พี่น้องหวังเผยรอยยิ้มตื่นเต้นดีใจบนใบหน้า
ถังฉีเฝ้ามองภาพตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ ทว่าคิ้วของเด็กหญิงขมวดมุ่นเล็กน้อย
นางไม่ใช่เด็กหญิงไร้เดียงสาอายุสิบสามีเช่นที่ปรากฏดังเปลืองนอก
ในยุคแห่งความโกลาหลและวุ่นวายนี้ เฉพาะเมื่อเจ้ามีเงินเท่านั้น เมื่อเราร่ำรวยมั่งคั่งเท่านั้น จึงจะเริ่มมีเขี้ยวเล็บและสามารถปกป้องครอบครัวได้
ดังนั้น นางไม่เพียงต้องการหาเงิน แต่ยังต้องการคนสนิทที่เชื่อใจได้อีกด้วย!
แน่นอนว่าคนเหล่านี้ก็เห็นแก่เงินเช่นกัน ทว่าเวลานี้นางมีเพียงความมุ่งมั่น ยังไร้ซึ่งพลังอำนาจ
แม้ว่าในห้วงมิติจะมีสิ่งของนับไม่ถ้วน แต่ความสามารถของนางยังอ่อนแอเกินไป
หลังจากรับประทานอาหารแล้ว ฉีเซิ่งก็ขอให้คนสนิทส่งพวกเขากลับหมู่บ้านตระกูลหวัง และสิ่งของที่ถังฉีต้องการจะถูกนำไปส่งในตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น
กล่าวได้ว่าในยุคสมัยที่การคมนาคมขนส่งเป็นไปอย่างยากลำบาก ความสามารถของฉีเซิ่งจึงปรากฏชัด
“อา…พวกเจ้าสองคนมัวไปทำอะไรอยู่? เหตุใดถึงพาฉีเอ๋อร์กลับมาเอาป่านนี้?”
นางจางเฝ้ารอที่ประตูบ้านด้วยใจจดจ่อ
เมื่อคนของฉีเซิ่งขนสิ่งของทั้งหมดเข้าไปในห้องแล้วกลับไป นางจางก็เริ่มตำหนิบุตรชายทั้งสองของตน
“ท่านยาย อย่าตำหนิท่านลุงเลยเจ้าค่ะ เป็นเพราะข้ามีเรื่องต้องคุยกับคุณชายฉี พวกเราก็เลยกลับมาช้า”
ถังฉีรีบก้าวออกมา เกาะแขนของนางจางและทำท่าทางออดอ้อน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ความโมโหของนางจางก็มลายหายไปสิ้น
“ท่านยาย ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว คราวหน้าข้าจะรีบกลับ ไม่ทำให้ท่านเป็นห่วง”
ถังฉีแกว่งแขนหญิงชราไปมา รู้สึกอบอุ่นที่ได้รับการเอาใจใส่
“พี่ใหญ่ พวกเราก็เป็นห่วงท่านมาก แม้แต่น้องห้ายังกินข้าวเย็นได้ไม่มาก เอาแต่มองไปที่ประตู”
เมื่อถังเฟิงเห็นพี่สาวกำลังออดอ้อนผู้เป็นยาย จึงรีบเอ่ยขึ้นเช่นกัน
ดูเหมือนถังเหอน้อยจะเข้าใจสิ่งที่ถังเฟิงพูด เขาส่งเสียงอ้อแอ้พลางยื่นมือไปหาถังฉี แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
“ฮ่าฮ่าฮ่า…น้องห้า เจ้าตัวเล็กแค่นี้ก็รู้จักคิดถึงพี่สาวแล้วหรือ”
ดวงตาของถังฉีโค้งดั่งดวงจันทร์เสี้ยวทันที
นางเดินไปกอดถังเหอไว้ในอ้อมแขน
“นี่ก็มืดค่ำแล้ว พวกเจ้าคงจะหิวกันละสิ ข้าจะไปทำอาหารมาให้เดี๋ยวนี้ละ”
เมื่อนางจางเห็นถังฉีและน้องชายกอดกัน ภายในใจอัดแน่นด้วยอารมณ์มากมายที่ผสมปนเป
“ท่านแม่ พวกเรากินมาจากในเมืองแล้วขอรับ พวกเรามาจัดการของพวกนี้ก่อนเถอะ หม้อไฟได้รับความนิยมมาก ข้าเกรงว่าพวกเราจะทำเครื่องปรุงได้ไม่พอ”
หวังอันเอ่ยขึ้นพลางขอให้ภรรยาเข้ามาช่วย
จากนั้น พวกเขาก็พูดคุยกันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองชิงเหลียงเมื่อตอนกลางวัน
แม้ว่าลูกสะใภ้ทั้งสามจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทว่าเครื่องปรุงที่พวกนางทำนั้นขายได้กำไรจริง!
พวกนางตระหนักได้ว่าความยากลำบากในวันนี้จะทำให้ชีวิตของพวกนางดีขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตอย่างแน่นอน!
อย่างไรเสีย ถังฉีก็ยังเป็นเด็ก หลังจากเดินทางทั้งวัน นางก็เล่นกับถังเหออยู่พักหนึ่ง แอบป้อนนมให้เขา ไปล้างหน้าแล้วก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
วันรุ่งขึ้น ทันทีที่ถังฉีลืมตาตื่น นางก็งุนงงเมื่อได้กลิ่นหอมเตะจมูก
ไม่บอกก็รู้ว่านางจางและท่านป้าทั้งสามกำลังง่วนอยู่กับการทำครัว
ถังฉีรีบลุกขึ้น ล้างหน้าล้างตาและตรงไปยังห้องครัว
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเต็มไปด้วยความครึกครื้นและอบอุ่น
นางจางและลูกสะใภ้มีงานล้นมือ ส่วนพวกผู้ชายก็ไม่ว่าง พวกเขาแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน
แม้แต่ถังซานและคนอื่น ๆ ก็ช่วยงานด้วย
น่าเสียดายที่ห้องครัวคับแคบเกินไป พวกเขาจึงต้องช่วยงานอยู่ด้านนอก
ถังเจียงยังเด็ก เขาจึงไม่ได้ช่วยงานและคอยดูแลถังเหอแทน
“พี่ใหญ่!”
เมื่อเห็นว่าถังฉีตื่นแล้ว ถังเจียงก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม
“อา…น้องเจียงของเราก็ทำงานหนักเหมือนกันนะนี่ หากน้องห้าซนมาก เจ้าก็มาบอกข้านะ เข้าใจหรือไม่?”
เมื่อพูดจบ ถังฉีก็บีบแก้มจ้ำม่ำของถังเจียง จากนั้นก็ทักทายนางจางและคนอื่น ๆ
“ฉีเอ๋อร์ เจ้าตื่นแล้วหรือ มีโจ๊กอยู่ในหม้อ รีบไปกินเสีย”
เมื่อเห็นหลานสาวตื่น นางจางก็ดูแลเอาใจใส่อย่างดี
ถังฉีตอบด้วยรอยยิ้มละมุน นางตักโจ๊กเต็มชามและกินกับหัวไชเท้าแห้งชามใหญ่!
ขณะที่เด็กหญิงกำลังไปล้างจาน นางก็พบว่าท่านป้าสะใภ้ใหญ่จัดการเรียบร้อยแล้ว และนางก็นำจานชามที่ถังฉีถืออยู่ไปล้าง
“ถังฉี เอามานี่ เจ้าไม่ต้องทำงานอะไรแล้ว”
ป้าสะใภ้รู้สึกเห็นใจและเป็นห่วงเป็นใยถังฉีไม่น้อย เพราะรู้ว่าเด็กหญิงต้องทำงานหนักเมื่ออยู่ที่บ้าน
เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของป้าสะใภ้ ถังฉีจึงไม่ปฏิเสธ นางรู้ว่าคนเหล่านี้ใส่ใจนางกับน้อง ๆ อย่างจริงใจ
เด็กหญิงไม่ใช่คนเกียจคร้าน นางช่วยนางจางทำเครื่องปรุงหม้อไฟอย่างขะมักเขม้น
ในตอนเย็น ฉีเซิ่งก็ส่งรถม้ามารับเครื่องปรุงพวกนั้นไป และยังนำวัตถุดิบมาเพิ่ม
แม้ว่าเครื่องปรุงที่รับไปจะมีไม่มาก อย่างไรก็ตาม เสบียงใหม่ที่พวกเขานำมานั้นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของเมื่อวาน!
ขากลับ ถังฉีและน้อง ๆ นั่งรถม้าออกจากหมู่บ้านตระกูลหวัง
“ผู้เฒ่าหวังคงจะเอ็นดูเด็ก ๆ พวกนี้ไม่น้อย ถึงขนาดจ้างรถม้าไปส่งพวกเขาเลยทีเดียว ต้องใช้เงินมากแน่”
ชาวบ้านต่างกระซิบกระซาบเมื่อเห็นรถม้าเคลื่อนตัวออกไป
“นั่นสิ ข้านึกว่ารถม้ามาที่หมู่บ้านเพราะมีธุระอะไรเสียอีก ที่แท้ก็เป็นผู้เฒ่าหวังที่จ้างมา”
ดังนั้นจึงไม่มีใครนึกสงสัยเรื่องรถม้าอีกต่อไป!
เมื่อรถม้าเคลื่อนมาใกล้ประตูทางเข้าหมู่บ้านตระกูลถัง ถังฉีขอให้คนขับหยุดรถ พี่น้องลงจากรถแล้วเดินช้า ๆ เข้าไปในหมู่บ้าน
“ฉีเอ๋อร์ กลับมาจากบ้านท่านยายแล้วหรือ?”
ไม่นาน ชาวบ้านก็ได้เห็นถังฉีและน้อง ๆ
“ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านป้า พวกน้อง ๆ ง่วงกันมาก ข้าคงไม่ได้อยู่คุยด้วยนะเจ้าคะ เดี๋ยวพวกเขาจะเป็นหวัด”
ถังฉีเอ่ยตอบเสียงแผ่ว จากนั้นก็มองถังเหอในอ้อมกอดด้วยแววตาเอ็นดู
เมื่อหญิงชาวบ้านได้ยินคำตอบ นางก็เข้าใจในทันทีและไม่รั้งเด็กหญิงไว้
เมื่อถังฉีมาถึงประตูบ้าน นางก็หยุดชะงักฉับพลัน
“พี่ใหญ่!”
น้อง ๆ ก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติเช่นกัน ประตูที่พวกเขาลงกลอนไว้อย่างแน่นหนาก่อนออกไป เวลานี้เปิดอ้าอยู่
ถังฉีวางถังเหอที่กำลังหลับไว้ในอ้อมแขนของถังซานและรีบเข้าไปในบ้าน
ภาพเบื้องหน้าเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง
ทั่วทุกที่มีร่องรอยของการถูกรื้อค้น แม้แต่ผ้านวมบนเตียงก็ถูกเจาะรูขนาดใหญ่ เผยให้เห็นนุ่นสีขาวที่อยู่ข้างใน
“พี่ใหญ่ บ้านของเราถูกปล้นหรือ? รีบดูเงินก่อน!”
ถังเฟิงนึกถึงเงินที่เก็บไว้
“ไม่ต้องห่วง ข้ามักจะพกเงินติดตัวไปด้วยตลอดเวลา”
ถังฉีเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาของนางฉายแววเย็นเยียบ
ครั้งนี้ นางไม่เห็นพลังงานสีดำบนตัวน้อง ๆ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนัก
******************************