เมื่อแสงอรุณส่องกระทบกำแพงเมืองของ ด่านซีเหมิน เสียงซุบซิบที่แพร่กระจายผ่านตรอกซอกซอยข่าวการท้าประลองตัดสินเป็ตายของ เอี้ยเสวียน กับ ศิษย์ห้าสำนักใหญ่ แพร่ไปทั่วในชั่วข้ามคืนราวกับไฟป่าที่ลุกลามไม่อาจระงับได้
บรรดาชาวบ้านและทหารที่เคยรู้จักเอี้ยเสวียนต่างพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น"ได้ยินมั้ย? วันนี้คุณชายเอี้ยจะประลองกับไอ้พวกคุณชายหยิ่งผยองนั่นเลยทีเดียว!"
ชาวบ้านคนหนึ่งกระซิบ "ข้าเห็นคุณชายเอี้ยช่วยคนมาหลายครั้งทั้งฝีมือและจิตใจดีจริงๆ คราวนี้พวกสำนักใหญ่คงได้รู้รสชาติบ้างว่าไก่รองบ่อนที่แท้จริงน่ะใคร!" บรรดาพลทหารตอบรับพลางหัวเราะหึๆ"คนที่กล้าไปะเิฐานของกองทัพอสูรด้วยตัวคนเดียว ยังมีคนกล้าท้าประลองกับคุณชายเอี้ยพวกนั้นสะกดคำว่าตายไม่เป็แน่ๆ”
“พวกศิษย์ห้าสำนักมาตอนที่พวกอสูรเ่าั้โดนทำลายไปกว่า8 ส่วนแล้ว ลองเจอาาอสูรขั้น 7 พวกมันคงมือขาสั่นหมดมั้งแต่ตอนนี้มันก็แค่เก่งแต่ปาก!" อีกคนหนึ่งเสริม
ในขณะเดียวกันบรรดาศิษย์ห้าสำนักที่เหลือก็รวมตัวกันพูดคุยด้วยน้ำเสียงดูิ่ "ฮึ!ไอ้พวกชาวบ้านนี่มันก็แค่ฝูงปลาในบ่อ!เอี้ยเสวียนก็แค่หมาตาบอดเจอเนื้อเมื่อปีที่แล้ว!"
ศิษย์สำนักไร้พรมแดนพูดเสียงแหบ "ใช่ข้าอยากเจอเ้าเอี้ยเสวียนนี่มานานแล้ว หลังจบการประลองมีแต่คนพูดถึงเื่ของมันข้านี่แหละจะทำให้มันรู้ว่าฟ้าสูงแค่ไหนหึหึ”
ศิษย์สำนักเงาจักรพรรดิกล่าวด้วยสีหน้าดูแคลน "แต่ยังไงก็เถอะ!ศิษย์สำนักใหญ่อย่างพวกเราย่อมเหนือกว่าไอ้เด็กบ้านนอกนั่นอยู่ดี!วันนี้แหละจะได้รู้กัน!" คำตอบที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งดังก้องขึ้น
ความเห็นในด่านแบ่งแยกอย่างชัดเจนหนึ่งฝ่ายเชื่อมั่นในเอี้ยเสวียนสุดใจราวกับเขาสมมาโปรดอีกฝ่ายยังคงดูถูกและเหยียดหยามราวกับเขายังเป็มดปลวก
เมื่อข่าวแพร่ไปถึงหูของ รองเ้าสำนักทั้งห้า ณ ห้องประชุมลับบรรยากาศภายในห้องก็พลันตึงเครียดขึ้นอย่างรุนแรงพวกเค้าเรียกประชุมทันทีพร้อมทั้งเรียกพวก หลี่เจี้ยน และพวกมาด้วย
"ไอ้พวกโง่ไร้ประโยชน์พวกเ้าเอาสมองส่วนไหนคิด!" รองเ้าสำนักหมื่นพิรุณ เสวี่ยเทียนเหลย ะโเสียงกร้าวใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ"ข้าและบรรดาผู้าุโที่นี่ต่างเคยเป็ประจักษ์พยานของความวินาศสันตะโรที่เอี้ยเสวียนสร้างขึ้นมาคราวที่แล้วโชคดีว่ามีกฎห้ามฆ่าอยู่ถึงไม่มีคนตาย แต่วันนี้ดีมากพวกเ้ากลับกล้าหาญไปยั่วโมโหเ้าเอี้ยเสวียนนั่นให้ลงมือได้เต็มที่ต้องโง่ขนาดไหนถึงทำแบบนั้น”
“พวกเ้าคิดว่าไอ้คนที่โดนเนรเทศมาที่กันดารแบบนี้สามปีสิ่งที่ทำมันต้องรุนแรงขนาดไหน?! พวกเ้าไม่ได้อยู่ในวันนั้นคงไม่รู้หรอกว่าใครบ้างที่กลายเป็คนสติไม่ดีใครบ้างที่เป็โรคหวาดระแวงบางคนได้ยินเสียงลมพัดผ่านข้างหูแค่นั้นก็ร้องไห้เสียแล้ว!"
"ใช่แล้ว!บางคนถึงกับกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้านไปหลายเดือน!" รองเ้าสำนักอารามจันทราเยี่ยเสียนหยวน เสริม น้ำเสียงเ็าแต่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด"ข้ายังจำภาพคราวที่แล้วได้ เ้าเด็กนั่นเดินออกมาเสื้อผ้าชุ่มไปด้วยเืเสียงร้องดังระงม บางคนถึงกับกลายเป็โรควิตกจริต บางคนสภาพพิการแขนขาหักบางคนโดนทรมานจนแทบจำไม่ได้ว่าเป็ใคร ตอนนี้ยังมีคนที่รักษาตัวหรือไม่กล้าออกมาจากบ้านยังมี”
“ถ้าครั้งนี้เกิดเื่แบบนั้นอีก!จะเอาหน้าไหนไปเจอท่านเ้าสำนักกันแน่?!"
"แล้วนี่อะไรอีก!" รองเ้าสำนักวิหารหลอมจิตปี้หลาน กล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย "เื่เดิมยังไม่ทันหายพวกเ้าก็ไปหาเื่ชาวบ้าน ทำร้ายทหารในด่านจนพิการ!พวกเ้าเบื่อหน่ายชีวิตหรือไง แต่ข้ายังไม่เบื่อนะโว้ย”
“พวกเ้าคิดว่าที่นี่คือสนามเด็กเล่นรึไง?! คิดว่าตัวเองกินดีหมีหรือหัวใจเสือที่ไหนมา!พวกเ้าคิดว่าเ้าเก่งกว่าบรรดาศิษย์ที่มีพร์ของแต่ละสำนักหรือไง? หาพวกเ้ามีกี่หัวให้เขาตัด! เ้าคิดว่าเอี้ยเสวียนเป็พวกกินเจหรือไง!?"รองเ้าสำนักสำนักไร้พรมแดน หลิวเปี่ยนหลิง กล่าวเสียงกร้าวพลางถลึงตาใส่บรรดาหลี่เจี้ยนและพรรคพวกที่ยืนก้มหน้านิ่ง
เหล่าศิษย์ที่ถูกเรียกมาสอบสวนต่างก้มหน้าไม่กล้าสบตา ถอนหายใจเฮือก"แต่ท่านอาจารย์ เ้าเอี้ยเสวียนมันถูกเนรเทศมาที่นี่ตั้งปีนึง ไม่มีทรัพยากรไม่มีตนสั่งสอน มันจะเอาที่ไหนมาสู้พวกข้าที่พวกท่านสั่งสอนมาอย่างดีได้”หลี่เจี้ยนกล่าวขึ้นพร้อมทั้งมองไปที่บรรดาผู้าุโ
เมื่อเหล่ารองเ้าสำนักได้ยินดังนั้นต่างก็มองไปที่หลี่เจี้ยนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารก่อนที่จะมีคนถอนหายใจแล้วกล่าวขึ้นมา "เฮ้อ... คนที่ไม่เคยลิ้มรสความกลัวย่อมไม่รู้จักความน่ากลัวที่แท้จริง" แล้วเดินจากไปปล่อยให้หลี่เจี้ยนและพวกยืนนิ่งอยู่กับที่
ในทางตรงกันข้าม แม่ทัพลู่เส้าเทียน และ รองแม่ทัพทั้งสี่ กลับแสดงความพอใจเป็อย่างมากเพราะพวกเขาทนพฤติกรรมของบรรดาศิษย์สำนักใหญ่เ่าั้ไม่ไหวแล้ว ดังนั้นเมื่อเอี้ยเสวียนออกหน้าลงมือพวกบรรดาแม่ทัพลู่และรองแม่ทัพต่างยินดีเป็อย่างยิ่ง
"หึๆ ข้าอยากเห็นจริงๆว่าเอี้ยเสวียนจะเล่นใหญ่แค่ไหนในครั้งนี้...เสี่ยวจางเ้าว่าไง"แม่ทัพลู่หัวเราะเบาๆ ดวงตาเป็ประกาย
"ข้าว่าพวกเราควรระดมกำลังป้องกันความเสียหายเปิดใช้มาตรการป้องกันด่านขั้นสูงสุด ทหารทุกคนต้องใส่เกราะพร้อมรบตลอดเวลา” รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงพูดออกมาด้วยเสียงจริงจัง แต่ในแววตาเต็มไปด้วยความหยอกล้อ“เฮ้อ...ข้าได้แต่หวังว่าไอ้เด็กบ้านี่จะรู้จักเบาๆ มือหน่อย”
รองแม่ทัพเหวินจิ้น พยักหน้าเห็นด้วย "ใช่ข้าว่าต้องไปเตือนเอี้ยเสวียนหน่อย ทำอะไรให้มันเพลาๆ มือหน่อยไม่ใช่เล่นใหญ่ตลอด”
เมื่อกล่าวจบก็เกิดเสียงหัวเราะดังขึ้นจากทุกคนเมื่อนึกถึงคำในรายงานประวัติของเอี้ยเสวียนที่บิดาของเขาเคยสั่งไว้ว่า “ทำอะไรให้มันเบาๆหน่อย อย่าให้มันต้องดังเปรี้ยงปร้างทุกเื่ เข้าใจมั้ยเ้าเด็กบ้า”
ในขณะที่บรรดาศิษย์แต่ละสำนักต่างรู้สึกกดดันจากการถูกต่อว่าอย่างรุนแรงพวกเขาจึงรวมตัวกันลับๆ ณ โรงเตี๊ยมร้างแห่งหนึ่งเพื่อวางแผนรับมือ
"ข้าได้ยินรองเ้าสำนักพูดถึงไอ้เอี้ยเสวียนแล้วท่าทางใจคอไม่ดีเลย" ศิษย์คนหนึ่งกระซิบ"แววตาของพวกท่านตอนที่พูดถึงมันเหมือนกับเห็นปีศาจก็ไม่ปาน"
"อย่าไปกลัวมันเลย!" หลี่เจี้ยนหัวหน้ากลุ่มศิษย์สำนักเงาจักรพรรดิ์ตบโต๊ะเสียงดัง "ข้ามีแผนเด็ดอยู่แล้ว!พวกเราจะท้าประลองกับเ้าเอี้ยเสวียนโดยมีกติกาที่เราเป็คนตั้ง? เราจะใช้จุดเด่นของแต่ละสำนักผลัดกันขึ้นไปท้าสู้กับมันทำให้มันหมดกำลังไปทีละน้อย!"ดวงตาของเขาฉายแววอำมหิตเสียงหัวเราะชั่วร้ายดังแว่วมาเบาๆ
ในคืนนั้นก่อนการประลอง แม่ทัพลู่เส้าเทียน ได้ให้การต้อนรับ รองเ้าสำนักหลิวเปี่ยนหลิงและ เสวี่ยเทียนเหลย ณ ห้องโถงรับรองในจวน บรรยากาศแม้จะอบอุ่นแต่ก็แฝงความหนักแน่นของการต่อรองที่สำคัญ
"เรียนแม่ทัพลู่"หลิวเปี่ยนหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ที่พวกข้ามาวันนี้เพราะมีเื่อยากที่จะปรึกษาท่านแม่ทัพ”“ท่านแม่ทัพคงทราบดีว่าถ้าราศจากความช่วยเหลือที่สำนักใหญ่ทั้งห้าแก่ด่านซีเหมินในการรับมือกับการรุกรานของเผ่าอสูรนั้นหาก ด่านแห่งนี้คงมิอาจต้านทานได้ง่ายดายนัก ท่านย่อมทราบดี"
เสวี่ยเทียนเหลยเสริมอย่างหนักแน่น "ช้าเรียนท่านแม่ทัพตามตรงนอกจากการที่พวกเรา้าปกป้องอาณาจักรของพวกเราแล้วพวกข้ายังมีความเห็นแก่ตัวอีกอย่างที่อยากจะขอให้ท่านแม่ทัพให้อภัยในความอุกอาจในครั้งนี้และเพื่อเป็การตอบแทน เรามิได้้าทองคำหรือยศถาบรรดาศักดิ์อันใด เราขอเพียง 'ผลึกของสัตว์อสูรขั้นเทวะเสวียนอู่’ ซึ่งเป็สมบัติล้ำค่าที่ตระกูลท่านอยู่เท่านั้นมันจำเป็อย่างยิ่งต่อการฝึกวิชาขั้นสูงสุดของศิษย์เอกเรา เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในอีก3 ปีข้างหน้า
แม่ทัพลู่ถอนหายใจ "นั่นเป็สมบัติที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนและใช้ในการฝึกฝนสายเืตระกูลข้า หากขาดไปย่อมส่งผลใหญ่หลวงนัก"
"พวกข้าเข้าใจดังนั้น ในการนี้พวกข้ามีข้อแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ากว่ามาก"หลิวเปี่ยนหลิงโต้กลับทันควัน แววตาฉายความมุ่งมั่น"เรายินดีสละรางวัลที่องค์จักรพรรดิจะมอบให้ทั้งหมด และที่สำคัญที่สุดเราจะส่งศิษย์ยอดฝีมือจำนวน 200 คนมาประจำการที่ด่านซีเหมินทุกปีเป็เวลา 10 ปี นี่คือคำมั่นที่ไม่มีสำนักใดกล้าเสนอเพื่อเสริมกำลังและรักษาแนวหน้าของอาณาจักรท่านลองพิจารณาดูว่าความมั่นคงของด่านสำคัญเพียงใดเมื่อเทียบกับผลึกหนึ่งชิ้น"
เสวี่ยเทียนเหลยเสริมด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น"ในยามที่โลกกำลังผันผวนการมีศิษย์ฝีมือดีจากสำนักใหญ่คอยประจำการอย่างต่อเนื่องถือเป็หลักประกันที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าสิ่งใดท่านแม่ทัพไม่ควรมองข้ามประโยชน์ระยะยาวนี้"
แม่ทัพลู่นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ คลายสีหน้าขรึมลงเขามองสบตากับรองเ้าสำนักทั้งสองที่รอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อการต่อรองนี้ดำเนินมานานหลายวันและข้อเสนอที่ทั้งสองนำมายื่นนั้นหนักแน่นเกินกว่าจะปฏิเสธได้ ยิ่งไปกว่านั้นการมีกำลังเสริมจากสำนักใหญ่เป็เวลานานนับสิบปีย่อมส่งผลดีต่อด่านซีเหมินอย่างมหาศาล
"ดี! ข้าจะยินยอมให้พวกท่านยืมผลึกนั้นเป็เวลา10 ปี เพื่อให้พวกท่านนำไปใช้ประโยชน์ในการฝึกฝนศิษย์"แม่ทัพลู่กล่าวเสียงหนักแน่น "แต่ขอให้พวกท่านจงจำคำมั่นนี้ไว้ให้ดี ว่าศิษย์200 คนนั้นจะต้องมาประจำการที่ด่านซีเหมินอย่างสม่ำเสมอทุกปี!"
รองเ้าสำนักทั้งสองยิ้มอย่างพึงพอใจ "แน่นอนขอรับท่านแม่ทัพพวกเราย่อมรักษาคำพูด"
เมื่อแสงอรุณส่องลงมากระทบพื้นผู้คนต่างมารอชมการประลองกันอย่างคับคั่ง บางคนมาด้วยความตื่นเต้นบางคนมาด้วยความกังวล บางคนมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ลานประลองแห่งนี้ไม่ได้เป็เพียงลานโล่งทั่วไปแต่เป็โครงสร้างรูปวงกลมขนาดมหึมา เส้นผ่าศูนย์กลางกว่าสองร้อยจ้างพื้นผิวทำจากหินสีดำเข้มที่ถูกบดอัดจนแน่นถ้ามองให้ดีอาจจะเห็นรอยเืสีแดงคล้ำกระจายไปทั่วแผ่นหิน รอบๆลานประลองมีการเสริมด้วยลวดลายอักขระโบราณสีทองอร่ามที่เปล่งแสงเรืองรองอยู่เป็ระยะแสดงถึงการป้องกันอันแข็งแกร่ง เสาสูงใหญ่ล้อมรอบลานประลองสี่เสามีอักขระคุ้มกันสลักเสลาอยู่ทุกอณู ดูแล้วแข็งแกร่งราวกับภูผาแต่ก็งดงามราวกับงานศิลปะ
โดยรอบลานประลองเป็อัฒจันทร์หินขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับผู้ชมได้นับหมื่นคนบัดนี้ที่นั่งทุกที่ถูกจับจองจนเต็มแน่น ผู้คนต่างมารอชมการประลองกันอย่างคับคั่งทั้งทหารหาญในชุดเกราะที่ยืนแน่นขนัด ศิษย์จากสำนักต่างๆ ในชุดประจำสำนักหลากสีสันและชาวบ้านทั่วไปที่แห่กันมาจนแน่นขนัด ทุกสายตาจับจ้องไปยังกลางลานประลองบางคนมาด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัวบางคนมาด้วยความกังวลว่าชะตากรรมของเอี้ยเสวียนจะเป็เช่นไร
เหนือลานประลองขึ้นไปเล็กน้อย มีแท่นที่นั่งพิเศษสำหรับแม่ทัพลู่รองแม่ทัพทั้งสี่ และรองเ้าสำนักทั้งห้า ซึ่งวันนี้มากันครบครันเสวี่ยเทียนเหลยแห่งสำนักหมื่นพิรุณใบหน้ายังคงเรียบเฉยแต่แววตาฉายแววกังวลเล็กน้อย เยี่ยเสียนหยวนแห่งอารามจันทราใบหน้าอ่อนหวานแต่แววตาคมกริบจ้องมองลานประลองด้วยความกระวนกระวายใจแต่แฝงไปด้วยความใคร่รู้บี้หลานแห่งวิหารหลอมจิต ใบหน้าดูเคร่งเครียด แต่ก็แฝงความใคร่รู้ในตัวเอี้ยเสวียนหลิวเปี่ยนหลิงแห่งสำนักไร้พรมแดน ดูสงบที่สุดแต่ก็จับจ้องทุกความเคลื่อนไหวด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง และรองเ้าสำนักเงาจักรพรรดิ์ผู้ปกปิดใบหน้าไว้ใต้หน้ากากสีดำสนิท นั่งนิ่งไร้การเคลื่อนไหวแต่ััได้ถึงพลังงานที่คุกรุ่นอยู่รอบกาย
รองเ้าสำนักทั้งห้ามีความขัดแย้งในใจกันอย่างมากด้วยตนเองเคยเห็นภาพของเอี้ยเสวียนที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้แข่งขันที่าเ็ พิการโดนทรมานจากตัวเอี้ยเสวียนเพียงคนเดียวจึงเป็ห่วงบรรดาลูกศิษย์ของตนว่าจะเป็อันตรายถึงชีวิตหรือไม่ในขณะที่อีกใจก็อยากรู้ว่าหนึ่งปีที่ไม่ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรในการฝึกไม่มีอาจารย์คอยสอน อดีตอัจฉริยะคนนี้จะยังคงเปล่งประกายเช่นวันก่อนหรือไม่
บรรยากาศในลานประลองคึกคักยิ่งขึ้นเมื่อมีการเปิดให้วางเดิมพันชาวบ้านและทหารชั้นต่ำต่างร่วมสนุก"ข้าเดิมพันท่านเอี้ยเสวียนหนึ่งตำลึง!" "สองตำลึง!""ข้าเอาสามตำลึง! เดิมพันกับชีวิตพวกคุณชายที่เหลือเลย!"
ในขณะที่ศิษย์ห้าสำนักต่างขุ่นเคือง"ข้าขอเดิมพันศิษย์สำนักเราห้าตำลึง! ไอ้พวกตาต่ำเอ๊ย!" "สิบตำลึง!เดิมพันกับอนาคตของพวกมัน!"
แม่ทัพและผู้าุโต่างวางเดิมพันกันอย่างลับๆ บ้างเพื่อความสนุกสนานบ้างเพื่อทดสอบดูผลลัพธ์
เสียงกลองศึกก้องกังวานทั่วทั้งด่าน เป็สัญญาณเริ่มการประลองก่อนเริ่มการประลองรองเ้าสำนักบางคนพยายามไกล่เกลี่ยโดยหาทางปรึกษากับแม่ทัพลู่เส้าเทียน
“ท่านแม่ทัพลู่ ข้าว่าการประลองครั้งนี้ ข้าว่าทั้งสองฝ่ายยังเป็คนหนุ่มมีอารมณ์ร้อนบ้างเป็ธรรมดาการพูดจาไม่ยั้งคิดย่อมเกิดขึ้นได้เพื่อเป็การถนอมน้ำใจทั้งสองฝ่ายเพราะอย่างไรเสียพวกเราก็เป็คนอาณาจักรเดียวกันดังนั้นข้าว่าการประลองในวันนี้ควรเป็การประลองฉันท์มิตรเพื่อดูความก้าวหน้าของบรรดาศิษย์กับเหล่าทหารกล้าเพื่อเป็การพัฒนาของทั้งสองฝ่าย ดีกว่าที่จะมาฆ่าฟันกันเอง? ท่านแม่ทัพว่าอย่างไร?” ปี้หลาน แห่งวิหารหลอมจิตเอ่ยปากขึ้น
แม่ทัพลู่เส้าเทียนหันมามองเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวว่า“การประลองครั้งนี้ตัดสินใจโดยเอี้ยเสวียนกับบรรดาศิษย์ของท่านข้าไม่สามารถไปห้ามได้ แต่ข้าจะส่งคนไปสอบถามเอี้ยเสวียนให้ดูว่าจะว่าอย่างไร?” ปี้หลานยิ้มและรับคำก่อนที่จะกล่าวว่า ”ดี ดีส่วนบรรดาศิษย์ทั้งหลายข้าจะลงไปสั่งกำชับไว้เองแล้วหลังจากจบงานประลองข้าจะให้พวกมันมาขอโทษท่านแม่ทัพทุกคนด้วยตนเอง”
แม่ทัพลู่เส้าเทียนยิ้มพลางกล่าวตอบ “ข้าจะลองพยายามไกล่เกลี่ยให้”