จี้เยี่ยนจื๋อใบหน้ามืดครึ้มพลางชี้ไปที่จอภาพขนาดใหญ่ซึ่งกำลังฉายภาพใบหน้าของลู่เหยียนชูในระยะโคลสอัปพอดี
จี้ทิงมองตามปลายนิ้วของเขาไปก่อนจะเอ่ยขึ้นราวกับเพิ่งนึกออก “เขาเป็นนักแสดงเรื่องนี้เหรอครับ”
อีกฝ่ายบอกว่าให้เลือกหนังที่ทำคะแนนเรตติ้งสูงสุดของปีที่แล้วเขาจึงเลือกเรื่องเส้นทางแห่งเกียรติยศตามลำดับการจัดอันดับไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญขนาดนี้
ในใจของจี้เยี่ยนจื๋อตอนนี้มีเรื่องสับสนวุ่นวายเต็มไปหมดพอได้เห็นใบหน้านี้เข้าก็ยิ่งหงุดหงิด เพราะทุกครั้งที่เห็นลู่เหยียนชูมันมักจะทำให้เขานึกถึงเรื่องราวบางอย่างในอดีตขึ้นมา
“งั้นจะเปลี่ยนเรื่องไหมครับ?”
เดิมทีการดูหนังก็เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อรั้งตัวคนไว้อยู่แล้วจี้เยี่ยนจื๋อจึงข่มอารมณ์พลุ่งพล่านในอกลงแล้วเอ่ย “ช่างเถอะเอาเรื่องนี้แหละ”
จี้ทิงนั่งลงบนเก้าอี้และเริ่มตั้งใจดูหนัง
ทว่าจี้เยี่ยนจื๋อที่นั่งอยู่ข้างๆกลับขมวดคิ้วก้มหน้า เขาไม่มีแก่ใจจะชมภาพยนตร์เลยสักนิดในสมองของเขาเต็มไปด้วยเงื่อนงำนับพันที่พันกันยุ่งเหยิงราวกับกลุ่มด้ายจนไม่รู้ว่าจะเริ่มสางจากตรงไหนดี
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงโพล่งถามคำถามที่อยากรู้ที่สุดออกมา “จี้ทิงทำไมพักนี้นายถึงไม่ไปมาหาสู่กับพวกจางซวี่แล้วล่ะ”
คำตอบของคำถามนี้สำคัญต่อเขามากเพราะจี้เยี่ยนจื๋ออยากรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมาจี้ทิงแสร้งทำเป็นโง่เขลาเพื่อซ่อนคมไว้หรือไม่และใช้การมั่วสุมกับคนพวกนั้นเป็นเครื่องมือช่วยจี้ซื่อเจ๋อทำให้เขาตายใจมาตลอดใช่หรือเปล่า
จี้ทิงถูกถามด้วยคำถามที่ชวนงุนงงเขาจึงรู้สึกว่าพี่ชายคนนี้ช่างความจำสั้นเสียจริง “ก็เพราะก่อนหน้านี้พี่กักบริเวณผมไว้ในบ้านผมเลยออกไปไหนไม่ได้ไงครับ”
“แต่ตั้งแต่เดือนนี้ ฉันก็ไม่ได้จำกัดอิสรภาพนายแล้วนี่” จี้เยี่ยนจื๋อหันมามองเขา สายตาแฝงไปด้วยห้วงอารมณ์ล้ำลึกที่ยากจะคาดเดา“ทำไมนายถึงไม่ไปหาพวกเขาอีก?”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ“เพราะผมไม่อยากใช้ชีวิตแบบเดิมอีกแล้วการปล่อยให้เวลาสูญเปล่าไปเฉยๆ มันไร้ค่าไร้ความหมายสำหรับผมครับ”
เขาพูดความจริงออกมาดังนั้นจี้เยี่ยนจื๋อจึงไม่ได้ยินเสียงในใจอื่นใดเพิ่มเติม
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกว่าหนามที่ทิ่มแทงอยู่ในใจดูจะทุเลาลงราวกับว่าในเรื่องนี้ สิ่งที่เขาใส่ใจมากกว่าคือการที่จี้ทิงโกหกเขาหรือไม่
“ที่นายตั้งใจเรียนอยู่ตอนนี้ เพื่อช่วยกู้หน้าให้จี้ซื่อเจ๋องั้นเหรอ?”
หัวคิ้วของจี้ทิงกระตุกเล็กน้อยเขาเอ่ยขัดอย่างไม่เห็นด้วย “ผมเรียนเพื่อตัวเองไม่เกี่ยวกับคนอื่นครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะตามความเคยชิน“เขาเป็นพ่อนายไม่ใช่หรือไงนายไม่ได้อยากให้เขารักนายแค่คนเดียวมาตลอดหรอกเหรอ?”
ประโยคนี้จี้ทิงไม่ค่อยเข้าใจความหมายนักจึงได้แต่ถามกลับตามตรรกะของอีกฝ่าย “เรียนดีแล้วเขาจะรักเหรอครับในเมื่อพี่มีผลการเรียนดีเยี่ยมมาตั้งแต่เด็ก แล้วทำไมเขาถึงไม่รักพี่ล่ะ?”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำโสโครกที่สาดซัดเข้าใส่ตัวจี้เยี่ยนจื๋อเขาขบเคี้ยวเขี้ยวฟันพลางเค้นเสียง “ฉันกับนายมันเหมือนกันที่ไหน!”
จี้ทิงตอบเรียบๆ“ไม่เหมือนครับ”
[แต่ก็เหมือนนั่นแหละ]
เสียงในใจมีเพียงห้าคำสั้นๆจี้เยี่ยนจื๋อไม่เข้าใจว่าพวกเขามีส่วนไหนที่เหมือนกันไม่ว่าชายคนนั้นจะปฏิบัติกับเขาอย่างไร แต่สำหรับจี้ทิงแล้วจี้ซื่อเจ๋อคือพ่อที่ตามใจลูกอย่างที่สุดแน่นอน
เขายิ่งมองจี้ทิงไม่ทะลุมากขึ้นเรื่อยๆราวกับยิ่งเข้าใกล้ เงาดำที่ซ่อนตัวอยู่ใต้สายหมอกก็ยิ่งหนาตาขึ้น
จี้เยี่ยนจื๋อตัดสินใจถามออกไปตรงๆ“เมื่อกี้ฉันเห็นนายแก้ไขโปรแกรมควบคุมเก้าอี้ ใครเป็นคนสอนนาย?”
[ในที่สุดก็ถูกจับได้จนได้]
หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบทว่าเขากลับเห็นจี้ทิงยังมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งร่องรอยของความลนลานจากการถูกจับผิด “ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองครับ”
“เรียนเองงั้นเหรอ เรียนเองแล้วเก่งถึงขั้นนี้เลยเนี่ยนะ?” จี้เยี่ยนจื๋อไม่เชื่อ
จี้ทิงเตรียมคำตอบไว้ในหัวอยู่ก่อนแล้วจึงอธิบายอย่างใจเย็น “ระบบควบคุมของเก้าอี้นวดไม่ใช่โปรแกรมที่ซับซ้อนอะไรอีกอย่างมันมีระบบควบคุมแพลตฟอร์มคลาวด์ในตัว การสั่งการเลยง่ายขึ้นมากครับ”
พูดจบเขาก็ชี้ไปที่แผงควบคุมของที่นั่งเป็นเชิงสาธิต “ถ้าพี่ไม่เชื่อก็ลองดูเองก็ได้นะ”
คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผลเก้าอี้นวดต่อให้หรูหราเพียงใดก็ยังเป็นแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูงที่ซับซ้อนอะไรนัก
แม้คำตอบนั้นจะปัดเป่าความสงสัยไปได้ชั่วคราวแต่จี้เยี่ยนจื๋อก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ “แล้วนายเริ่มสนใจเรื่องการเขียนโปรแกรมตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ครั้งนี้จี้ทิงตอบได้ไม่ลื่นไหลนักเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “จะเรียกว่าสนใจก็ไม่เชิงครับส่วนใหญ่เป็นเพราะตอนนั้นไม่อยากปล่อยให้สมองมันว่างเฉยๆ มากกว่า”
จี้เยี่ยนจื๋อฟังน้ำเสียงที่ดูเหมือนกำลังคุยเรื่องลมฟ้าอากาศของเขาความรู้สึกบางอย่างที่เพิ่งตามมาทันก็พลันเอ่อล้นขึ้นในใจ
ดูท่าว่าเขาจะปรักปรำหมอโจวแห่งโรงพยาบาลรุ่ยเหอผิดไปจริงๆเจ้าหมอนี่มันเป็นอัจฉริยะประเภทร้อยปีมีหนึ่งคนชัดๆ
จี้เยี่ยนจื๋อดึงสายตากลับมาพลางหัวเราะหยันตัวเองออกมาคำหนึ่ง
จี้ทิงไม่เข้าใจว่าเขาหัวเราะทำไมเขารู้สึกว่ามันไม่ใช่ความดีใจ แต่ก็ไม่เหมือนกำลังโกรธมันเป็นอารมณ์ประเภทที่เขายังยากจะเข้าใจได้
“พี่หัวเราะทำไมครับ?” เขาอยากรู้คำตอบเพราะมันจะช่วยในการฝึกฝนทักษะทางสังคมของเขาได้
“ฉันอยากจะหัวเราะก็หัวเราะ ต้องอธิบายให้นายฟังด้วยรึไง?” จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกว่าคำถามนี้มันช่างโง่เง่าสิ้นดี
“ครับ” จี้ทิงพยักหน้าอย่างเป็นเรื่องปกติ “เพราะเมื่อกี้ผมตอบคำถามพี่ไปตั้งเยอะ พี่ก็ควรจะตอบแทนผมบ้าง”
ตอบแทนงั้นเหรอ...จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้ม “แล้วเมื่อกี้ใครกันที่ทำให้ฉันต้องไปห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ?”
“นั่นมันโซฟาเก้าอี้นวดครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อถึงกับจุกอก“แล้วเก้าอี้นั่นไม่ใช่นายหรือไงที่ทำพัง?”
จี้ทิงแก้ต่าง“ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง คือมันพังอยู่ก่อนแล้วเพียงแต่อาการมันดันมาออกตอนที่พี่นั่งลงไปพอดีต่างหากครับ”
“งั้นก็กลายเป็นว่าฉันดวงซวยเองงั้นสิ?”
จี้ทิงรู้สึกว่าถ้าเถียงกันต่อไปอีกฝ่ายคงจะโกรธขึ้นมาอีกแน่ เขาจึงยอมอ่อนลงให้ก่อน“เป็นเพราะผมไม่ควรไปกดมันมั่วซั่วเองครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเพิ่งถูกยอมลงให้เขาฮึดฮัดในลำคอแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ตามเดิม แต่พอหันไปมองที่จอก็เห็นใบหน้าของลู่เหยียนชูอีกครั้ง
เขาตัดสินใจไม่ดูต่อและลุกขึ้นจากที่นั่ง “นายติดค้างหนังฉันไว้เรื่องหนึ่งนะตอนเย็นรอฉันกลับมาก่อน จะได้ดูต่อให้จบ”
เขายังมีเรื่องบางอย่างที่ต้องไปเรียบเรียงลำดับความคิดด้วยตัวคนเดียวการอยู่ที่นี่ทำให้ความคิดเขาไม่ปลอดโปร่งนัก เขาจึงต้องกลับไปที่ห้องเงียบๆเพื่อใช้ความคิด
“เย็นวันนี้เหรอครับ?” จี้ทิงส่ายหน้าปฏิเสธ “หลังจากนอนตื่นแล้วผมมีเรื่องต้องทำไม่มีเวลาไปนั่งดูหนังเป็นเพื่อนพี่หรอกครับ”
“ธุระของนาย?” ดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววสืบค้นขึ้นมาทันที“ธุระอะไร?”
จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบ“เล่นเกมครับ”
[เมดูซ่าเพิ่งจะเริ่มทำเอง วันนี้ก็น่าจะเหมือนเมื่อวานคงต้องอยู่ในห้องเกมทั้งวันนั่นแหละ]
จี้ทิงอยู่ในห้องเกมเพื่อทำเมดูซ่า?
ในหัวของจี้เยี่ยนจื๋อเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามนี่เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย
เขาคิดไม่ตกจึงปั้นหน้ายักษ์เข้าข่ม “ไม่ได้เย็นนี้นายต้องมานั่งดูหนังเป็นเพื่อนฉัน”
จี้ทิงรู้สึกว่าเขาไม่มีเหตุผลเลยสักนิด“หนังของลู่เหยียนชูก็ไม่ใช่หนังผีพี่จะให้ผมไปดูเป็นเพื่อนทำไมครับ?”
“อย่าพูดมาก ไม่มีข้อแม้อะไรทั้งนั้น” สิ้นคำพูดจี้เยี่ยนจื๋อก็สาวเท้าเดินออกไปทันที
จี้ทิงรีบเดินตามไปพร้อมยืนหยัดในจุดยืนของตนเอง“ยังไงผมก็จะไม่มา พี่ดูไปคนเดียวเถอะ”
พูดจบเขาก็เร่งฝีเท้าจนแซงหน้าจี้เยี่ยนจื๋อไป
นัยน์ตาคมของจี้เยี่ยนจื๋อหรี่ลงทันใดนั้นเขาก็พุ่งไปข้างหน้าแล้วใช้ท่อนแขนคล้องคอจี้ทิงไว้แน่น“จะดูหรือไม่ดู?”
เขาไม่ได้รัดแน่นนักทว่าน้ำหนักของกล้ามเนื้อแขนกลับกดทับจนจี้ทิงต้องโน้มตัวลง“จี้เยี่ยนจื๋อ ปล่อยผมนะ”
“จะดูไหม?”
“ไม่ดูครับ!”
ทันใดนั้นเองเสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากสุดทางเดิน “เสี่ยวทิง?”
จี้เยี่ยนจื๋อพลันแข็งทื่อไปทั้งร่างเขาเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับเครื่องจักรเห็นหลินชิงที่เพิ่งกลับมาถึงเมื่อไหร่ไม่รู้กำลังเดินตรงดิ่งมาหาเขาทั้งสองด้วยสีหน้าวิตกกังวลอย่างยิ่ง