จิ้งชุยแม้จะเป็เพียงเมืองเล็ก ๆ แต่ก็คึกคักมีชีวิตชีวาไม่น้อยหน้าเมืองใหญ่ ๆ เลย
เมืองจิ้งชุยอยู่ใต้อำนาจการปกครองของมณฑลจิ้งชาน แม้จะเป็เมืองเล็กแต่มีพื้นที่อยู่ใกล้แม่น้ำจิ้งชุยซึ่งเป็แม่น้ำสายหลักของแคว้น ทำให้กลายเป็เมืองท่าสำคัญ มีคาราวานพ่อค้าสัญจรไปมาเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าทั้งทางบกและทางน้ำ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว
ในตัวเมืองมีถนนในเขตการค้าแบ่งเป็สามเส้น แต่ละเส้นมีลำคลองไหลผ่านทะลุหากัน มีตรอกซอยทั้งหมด 8 แห่ง แต่ละแห่งมีการตรวจตราอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็ระเบียบเรียบร้อยและป้องกันเหตุร้าย
ถนนสายหลักซึ่งใหญ่ที่สุดที่อยู่ตรงกลางคือ ถนนฝูอัน เป็ที่ตั้งของร้านค้าระดับสูงเช่น โรงเตี๊ยม เหลาอาหาร ร้านเครื่องประดับและอาภรณ์ ร้านหนังสือ ส่วนมากสร้างเป็แบบอาคารสูงหลายชั้น ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ ตั้งเรียงรายทั้งสองฟากถนน บรรดาเศรษฐีผู้มีอันจะกิน ข้าราชการทั้งหลาย พ่อค้าวาณิชรายใหญ่ มักจะมาจับจ่ายใช้สอยกันที่นี่ จนถูกขนานนามว่าเป็ถนนคนรวย
ถนนทางซ้ายคือ ถนนเหรินไห่ ขายอาหารปรุงสุกเป็หลัก มีร้านค้าแผงลอยมากมายเช่น ร้านขายซาลาเปา ร้านบะหมี่ ร้านโจ๊ก ร้านขนม ฯลฯ
ถนนทางขวาคือ ถนนเหรินถง เป็ที่ตั้งของร้านขายธัญพืช ร้านของชำ ร้านขายผ้า ร้านขายยา ร้านขายเครื่องครัว สำหรับผู้มีรายได้น้อยและประชาชนทั่วไป ส่วนมากสินค้าที่นี่ราคาไม่แพง ขายในราคายุติธรรมและมีคุณภาพดีสมราคา
เมื่อเดินลึกเข้าไปสุดถนนเหรินถงแล้วเลี้ยวขวา เดินเลียบลำคลองไปก็จะพบกับโรงเตี๊ยม โรงงิ้ว โรงน้ำชา เหลาอาหาร หอนางโลมซึ่งแต่ละที่ต่างมีขนาดใหญ่โตกว้างขวาง เรียงรายกันไปตลอดสองฝั่งคลอง มีสะพานให้ข้ามเดินไปมา ประดับประดาด้วยโคมไฟมากมาย ยามค่ำคืนคงงดงามไม่น้อย นอกจากนี้ยังมีท่าน้ำสำหรับรองรับลูกค้าที่สัญจรไปมาทางเรือด้วย
ระหว่างทางหยุนซีได้ยินเสียงคนมากมายต่างพูดถึงฝูหม่านโหลว ซึ่งเป็เหลาอาหารขนาดใหญ่ จึงบอกให้ปู่หลี่เปลี่ยนเส้นทางจากตลาดไปถนนฝูอันซึ่งเป็ที่ตั้งของฝูหม่านโหลวแทน
เมื่อทั้งห้าคนมาถึงก็พบกับร้านอาหารสูงสามชั้น ตกแต่งอย่างหรูหรางดงาม หน้าประตูแขวนป้ายอักษรสามตัว ‘ฝูหม่านโหลว’ เด่นตะหง่าน ประตูบานใหญ่สองบานเปิดกว้าง มีลูกค้าแต่งตัวหรูหราดูดีเดินเข้าออกไม่ขาดสาย
พอมองตัวเองที่แม้วันนี้จะเลือกเสื้อผ้าที่ดีที่สุดและดูสะอาดสะอ้าน แต่มันก็เก่าและมีแต่รอยปะชุน จึงเริ่มรู้สึกประหม่าและกลัวจะไม่เป็ที่ต้อนรับ
ทุกคนลงจากเกวียนที่นำไปจอดด้านข้างเหลาอาหาร ปู่หลี่มีอาการเกร็งจนตัวแข็งทื่อก้าวขาไม่ออก มือเย็นเฉียบ เหงื่อไหลไม่หยุดจนหลังเปียกชุ่ม ลูกชายทั้งสามคนก็ไม่ได้ต่างอะไรจากผู้เป็บิดามากนัก
หยุนซีเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะคิกคัก เดินไปจับมือท่านปู่ให้กำลังใจ “เราเข้าไปกันเถอะเ้าค่ะท่านปู่”
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กน้อย ทุกคนค่อยคลายความประหม่าและจิตใจเริ่มสงบลง จิ้งชางและจิ้งชูเดินตามปู่หลี่เข้าไปด้านในร้าน โดยจิ้งเหออาสานั่งเฝ้าเกวียนรอ
ปู่หลี่รู้สึกเกร็งยามเหยียบย่างเข้าประตู มองเสี่ยวเอ้อที่ยืนหันหลังให้ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสุภาพ “หลานชาย, ไม่ทราบว่าหลงจู๊หรือเถ้าแก่อยู่หรือไม่?”
พอเห็นผู้มาใหม่สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ รอยยิ้มบนหน้าก็เลือนหายไป เสี่ยวเอ้อมองครอบครัวหลี่ด้วยหางตา พูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก
“ตอนนี้หลงจู๊ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาคุยเื่ไร้สาระ ถ้าพวกท่านอยากกินอาหารก็ไปที่ถนนเหรินไห่หรือเหรินถงเถอะ อย่ามายืนเกะกะแถวนี้”
ปู่หลี่รู้สึกอายเล็กน้อย พูดไม่ออกทำอะไรไม่ถูกจึงยืนอึ้งอยู่กับที่ แต่หยุนซีรู้สึกโกรธ ทันใดนั้นก็เห็นชายมีอายุคนหนึ่งสวมเสื้อชุดขาวเสื้อคลุมสีดำปักลายงดงามดูมีสง่าเดินลงบันไดมา เสี่ยวเอ้อต่างแสดงท่าทางเคารพนบนอบตลอดทาง
‘น่าจะเป็เ้าของร้าน’ เธอตัดสินใจะโเรียกทันที “ท่านปู่เถ้าแก่เ้าคะ เชิญทางนี้หน่อยเ้าค่ะ”
สมาชิกครอบครัวมองเด็กน้อยอย่างใ พวกเขาไม่อยากมีเื่ อยากจะเดินหนีแต่กลับก้าวขาไม่ออก
ชายชรามองไปทางตรงประตูร้าน เห็นเด็กหญิงหน้าตาน่ารักราวตุ๊กตา ดวงตากลมโต ยิ้มสดใส แม้จะผอมและตัวเล็กไปสักหน่อย ยืนจับมือชายที่ดูการแต่งตัวก็รู้ว่าเป็ชาวบ้านธรรมดา หน้าตาซื่อ ๆ ไร้เล่ห์เหลี่ยม มีชายหนุ่มอีกสองคนยืนข้างกัน
เมื่อนึกถึงหลานชายที่มีวัยใกล้เคียงกับเด็กหญิง อันจี้ฝูที่ตอนแรกไม่ได้คิดสนใจก็เลยตัดสินใจเดินไปหาตามเสียงเรียก
หลายปีต่อจากนี้ อันจี้ฝูจดจำครั้งแรกที่พบคนสกุลหลี่ได้ขึ้นใจ นึกขอบคุณตัวเองที่ไม่ได้เดินหนีไปในวันนั้น
เห็นเถ้าแก่มองมาแต่ไม่พูดอะไร เสี่ยวเอ้อเลยเอ่ยปากไล่ครอบครัวหลี่อีกหน “ไป ไป อย่ามายืนเกะกะ เถ้าแก่ไม่คุยกับพวกเ้าหรอก ไป ออกไป”
อันจี้ฝูเดินมาทันได้ยินคำพูดของเขาพอดี จึงไม่พอใจเป็อย่างมาก “อันซี เดือนนี้ข้าจะหักเงินเดือนเ้า 10 อีแปะ”
เสี่ยวเอ้อที่สามารถทำงานในเหลาอาหารที่หรูหราใหญ่โตแบบนี้ได้ต้องมีทัศนคติที่ดี ปฏิบัติกับลูกค้าอย่างเท่าเทียม พอเจอลูกจ้างทำตัวหยาบคาย อันจี้ฝูก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิด
เขาหันมายิ้มขอลุแก่โทษ โค้งตัวคำนับพร้อมกล่าวขออภัย “น้องชาย โปรดให้อภัยด้วย ต้องโทษข้าที่อบรมลูกจ้างไม่ดี ถึงได้ทำตัวหยาบกระด้างกับพวกเ้าเช่นนี้” ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่เสี่ยวเอ้อตัวต้นเหตุ
“ยังไม่รีบขอโทษลูกค้าอีก”
เสี่ยวเอ้อที่ชื่ออันซีรีบค้อมตัวลงคำนับขอโทษด้วยท่าทีลนลาน “ท่านลุง โปรดอภัยให้ข้าด้วยขอรับ ที่ทำตัวไร้มารยาทต่อพวกท่าน”
ปู่หลี่ไม่ตอบสนองทันทีได้แต่ยืนโง่งม เป็จิ้งชูที่ตอบรับได้เร็วกว่า “พี่ชายเสี่ยวเอ้อ ไม่เป็ไรหรอกขอรับ ไม่ใช่เื่ใหญ่อันใด”
“ใช่ ใช่ ไม่เป็ไรหรอก ข้าไม่ถือ” ปู่หลี่ที่ได้สติขึ้นมากล่าวตอบ
แค่การแต่งตัว พวกเขาก็รู้อยู่แล้วว่าไม่เหมาะกับสถานที่หรูหราเช่นนี้ จึงไม่รู้สึกโกรธที่โดนเสี่ยวเอ้อดูถูกและไล่ออกจากร้าน
เห็นสีหน้าจริงใจของคนสกุลหลี่ อันซีก็รู้สึกละอายกับการแสดงออกของตนก่อนหน้า
จิ้งชูโค้งคำนับอันจี้ฝูอีกครั้ง ก่อนเอ่ยบอกธุระ “นายท่าน พวกข้ามาจากหมู่บ้านจิ้งชาง วันนี้มีวัตถุดิบมาเสนอขาย ไม่ทราบว่าท่านสนใจหรือไม่ขอรับ?”
อันจี้ฝูเอ่ยตอบด้วยท่าทางใจดี “หลานชาย ถ้าวัตถุดิบมีคุณภาพดี ข้าย่อมรับซื้อแน่นอน แต่ต้องชมสินค้าดูก่อนถึงจะตัดสินใจได้ ของอยู่ที่ใดเล่า”
ปกติฝูหม่านโหลวมีร้านค้าประจำส่งวัตถุดิบป้อนให้อยู่แล้ว ยกเว้นพวกของป่าหายาก สัตว์ป่าเช่นกวาง หมูป่า ฯลฯ ที่จะพิจารณารับซื้อเป็ราย ๆ ไป
มองท่าทางสุภาพ พูดจาดี ดูมีการศึกษาของจิ้งชู อันจี้ฝูยิ่งรู้สึกสนใจว่าพวกเขาเอาสิ่งใดมาเสนอขาย
เอาเถอะ หากสินค้ามีคุณภาพดี เขาจะช่วยรับซื้อด้วยราคายุติธรรมก็แล้วกัน
“เกวียนบรรทุกของอยู่ด้านข้างเหลาอาหารขอรับ” ปู่หลี่เป็คนตอบ
“เ้าดูอายุน่าจะน้อยกว่าข้า เช่นนั้นเรียกเ้าว่าน้องชายก็แล้วกัน”
เป็ครั้งแรกที่ปู่หลี่ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่มีฐานะสูงกว่า จึงรู้สึกประหม่าและเกร็งเล็กน้อย “นายท่านสุภาพเกินไปแล้ว เรียกข้าตามที่ท่านพอใจเถิดขอรับ”
เมื่อไม่มีใครโต้แย้ง อันจี้ฝูให้สัญญาณอันซีนำทางจิ้งเหอขับเกวียนเข้าไปทางประตูด้านหลัง
หลังจากขนถังไม้ทั้งหมดลงมาจากเกวียน อันจี้ฝูเดินดูปลาที่ว่ายไปมาในถังน้ำด้วยความแปลกใจและพึงพอใจ
“ปลาพวกนี้ยังเป็ ๆ อยู่เลย วิเศษมาก” ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะจับปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ได้ แต่ครอบครัวหลี่กลับจับได้มาก ที่สำคัญคือปลายังไม่ตาย อันจี้ฝูพอใจอย่างยิ่ง ที่เหลาอาหารของเขาก็มีอาหารจานปลาขายแต่ไม่ค่อยบ่อยนัก เพราะปลาจับได้ยากเลยไม่ค่อยมีคนจับมาขาย
คนที่เหลือต่างข้ามองเ้า เ้ามองข้า แต่ไม่ได้พูดอะไร
อันจี้ฝูเห็นถังน้ำใส่สัตว์ที่เขาไม่รู้จัก มองแล้วยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง
หลังจากคุยกันเล็กน้อย จึงรู้ว่าชายที่อายุน้อยกว่าชื่อหลี่ต้าไห่ “น้องหลี่ เ้าตัวนี้คือตัวอะไรรึ?”
ปู่หลี่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเอ่ยตอบ “เ้าตัวนี้เรียกว่ากุ้ง จับมาจากแม่น้ำ เอามาทำอาหารอร่อยมากเลยขอรับ”
หยุนซีที่ยืนจับมือปู่อยู่ รู้สึกได้ว่าเ้าตัวตัวสั่นน้อย ๆ ขณะพูด แต่เพราะนี่เป็เื่ของผู้ใหญ่ ตัวเธอซึ่งเป็เด็กไม่อาจก้าวก่ายได้ ทำได้เพียงบีบมือให้กำลังใจอยู่เงียบ ๆ
กุ้งงั้นรึ?
อันจี้ฝูกรอกตาไปมาครุ่นคิด เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ยิ่งไม่เคยลิ้มรส ทำให้ตัดสินใจได้ลำบาก
“แล้วต้องทำกินเช่นไร? เ้าลองทำให้ข้าชิมก่อนได้หรือไม่?”
เห็นเ้าของร้านมีความสนใจ ปู่หลี่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้
“เดี๋ยวข้าให้ลูกชายคนเล็กทำอาหารจากกุ้งให้ท่านชิมขอรับ ที่บ้านของเราทำกินกันทุกวัน” จิ้งชูที่ยืนข้าง ๆ ค้อมตัวคำนับทันทีที่ผู้เป็บิดาเอ่ยถึง
อันจี้ฝูรู้สึกประหลาดใจ ‘เ้าหนุ่มนี่ท่าทางเหมือนบัณฑิต ไม่คิดว่าจะทำอาหารเป็’
อยากรู้จริง ๆ ว่าครอบครัวนี้สั่งสอนลูกหลานยังไงถึงได้เก่งขนาดนี้
ตอนนี้เป็่มื้อเที่ยงซึ่งค่อนข้างวุ่นวาย อันจี้ฝูให้เสี่ยวเอ้อพาจิ้งชูไปที่ครัวเล็กด้านหลังซึ่งเป็ครัวส่วนตัว หยุนซีขอตามอาเล็กไปที่ครัวด้วย พออันจี้ฝูเอ่ยอนุญาต สองอาหลานก็เดินจูงมือกันเดินแยกจากไป
ส่วนคนที่เหลือ ถูกพาไปนั่งที่ห้องรับรองส่วนตัวบนชั้นสอง เพื่อดื่มชา กินของว่างและพูดคุยรอไปพลาง ๆ