ริมฝีปากของเขาห่างจากริมฝีปากของ เชลยสาว เพียงคืบเดียว
ห้วงเวลาราวกับหยุดหมุนแม้แต่สายลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่างแตกก็พลันเงียบงันเหลือเพียงเสียงลมหายใจของทั้งคู่ที่สอดประสาน อุ่นร้อนและเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ไม่มีใครกล้าทำลาย
วาเอริกซ์ััได้ถึงความร้อนที่พุ่งพล่านในกายมิใช่ไฟัที่เขาคุ้นเคยและควบคุมได้หากแต่เป็บางสิ่งที่ดิบเถื่อนและอันตรายยิ่งกว่า—ความปรารถนาที่เขาไม่เคยััมาก่อนในชีวิตนับศตวรรษ
ดวงตาสีม่วงครามคู่นั้น...บอกเขาว่า
คนตรงหน้า ก็ไม่ต่างจากเขาผู้สูญเสีย ผู้แบกรับ และผู้โดดเดี่ยว
"ปล่อยข้า..."
คนในอาณัติ กระซิบทว่าน้ำเสียงนั้นกลับไร้พลัง ไม่เหมือนครั้งก่อน
แววตาของ แม่ตัวดี ยังคงเ็าไม่ยอมเปิดเผยความรู้สึกแท้จริง แม้จังหวะหัวใจจะเต้นกระหน่ำจนเขาััได้ชัดเจน
"ยัง"
วาเอริกซ์ตอบเสียงแหบพร่า มุมปากกระตุกยิ้ม อย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
"ข้ายัง้าคำตอบ"
ร่างบาง ไม่ตอบโต้เพียงจ้องมองเขาด้วยสีหน้าที่ปิดกั้นทุกอารมณ์ เ็าจนน่าหงุดหงิดแต่เขาจับสังเกตได้ว่ามือนุ่มนิ่มนั้นกำแน่นขึ้น สัญญาณเล็กน้อยที่บ่งบอกว่านางไม่ได้เฉยเมยดังที่แสดงออก
วาเอริกซ์ผ่อนแรงที่จับข้อมือ คนตัวเล็ก ลงแต่ยังไม่ยอมปล่อยให้เป็อิสระ
"แท้จริงแล้ว...เ้าเป็ใครกันแน่?"
"นั่นมิใช่ธุระของเ้า"
ริมฝีปากอิ่ม เอื้อนเอ่ยเสียงเรียบสีหน้าไม่เปลี่ยน
"ตอนนี้มันเป็ธุระของข้าแล้ว"
เขาตอบเอนใบหน้าเข้าใกล้จนลมหายใจอุ่นรดรินแก้มใส
"เพราะข้ารู้สึกว่า...มีบางอย่างระหว่างเรา"
แม่มดน้อย เบือนหน้าหนีเล็กน้อยหลบสายตาเขา
"เ้าสำคัญตัวเกินไป"
แต่วาเอริกซ์ทันเห็นริมฝีปากของนางสั่นระริกก่อนจะเม้มเข้าหากันแน่น
เวลาหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ
พลันแววตาของ ศัตรูโฉมงาม ก็เปลี่ยนไป—จากความเ็าสู่ความเฉียบขาด มือที่เคยถูกพันธนาการตวัดวาดอักขระเวทอย่างรวดเร็วราวกับงูฉกเหยื่อ
วูบ!
แสงสีม่วงสว่างวาบ
วาเอริกซ์ถูกกระแทกด้วยพลังที่มองไม่เห็นจนเซถอยหลังไปสามก้าวไออุ่นจากััถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยือกในพริบตา
ร่างระหงในชุดดำ ยืนนิ่งสีหน้ากลับคืนสู่ความเ็าไร้อารมณ์ราวกับ่เวลาอ่อนไหวเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
"อย่ามายุ่งกับข้าอีก"
นางเอ่ยเตือนน้ำเสียงเรียบเฉยจนน่าขนลุก
"ครั้งต่อไปข้าจะไม่ไว้ชีวิตเ้า"
วาเอริกซ์ยืนนิ่งมอง ผู้บุกรุก ด้วยความประหลาดใจมิใช่เพราะเวทมนตร์ของนาง แต่เพราะความเร็วในการปิดกั้นอารมณ์นั้น...แววตาที่เคยสั่นไหวกลับว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีสิ่งใดอยู่
เงาร่างสีดำ สะบัดกายพลิกตัววิ่งกลับไปหาแท่นบูชา มุ่งหน้าสู่ถ้วยอัคนีอีกครั้ง
และครั้งนี้วาเอริกซ์ก็พุ่งทะยานตามไป
การต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อต่างฝ่ายต่างหยั่งเชิงกันเมื่อ แม่มดสาว ตระหนักว่าเพลงดาบของเขาไร้ช่องโหว่แววตานับถือระคนประหลาดใจก็ฉายชัดขึ้นในดวงตาคู่สวย
การปะทะพาพวกเขาหมุนวนรอบห้องโถงทุกจังหวะรุกรับพาพวกเขาเข้าใกล้แท่นวางถ้วยอัคนี
วาเอริกซ์รู้สึกถึงเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากมิใช่จากความเหนื่อยยาก แต่จากความพยายามในการกดข่มัในกายแรงดึงดูดเกิดขึ้นทั้งจากการต่อสู้และตัว คู่ต่อสู้ เอง
ความย้อนแย้งนี้ทรมานเขา—นางคือศัตรูนางคือแม่มด นางคือภัยคุกคาม ทว่าทุกครั้งที่ปะทะ ทุก่เวลาที่ร่างกายแนบชิดแรงดึงดูดที่มีต่อ สตรีลึกลับผู้นี้ กลับรุนแรงยิ่งขึ้น
"เ้ากำลังออมมือ"
คนปากดี กล่าวหาใน่พักหายใจใบหน้านางยังคงเ็า ไร้อารมณ์ แม้จะมีเืไหลซึมจากรอยบาดเล็ก ๆบนแก้มที่ปลายดาบของเขาเฉี่ยวไป
"เ้าก็เช่นกัน"
เขาสวนกลับ ั์ตาพราวระยับ ลิ้มรสคาวเืในปากจากที่กริชของนางบาดริมฝีปากเขา
ทั้งคู่ปลดปล่อยพลังพร้อมกันเงาอัดแน่นของร่างเพรียวพุ่งเข้าหาเขา
คลื่นความร้อนระลอกหนึ่งแผ่ออกจากกายแกร่งเวทมนตร์ทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ เกิดแรงะเิส่งทั้งคู่เซถอยหลังั์ตาพร่ามัวไปชั่วขณะจากแสงสว่างวาบ
ในจังหวะชี้ชะตานั้นทั้งคู่ตัดสินใจเหมือนกัน
วาเอริกซ์พุ่งเข้าหาถ้วยอัคนีพร้อมกับนางภาพของทั้งสองราวกับเงาสะท้อนในกระจกของเจตนาที่สิ้นหวังเวลาดูเหมือนจะเดินช้าลงขณะพุ่งเข้าหาวัตถุโบราณ ไม่มีใครยอมใครต่างถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่
มือของทั้งคู่ตะปบลงบนพื้นผิวเงินของถ้วยอัคนีนิ้วมือทาบทับกันในวินาทีที่คว้าจับ
ชั่วขณะหนึ่ง—มีเพียงความอบอุ่นของผิวเนื้อััผิวเนื้อและความเย็นเยียบของโลหะที่รองรับอยู่เบื้องล่าง
ทันใดนั้นถ้วยอัคนีแห่งพันธนาการก็สว่างวาบ แสงสีแดงฉานบาดตาจนพร่ามัวราวกับพระจันทร์โลหิตได้ลงมาสถิตในวิหารศักดิ์สิทธิ์
วาเอริกซ์ััถึงกระแสพลังที่พุ่งพล่านอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน...เวทมนตร์เก่าแก่จดจำบางสิ่งในตัวพวกเขาทั้งคู่สิ่งที่พวกเขาเองยังไม่อยากยอมรับ
โลกทั้งใบเลือนหายไปในแสงสีแดงเหลือเพียงดวงตาของ หญิงสาว ที่สบตากับเขา—ดวงตาที่นับั้แ่พบกันครั้งแรกบัดนี้ไม่ได้เ็าอีกต่อไป
นางตื่นตระหนก
แต่พยายามปกปิดมันไว้ให้ดีที่สุด
พันธสัญญาจันทราโลหิต
แสงสีแดงฉานกลืนกินพวกเขาราวกับลาวาเพลิงเวทมนตร์โบราณกระเพื่อมผ่านห้องโถงเป็ระลอกคลื่น อากาศสั่นะเืเลื่อนลั่น
วาเอริกซ์ไม่อาจปล่อยมือจากถ้วยอัคนีขยับตัวไม่ได้ด้วยซ้ำ พลังอำนาจพุ่งย้อนขึ้นมาตามท่อนแขนและแผ่ซ่านไปทั่วร่างด้วยความรุนแรง
เสียงกระซิบจากความว่างเปล่าก้องกังวานทั่วอารามคำทำนายที่สลักไว้บนหินวิหารบัดนี้กลับมีชีวิต:
“เมื่อเงามืดและเปลวไฟหลอมรวมกันใต้จันทร์เื…
พันธนาการที่ไม่อาจตัดขาดจะถือกำเนิด”
ถ้อยคำก้องสะท้อนด้วยจุดประสงค์ที่น่าสะพรึง
มิใช่คำเตือนที่เป็นามธรรมอีกต่อไปแต่เป็ความจริงตรงหน้า