บทที่ สามสิบเอ็ด
อีกไม่นานลู่อิงิก็จะเข้าเขตเมืองเทียนตันถ้าเร่งหน่อยอาจจะได้ค้างในเมืองสำหรับคืนนี้ อาการหนาวจัดแต่ยังดีที่ไม่มีหิมะไม่เช่นนั้นการเดินทางคงลำบากกว่าเดิมสองสามเท่า
สวีจ้าวหรงหายไปได้สามวันแล้วตัวนางก็ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาหรือไม่เช้าวันที่เขาหายไปตนรั้งรอเขาอยู่ครึ่งวันเพราะคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะกลับมาแต่สุดท้ายรอต่อไม่ไหวถ้าหากจะกลับมาท่านจอมมารย่อมหาตัวลู่อิงิได้ไม่ยากแต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ลู่อิงิแน่ใจได้คือเขาไม่พอใจกับประโยคสุดท้ายนั่น สายตาไหววูบของเขามันไม่ใช่โทสะแต่เป็อัดอั้น
การเดินทางตลอดสามวันมานี้ในห้วงคำนึงมีแต่ภาพนั้นฉายซ้ำๆความเดียวดายยิ่งทำให้คิดไปเรื่อยเปื่อยดั่งว่าตนติดอยู่ในเขาวงกตเื่นี้สร้างความหนักใจพอๆ กับเื่เศษดาวหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำถ้าเทียนตันมีเสี้ยวผลึกสุดท้ายอยู่จริงภารกิจนางก็จะจบลงแต่กับสวีจ้าวหรงนางหาทางลงไม่ได้
ชีวิตของสวีจ้าวหรงถูกตามล่ามีแต่การฆ่าฟันมาั้แ่เยาว์วัยถูกขับไล่ ทำร้าย ไม่ต่างจากถูกโลกทิ้งไว้เื้ัจนตัวเขาไม่เชื่อใจใครถ้าได้อยู่เคียงข้างเขานางก็ยินดียิ่ง แต่หมายถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรการเป็สหายกับจอมมารไม่มีสิ่งใดเสียหายสำหรับนางแต่ลู่อิงิเกรงอย่างเดียวว่าท่านจอมมารจะคิดเป็อื่นนับั้แ่ที่ผิงต๋าการกระทำเขาก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆนางเองก็ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่เขาเกิดใจปฏิพัทธ์
“โธ่ ข้าก็เซียนชายขอบ เหตุใดท่านถึงไม่ตามรักกับผู้อื่น”ถึงจะแค่บ่นพึมพำกับตนเองแต่ก็รู้สึกปวดอกแปล๊บๆ ให้ตายเถอะ‘ข้าคงไม่ได้เผลอไผลไปเช่นกันหรอกนะ? ’
นี่มันจะยุ่งยากไปแล้ว!เพราะถึงแม้ว่าเราสองจะใจตรงกันใช่ว่าทุกอย่างจะจบนางไม่อาจจะยอมรับขนบธรรมเนียมพวกหนึ่งฮูหยินสองซ้ายขวาสี่อนุแบบนั้นเช่นกัน ถ้าสวีจ้าวหรงไม่สามารถทำได้อย่างผู้เป็บิดาที่แต่งงานอยู่กินกับภรรยานางก็ไม่เอาด้วยหรอกแล้วเื่ภรรยาเยอะสวีจ้าวหรงเชี่ยวชาญนักไม่เช่นนั้นนิยายบัลลังก์ราชันมารก็คงไม่ขึ้นชื่อขนาดนี้
แต่สำหรับลู่อิงิคิดว่าสวีเก่อจวิ้นผู้เป็บิดาน่านับถือมากกว่านักในเื่ความทุ่มเทต่อคนรักเขายอมทำอะไรมากมายเพื่อภรรยานอกจากจะสร้างพันธนาการสัจจะแล้วยังยกนามให้ภรรยาด้วย
แล้วนามนั้นสำคัญอย่างไรหรือ? ในตำนานว่าไว้พวกมารเหล่านี้แท้จริงเป็เทพแดน์สร้างขึ้นเพื่อหวังจะเอาไว้ใช้งานแต่ด้วยพลังอำนาจที่มากล้นจึงต้องหาวิธีกำราบโดยให้นามเป็การบ่งบอกถ้าเป็เ้าของก็จะรู้ชื่อและสั่งการได้ แต่มารเกิดคบคิดทรยศเพราะโดนกดขี่มายาวนานหนีมาสร้างอาณาจักรที่เส้นรอยต่อโลกมนุษย์เกิดเป็ภพปีศาจจากนั้นก็เริ่มแพร่พันธุ์ไปหลายเผ่า บ้างรักษาอำนาจให้อยู่สูงส่งบ้างต่ำลงเพราะสมสู่กับเดรัจฉาน
อย่างในนิยายไม่เคยมีใครรู้นามของสวีจ้าวหรงแม้เขาจะมีภรรยาเยอะก็ตามเขาก็ไม่เคยบอกผู้ใด กระทั่งข้ารับใช้คนสนิทที่เป็ผู้นำเผ่าปีศาจงูก็ยังไม่รู้ผู้ที่รู้มีเพียงบิดามารดาที่จากไปที่สวีจ้าวหรงเก็บงำนามตนเอาไว้เป็เช่นนั้นเดาได้ไม่ยาก เขาไม่เคยเชื่อใจใครพอที่จะยกชื่อให้แม้จะรักและเอ็นดูภรรยาทั้งหลายนักหนาแต่หากเขาทำไปตามสมควรที่สามีพึ่งมี
เพราะชีวิตวัยเด็กของสวีจ้าวหรงแท้ๆเรียกได้ว่าทั้งโลกหันหลังให้ทั้งเทพเซียนชั้นสูงที่ควรจะเมตตาปรานีแต่กลับหมายสังหารเด็ก คนรอบกายตายจากเผ่ามารด้วยกันไม่ต้อนรับ แม้แต่มนุษย์ที่อ่อนแอไร้พลังยังรังแกได้ทั้งหมดหลอมรวมออกมาเป็เขา ก็นับว่าสมแล้วที่จะไม่ไว้ใจใครอีกนี่อาจจะทำให้เขาชดเชยวัยเด็กด้วยการที่พอโตมาเลยชมชอบหญิงงามมากมายแต่ไม่หยุดใจที่ใคร
ลู่อิงิคิดไม่ตกจนต้องถอนหายใจพ่นลมออกมายาวนานจนปะทะลมหนาวเกิดเป็ไอล่องลอยไปเกิดสวีจ้าวหรงหมายปองตนจริงๆ ขนาดรุ่ยเซียงที่อ่อนหวานนักหนาจางเหยียนซีที่งดงามจับตาหรือแม้แต่มู่ซิ่วฟางที่ช่างออดอ้อนเอาใจยังมัดใจจอมมารไม่ได้นับอะไรกับตนที่แค่เซียนชายขอบ์ไม่มีทางที่จะมัดใจเขาให้หยุดเป็นักรักได้อยู่แล้ว
ถ้าลู่อิงิได้เส้นทางความรักเชิงชู้สาวกับสวีจ้าวหรงให้อยู่ในตำหนักในของสวีจ้าวหรงแค่คิดก็ขนลุกั้แ่ศีรษะถึงปลายนิ้วนางปีศาจแมงมุมผู้นั้นน่ากลัวจะตาย พูดได้ประโยคเดียว ‘ข้าขอลาขาด!’
จากนี้ลู่อิงิตั้งใจแล้วถ้าสวีจ้าวหรงกลับมาจะต้องพูดดีๆ จัดการด้วยสติไม่มีอารมณ์ร่วมเอาเหตุผลมากางเปิดใจไปเลย แต่ติดที่สามวันก็แล้วก็ยังไม่กลับมา‘ตอนอยากให้มาทำไมไม่มา!’
ยามโหย่วลู่อิงิเข้าเขตชานเมืองเทียนตันเมืองนี้กว้างใหญ่แต่พื้นที่ส่วนมากไม่มีเ้าของเพราะไร้ประโยชน์ที่จะอากาศหนาวเกินไปเพาะปลูกได้ไม่กี่ฤดูก็ต้องทิ้งร้าง สุดท้ายคนกค่อยๆ อพยพจากไปจะมีแค่บางส่วนในหัวเมืองที่น่าจะคนเยอะสุด
ครั้งนี้นับว่าโชคดีเื่การเดินทางขณะที่พระอาทิตย์ใกล้หมดแสงของวันก็เห็นเมืองตั้งอยู่ในระยะสายตาเซียนน้อยควบม้ามุ่งหน้าเข้าเมืองและหาที่พักหลบหนาว ไม่ต้องเดินทางกลางคืนที่แสนทรมานสภาพอากาศที่นี่ไม่ปรานีเซียนผู้แพ้ความหนาวเสียเลย
หัวเมืองเทียนตันผู้คนบางตาและดูอึมครึมอาจจะเพราะอากาศที่หนาวจัดไม่ค่อยมีใครออกมาเดินข้างนอกไม่มีร้านขายสองข้างทางอย่างเมืองที่ผ่านๆ มาที่ล้วนดูมีชีวิตชีวากว่ามากลู่อิงิพยายามมองหาสถานที่ที่จะพักพิงได้แต่เหมือนที่นี่จะไม่มีสิ่งปลูกสร้างที่สูงใหญ่พอจะเรียกว่าโรงเตี๊ยมแต่ก็ยังดีที่มีป้ายปักประกาศให้เช่าบ้านพักอาจจะไม่สะดวกเท่าแต่ก็พอขออยู่รอดจากอากาศหนาวนางยอมหมด
เซียนน้อยจึงดึงบังเหียนม้าให้หยุดลงที่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่มีป้ายปักให้เช่าลู่อิงิสอบถามจนได้บ้านพักมาหนึ่งหลังเล็กๆจากนั้นก็ไม่ลืมที่จะถามหาสิ่งสำคัญที่สุดคือเสี้ยวแก้วผลึกได้ความมาว่าเห็นมีตกจริงแต่อยู่แถวในหุบเขาจั๋วเหลียงเสียแต่ที่นั่นไม่มีใครเข้าไปเพราะเป็เขตแดนอันตรายคนเก็บของป่าก็อยู่เพียงตีนเขาเท่านั้น หลังจากนั้นไปเป็เขตแดนปีศาจแร้ง
“มีปีศาจแร้งอยู่ที่โลกมนุษย์ด้วยหรือท่านลุง?”
“ใช่ มันอยู่มาหลายปีแล้ว ั้แ่สำนักเหนิงซือร้างไปได้ไม่นาน”ลุงเ้าของบ้านพักเล่าถึงประวัติความเป็มาของพื้นที่นี้ให้ลู่อิงิฟังคร่าวๆ
แต่ก่อนหุบเขาจั๋วเหลียงเป็ที่ตั้งของสำนักฝึกตนเหนิงซือแต่หลังจากเปิดมานานเ้าสำนักที่เข้มงวดลูกศิษย์ก็น้อยลงวิธีการคัดเลือกศิษย์ใหม่ก็ยากเกินไม่มีคนผ่านไปได้ สุดท้ายไม่มีผู้สืบทอดที่ดีพอเ้าสำนักจึงปิดรับลูกศิษย์ก็กระจัดกระจาย และเ้าสำนักก็บำเพ็ญขึ้นเป็เซียนไปสำนักเหนิงซือเลยร้างคนอยู่หลายปี
สุดท้ายปีศาจแร้งน่าจะมาพบเจอเข้าเห็นแถวนี้ผู้คนอาศัยน้อยจึงยืดเอาสำนักเหนิงซือเป็ที่ตั้งส่วนเื่ที่ทำไมถึงปล่อยมีปีศาจมาอาศัยอยู่ความจริงชาวบ้านจะให้ผู้บำเพ็ญสำนักอื่นมาปราบแล้วแต่ปีศาจแร้งนี้ร้ายกาจที่นำวิธีการรับศิษย์ของเ้าสำนักมาทำค่ายกล สกัดผู้เดินทางมาปราบปีศาจ
เห็นว่าเสียกำลังไปพอควรสุดท้ายก็กลับมือเปล่าเพราะพ่ายให้ค่ายกลหลังจากนั้นชาวบ้านเห็นว่าปีศาจแร้งไม่ได้ทำร้ายมนุษย์เพียงแอบนำศพไปเป็อาหารจึงยอมปล่อยไปเพียงแค่เลี่ยงไม่เข้าใกล้เกินไปและฝังศพให้มิดชิด
“เช่นนี้ท่านลุงว่าดาวตกที่สำนักเหนิงซือไหม?”
“ก็น่าจะใช่ เพราะเหมือนหายไปที่หุบเขาแต่ถ้าตกแถวนั้นจริงปีศาจแร้งคงเก็บไปแล้ว”
“ขอบใจท่านลุงมาก นี่เงินค่าที่พัก”ลู่อิงิส่งเงินให้และกำลังจะเดินแยกตัวเข้าที่พักแต่ลุงเ้าของบ้านพักกลับชวนคุยเพิ่มเสียก่อน
“แล้วนี่เ้ามาทำอะไรแถวนี้หรือ เวลานี้ดูจะหนาวไปสำหรับมาเที่ยวเทียนตันนะ”
“ข้าก็เดินทางไปเรื่อยๆ ครั้งนี้แค่ได้ยินข่าวดาวตกเลยว่าจะแวะไปดู”
“อ่อ งั้นหรือ ข้าก็สงสัย่นี้ก็มีคล้ายๆพวกนักดาบพเนจรหรือพวกรับจ้างผ่านมาเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะมาดูเศษดาวเหมือนเ้าไหมหรือบ้างที่อาจจะเกี่ยวกับเื่ที่สองเดือนมานี้มีคนหายหรือเปล่าข้าก็นึกว่าเ้าเป็พวกเดียวกันเลยอยากรู้เท่านั้น” ท่านลุงเพียงแค่เปรยๆเล่าให้ฟังไม่ได้จะเล่าอะไรต่อ แต่การที่ลู่อิงิได้ยินคำบอกเล่าที่ว่า‘หายไป่สองเดือนมานี้’ ทำให้น่าสนใจมากขึ้น เพราะ่ที่คนหายไปเป็หลังจากที่ดาวตกทั้งแทบนี้มีปีศาจอาศัยอยู่ใกล้ๆด้วย เกิดเกี่ยวข้องกันจะเป็เื่ยุ่งเอา
“แล้วนี่คนหายไปเยอะไหมท่านลุง?”
“ข้าก็ไม่รู้แน่ชัด แต่ที่แน่ๆ ส่วนมากเป็เด็กและผู้หญิงถึงเ้าเป็ชายแต่ยังไงก็ระวังตัวไว้ก่อนก็ดี”
“ขอบใจท่านลุง เช่นนั้นข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อน”
หลังจากเข้ามาในที่พักลู่อิงิก็นำเื่ที่ท่านลุงเ้าของบ้านพักเล่าเอามาเรียบเรียงในความคิดดาวตกที่หุบเขาหลายเดือนก่อน คนเริ่มหายตัว มีพวกนักดาบรับจ้างผ่านมาอาจจะเกี่ยวข้องกัน?ครั้งก่อนๆ เศษดาวที่นางเก็บรวบรวมได้ล้วนมีเ้าของเป็มนุษย์คนเ่าั้คงหาวิธีดึงพลังออกมาไม่ได้หรือใช้ไม่เป็ไม่นับคุณหนูเถียนหนิวที่เล่นอย่างไรไม่รู้ทำเอาไปโดนอาถรรพ์ของหลี่จื้อเจี้ยนแต่ถ้าเป็ปีศาจแร้งด้วยแล้วยิ่งมันพบวิธีใช้ได้จะเป็อันตรายอย่างยิ่ง
วันต่อมาเมื่อแสงเริ่มทอดตัวลงพื้นลู่อิงิก็ออกเดินทางไปหุบเขาจั๋วเหลียงที่ตีนเขาการเดินทางไม่ยากจากที่สอบถามมา สามารถไปกลับได้ในหนึ่งวันสบายๆถึงแม้่นี้จะสว่างช้ามืดเร็วก็ตาม
ลู่อิงิไม่ได้นำม้ามาด้วยหากเดินด้วยเท้าเท่านั้น เพราะไม่รู้ว่าจะต้องผจญอะไรบ้างไปตัวเปล่าน่าจะสะดวกกว่า
เมื่อมาถึงตีนเขาจั๋วเหลียงก็เลย่เที่ยงวันมาเล็กน้อยพอเข้าเหมันต์แล้วต้นไม้จึงร้างใบ มีเพียงกิ่งก้านกระจายตัวอยู่ทั่วตีนเขาดูเหมือนหลังจากนี้จะไม่มีเส้นทางให้เดินต้องลุยป่าแห้งๆ เข้าไปอย่างน้อยก็อากาศก็ดีเพราะกลางวันมีแดดช่วยบรรเทาความหนาว
ระหว่างเดินย้ำพื้นหิมะบางลู่อิงิมองต้นไม้เหลือแต่ก้านก็นึกถึงตอนที่หอบเด็กชายบุกเข้าป่าพิษอาการตอนนั้นต่างกับตอนนี้ราวฟ้ากับเหว ทั้งร้อนจัดทั้งอากาศก็ทำแสบทางเดินหายใจนางกลัวเด็กน้อยข้างกายจะทนอากาศพิษไม่ไหวมาตอนนี้ก็คิดแล้วก็ขำแห้ง
“ไม่เท่าไรข้าก็คิดถึงเขาอีกแล้ว ลู่อิงิมีสติหน่อย”นางเอ่ยเสียงเข้มเน้นย้ำกับตัวเองแต่ถึงอย่างไรนางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีสวีจ้าวหรงข้างกายตอนนี้คงอุ่นใจกว่ายิ่งแถบนี้มีปีศาจแร้งอาศัยอยู่แถมต้องบุกเข้าถิ่นของมันเสียด้วยจะไม่หวาดหวั่นได้อย่างไร
เมื่อคืนลู่อิงินั่งทบทวนนิยายทั้งคืนว่าเคยมีกล่าวถึงปีศาจแร้งไหมจนมั่นใจได้ว่าไม่มีและไม่เคยบอกวิธีกำราบปีศาจมาก่อนยิ่งถ้ามันมีพลังของเสี้ยวผลึกด้วยละก็..นางก็ไม่รู้ว่าเลยตอนเจอซึ่งๆหน้าจะสู้ไหวหรือเปล่า
วันนี้สำรวจรอบรังก่อนแล้วกันหาข้อมูลเพิ่มให้มั่นใจก่อนค่อยตะลุยเข้าไป ลู่อิงิตัดสินใจได้ก็เดินรอบๆหุบเขา เพราะจำได้ว่าท่านลุงบอกว่าอาจจะมีค่ายกลอีกสารพันอุปสรรคถาโถมจนเซียนน้อยเริ่มท้อ
ลู่อิงิสำรวจรอบตีนเขาจั๋วเหลียงอยู่เป็ชั่วยามก็ไม่เจอวี่แววค่ายกลหรือปีศาจแร้งจริงๆ คือนางไม่เจออะไรเลย แม้แต่สัตว์เล็กๆแถบนี้เงียบจนจะกลายเป็พื้นที่ต้องห้ามแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะสิ่งมีชีวิตอื่นๆรู้ถึงอันตรายใกล้ตัวจึงหนีไปกันหมดหรือไม่ นางจึงตัดสินใจพอเท่านี้เตรียมเดินกลับหมู่บ้านแต่ระหว่างเส้นทางกลับหูเซียนก็ไปได้ยินเสียงกลุ่มคนกำลังเดินมุ่งหน้าเข้าหาหุบเขาจั๋วเหลียง
‘เหมือนไม่ใช่พวกชาวบ้าน’ลู่อิงิที่ได้ฟังบุรุษกลุ่มนั้นสนทนากันก็มั่นใจหกเจ็ดส่วนว่าไม่น่าจะใช่ชาวบ้านแทบนี้จนกระทั่งเดินเข้าไปใกล้พอมองเห็นพวกเขาไม่ว่าจะทั้งการแต่งกายและท่าทางดูมีวรยุทธ์และพกอาวุธกันทุกคนทั้งรูปร่างกำยำคล่องตัว ตอนนี้จึงมั่นใจสิบส่วน
ไม่แน่อาจจะเป็กลุ่มคนที่ท่านลุงเ้าของบ้านพักกล่าวถึงเมื่อวานที่มีพวกนักดาบรับจ้างเข้ามาในหมู่บ้านบ่อยๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาเข้ามาทำอะไรกัน
กลุ่มนักดาบพวกนี้มากันทั้งหมดห้าคนทั้งยังสนทนากันเสียงดังพอที่หูเซียนจะได้ยินชัดเจนทุกคำแม้ห่างขนาดนี้ลู่อิงิจึงรู้ว่าพวกเขาถูกว่าจ้างหาให้มาตามหาคนที่หายไปและข้อมูลที่ได้มากกว่านั้นเป็ประโยชน์คือคาดว่าสิ่งที่ลักพาตัวไปคือปีศาจแร้งเพราะมีคนเห็นว่าสิ่งมีชีวิตบินได้ปีกกว้างตัวใหญ่อยู่หลายครั้งจนมีคนระบุว่าเห็นสิ่งรูปร่างคล้ายคนแต่มีปีกสังหรณ์ว่าจะมีแค่ปีศาจแร้งที่อยู่แถวนี้
‘ไหนว่าลักแต่ศพ กล้าลักพาตัวคนแสดงว่าเกี่ยวกับเสี้ยวผลึกเสียแล้ว’
หลังจากสังเกตการณ์ได้พักใหญ่สรุปได้ว่ากลุ่มนักดาบนั้นปักหลักอยู่ที่ตีนเขากันก่อนคืนหนึ่งไม่ได้วู่วามบุกขึ้นเขาไปเลยวันนี้แค่มาดูลาดเลาเช่นเดียวกับลู่อิงิ
ด้านลู่อิงิที่ชั่งใจอยู่สักพักก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหากลุ่มนักดาบนั้นเพราะถ้ามีเป้าหมายเดียวกันก็เหมาะที่จะไปด้วยกัน หลายตาก็ดีกว่าเพียงหนึ่งคู่อาจจะได้ช่วยเหลือกับได้เวลาคับขัน
“ท่านนักดาบ” ลู่อิงิเอ่ยทักก่อนแม้จะอยู่ระยะไกลเพื่อไม่ให้พวกเขาเข้าใจผิดว่าตนแอบซุ่มดูหลังคำทักทายทุกสายตาก็หันมามองอย่างพร้อมเพรียง บางคนถึงขั้นคลำไปที่อาวุธเพราะใกล้เขตแดนปีศาจย่อมต้องระวังตัว นางล้วนเข้าใจดี
“เ้าเป็ใคร?” หนึ่งในนักดาบเอ่ยถาม
“ข้าแซ่ลู่ นามว่าิ กำลังหาทางไปสำนักเหนิงซือ”
“เ้าก็ถูกว่าจ้างมาหรือ?” อีกฝั่งเมื่อเห็นว่านางมาคนเดียวก็เริ่มปล่อยมือจากอาวุธและตัวลู่อิงิเองก็ไม่มีอาวุธติดกายมาด้วย ดูเป็เพียงคุณชายร่างเล็กเท่านั้น
“มิได้ ข้าเพียงมาตามหาของที่อาจจะอยู่ในรังปีศาจแร้ง”
“แล้วมาคนเดียวหรือเ้ารู้ไหมว่ามีผู้กล้าก่อนหน้านี้สังเวยให้ค่ายกลเข้าสำนักไปเท่าไร?”
“ข้าพอจะได้ยินมาบ้าง แต่จำเป็จริงๆ แล้วพวกท่านจะเข้าไปเหมือนกันหรือถ้าอันตรายขนาดนั้นทำไมถึงจะเข้าไปเล่า” ลู่อิงิเอ่ยถามย้อนหวังว่าจะได้ข้อมูลใหม่ๆมาบ้าง
ชายผู้หนึ่งที่ดูคล้ายจะเป็ผู้นำครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วถึงยอมเอ่ยออกมาไม่รู้เพราะวางใจหรือเห็นว่าคุณชายน้อยผู้นี้ไม่อยู่ในสายตาไม่น่าจะมีน้ำยาทำอะไรพวกเขาได้กันแน่
“พวกเราถูกว่าจ้างให้มาตามหาคนที่ถูกปีศาจแร้งลักพาตัวไป”เขาเริ่มเล่าสิ่งที่พอจะบอกได้ให้ลู่อิงิรู้ ส่วนนางก็พยักหน้าเข้าใจทันทีเพราะนางคาดการณ์เื่มาก่อนแล้วจึงไม่แปลกประหลาดใจ
“แล้วทำไมถึงมั่นใจว่าเป็ปีศาจแร้งกันล่ะข้าได้ยินมาว่ามันจะแอบแค่ลักศพนี่”
“แต่ก่อนก็ใช้ ปีศาจแร้งอ่อนแอไร้พลังไม่มีกล้าลักพามนุษย์เกรงว่าจะถูกกำจัดจากพวกผู้บำเพ็ญยอมกินเพียงแต่ศพอาศัยค่ายกลสำนักเหนิงซือป้องกันภัยไปวันๆ แต่่เดือนก่อนจู่ๆมันก็เริ่มลักพาตัวเด็ก จากนั้นก็เป็ผู้ใหญ่ที่ไร้ทางสู้นับวันเหมือนว่ามันกล้าขึ้น คงไปสำเร็จวิชาอะไรมาชาวบ้านบ้างกลุ่มเริ่มหวาดกลัวหาทางกำจัดเลยจ้างพวกเรามา”
หลังสนทนาสอบถามเื่ราวอื่นๆเพิ่มเติม ก็ไม่มีอะไรที่ได้รู้เพิ่มเท่าไร ดูท่าคงจะต้องเข้าไปเองถึงจะรู้ทั้งนักดาบรับจ้างเหล่านี้ไม่ได้เอ่ยไล่ลู่อิงิให้ออกไปซึ่งน่าจะหมายความว่ายอมให้เดินทางไปด้วยกันนอกเหนือจากนั้นถึงจะไม่รู้เื่ปีศาจอีกแต่หนึ่งในพวกเขามีคนหนึ่งเคยเดินทางเข้าสำนักเหนิงซือมาก่อนถือเป็เื่ดีที่จะได้ประหยัดเวลาในการศึกษาเส้นทาง
“แล้วนี่คุณชายเอาอย่างไรต่อ จะไปกับพวกเราหรือ?”
“ก็ถ้าพวกท่านไม่ว่าอะไร ข้าจะขอติดสอยไปด้วยสักคน”
“เื่เดินทางไปด้วยความจริงก็ไม่มีปัญหาแต่ข้าเตือนก่อนถ้าเจออันตรายพวกข้าคงไม่เสี่ยงช่วยคนนอก”ผู้นำกลุ่มเอ่ยเตือนไว้ก่อน ถือว่าจริงใจและนางก็เข้าใจดีพวกเขาก็ต้องห่วงพวกเดียวกันก่อนจะมาห่วงนางทำไม
“ข้าดูแลตัวเองได้ พวกท่านอย่าห่วง”
“งั้นตกลง พวกข้าจะออกเดินทางแต่รุ่งสางท่านจะพักด้วยกันหรือจะกลับมาอีกทีก็ตามใจ”
เมื่อทราบเวลาออกเดินทางลู่อิงิจึงขอตัวแยกกลับมาในหมู่บ้านอย่างไรจุดที่พักก็ไม่ได้อยู่ห่างมากนัก เดินทางจากหมู่บ้านไม่นานก็ถึงคืนนี้จึงตัดสินใจกลับไปบ้านพักที่เช่าเอาไว้ พักผ่อนให้เต็มที่และเตรียมตัวสำหรับเื่ที่จะเจอวันพรุ่งนี้
ยังไม่ทันที่พระอาทิตย์จะขึ้นลู่อิงิก็เริ่มออกเดินทางไปให้ทันนัดระหว่างเดินไปบนท้องถนนในหมู่บ้านที่ปราศจากผู้คน แสงสว่างแทบไม่มีต้องใช้ตะเกียงในมือตนเองส่องเอาเท่านั้น
อากาศยามที่ไม่มีแสงแดดหนาวจับใจเสื้อคลุมตัวหนาที่คลุมอยู่ถูกมือด้านในยกปิดมิดชิดจนร่างเล็กของคุณชายลู่ดูนุ่มกลม
“เฮ้อ หนาวจริง”ลู่อิงิไม่ได้รู้สึกหนาวเช่นนี้มานานมากจนต้องพ่นลมออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าเป็เซียนไม่ได้ทำให้ผิวทนทานมากขึ้นเลย อากาศเช่นนี้อยากจุดเตาไฟแล้วนอนอุ่นๆในผ้าห่ม คอยดู..ถ้าได้เศษดาวนี้มาสัญญากับตัวเองจะนอนติดกันสองวันสองคืนเลยแล้วซุกตัวอยู่ในผ้าห่มดื่มชาอุ่นๆ ไม่ไปไหน
ระหว่างที่นางกำลังเดินอยู่นั้นบนท้องฟ้าเหมือนมีอะไรใหญ่โตบินผ่านไปเป็เงาวูบพร้อมเสียงลมที่ถูกเสียดสีจากการตีปีกเรียกเซียนน้อยที่ย่นคอหลบหนาวให้เงยหน้าขึ้นมองพบว่าบนนภาดำมืดดวงตาเซียนของตนเห็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างเหมือนคนมีปีกกว้างใหญ่บินโฉบผ่านไป
“ปีศาจแร้ง” ไม่รอช้าลู่อิงิทิ้งตะเกียงในมือเตรียมจะลอยตามเมื่อเสือออกจากถ้ำมาแล้วรีบจับเลยย่อมง่ายกว่า แต่พอเท้ากำลังจะลอยจากพื้นเสียงร้องของชาวบ้านผู้หนึ่งก็ดังขึ้น
“ช่วยด้วยๆ” เสียงร้องของผู้หญิงอายุเข้าวัยกลางคนดังอยู่ไม่ห่างพอเซียนน้อยได้ยินเข้าจึงชะงักไปครู่หนึ่งสายตามองปีศาจแร้งที่เริ่มบินห่างออกไปจนค่อยๆ ลับตาเพราะไม่อาจตัดใจทิ้งเสียงร้องขอความช่วยเหลือไปได้หากหญิงคนนั้นถูกทำร้ายปล่อยทิ้งไว้อาจจะถึงชีวิต