คำสารภาพจากทั้งสองทำให้บรรยากาศรอบกายเงียบงันยิ่งกว่าเดิม หลี่มี่เยว่ และ มู่เหยียน จ้องมองกันและกัน ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัยระคนกับความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ ความฝันที่เหมือนจริงนั้น... ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็เศษเสี้ยวของความทรงจำที่ถูกซ่อนเร้นไว้
"เ้า... เ้าฝันถึงานั้นจริง ๆ หรือ" มู่เหยียน ถามเสียงเบา แววตาที่เคยเ็ามีประกายแห่งความกระวนกระวายใจ "แล้วเ้าเห็นอะไรอีก"
หลี่มี่เยว่ หลับตาลง พยายามรวบรวมภาพในความฝัน "ข้าเห็นเปลวไฟ เห็นซากปรักหักพัง... และเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสิ่งเ่าั้ ใบหน้าของเขาพร่าเลือน แต่ข้ารู้สึกผูกพันกับเขาอย่างประหลาด" เธอเปิดตาขึ้น มองตรงไปยัง มู่เหยียน "คล้ายกับ... คล้ายกับท่าน"
มู่เหยียน ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เขาเองก็เห็นภาพเดียวกัน ภาพของหญิงสาวที่ยืนอยู่ท่ามกลางา แต่เขากลับรู้สึกเ็ปทุกครั้งที่ภาพนั้นปรากฏขึ้นมา "ข้าก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง... แต่ข้าจำไม่ได้ว่าเธอเป็ใคร" เขาเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าที่เคย
ความจริงที่ว่าทั้งสองฝันถึงสิ่งเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่ว่าพวกเขาไม่ได้มายังโลกมนุษย์แห่งนี้ด้วยความบังเอิญ แต่มีบางสิ่งบางอย่างกำลังนำทางพวกเขาอยู่
เช้าวันต่อมา ทั้งสองตัดสินใจที่จะออกเดินทางจากหมู่บ้านแห่งนี้ เพื่อค้นหาคำตอบของปริศนาเหล่านี้ ชาวบ้านพยายามรั้งพวกเขาไว้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไขความจริง ทำให้พวกเขาต้องปฏิเสธอย่างสุภาพ
"พวกท่านจะไปที่ใดกัน" ชายชราถามด้วยความเป็ห่วง
หลี่มี่เยว่ ยิ้มให้ "พวกข้าจะออกตามหานักเดินทางกลุ่มอื่นที่พลัดหลงไป เชื่อว่าพวกเขาคงรอเราอยู่ที่เมืองหลวง" เธอโกหกคำโตอีกครั้ง
ก่อนออกเดินทาง ชายชรามอบถุงผ้าเล็ก ๆ ให้แก่พวกเขา ภายในบรรจุเสบียงและเงินทองเล็กน้อย "เดินทางปลอดภัยนะพ่อหนุ่มแม่นาง ขอให้เทพเ้าคุ้มครอง"
มู่เหยียน ลอบมอง หลี่มี่เยว่ ที่รับถุงผ้าด้วยรอยยิ้ม เขายังคงไม่เข้าใจความเมตตาของมนุษย์ และไม่คุ้นชินกับการรับความช่วยเหลือจากใคร เขาได้แต่พยักหน้าเล็กน้อยเป็การตอบรับ ก่อนจะหันหลังเดินนำไป
การเดินทางของพวกเขาพาพวกเขาเข้าสู่เมืองใหญ่ เมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน ร้านค้า และเสียงจอแจ หลี่มี่เยว่ ตื่นตาตื่นใจกับความวุ่นวายของโลกมนุษย์ ขณะที่ มู่เหยียน กลับรู้สึกหงุดหงิดกับความแออัดและเสียงดังรบกวน
"ที่นี่มันวุ่นวายสิ้นดี" เขาบ่นอุบ
"ก็เป็เช่นนี้แหละจอมมาร" หลี่มี่เยว่ ยิ้ม เธอรู้ว่าเขาไม่คุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้ "เราจะหาข้อมูลเกี่ยวกับความฝันของเราได้จากที่ไหน"
พวกเขาตัดสินใจแวะที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อพักผ่อนและหาข้อมูล มู่เหยียน สั่งสุรามาดื่มอย่างหงุดหงิด ในขณะที่ หลี่มี่เยว่ พยายามพูดคุยกับผู้คนในโรงเตี๊ยม เพื่อสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับตำนานหรือเื่เล่าโบราณที่อาจเกี่ยวข้องกับความฝันของพวกเขา
"คุณลุงเ้าของโรงเตี๊ยม ท่านพอจะรู้จักตำนานเกี่ยวกับาใหญ่ในอดีตกาลหรือไม่เ้าคะ" หลี่มี่เยว่ ถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ชายชราเ้าของโรงเตี๊ยมเล่าว่า "โอ้... าใหญ่ที่เ้าว่า น่าจะเป็ 'าแห่งเทวะและอสูร' ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว ตามตำนานเล่าว่า าครั้งนั้นทำให้ผืนฟ้าสั่นะเืและผืนดินปริแยก มีผู้กล้าสองคนเป็ผู้นำทัพ ฝ่ายหนึ่งคือเทพผู้พิทักษ์ อีกฝ่ายคือจอมมารผู้ทรงพลัง ทว่าจุดจบของานั้นกลับไม่มีใครล่วงรู้แน่ชัด เพราะหลังจากนั้นทุกอย่างก็เงียบสงบไป..."
ขณะที่เ้าของโรงเตี๊ยมเล่าเื่ ดวงตาของ มู่เหยียน ที่นั่งฟังอยู่ก็พลันแข็งกร้าวขึ้น เขากำแก้วสุราแน่นจนนิ้วซีดขาว ภาพในความฝันเริ่มชัดเจนขึ้นทีละน้อย...
"แล้วมีใครเคยเล่าถึงชายหญิงผู้เป็ผู้นำทัพเ่าั้บ้างไหมเ้าคะ" หลี่มี่เยว่ ถามต่อด้วยความตื่นเต้น
เ้าของโรงเตี๊ยมส่ายหน้า "มีเพียงตำนานเล่าขานกันปากต่อปากเท่านั้น ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าของพวกเขาอย่างชัดเจน แต่มีเสียงกระซิบว่า ชายผู้เป็จอมมารนั้นมีพลังมหาศาล และหญิงผู้เป็เทพก็งดงามหมดจด แต่แข็งแกร่งเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด"
ทันใดนั้นเอง กลุ่มนักเลงหัวไม้ก็เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม พวกเขามองเห็น หลี่มี่เยว่ ที่แต่งกายด้วยชุดอาภรณ์ที่ดูดีกว่าชาวบ้านทั่วไป ก็คิดจะหาเื่
"โฮะ ๆ ดูสิแม่นางน้อย มานั่งที่นี่คนเดียวหรือไง มาดื่มกับพวกเราไหมเล่า" ชายร่างใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับพวกพ้อง
หลี่มี่เยว่ ขยับตัวหนีเล็กน้อย "ขออภัย ท่านคงเข้าใจผิด ข้ามากับสหาย"
มู่เหยียน ผู้ที่เงียบมาตลอด พลันลุกขึ้นยืน ร่างกายสูงใหญ่บดบังแสงไฟ ใบหน้าของเขาดูมืดครึ้ม ดวงตาสีโลหิตจ้องเขม็งไปยังกลุ่มนักเลงหัวไม้ "พวกเ้ากำลังรนหาที่ตาย"
นักเลงหัวไม้หัวเราะเยาะ "โอ้โฮ! ดูเหมือนจะมีผู้คุ้มกันตัวเล็ก ๆ ด้วยนี่ กล้าดียังไงมาขวางทางพวกเรา"
มู่เหยียน ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาสะบัดมือเล็กน้อย แรงลมที่มองไม่เห็นก็พัดร่างของนักเลงหัวไม้กระเด็นไปกระแทกกำแพงอย่างรุนแรง เสียงดัง 'โครม!' ทำให้ผู้คนในโรงเตี๊ยมแตกตื่น
แม้พลังมารของเขาจะอ่อนแอลงมาก แต่สัญชาตญาณและพลังกายที่เหนือกว่ามนุษย์ก็ยังคงอยู่ หลี่มี่เยว่ มองดูเหตุการณ์ด้วยความตกตะลึง เธอลืมไปเสียสนิทว่า มู่เหยียน คือจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา
"เ้า... เ้าเป็ใครกันแน่!" นักเลงหัวไม้ที่เหลือต่างพากันหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือด
มู่เหยียน ไม่สนใจ เขากลับไปนั่งที่เดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "เื่ไร้สาระ" เขาพึมพำ ก่อนจะยกแก้วสุราขึ้นดื่ม
เหตุการณ์นี้ทำให้ หลี่มี่เยว่ ตระหนักได้ว่า แม้จะอยู่ในโลกมนุษย์และพลังอ่อนแอลง แต่ มู่เหยียน ก็ยังคงเป็จอมมารที่น่าเกรงขาม และมันก็ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
"ท่านจอมมาร... ขอบคุณท่านที่ช่วยข้า" เธอเอ่ยเสียงเบา
มู่เหยียน แค่นหัวเราะในลำคอ "ข้าแค่ไม่อยากให้เ้าสร้างปัญหาให้ข้าเท่านั้นแหละ" แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ภายในใจของเขากลับรู้สึกพอใจเล็กน้อยที่ได้ปกป้องเธอ
ในคืนนั้นเอง ทั้งสองต่างนอนไม่หลับ ภาพาแห่งเทวะและอสูรที่เ้าของโรงเตี๊ยมเล่า ผสมปนเปกับความฝันที่ซ้ำซาก ทำให้ความรู้สึกที่อึดอัดใจยิ่งเพิ่มพูนขึ้น
"ท่านคิดว่า... เราเกี่ยวข้องกับานั้นจริง ๆ หรือ" หลี่มี่เยว่ ถามในความมืด
มู่เหยียน ถอนหายใจ "ไม่รู้สิ... แต่ภาพเ่าั้มันชัดเจนขึ้นทุกที" เขายกมือขึ้นกุมหน้าอก รอยแผลเป็ลึกลับปวดแปลบขึ้นมาอีกครั้ง "และรอยแผลเป็นี่... มันก็เ็ปขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย"
หลี่มี่เยว่ พยายามััพลังที่ซ่อนเร้นในตัวเธอเอง พลังที่เธอรู้สึกว่ากำลังตื่นขึ้นอย่างช้า ๆ "ข้าเองก็รู้สึกถึงพลังที่แปลกประหลาดในตัวข้า มันไม่ใช่พลังเซียนปกติ"
ทั้งสองรู้ดีว่าพวกเขาต้องออกเดินทางค้นหาคำตอบ เพื่อไขปริศนาแห่งอดีตที่กำลังไล่ตามพวกเขามาติด ๆ และเพื่อหาทางกลับไปยังภพภูมิของตนเอง แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า การเดินทางครั้งนี้จะนำพาพวกเขาไปพบกับความจริงที่เ็ป และคำสาปที่เชื่อมโยงพวกเขาไว้ด้วยกันมานับพันปี.