะเรื่องแบบนี้ หลานก็ยอมๆ ปู่เขาบ้างเถอะ ย่ามีที่ดินอีกหลายแปลง ไว้ย่าจะค่อยๆทยอยให้หลานทดแทน”
“ ไม่เป็นไร ท่านย่า หลานเข้าใจ หลานจะเซ็นอนุญาตให้พวกเขาเอง ช่วงนี้ตระกูลของเรามีเคราะห์ ท่านปู่ต้องผ่าตัด ท่านย่าหกล้ม เส้นเลือดในสมองแตกเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ โชคดีท่านหมอซูเป็นหมอเทวะ
ท่านได้ช่วยแหกกฏสวรรค์ พลิกฟ้าเปลี่ยนชะตาให้ท่านปู่ กับท่านย่า เอาไว้ มิเช่นนั้น หลานกับท่านย่าไม่ได้มาคุยกัน แบบนี้ อีกไม่นานท่านหมอซูจะไปเป็นเทพเซียนบนสวรรค์แล้ว ต่อไปก็คงจะไม่มีใครช่วย ตระกูลเราได้อีก หลานแค่เพียงจะทำบุญทำทาน เพื่อให้ท่านปู่ กับท่านย่าแข็งแรง อยู่กับหลานไปนานนานเท่านั้น” เทียนพูดให้ย่าฟังแบบนี้เพื่อเตือนสติให้ทุกคนได้รู้
“ นี่หลานรู้เรื่องแบบนี้ได้อย่างไร” ย่าตกใจกับเรื่องที่เทียนบอกเรื่องตระกูลมีเคราะห์
“ ท่านเทพเซียนบอก...”