“ฮ่าฮ่าฮ่าข้าว่าป่านนี้เ้าเศษสวะลู่เฟยมันคงนอนดิ้นทรมานจวนจะตายแน่แล้ว เพียงเพิ่งจะตื่นมาได้ไม่ถึงปีมันนอนนิ่งๆของมันไปก็ดีอยู่แล้วไม่น่ามาแส่หาเื่ไม่งั้นคงไม่ต้องมาลงไม้ลงมือกันถึงขั้นนี้มันเป็เพียงชนชั้นเศษศวะผู้หนึ่งแต่กลับคิดมาชิงตำแหน่งนายน้อยตระกูลลู่ไปจากพี่ใหญ่อย่างน่าตาเฉยมันได้ตายด้วยพิษก็เป็วาสนาของมันเพียงใดไม่อย่างนั้นหากเป็ข้าต้องลงมือเองเกรงว่าศพมันจะไม่สวยนัก”เป็เสียงของชายผู้หนึ่งน้ำเสียงของมันไม่ได้มีความรู้สึกผิดหรือละอายใจใดๆมีเพียงความสะใจและความพึงพอใจยิ่งภายในห้องมืดมิดปรากฏเงาร่างของชายหนุ่มสองคนทั้งแววตาหรือรอยยิ้มของมันนั้นแสดงถึงความเ้าเล่ห์พึงพอใจ
ณ ห้องของลู่เฟย
ลู่เฟยรีบตรงมาทางมู่ไฉซูกล่าวถามด้วยความกังวล“พี่หญิง ท่านยังพอไหวอยู่หรือไม่”
พิษผสม มีหลากหลาย มีทั้งชนิดธรรมดา รุนแรงถึงขั้นร้ายแรงจนสามารถตายได้ในไม่กี่นาทีที่กินเข้าไป แต่เห็นได้ชัดว่าพิษที่หญิงสาวโดนเข้าไปนั้นเป็ชนิดที่ไม่ได้ร้ายแรงมากแต่อย่างใดแต่ถ้าหากผู้ที่โดนเข้าไปนั้นมีสภาพร่างกายอ่อนแอหรือพลังยุทธแทบจะไม่มีก็ต้องตายอย่างแน่นอนหากไม่รีบรักษาเห็นได้ชัดว่าพิษนี่เป็การจงใจที่จะฆ่าลู่เฟยโดยแท้เป็การใช้พิษชนิดต่ำเพื่อฆ่าผู้อ่อนแอเป็การจงใจฆ่าที่ลงทุนอันน้อยนิดยิ่ง
มู่ไฉซูนั้นร่างกายปกติธรรมดาพลังยุทธของนางก็ถือว่าเป็ปกติทั่วไปแต่ถ้าหากปล่อยหญิงสาวไว้แบบนี้อาการก็มีแต่จะย่ำแย่ลงเท่านั้น
มาถึงตอนนี้มู่ไฉซูก็พอจะรับรู้ได้แล้วว่าอาการของตนนั้นผิดแผกนางก็ได้เรียนรู้เื่ราวมากมายมาจากพ่อของนางหรือหนังสือต่างๆรวมไปถึงเื่พิษอาการของนางนั้นนางก็รับรู้ได้เลยว่านางต้องโดนพิษอะไรไปแน่แล้ว
“น้องเฟย ถึงอาการตอนนี้จะไม่ดีนักแต่ก็ไม่ถึงกับย่ำแย่เมื่อกระประชุมตระกูลเสร็จสิ้นข้าก็คงจะไม่เป็ไรแล้ว” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนล้านางรู้ดีว่าถึงจะเป็พิษแต่ก็เป็พิษที่ไม่สามารถทำอันตรายมากมายแก่นางได้หากรักษาภายในหนึ่งวันซึ่งการประชุมของตระกูลอีกไม่กี่ชั่วยามก็จะเสร็จสิ้นแล้วเมื่อถึงตอนนั้นนางก็จะได้รับการรักษา
“พี่หญิง ตอนนี้ท่านก็คงจะรู้แล้วว่ามันเป็พิษ แต่ท่านอย่าได้กังวลไปไม่ต้องรอนานขนาดนั้นข้าจะรักษาท่านเดี๋ยวนี้เอง พิษนั่นเป้าหมายมังคงเป็ข้าแต่กลับเป็ท่านที่ต้องมาเจอ”ลู่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดอย่างรวบรัดไม่ได้อธิบายถึงเื่พิษผสมแล้วมันยังกล่าวว่าจะรักษา
“น้องเฟย อย่าได้กังวลไปเลยไม่มีอันใดที่น้องเฟยต้องรู้สึกผิด”หญิงสาวเอ่ยวาจาบางเบาอย่างอ่อนโยน
เส้นชีพจรลมปราณเป็สิ่งที่ติดตัวมาั้แ่เกิดมันเป็ผู้ที่มีชีวิตอยู่กับเส้นชีพจรลมปราณมานานนับหมื่นปีจะมีอะไรที่เกี่ยวกับเส้นลมปราณที่มันไม่รู้แทบจะสามารถพูดได้ว่ามันนั้นรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลมปราณไม่ว่าจะเป็การโคจรการหมุนเวียนหรือจะเป็เื่อื่นๆการที่จะตรวจดูสิ่งแปลกปลอมในเส้นชีพจรลมปราณนั้นเพียงมันสำรวจผ่านๆปราดเดียวมันก็สามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งที่ผิดปกติไปจากเดิมทุกจุด
“พี่หญิง เชื่อข้าหรือไม่ว่าข้านั้นเป็อัจฉริยะเื่เส้นลมปราณข้าจะไล่พิษออกจากร่างท่านเอง ท่านจะไม่ลองให้ข้าทำดูเป็อย่างไร” ลู่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
การที่จะให้คนผู้หนึ่งไล่พิษออกจากอีกคนจะต้องมีการส่งพลังลมปราณของตนเองเข้าแทรกซึมสู่ภายในร่างกายของคนอีกผู้หนึ่งคนผู้นั้นจะต้องไม่โคจรพลังลมปราณใดๆแต่ถ้าหากฝืนต้านการกระทำก็จะไม่มีผลสำเร็จแต่ก็ไม่ได้เกิดผลร้ายในกรณีของมู่ไฉซูคำกล่าวของเด็กหนุ่มนั้นตอนแรกนางเพียงว่าเป็คำปลอบประโลมแต่เมื่อได้ฟังคำกล่าวครั้งที่สองที่มันแสดงออกถึงท่าทีจริงจังนางก็ต้องน้อมรับไว้ด้วยความเต็มใจหญิงสาวไม่ได้คาดหวังอะไรจากคำกล่าวของเด็กหนุ่มเพียงแต่ว่าลองดูก็ไม่เสียหายถ้าหากว่าเห็นท่าจะไม่ดีนางก็แค่ต้องทำเพียงต่อต้านเล็กน้อยก็จะไม่เกิดผลเสียอะไร
การที่จะส่งพลังลมปราณของตัวเองไปในร่างกายของผู้อื่นจำต้องมีความสมัครใจจากอีกฝ่ายไม่อย่างนั้นก็จะไม่เกิดผลสำเร็จถึงจะเป็ผู้ที่พลังยุทธแข็งแกร่งที่สุดในโลกส่งพลังลมปราณไปในร่างของผู้พิการไร้วรยุทธผู้หนึ่งถ้าหากคนพิการผู้นั้นต่อต้านเพียงเล็กน้อยก็เป็การล้มเหลวไม่เกิดผลอันใดกล่าวได้ว่าถึงแม้คนผู้นั้นจะเป็ใครก็ไม่สามารถแทรกแทรงพลังยุทธของผู้อื่นจากภายในโดยตรงได้หากไม่ได้รับการยินยอมจากอีกฝ่าย
“ถ้างั้นคงต้องขอรบกวนน้องเฟยแล้วน้องเฟยเชิญทำถ้าหากท่าจะไม่ดีข้าจะหยุดเอง”
“จะไม่มีอะไรที่พี่หญิงต้องหยุดข้าใช้เวลาไม่นานนักพี่หญิงเพียงแค่ทำตัวให้สบาย” ลู่เฟยกล่าวอย่างมีความน่าเชื่อถือ
หญิงสาวมองดูเด็กหนุ่มด้วยสายตาลึกล้ำั้แ่ที่นางโดนพิษมาลู่เฟยนั้นท่าทางของมันนั้นจริงจังหนักแน่นวาจาที่มันกล่าวนั้นไม่มีอะไรที่คล้ายคลึกกับเด็กอายุสิบห้าแต่เหมือนกับนักปราชญ์ผู้มากประสบการณ์ความรู้
หญิงสาวหลับตาลงทำตัวผ่อนคลายไม่โคจรพลังลมปราณ
ปรากฏเสียงที่ข้างหูของนาง
“พี่หญิงที่ท่านต้องทำคือทำเพียงผ่อยคลาย ข้าใช้เวลาเพียงยี่สิบลมหายใจอาการท่านก็จะหายดี”เป็น้ำเสียงกระซิบบางเบา
มู่ไฉซูเปิดเปลือกตาขึ้น นางนั้นตกตะลึงขั้นขีดสุดในครองจักษุของนางใบหน้าของลู่เฟยนั้นห่างจากใบหน้านางไม่ถึงหนึ่งฟุตลู่เฟยนั้นได้คว่ำตัวเป็ท่าลักษณะเหมือนท่าเด็กคลานเหนือตัวนาง
“ดะดะดดเดี๋ยวก่อ...อื้อออ”กล่าวยังไม่ทันจบกลีบปากของนางก็ได้ถูกแนบประกบกับกลีบปากของเด็กหนุ่มทำให้ใบหน้าของนางแดงก่ำไปถึงคอระหงส่งเสียงคราง ‘อื้อ’ ออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจเป็ระยะ มือทั้งสองข้างของนางคิดผลักไสลู่เฟยออกไปแต่กลับถูกมือทั้งสองของเด็กหนุ่มกดทับข้อมือของนางไว้ร่างกายของนางตอนนี้นั้นอ่อนล้าจนไม่สามารถต้านทานเรี่ยวแรงของเด็กหนุ่มได้แม้เพียงนิดนางเบิกตากว้างเห็นเป็ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่แทบจะแนบกับใบหน้านางเปลือกตาของเด็กหนุ่มที่ปิดสนิทอยู่พลันเปิดส่งสายตาสบประสานเป็สายตาที่จริงจังไม่มีความเหลวแหลกปนมาแม้เพียงนิดเมื่อรับรู้ได้ถึงพลังลมปราณอ่อนโยนสายหนึ่งที่กำลังถ่ายทอดเข้ามาในร่างกายนางนางก็ไม่ได้ต่อต้านอันใดมีเพียงร่างกายของนางที่กำลังดิ้นด้นขัดขืนไปโดยไม่ได้ตั้งใจแต่ก็เป็เพียงการดิ้นรนที่ไร้ความหมายเหมือนกับกวางน้อยที่ตกอยู่ในน้ำมือของราชสีห์
ต่อให้นางครุ่นคิดจนสมองลัดวงจรนางก็คาดไม่ถึงว่าลู่เฟยนั้นจะใช้วิธีปล่อยพลังลมปราณออกมาจากปากเข้าไปทางปากของนางโดยตรงการที่จะใช้พลังลมปราณออกนั้นผู้คนจะใช้ออกมาจากอวัยวะที่ตนเองถนัดที่สุดมันถึงจะแสดงประสิทธิภาพออกมาสูงสุดผู้คนแทบทั้งหมดต่างก็ปลดปล่อยพลังลมปราณออกมาจากมือกันทั้งนั้นเพราะว่ามือนั้นเป็อวัยวะที่ผู้คนใช้บ่อยที่สุดจะมีอะไรที่เคยชินไปกว่ามือ
แต่กลับกันหากเป็สัตว์ลมปราณพวกมันนั้นส่วนมากไม่ได้มีมือมันจะใช้ปากเป็ส่วนใหญ่รวมถึงัด้วยลู่เฟยที่เคยเป็ัมันใช้ทั้งปากทั้งปีกของมันสลับไปมายาวนานถึงหมื่นปีจะไปมีอะไรที่มันถนัดไปมากกว่านี้แล้ว
จากดิ้นขัดขืนก็กลายเป็มือไม้อ่อนไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อต้านได้แต่เบิกตาสบประสานกับเด็กหนุ่มนิ้วมือทั้งสิบของลู่เฟยก็ได้เปลี่ยนจากกดทับข้อมือของหญิงสาวเป็สอดประสานระหว่างนิ้วอย่างนุ่มนวลหญิงสาวก็ยังคงส่งเสียงคราง ‘อื้อ’ มาไม่ขาดสาย
ในมุมมองของลู่เฟยกลีบปากของหญิงสาวนั้นช่างนุ่มละมุนหอมหวาน นิ้วมือทั้งสองข้างที่สอดประสานกันนั้นััได้ถึงความอบอุ่นความรู้สึกของมันตอนนี้เป็ความรู้สึกครั้งแรกของมันที่ไม่อยากจะจากไปไหนอยากจะหยุดเวลาอยู่แบบนี้ไปตลอดกาลมันไม่ทราบเลยว่าเวลาก็ได้ผ่านไปมากกว่าห้าสิบลมหายใจแล้วแต่มันกลับเพียงคิดว่ามันเพิ่งจะเริ่มเท่านั้น่เวลานี้ช่างผ่านไปไวเหมือนโกหก
หญิงสาวก็ไม่ได้ต่อต้านขัดขืนอันใดนางตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างไปจากเด็กหนุ่มแม้แต่น้อยนางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าพิษในร่างของนางนั้นได้หายไปนานแล้วนางเพียงจับจ้องประสานแววตากับเด็กหนุ่มแววตาของนางไม่ได้แสดงถึงความใแต่มีเพียงหยดน้ำตาหนึ่งหยดที่หลั่งไหลออกมา
ลู่เฟยที่ได้เห็นน้ำตาของหญิงสาวมันจึงได้สติอีกครั้งรู้ตัวว่ามันอยู่ในท่านี้มานานกว่าหนึ่งนาทีแล้วมันจึงผละตัวออกจากหญิงสาวมานั่งอยู่ข้างเตียง “พี่หญิงอาการท่านเป็อย่างไรบ้าง?”มันรู้อยู่แล้วว่านางตอนนี้อาการดีขึ้นแล้ว แต่มันเพียงถามส่งๆไปเพื่อที่จะคลายสถานการณ์
หญิงสาวมองหน้าของเด็กหนุ่มเอ่ยคำสั้นๆหนึ่งคำเสียงเบาราวกับยุงบิน “อืม” จากนั้นนางก็นอนหันไปอีกทาง
หญิงสาวลืมที่จะใด้วยซ้ำว่าเด็กหนุ่มนั้นได้ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบลมหายใจขับพิษออกจากร่ายกายนางเป็เวลาที่แม้แต่แพทย์ที่เก่งกาจมาได้ยินยังไม่อาจทำใจเชื่อ