เย่เสี่ยวเฉินแสนจะเ็ปใจที่เห็นภาพน้องชายฝาแฝดของเฟิ่งเทียนกำลังยื่นผักให้สัตว์เลี้ยง ยิ่งเห็นสายตาของเ้าลาโง่ที่ส่งสายตาท้าทายในขณะที่เคี้ยวหัวผักกาดปราณเยาะเย้ยเขาอยู่นั้น. เย่เสี่ยวเฉินยังไม่คิดว่าจะมีเื่ที่น่าใมากกว่านี้อีกเมื่อเฟิ่งเทียนได้เรียกให้น้องๆไปเดินเล่นด้วยกัน
"น้องรอง น้องเล็ก พี่ใหญ่จะพาแขกไปดูที่ดินใหม่ของเรา แล้วจะไปนั่งเล่นที่ลำธารท้ายสวน น้องๆจะไปด้วยกันไหม"
"ไปขอรับพี่ใหญ่"
"พี่ใหญ่ขอรับ พวกข้าพาเสี่ยวตงกับเสี่ยวตันไปด้วยได้ไหมขอรับ" เฟิ่งจิน
"ได้สิ น้องไปชวนเสี่ยวเฉิง เสี่ยวไฉ่ด้วยก็ได้ เดี๋ยวเราไปกินของว่างที่ลำธารกัน"
"ขอรับ/ขอรับ"
เฟิ่งหลงและเฟิ่งจิน รีบไปล้างมือและวิ่งเข้าไปในบ้าน สักครู่ครอบครัวหมาป่าอสูรเหมันต์ทั้งสี่ตัวต่างเดินตามสองพี่น้องฝาแฝดออกมาจากประตูบ้าน
"นะ...นี่มัน เสี่ยวเทียน เ้ามีสัตว์อสูรถึงสี่ตัวเลยเหร๊อะ"
เย่เสี่ยวเฉินแทบจะเก็บอาการไม่อยู่ที่ได้เห็นสัตว์อสูรทั้งสี่ตัว แม้แต่หยางไห่หยานก็มีปฏิกิริยากับเื่นี้เช่นเดียวกัน สัตว์อสูรใช่ใครจะมีและทำพันธสัญญาได้ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธจะมีสัตว์อสูรในก็แค่คนละตัวสองตัว แม้แต่จวนแม่ทัพของเขายังมีสัตว์อสูรในพันธของผู้เป็บิดาแค่เพียงหนึ่งตัว แต่น้องชายคนนี้มีถึงสี่ตัวช่างไม่ธรรมดาจริงๆ
"อ้อ...สัตว์เลี้ยงของบ้านข้าเองขอรับ มันใจดีไม่ทำร้ายใครขอรับ น้องรองน้องเล็กพาครอบครัวเสี่ยวเฉิงมาทักทายพี่ชายทั้งสองคนสิ เดี๋ยวพี่ใหญ่จะไปเตรียมของว่างให้พวกเ้าก่อน" เฟิ่งเทียนหันมาอธิบายพร้อมกับบอกน้องชายให้พาครอบครัวหมาป่าอสูรมาที่แคร่ไม้
“เสี่ยวหลง เสี่ยวจิน พวกเ้าได้สัตว์เลี้ยงพวกนี้มาอย่างไรหรือ” เย่เสี่ยวเฉินสอบถามสองเด็กน้อยที่กำลังอุ้มเสี่ยวตันและเสี่ยวตงอยู่ในอ้อมกอด ขณะที่ขึ้นมานั่งบนแคร่ไม้ไผ่ด้วยกัน ส่วนพ่อแม่หมาป่านั่งอยู่ไม่ไกลจากแคร่ไม้
“อ๋อ! พอดีว่าพี่ใหญ่ได้ไปช่วยมันในป่าขอรับ จึงรับเลี้ยงพวกมันใน่ฤดูหนาวที่ผ่านมาขอรับ”เฟิ่งหลง
“พวกเราเลยตั้งชื่อให้พวกมัน ตัวนี้ที่มีจุดขนสีแดงตรงหน้าผากชื่อเสี่ยวตัน ส่วนเ้าตัวที่มีจุดสีฟ้าชื่อเสี่ยวตงขอรับ ส่วนพ่อของพวกมันชื่อเสี่ยวเฉิง แม่ของมันชื่อเสี่ยวไฉ่ขอรับ”เฟิ่งจินแนะนำครอบครัวหมาป่าอสูร
“เฮ้อ!.. ยังจะมีเื่ที่ข้าต้องใอีกมั๊ยเนี่ย หยางไห่เ้าดูเ้าตัวน้อยทั้งสองตัวนี่สิ น่ารักไม่หยอก”
“อืม..ลูกหมาป่าอสูรเหมันต์เป็สัตว์หายากและเป็ที่้าของชาวยุทธ” หยางไห่หยานออกความคิดเห็น
“โอ๊ะ!..เสี่ยวตันเป็ของข้า ส่วนเสี่ยวตงเป็ของพี่รองขอรับ พ่อกับแม่ของมันเป็ของพี่ใหญ่แล้วขอรับ พวกพี่ชายห้ามมาแย่งสัตว์เลี้ยงของพวกข้านะขอรับ” เฟิ่งจินน้องเล็กรีบออกตัวปกป้องลูกสมุนของตนเอง
“ใจเย็นเด็กน้อย พี่ชายไม่ได้จะเอาลูกหมาของพวกเ้าไป เพียงแค่เห็นว่ามันน่ารักเพียงเท่านั้น พวกเ้าอยู่ลำพังกันสามพี่น้องมีครอบครัวหมาป่าคอยปกป้องพวกพี่ชายก็อุ่นใจ”
เย่เสี่ยวเฉินรีบอธิบายแก้ไขความเข้าใจผิด ประเดี๋ยวเด็กๆจะไปฟ้องพี่ชาย พวกเขาก็จบเห่กันพอดี พวกเขายังต้องทำการค้าร่วมกันจะให้ผิดใจกันไม่ได้
เมื่อเฟิ่งเทียนออกมาจากบ้านพร้ะกร้าสะพายหลังและกระบอกน้ำใบเล็กสำหรับทุกคนรวมทั้งแขกทั้งสองด้วย ทั้งหมดจึงเดินสำรวจที่ดินผืนใหม่ที่อยู่ขนานออกไปจากบ้านของเขาไปอีก 50 หมู่ เด็กๆต่างวิ่งเล่นและเดินนำจนเหนื่อยหอบ เสี่ยวเฉิง เสี่ยวไฉ่พ่อแม่หมาป่าจึงย่อตัวให้ฝาแฝดทั้งสองขึ้นมานั่งบนหลังของมัน โดยที่เด็กๆนั่งอุ้มเ้าเสี่ยวตงเสี่ยวตันขี่หลังพ่อแม่พวกมันไปด้วยกัน เมื่อถึงท้ายไร่ลำธารสายเล็กที่ขนานไปกับที่ดินผืนใหม่ ซึ่งมีต้นไม้ร่มรื่น มีโขดหินใหญ่น้อยที่สามารถมานั่งจุ่มเท้าพักผ่อนคลายร้อน เด็กแฝดและเ้าลูกหมาตัวน้อยก็เดินลุยน้ำตื้นไล่จับปลาตัวน้อยที่ว่ายหนีอย่างรวดเร็ว บ้างก็สาดน้ำเล่นกันส่งเสียงหัวเราะสนุกสนานโดยมีผู้ใหญ่ทั้งสามนั่งสนทนาและคอยดูแลความปลอดภัยของเด็กๆ ส่วนพ่อแม่หมาป่าอสูรนอนแช่น้ำคลายร้อนในบริเวณนั้น ยามเหนื่อยก็วิ่งขึ้นมากินซาลาเปาที่พี่ชายเตรียมไว้ให้ทุกคน แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงทั้งสี่ตัวก็ยังได้กินเหมือนกัน
“เสี่ยวเทียน ข้าอิจฉาพวกเ้าจริงๆมีชีวิตอิสระ ไม่ต้องถูกจำกัดขอบเขตแบบบ้านของข้า หรือไม่เข้มงวดเหมือนจวนคุณชายต่างๆ ข้าหล่ะอยากมีชีวิตแสนสุขแบบเ้าบ้างเหมือนกัน” เย่เสี่ยวเฉินถอนหายใจพร้อมกับซึมซับบรรยากาศอันแสนสุขนี้ไว้
“เมื่อก่อนนี้่ที่ท่านพ่อเสียชีวิตไปใหม่ๆ ข้าแทบตั้งตัวไม่ติด น้องๆก็ยังเล็ก ข้าวปลาอาหารก็แทบจะไม่มีกิน เราต้องอดมื้อกินมื้อ อาศัยหาผักป่าเลี้ยงชีพประทังชีวิตขอรับ แต่ข้าโชคดีที่มีผู้มีพระคุณคอยดูแลพวกเราสามพี่น้องอย่างลับๆ ชีวิตของพวกเราก็ดีขึ้นมามาก อีกอย่างข้าได้ช่วยชีวิตครอบครัวหมาป่าอสูรเหมันต์ พวกมันจึงติดตามข้ามาที่บ้านและช่วยล่าเนื้อมาให้พวกข้า เราจึงมีอาหารไม่ขาดแคลนสามารถผ่านพ้นฤดูหนาวมาได้ขอรับ ตอนนี้ชีวิตใหม่ของพวกข้ากำลังเริ่ม ข้าต้องขอบคุณพวกท่านเช่นกันที่มีส่วนช่วยทำให้ครอบครัวของข้าได้สร้างตัว”
“อย่างนี้นี่เอง พวกข้ายินดีกับพวกเ้าในตอนนี้เช่นเดียวกัน อีกอย่างเราเป็มิตรสหายและเป็คู่ค้ากัน เ้ากับข้าต่างได้ผลประโยชน์ เป็ข้าด้วยซ้ำที่โชคดีที่ได้เจอกับเ้า เ้าทำให้ข้ามีหนทางกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเองและสร้างความมั่นคงในตำแหน่งคุณชายสามของข้า น้องชายเสี่ยวเทียนเ้าก็จะเป็ผู้มีส่วนช่วยให้ข้าได้สร้างฐานะเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นพวกเราค่อยๆแข็งแกร่งไปด้วยกันเ้าคิดว่าอย่างไร”
“ได้เลยขอรับ พวกเราจะแข็งแกร่งไปด้วยกันขอรับ”
เมื่อถึงเวลาพักกินข้าว บรรดานายช่างที่มาล้อมรั้วต่างหยุดพักผ่อนตามร่มไม้ ทาสชายทั้งสองจึงนำซาลาเปาและน้ำแกงหัวไชเท้าแจกจ่ายให้กับช่าง บรรดาช่างดีใจเป็อย่างมากเพราะตนได้กินคนละ 2 ลูก และซาลาเปาแต่ละลูกมีขนาดใหญ่บางคนจึงเก็บส่วนของตนเองไว้ให้คนที่บ้านได้กินเพราะรสชาติซาลาเปานี้อร่อยกว่าที่เคยได้ลิ้มลอง ฉางไห่และฉางเหอก็นั่งกินพร้อมกับบรรดาช่างเช่นกัน เพราะพวกเขารู้ว่าคุณชายมีแขกคนสำคัญที่ต้องดูแล พวกเขาไม่อาจร่วมโต๊ะเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา
“เสียดายที่เถ้าแก่ฮัวชิงกลับไปก่อนก็เลยอดกินมื้อเที่ยงที่แสนอร่อยจากข้า เดี๋ยวข้าจะแสดงฝีมือสุดฝีมือเลยขอรับ แต่ข้ารบกวนพวกท่านพาน้องๆกับครอบครัวหมาป่านั่งรออยู่ที่แคร่นอกบ้านก่อนนะขอรับ หากข้าทำเสร็จแล้วจะเรียกทุกคนเข้าไปนั่งกินในบ้านขอรับ”
“ทำไมพวกข้าต้องมานั่งรอนอกบ้าน ให้พวกข้าเข้าไปช่วยเ้าไหมข้าเกรงใจจัง”
“มิเป็ไรขอรับพี่เย่เฉิน เดี๋ยวพวกท่านก็จะรู้เองว่าทำไมข้าจึงให้ทุกคนนั่งรออยู่นอกบ้านขอรับ”
เฟิ่งเทียนเดินกลับเข้าไปในครัวก่อนอื่นเขาจะผัดหมูกระเทียมให้น้องๆก่อน เขากลัวน้องๆจะกินเผ็ดไม่ได้ จากนั้นเขาค่อยเริ่มลงมือผัดกะเพราโดยการ พริกเม็ดเล็ก และกระเทียมเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่น้ำมันลงในกระทะใส่เครื่องที่ตำไว้ลงผัดจนหอม ใส่เนื้อหมูตามลงไป ปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำ น้ำตาลทราย และซอสปรุงรส เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย ขั้นตอนสุดท้ายใส่ใบกะเพราแดงลงไปผัดให้เข้ากัน
“ฮ๊าดดด..ชิ่ว!"
“ฮ๊าดดด..ชิ่ว!"
“ฮ๊าดดด..ชิ่ว! โอ๊ยนี่มันกลิ่นอะไรเนี่ยแสบร้อนจมูกเหลือเกิน” เย่เสี่ยวเฉิน
บรรดาคนที่อยู่นอกบ้านต่างจามกับการผัดกะเพราสุดร้อนแรงของเฟิ่งเทียน ไม่เว้นแม้แต่บรรดาช่าง และครอบครัวหมาป่าที่จามไปด้วย จนทำให้หยางไห่หยานต้องพาทุกคนเดินหลบให้ห่างจากตัวบ้าน เสียงตะหลิวกระทบกระทะพร้อมกับกลิ่นที่โชยออกมาทั้งหอมทั้งแสบจมูกไม่รู้ว่าวันนี้เด็กหนุ่มทำอะไรให้พวกเขากิน
“ฮ๊าดดด..ชิ่ว! งื้อพี่ใหญ่ทำอะไรกินหน่ะพี่รอง ทำไมข้าแสบจมูกแบบนี้เนี่ย" เฟิ่งจิน
“ฮ๊าดดด..ชิ่ว! นั่นสิข้าจามจนน้ำตาไหลแล้วเนี่ย" เฟิ่งหลง
“ฮ๊าดดด..ชิ่ว! มิน่าหล่ะ เ้าเด็กคนนั้นถึงให้พวกเราออกมารอนอกบ้าน ถ้าหากพวกเราอยู่ในบ้านรับรองข้าคงจามจนตายแน่" เย่เสี่ยวเฉิน
“ฮ๊าดดด..ชิ่ว!" หยางไห่หยานจามไปด้วย หาทิศทางหนีลมที่ลอยมาจากห้องครัวไปด้วย บรรดาเด็กๆและสหายสนิทเดินตามหลังเป็ขบวน ส่วนครอบครัวหมาป่าอสูรที่มีประสาทดมกลิ่นเยี่ยมยอดพากันวิ่งหนีไปอยู่ที่ริมธารเรียบร้อยแล้ว
“ฮ๊าดดด..ชิ่ว! นายท่านทำอะไรในห้องครัว กลิ่นแรงมาก พวกเราหลบไปริมลำธารกันดีกว่า เมื่อใดกลิ่นหมดเราค่อยเดินกลับมา" พ่อหมาป่าชักชวนครอบครัวหลบกลิ่นอาหารสุดร้อนแรงของเ้านายของพวกมัน
ส่วนคนทำอาหารสุดร้อนแรงอยู่นั้นกำลังใช้ผ้าปิดจมูก และผัดกะเพราหมูสับเมนูเลิศรสโดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตนได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใครบ้าง เมื่อผัดกะเพราเสร็จ เฟิ่งเทียนจึงทอดไข่ดาวเพิ่มอีกห้าฟองก็เป็อันเสร็จเรียบร้อย เฟิ่งเทียนตักข้าวสวยร้อนๆใส่จาน ส่วนของน้องๆราดด้วยหมูผัดกระเทียมโปะด้วยไข่ดาว ส่วนของเขาและพี่ชายคนใหม่อีกสองคนราดด้วยผัดกะเพราโปะด้วยไข่ดาวเช่นเดียวกัน อาหารจานเดียวแต่อร่อยแน่นอน!
“อาหารเสร็จแล้วขอรับ พวกท่านเข้ามากินได้เลยขอรับ” เฟิ่งเทียนออกมาเรียกทุกคนแต่ทำไมทุกคนต้องทำจมูกแดงและส่งสายตาจะฆ่าฟันให้กับเขากันหล่ะ
“พี่ใหญ่ทำอะไรกินขอรับ พวกข้าแสบจมูก จามจนน้ำตาไหลกันเลยขอรับ” เฟิ่งหลง
“ใช่ๆ พี่ชายไห่หยานพาพวกเราเดินหลบกลิ่นไปตั้งไกล แต่พวกข้าก็ยังจามอยู่ดี ส่วนเสี่ยวเฉิงเสี่ยวไฉ่พาลูกของมันวิ่งหนีไปที่ริมลำธารแล้วขอรับ”เฟิ่งจิน
“นี่น้องชายเสี่ยวเทียน เ้าจะวางยาพิษพวกข้าหรือ ทำไมกลิ่นอาหารของเ้ามันร้อนแรงแบบนี้เล่า”
“ฮ่าๆพี่เย่เฉิน ข้าทำเมนูผัดกะเพรากลิ่นย่อมร้อนแรงแบบนี้แต่เื่รสชาติข้ารับประกันแน่นอน เชิญเข้าบ้านก่อนขอรับ”
เมื่อทั้งหมดเดินเข้ามาในบ้านกลิ่นผัดกะเพราก็ยังคงมีอยู่แต่ไม่ฉุนเหมือนในทีแรกที่เฟิ่งเทียนได้ลงมือผัด เฟิ่งเทียนเปิดหน้าต่าง และประตูบ้านเพื่อระบายกลิ่น โชคดีที่มีลมเย็นๆพัดตลอดเวลากลิ่นในบ้านจึงค่อยๆหมดลง เฟิ่งเทียนและน้องๆที่ช่วยกันลำเลียงจานอาหารออกมาจากห้องครัววางบนโต๊ะ พร้อมกับแก้วน้ำ ทุกคนจึงพร้อมกันที่โต๊ะกินข้าว
“น้องชายเสี่ยวเทียน เ้าทำเมนูอะไรทำไมข้าถึงไม่เคยรู้จัก หน้าตาก็แปลกประหลาด พ่อครัวที่เหลาอาหารของข้ายังไม่เคยทำให้ข้ากินเลยแม้แต่น้อย” เย่เสี่ยวเฉินถามด้วยความสงสัย
“ข้าขอนำเสนอ นี่คือผัดกะเพราไข่ดาว อาหารขึ้นชื่อของบ้านเก่าที่ข้าจากมา ส่วนของน้องๆทั้งสองเป็ผัดหมูกระเทียมไข่ดาวขอรับ พวกท่านอาจจะเห็นว่าทำไมข้าทำเพียงอย่างเดียว สิ่งนี้เรียกว่าอาหารจานเดียว คืออาหารที่ปรุงสำเร็จหนึ่งจาน มีปริมาณเพียงพอที่จะรับประทานได้อิ่มในหนึ่งมื้อ เหมาะสำหรับคนที่ไม่้ารับประทานอาหารอย่างอื่นร่วมด้วยขอรับ ส่วนผักใบเล็กนี้เรียกว่ากะเพราเป็สมุนไพรยา มีรสชาติเผ็ดร้อน สรรพคุณช่วยขับลมขอรับ พวกท่านลองทานแล้วบอกข้าได้ขอรับว่าอร่อยหรือไม่”
เมื่อเฟิ่งเทียนและทุกคนลงมือกินข้าว ทุกคนต้องแปลกใจที่ไข่แดงจากไข่ดาวที่ไหลเยิ้มลงมาคลุกกับผัดกะเพราเมื่อตักกินพร้อมกับข้าวรสชาติกลับอร่อยยิ่ง ผัดกะเพรามีรสชาติเผ็ดเล็กน้อยยิ่งกินยิ่งอร่อยเมนูนี่เหลาอาหารเขาต้องมีให้ได้
“โอ้! ข้าอิ่มมาก น้องชายเสี่ยวเทียนเ้าทำอาหารอร่อยมาก แล้วเ้าผัดกะเพรา กับผัดหมูกระเทียมที่เป็อาหารจานเดียวของเ้า น้องชายพอจะขายสูตรให้กับเหลาอาหารของข้าได้หรือไม่ หากอาหารชนิดนี้ขึ้นโต๊ะที่เหลาอาหารฟ้าไฉของข้า รับรองว่าใครๆต้องมาอุดหนุนเหลาอาหารฟ้าไฉของข้าแน่นอน”
“ขายได้ด้วยหรือขอรับ หากข้าขายสูตรแล้วข้ายังจะสามารถทำกินภายในครอบครัวของข้าได้อีกหรือไม่”
“ได้อย่างแน่นอน ข้าขอซื้อสูตรอาหารของเ้าสองอย่าง ทั้งผัดหมูกระเทียม และผัดกะเพรา ข้าให้สูตรละ 200 ตำลึงทอง น้องชายสนใจหรือไม่ หากเ้าสนใจพรุ่งนี้เรามาทำสัญญาซื้อขายสูตรกัน” เย่เสี่ยวเฉินดวงตาเปล่งประกายกระตือรือร้นที่จะได้สูตรอาหารชนิดนี้
“โอ้! ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนพี่ชายด้วยนะขอรับ พรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปหาท่านที่ร้านพร้อมสูตรอาหาร และข้าจะแนะนำวิธีทำให้กับพ่อครัวด้วยขอรับ” มีรายได้เพิ่มเขาก็ต้องรีบคว้าไว้เขายังต้องสร้างบ้านพักคนงาน กับขุดบ่อพักน้ำอีก ไม่นึกว่าเมนูยอดนิยมของต่างประเทศที่เขาได้ลองกินและลองฝึกทำกินเป็ประจำ จะสร้างรายได้ให้กับเขาแบบนี้
“ฮ่าๆๆ เหลาอาหารของข้าต้องขายดีแน่ๆ เ้าว่าหรือไม่ไห่หยาน” เย่เสี่ยวเฉินหันมาถามสหายสนิทอย่างมีสุข
“แต่คนทั้งเหลาอาหารต้องได้จามก่อนที่จะได้กินผัดกะเพราของเ้าหล่ะนะ” หยางไห่หยานตอบด้วยมาดนิ่ง
“ฮ่าๆๆๆ”
เสียงหัวเราะลอยตามลมออกมาจากบ้านหลังน้อย รอยยิ้มจากมิตรภาพ ชีวิตดีๆที่ลงตัวเริ่มเป็รูปร่างทำให้เฟิ่งเทียนดีใจอย่างน้อยเด็กกำพร้าไร้ญาติแบบเขาที่ได้ข้ามมิติมาเจอน้องๆที่น่ารัก มาเจอมิตรภาพที่ดีจากพี่ชายทั้งสอง มันช่างดีเหลือเกิน…ขอบใจนะเสี่ยวเป่า
*************************