เมื่อหลิวกุ้ยหลานได้ยินลูกสาวบอกว่าไม่อยากกินเกี๊ยว เธอก็รีบปั้นหน้ายิ้มแล้วพูดว่า “ไม่กินเกี๊ยวก็ไม่เป็ไรจ้ะ งั้นแม่ทำแป้งทอดใส่ต้นหอมให้กินดีไหม?”
ทั้งเกี๊ยวและแป้งทอดใส่ต้นหอมล้วนเป็ของโปรดของเสียวเสวี่ย แต่เมื่อเผชิญหน้ากับท่าทีเอาอกเอาใจจนออกนอกหน้าของหลิวกุ้ยหลาน เธอกลับส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “หนูไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น ถ้าหมดธุระแล้วก็กลับไปเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูต้องให้อาสามพาไปจับกระต่ายบนูเา”
ท่าทีเ็าและห่างเหินของลูกสาว ทำให้ในใจของหลิวกุ้ยหลานรู้สึกขัดใจอย่างยิ่ง ครั้งก่อนๆ ที่มาเยี่ยม เด็กคนนี้ไม่ได้เป็แบบนี้นี่นา “เสียวเสวี่ย... ลูกไปอยู่กับแม่ในเมืองเถอะนะ อยู่ที่นี่มีอะไรดี? เมื่อก่อนยังมีคุณย่าคอยดูแลลูก แต่ตอนนี้คุณย่าไม่อยู่แล้ว พ่อของลูกเป็ผู้ชายอกสามศอก จะไปดูแลใครเป็? แต่แม่ดูแลลูกได้ แถมยังมีน้องสาวให้เล่นเป็เพื่อนลูกด้วย ไม่ดีกว่าหรือ? ลูกอย่าให้พ่อเป่าหูเอานะ ที่เขาไม่ให้ลูกไปกับแม่ก็เพราะเขาจะทำให้ลูกเสียอนาคต”
หลิวกุ้ยหลานไม่รู้ว่าลูกสาวจะเข้าใจสิ่งที่เธอพูดมากน้อยแค่ไหน แต่เธอก็พยายามพูดเกลี้ยกล่อมด้วยท่าทีที่คิดว่าลูกสาวน่าจะคล้อยตาม
แน่นอนว่าเสียวเสวี่ยเข้าใจทุกคำพูด เธอส่งยิ้มบางๆ ให้หลิวกุ้ยหลาน แก้มทั้งสองข้างปรากฏลักยิ้มบุ๋มลึกน่าเอ็นดู “ต่อให้คุณพูดจนฟ้าถล่มดินทลาย หนูก็ไม่ไปกับคุณเด็ดขาด เลิกฝันไปได้เลย ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรแล้ว หนูก็จะไปหาอาสามแล้วนะคะ”
เด็กหญิงคนนี้ไม่ยอมอ่อนข้อเลยแม้แต่น้อย ทำเอาหลิวกุ้ยหลานโมโหเืขึ้นหน้า เธอถลันเข้าคว้าแขนเล็กๆ ของเสียวเสวี่ยไว้แน่น “เสียวเสวี่ย! ลูกเป็อะไรไป? แม่เป็คนที่ให้กำเนิดลูกนะ เป็คนที่รักลูกที่สุดในโลกนี้ ทำไมอยู่ๆ ถึงได้ทำตัวห่างเหินกับแม่แบบนี้ล่ะ?”
“คุณไม่ใช่แม่ของหนู! คุณเป็ผู้หญิงใจร้าย หนูไม่้าให้คุณมาเยี่ยมหนู หนูไม่้า! คุณไปเลยนะ! ไปเดี๋ยวนี้เลย หนูจะอยู่กับพ่อ!” เสียวเสวี่ยะโสุดเสียง เสียงเล็กๆ ของเธอทั้งดังและแหลม ก้องกังวานไปไกล เธอรู้ว่าพ่ออยู่แถวนี้ แค่เธอะโ พ่อต้องรีบกลับมาแน่นอน
ลูกสาวทำตัวเหมือนเม่นน้อยที่พองขนใส่ หลิวกุ้ยหลานหมดปัญญาจะเอาอกเอาใจแล้ว
“เสียวเสวี่ย! อย่าร้องไห้อย่าอาละวาดสิ แม่แค่อยากจะหอมแก้มลูก ลูกชอบให้แม่หอมแก้มที่สุดไม่ใช่เหรอ?” เสียวเสวี่ยดิ้นรนขัดขืนพลางะโลั่น “หนูไม่เอา! หนูไม่้า! คุณไปเลย ไปเลย!”
ในขณะนั้นเอง หลินกั๋วผิงก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาจากข้างนอก เมื่อเห็นลูกสาวถูกหลิวกุ้ยหลานฉุดกระชากกอดรัดอย่างแรง จนลูกต้องดิ้นรนสุดชีวิต สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที “กุ้ยหลาน! เธอทำอะไรน่ะ! เบาๆ หน่อยสิ ถ้าแขนลูกเป็อะไรไปจะทำยังไง?”
หลิวกุ้ยหลานสะบัดมือออกอย่างไม่เต็มใจ แล้วเดินปรี่ไปเผชิญหน้ากับหลินกั๋วผิงพร้อมกับตวาดถามเสียงดัง “คุณไปพูดอะไรกับเสียวเสวี่ย!? ทำไมคุณถึงยุยงให้ลูกเกลียดฉัน?”
เมื่อโดนกล่าวหาซึ่งหน้า หลินกั๋วผิงก็ทำหน้าเหมือนได้รับความไม่เป็ธรรม “ผมไม่เคยยุยงลูกแบบนั้นเลยนะ อาจจะเป็เพราะคุณจะพาเสียวเสวี่ยไป แกเลยกลัว ก็เลยไม่อยากคุยกับคุณ กุ้ยหลาน... ในเมื่อเสียวเสวี่ยไม่ยอมไปอยู่กับคุณ ผมหวังว่าคุณจะล้มเลิกความคิดนี้ แล้วก็แค่แวะมาเยี่ยมลูกบ้างก็แล้วกัน”
“ให้เสียวเสวี่ยอยู่กับคุณก็เท่ากับทำลายชีวิตลูก! เสียวเสวี่ยหน้าตาสวยขนาดนั้นแล้วก็ฉลาดด้วย อยู่กับฉันต้องมีอนาคตที่ดีกว่าแน่ๆ อยู่กับคุณมีแต่จะเสียอนาคต! ไอ้คนไม่เอาถ่าน! ลำพังตัวเองยังไม่มีปัญญาจะรอด แล้วยังจะมาถ่วงอนาคตลูกอีกเหรอ?” หลิวกุ้ยหลานสาดคำด่าใส่หลินกั๋วผิงอย่างไม่เกรงใจเหมือนเช่นเคย เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้หย่ากัน เธออยากจะตีก็ตี อยากจะด่าก็ด่า หลินกั๋วผิงก็ยังคงยอมเธอเสมอ ยิ่งเขาเป็แบบนี้ หลิวกุ้ยหลานก็ยิ่งดูถูกเขามากขึ้นเป็ทวีคูณ
คำพูดที่อ้างความชอบธรรมของหลิวกุ้ยหลานทำเอาหลินกั๋วผิงเริ่มลังเล ใช่สิ... ลูกสาวอยู่กับเขาจะมีอะไรดี? อยู่กับหลิวกุ้ยหลานอย่างน้อยลูกก็จะได้กินดีอยู่ดี แล้วก็ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนดีๆ ในเมืองด้วย
เสียวเสวี่ยมองออกว่าพ่อกำลังลังเล เธอจึงรีบคว้ามือหลินกั๋วผิงมากุมไว้แน่น แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ถึงหนูอยู่กับพ่อจะกินไม่อิ่มนอนไม่อุ่น แต่พ่อก็รักหนูได้เต็มหัวใจ หนูไม่ยอมไปอยู่ใต้ชายคาเดียวกับคนแปลกหน้าหรอก คุณย่าบอกว่าถ้าหนูไปอยู่กับแม่ก็เหมือนไปอาศัยคนอื่นอยู่ ต้องคอยดูสีหน้าพ่อเลี้ยง คุณย่ายังบอกด้วยว่าพ่อเลี้ยงบางคนใจร้ายมาก ชอบรังแกลูกเลี้ยงของตัวเอง พ่อคะ... หนูไม่ไปกับแม่นะคะ หนูไม่อยากไปอยู่กับคนแปลกหน้าที่น่ากลัว ถ้าหนูถูกรังแก พ่อก็จะไม่รู้ แม่มีน้องสาวกับผู้ชายคนใหม่แล้ว แม่คงจะไม่เข้าข้างหนูแน่ๆ ค่ะ”
เมื่อเสียวเสวี่ยอ้างคำพูดของคุณย่า ความลังเลใจของหลินกั๋วผิงก็มลายหายไปในทันที ขณะเดียวกันเขาก็นึกตำหนิตัวเองว่าเมื่อครู่ทำไมถึงเกือบถูกหลิวกุ้ยหลานหลอกได้นะ? ใช่สิ... ถ้าเกิดไอ้ผู้ชายคนนั้นรังแกลูกสาวสุดที่รักของเขาจะทำอย่างไร?
คำพูดของเสียวเสวี่ยทำให้หลิวกุ้ยหลานยิ่งโมโหจนควันออกหู “เสียวเสวี่ย! คุณย่าของลูกพูดจาเหลวไหล ลูกอย่าไปเชื่อนะ! แม่จะปกป้องลูกเอง พ่อเลี้ยงของลูกรักลูกมากนะ ถ้าลูกไม่เชื่อก็ลองไปอยู่กับแม่สักสองสามวันสิ ถ้าลูกรู้สึกว่าพ่อเลี้ยงไม่ดีกับลูก ค่อยกลับมาก็ได้ ดีไหม?”
ยังไม่ทันที่เสียวเสวี่ยจะอ้าปาก หลินกั๋วผิงก็รีบสวนกลับทันที “คุณเลิกคิดไปได้เลย! ผมไม่มีทางให้เสียวเสวี่ยไปอยู่กับคุณเด็ดขาด! ยังไงก็คำเดิม ถ้าคุณคิดถึงลูกก็มาเยี่ยมได้ทุกเมื่อ เื่อื่นไม่ต้องพูดถึง!”
ชายผู้อ่อนแอคนนี้ เพื่อลูกสาว เขากล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้กับอดีตภรรยาที่แข็งกร้าว ทั้งที่เมื่อก่อนเขาเคยเป็คนที่ถูกผู้หญิงคนนี้ตีก็ไม่สู้ ด่าก็ไม่ตอบโต้
หลิวกุ้ยหลานคาดไม่ถึงว่าผู้ชายขี้ขลาดคนนี้จะแข็งข้อขึ้นมาได้ขนาดนี้ แต่เธอไม่กลัว ผู้ชายคนนี้เธอรู้จักไส้พุงดี เป็แค่คนขี้ขลาดตาขาว “ได้! หลินกั๋วผิง! คุณไม่ให้ลูกสาวฉันก็ได้ งั้นเราไปเจอกันที่ศาล! ฉันจะฟ้องขอเปลี่ยนสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตร คุณรอรับหมายศาลได้เลย!”
พูดทิ้งท้ายอย่างดุดันแล้ว หลิวกุ้ยหลานก็สะบัดหน้าเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
เสียวเสวี่ยค่อยๆ กระตุกชายเสื้อของหลินกั๋วผิงแล้วพูดเบาๆ ว่า “พ่อไม่ต้องกลัวนะคะ ถึงขึ้นศาล หนูก็จะอยู่กับพ่อ หนูเชื่อว่าคุณลุงผู้พิพากษาจะไม่ทำให้หนูลำบากใจค่ะ”
หลินกั๋วผิงพยักหน้า อุ้มลูกสาวขึ้นมากอดแนบอก “พ่อไม่กลัว ตราบใดที่เสียวเสวี่ยยอมอยู่กับพ่อ พ่อก็จะไม่ยอมให้ลูกต้องลำบาก”
เดิมทีหลิวกุ้ยหลานคิดว่าครั้งนี้จะสามารถเกลี้ยกล่อมลูกสาวมาอยู่ด้วยได้ แต่ไม่คิดว่าจะต้องผิดหวังซ้ำสอง
เมื่อเห็นว่าหลิวกุ้ยหลานไม่ได้พาลูกสาวคนโตกลับมาด้วย คุณนายเฉินก็แสดงท่าทีไม่พอใจอย่างรุนแรง “ทำไมแกยังไม่ได้เอาเด็กคนนั้นกลับมาอีก!? การผ่าตัดของเหยาเหยาจะช้าไปกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ!”
“แม่คะ... หนูขอโทษค่ะ หนูไม่คิดว่าเสียวเสวี่ยจะดื้อด้านขนาดนี้ ต่อให้หัวเด็ดตีนขาด แกก็ไม่ยอมมากับหนู หนูรู้ว่าการผ่าตัดของเหยาเหยาจะช้าไม่ได้แล้ว... แม่ให้เวลาหนูอีกหน่อยนะคะ”
อย่าได้เห็นว่าหลิวกุ้ยหลานตอนอยู่บ้านหลิน เธอทำตัวกร่างแค่ไหน แต่พอมาอยู่บ้านเฉิน เธอก็เป็แค่สะใภ้ที่ต้องคอยก้มหัวให้แม่สามีและสามีโขกสับ
คุณนายเฉินพอได้ยินว่ายังต้องให้เวลาอีก ก็ตาเขียวปั้ดทันที “แกจัดการลูกสาวตัวเองยังไม่ได้เลย แล้วแกจะทำอะไรกินได้!? ลูกชายฉันแต่งงานกับคนไม่เอาไหนอย่างแกได้ยังไงเนี่ย? ฉันจะบอกให้นะ... หลานสาวสุดที่รักของฉันจะต้องมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ ถ้าแกทำให้หลานฉันเสียอนาคตล่ะก็ แกเตรียมตัวโดนดีได้เลย!”
หลิวกุ้ยหลาน “…”