[ประกาศด่วน! ขอให้นักศึกษาทุกคนรีบออกจากบริเวณมหาวิทยาลัยในทันที ด่วนที่สุดขอให้นักศึกษาทุกคนรีบออกจากบริเวณมหาวิทยาลัยในทันที]
[ประกาศด่วน! ขอให้นักศึกษาทุกคนรีบออกจากบริเวณมหาวิทยาลัยในทันที ด่วนที่สุดขอให้นักศึกษาทุกคนรีบออกจากบริเวณมหาวิทยาลัยในทันที]
[ประกาศด่วน! ขอให้นักศึกษาทุกคนรีบออกจากบริเวณมหาวิทยาลัยในทันที ด่วนที่สุดขอให้นักศึกษาทุกคนรีบออกจากบริเวณมหาวิทยาลัยในทันที]
สิ่งที่เด้งขึ้นบนโทรศัพท์ของสมิธจนทำให้เขาตื่นคือแจ้งเตือนจากทางมหาวิทยาลับที่เขาเรียนนั้นเอง
“มันไม่ใช่เวลานี้ มันยังไม่ถึงเวลา...” สมิธคิดหนักแล้วเมื่อได้เห็นข้อความเพราะข้อความแจ้งเตือนนี้คือมหาลัยกำลังถูกจู่โจมหรือบุกรุกโดยเหล่าสิ่งที่มีชีวิตจาปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ แต่ในเวลานี้เนี้ยนะ! ใน่เวลาที่แล้วมหาลัยกว่าจะโดนบุกรุกหรือเกิดความเสียหายคือเดิอน 6 หลังจากการปรากฏตัวของปรากกฏการณ์เหนือธรรมชาติครั้งแรก
“แม่ครับเดี๋ยวผมมานะครับ พ่อไปส่งผมที่สถานีรถไฟหน่อย” สมิธตัดสินใจไปยังมหาลัยเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“อะไรนะ ลูกจะไปตอนนี้?” คอร์ทนีย์ถึงกับหันขวับเมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย
“ฮ่ะ!?” จอห์นเองก็เหมือนกันถึงกับหันขวับจนคอเกือบหัก
“เดี๋ยวผมอธิบายให้ฟังที่หลัง เร็วพ่อ...” สมิธเลือกที่จะอธิบายตอนหลังเพราะถ้าอธิบายตอนนี้เดี๋ยวจะยาว
“เออ! เออ!” จอห์ยรีบลุกขึ้นแล้วทำตามที่ลูกชายร้องขอแบบงงๆ
รถสตาร์ทมุ่งสู่สถานรถไฟอย่างรวดเร็ว บรรยากาศภายในรถเต็มไปด้วยความเงียบ พ่อก็ไม่ถาม สมิธก็ไม่พูด ต่างฝ่ายต่างพากันเงียบ ความเงียบดำเนินต่อจนถึงสถานีรถไฟ
สมิธที่กำลังจะเปิดประตูรถเพื่อออก พ่อได้หยุดเขาไว้ก่อน
“ขอให้ลูกปลอดภัย กลับมาเล่าด้วยว่าเื่อะไร” จอห์นได้แต่อวยพรให้ลูก หากลูกไม่อยากพูดเขาเองก็ไม่อยากจะเซ้าซี้มากไปกว่านี้แล้วเเพราะก่อนหน้านื้ที่ตัวมันเองก็ถามไปเยอะเหมือนกัน จอห์นรู้นิสัยลูกชายตัวเองดีว่าหากอยากจะพูดเดี๋ยวก็พูดออกมาเอง เพราะนิสัยลูกเป็แบบนี้ถึงได้กำเนิด ‘คอกวัวแห่งความจริง’ สถานที่พูดคุยกันอย่างเปิดอกระหว่างสองพ่อลูก
“ได้ครับ” สมิธตอบกลับสั้นๆก่อนจะลงจากลงไป
ปกติแล้วรถไฟจะเปิดทำการเวลา 05.00 ถึง 21.00 เท่านั้น ั้แ่เกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติรถไฟก็ได้ปรับเปลี่ยนเป็เปิดทำการ 24 ชั่วโมงแทน เพื่อความปลอดภัยและที่สำคัญคือป้องกันเหตุไม่คาดฝันจะได้ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย
สมิธซื้อตั๋วรอไม่นานรถไฟก็มาถึง ระหว่างที่สมิธกำลังนั่งรถไฟอยู่สมิธหยิบโทรศัพท์ออกมาพร้อมกับโทรหาเพื่อนที่เรียนมหาลัยด้วยกันในทันที
“เห้ยไอเวร! นึกว่าตายไปแล้วซะอีก วันนั้นฉันได้ยินมาว่าแกจู่ๆก็วิ่งออกจากห้องเรียนแล้วหายไปเลย โทรศัพท์ก็ปิดเครื่องอีก ฉันนึกว่าแกคงตายหรือเป็อะไรไปแล้ว แกรู้ไหมว่าการทำตัวแบบนี้แม่งโคตรแย่ เพื่อนอยู่ดีๆก็เป็ไรไม่รู้แล้วยังมาเจอไอพวกมนุษย์ปลาบ้าไรนั้นอีก มีแต่เื่บ้าๆ”
สิ่งที่สมิธได้ยินหลังจากโทรติดคือเพื่อนของเขาด่าเขาชุดใหญ่ ด่าแบบไม่หยุดหายใจ ด่าจนสมิธรู้สึกกลัวว่าเพื่อนจะขาดอากาศหายใจไปซะก่อน สมิธที่โดนด่าจัดเต็มแบบนี้เขาไม่โกรธเลยแม้แต่นิดเดียวแถมดีใจซะอีกเพราะสาเหตุที่เพื่อนของเขาเป็แบบนี้เพราะเป็ห่วงไม่ใช่ด่าเพื่อสะใจ แต่ก็น่าจะมีบ้างแหละนิดหน่อย!
“สตีฟนายได้รับข้อความเตือนจากมหาวิทยาลัยเปล่า?” สมิธถามเพื่อนถึงเื่แจ้งเตือนที้เขาได้รับ
“ได้ดิ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นั้นมันเกิดบ้าอะไร” สตีฟตอบเพื่อนด้วยอารมณ์ที่เย็นลงในระดับหนึ่งหลังจากได้ระบายมันออกมา
“โอเคแล้วค่อยเจอกันในเร็วๆนี้” สมิธพูดเสร็จแล้ววางสายในทันที ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากคุยแต่เดี๋ยวสตีฟจับได้แน่ว่าสมิธกำลังไปที่มหาวิทยาลัยถ้ายังพูดเื่นี้ต่อ
เมื่อมาถึงเมืองที่ตั้งมหาวิทยาลัยแล้วสมิธไปยังที่ที่เขาจอดจักรยานซึ่งน่าแปลกใจมันยังจอดไว้ที่เดิมไม่หายไปไหน สมิธจึงปั่นจักรยานคู่ใจคันเก่าไปที่มหาวิทยาลัยในทันที อย่างไรก็ตามก่อนจะถึงมหาวิทยาลัยถนนทั้งเส้นได้ถูกตำรวจปิดกั้นเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
สมิธตัดสินใจจอดจักรยานและไปหาตำรวจเ่าั้เพื่อถามคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี้พร้อมกับบอกว่าตัวเขาเป็นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้
“กลับบ้านไปหนู มหาลัยของนายคงได้ปิดยาว” ตำรวจนายหนึ่งตอบคำถามของสมิธแบบกวนๆ
“เ้าพวกตัวประหลาดที่โผล่ออกมาจากประตูมิติพวกนั้นเข้ามาถล่มมหาลัยของนายซะเละ” ตำรวจด้านข้างที่เป็คู่หูตอบคำถามที่ถูกต้องให้สมิธฟัง
“แล้วพอจะบอกได้ไหมครับว่าเ้าตัวประหลาดนั้นรูปร่างเป็ไง” สมิธถามเพิ่มอีกถึงลักษณะของพวกประหลาดที่เข้ามาถล่ม
“ตัวใหญ่ๆ หน้าโง่ๆ ใช้กระบองไม้อันใหญ่เป็อาวุธ” แม้ตำรวจจะดูเซ็งๆที่ต้องคำถามของสมิธแต่เขาก็ยังตอบ
‘เ้าพวกโทรลล์’