"ศิษย์พี่! " หลิวหนิงจือหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นภาพดังกล่าว นางรีบวิ่งไปหาหลิวอี้เก๋อแล้วตรวจชีพจร เมื่อเห็นว่ามันยังเต้นอยู่นางก็รู้สึกโล่งอกอย่างที่สุด แววตาของนางเต็มไปด้วยความกังวล
"เฒ่าอู๋ รีบเอาโอสถฟื้นฟูลมปราณมาเร็ว" เมื่อได้ยินคำสั่งของหลิวหนิงจือสั่ง เฒ่าอู๋ก็รีบหยิบโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณออกจากชายเสื้อแล้วป้อนให้กับหลิวอี้เก๋อ
หลิวอี้เก๋อตกตะลึงกับการโจมตีครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ภายในหัวของมันรู้สึกสับสนไปหมด แต่เมื่อได้รับโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณสภาพบอบช้ำภายในของมันก็ฟื้นตัวขึ้น
"เย่จื่อเฟิง! เจ้าใช้วิชามารอันใดกับข้า! "
เมื่อแหกปากตะโกนสุดเสียงเช่นนี้ จึงทำให้บาดแผลบนหน้าอกของมันปวดแปล๊บขึ้นมา ความเจ็บปวดนี้หลิวอี้เก๋อสุดจะทานทน มันรู้สึกได้ถึงรสหวานๆ ในลำคอ แล้วทันใดนั้นมันก็กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง พรวดดดด!!!
"ศิษย์พี่ ท่านบาดเจ็บสาหัสเยี่ยงนี้ โปรดระงับอารมณ์ก่อนเถอะ " หลิวหนิงจือลูบหลังของหลิวอี้เก๋อ เพื่อช่วยดันโลหิตที่ตกค้างอยู่ภายในร่างออกมาให้หมด
กระบวนท่าที่เย่จื่อเฟิงปลดปล่อยออกมาช่างแปลกประหลาดไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงหลิวอี้เก๋อที่อยู่ระดับกำเนิดปราณ แม้แต่เย่เฉินซึ่งอยู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ที่สามารถปลุกภูตยุทธ์ของตนเองขึ้นมาได้ก็ยังรู้สึกแปลกใจไม่แพ้กัน มันดูเหมือนวรยุทธ์และไม่เหมือนในเวลาเดียวกัน หากเป็นกระบวนท่าธรรมดาก็ไม่น่าจะมีพลังทําลายล้างมากมายถึงเพียงนี้ ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนการโจมตีของภูตยุทธ์ แต่มันไม่สมเหตุสมผลสิ้นดีเพราะว่าคนธรรมดาระดับกำเนิดปราณไม่สามารถปลุกภูตยุทธ์ขึ้นมาได้ ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าเพราะเหตุใดหลิวอี้เก๋อถึงเชื่อมั่นว่าเย่จื่อเฟิงใช้วิชามารอย่างหนึ่งเป็นแน่แท้
เย่จื่อเฟิงหัวเราะอย่างเย็นชา " หึหึ วิชามาร? อย่าทําตัวขี้แพ้ชวนตีไปหน่อยเลย หลังจากที่เจ้าไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ แล้วก็กล่าวหาว่าคู่ต่อสู้ของเจ้าใช้วิชามารเช่นนี้ ไม่คิดว่าไร้ยางอายไปหน่อยรึ? เฮ้อ∼ น่าอ้ายยย น่าอาย∼ "
"เจ้า! " ขณะหลิวอี้เก๋อกำลังจะเอ่ยปากเถียง แต่ด้วยความโมโหอย่างสุดขีดทำให้มันเป็นลมหมดสติล้มพับ การโจมตีเมื่อสักครู่ของเย่จื่อเฟิงเป็นเฉกเช่นดั่งการใช้กระดูกข้อเท้าอัดกระแทกเข้าใส่ จวบจนบัดนี้บาดแผลของมันยังมีร่องรอยของเขม่าสีดำติดอยู่
เมื่อเห็นแบบนี้หลิวหนิงจือก็ตาเขียวปั๊ดจ้องมองเย่จื่อเฟิง พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "เย่จื่อเฟิงอย่าได้ลำพองใจเกินไปนัก! วันนี้เจ้าทำร้ายศิษย์พี่ของข้า ข้าหนิงจือจะขอจดจำไว้! ตระกูลหลิวจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่! "
นัยน์ตาของเย่จื่อเฟิงเปล่งประกายขึ้นมาทันที พร้อมยิ้มเย้ยหยันตอกกลับอย่างเย็นชาว่า "แล้วไง? ใครสนว่าพวกเจ้าจะปล่อยหรือไม่ปล่อย จื่อเฟิงผู้นี้จะทําในสิ่งที่ตนเองอยากจะทําเท่านั้น! " แม้ว่าเย่จื่อเฟิงจะมาอยู่ในร่างของเจ้าเด็กไม่เอาอ่าว หรือเปล่าให้พื้นฐานฝึกตนของเขาลดลงเหลือแค่ระดับกำเนิดปราณ แม้ว่าชื่อเสียงของเขาจะไม่ดังกึกก้องดังเดิม แต่เขาก็ยังคงภาคภูมิใจในตนเอง ไม่ยอมให้พวกตัวตลกเรานี้มาทำตัวยกตนข่มท่าน เหยียดหยามเกียรติศักดิ์ศรีของเขาอย่างเด็ดขาด
หลิวหนิงจือกล้าบังอาจมาข่มขู่เขา! คนอย่างนางไม่คู่ควร!
เย่เฉินจ้องเขม็งมาที่เขาพร้อมตะโกนต่อว่า "เย่จื่อเฟิง! เจ้ากล้าทําร้ายคนตระกูลหลิว ซ้ำร้ายยังปากแข็งไม่เอ่ยปากขอโทษ เจ้านี่มันชักจะกำแหงเกินไปแล้ว! "
ตระกูลเย่กำลังอยู่ในสภาพตกต่ำอย่างที่สุด กับตระกูลหลิวที่กำลังรุ่งโรจน์ เย่เฉินจึงคิดฉวยโอกาสที่เย่ฉงเทียนไม่อยู่เอาหน้า ชะเลียตระกูลหลิว โดยการพยายามปกป้องพวกมัน ด้วยหวังว่าตระกูลหลิวจะแบ่งปันผลประโยชน์บางส่วนให้แก่มันบ้าง
เย่จื่อเฟิงมองอย่างไม่แยแสแล้วกล่าวว่า " มันคิดจะฆ่าข้าด้วยซ้ำ แต่ท่านกลับให้ข้าไปกล่าวขอโทษมันงั้นรึ? ทุกคนในนี้ต่างเห็นกับตาของตนเองว่ามันคิดจะสังหารข้า! แล้วท่านยังจะให้ข้าขอโทษมันอีก ฮ่าๆๆ แล้วถ้าข้าพูดว่า ไม่! มี! ทาง! "
สี่คําสุดท้ายนั้นเย่จื่อเฟิงพูดเน้นย้ำอย่างช้าๆ ทีละคํา ในความเป็นจริง หากคนอื่นที่อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สอง สาม หรือสี่ มาต่อสู้แทนเขา ป่านนี้คนผู้นั้นคงตกตายเป็นผีเฝ้าใต้ต้นไม้ไปแล้ว
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่นคนอื่นอย่างสุดจะทน!
"สามหาว! " เย่เฉินตบฝ่ามือลงบนโต๊ะอย่างรุนแรงจนมันเกือบหัก
เดิมทีเย่เฉินก็เหมือนกับคนอื่นๆ ในตระกูลเย่ ที่เห็นเย่จื่อเฟิงเป็นเพียงกระสอบทรายที่ให้พวกมันไว้โขกสับ แต่วันนี้พวกมันกลับถูกเย่จื่อเฟิงตะคอกใส่ เย่เฉินจึงโมโหจนตับไตไส้พุงแทบลุกไหม้เป็นจุณ
ทางด้านเย่เสวี่ยอี๋ก็เริ่มบ่นพึมพําเช่นกัน " เห็นชัดๆ ว่าตระกูลหลิวเป็นฝ่ายผิด แต่ท่านอารองกลับเข้าข้างพวกมัน" แม้เย่เฉินจะจ้องเขม็งมาที่นางด้วยสายตาที่ดุร้าย แต่นางก็หาได้สนใจหรือกลัวเกรงแต่อย่างใดไม่
ถังเฟิงดึงแขนเสื้อบุตรสาว ขมวดคิ้วจ้องมองนางเป็นสัญญาณให้หยุดพูด
" นอกจากเรื่องยกเลิกหมั้นหมายแล้ว พวกเจ้าตระกูลหลิวมีอันใดจะกล่าวอีกหรือไม่? ถ้าไม่ก็เชิญกลับไปได้ ข้าไม่ส่ง..."
เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างไม่แยแส เหยียดผายมือข้างหนึ่งออกไปยังทิศทางประตู เป็นการบีบบังคับให้ตระกูลหลิวกลับไปได้แล้วอย่างไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่
ทุกคนในที่นี้รู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก หากเป็นเมื่อก่อนแม้แต่บ่าวรับใช้ก็สามารถกลั่นแกล้งเขาได้อย่างโดยง่าย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นยามนี้เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เย่หุ้ยฉือชี้หน้าเย่จื่อเฟิงแล้วเริ่มก่นด่าสาปแช่ง " ในเมื่อผู้นำตระกูลไม่อยู่ที่นี่ ผู้ที่มีสิทธิ์ตัดสินใจในทุกอย่างก็คือลูกคนรองบิดาของข้า ไฉนเขาถึงกล้าสะเออะเสมือนดั่งตัวแทนตระกูลเย่ ขับไล่ตระกูลหลิว น้ำหน้าอย่างเจ้าจะกล้าแบกรับผลที่ตามมาหรือ? "
ทันใดนั้นสายตาของเย่จื่อเฟิงที่จ้องมองเย่หุ้ยฉือก็เปลี่ยนเป็นคมกริบขึ้นทันที มุมปากยกขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ดูเตรียมเตรียมเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เย่หุ้ยฉือใจหายวูบหัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม มันรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่สุดแล้วรีบไปหลบอยู่หลังเย่เฉินบิดาของมันอย่างรวดเร็ว
" ทำไม? ก็ข้าเป็นนางเป็นคู่หมั้นของสตรีผู้นั้น! การหมั้นหมายของข้า ข้าจะเป็นคนจัดการเอง! " เย่จื่อเฟิงจ้องมองหลิวหนิงจือด้วยท่าทีสงบแววตามั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
หลิวหนิงจือมองเย่จื่อเฟิงด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง นางเคยเจอกับเย่จื่อเฟิงมาหลายครั้งหลายคราตั้งแต่ถือกำเนิด นางรู้ดีว่าเขาเป็นคนอ่อนแอขี้โรคไร้ซึ่งความสามารถใดๆ ในมุมมองของนางคนป่วยขี้โรคอย่างเขาไม่น่าจะมีพลังยุทธ์มากมายถึงเพียงนี้ และวันนี้เขายังแตกต่างเดิมอย่างสิ้นเชิง นอกจากเขาจะสามารถเอาชนะศิษย์พี่หลิวอี้เก๋อของนางได้แล้ว เขายังสามารถควบคุมเย่เฉินได้อย่างอยู่หมัด
นางจึงคิดจะพูดอะไรบางอย่างสักสองสามคำ เพื่อให้สถานการณ์ราบรื่นง่ายดายยิ่งขึ้น แต่แล้ว
" คุณหนูรอง เชิญ! "
แต่เย่จื่อเฟิงคงย้ำคำว่า ‘เชิญ’ แสดงออกถึงการเสือกไสไล่ส่งอย่างเห็นได้ชัด ท่าทีของเขายืนยันว่าไม่ต้องการที่จะพูดคุยกับนางอีกต่อไป
หลิวหนิงจือมองเขาด้วยสายตาเย็นยะเยียบที่เต็มไปด้วยความโกรธเคือง ก่อนจะกล่าวว่า "เย่จื่อเฟิง คอยดูเถอะไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องเสียใจกับการกระทำในวันนี้! "
"อืม แล้วข้าจะรอ" เย่จื่อเฟิงจ้องมองนางกลับ
......
ข่าวเรื่องคุณหนูรองตระกูลหลิวถอนหมั้น ไม่ได้แพร่กระจายออกไปแต่ด้วยเพราะตระกูลหลิวบังคับให้ทุกคนหุบปากเงียบ การที่หลิวอี้เก๋อผู้อยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 6 แต่กลับพ่ายแพ้ให้แก่ขยะไร้ค่าอย่างเย่จื่อเฟิงหากข่าวนี้แพร่กระจายออกไปด้วย ตระกูลหลิวคงต้องอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
ส่วนเย่จื่อเฟิงเองที่กล้าโต้เถียงเย่เฉิน ซึ่งยามนี้เย่จงเทียนก็ยังไม่กลับมา เขาจะไม่ต่างคนสิ้นไร้ไม้ตอกเป็นเป้าหมายของคนอื่นๆ ในตระกูลเย่ ในไม่ช้าเขาก็ถูกย้อนกลับเข้าไปในห้องเก็บฟืน
......
ห้องเก็บฟืน ณ วันรุ่งขึ้น
" ก่อนที่เสวี่ยอี๋จะออกไปที่สํานักนางทําอาหารมาให้เจ้า นางกลัวว่าเจ้าจะหิว " ถังเฟิงยิ้มแล้วหยิบขนมสองสามจานออกมาจากตะกร้า
"ขอบคุณฮูหยินถัง"
เย่จื่อเฟิงรีบรับมากินอย่างยินดี พร้อมกับชมไม่ขาดปาก " อื้อหือ อร่อย อร่อยมาก ดูเหมือนเสวี่ยอี๋จะทําอาหารรสชาติดีขึ้นเรื่อยๆ ข้าบอกได้เลยว่านางใส่ใจมากจนรสชาติอาหารออกมาได้เลิศรสยอดเยี่ยม ฮูหยินถังลองสักหน่อยไหม "
"ไม่ล่ะ ขอบใจ"
ถังเฟิงยิ้มแล้วก็กล่าวขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน "เอ่อ.. เย่จื่อเฟิง... เมื่อวานนี้ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยเจ้านะ แต่ว่าอารองของเจ้าเป็นคนรักษาการแทนเวลาบิดาของเจ้าไม่อยู่ หากข้าช่วยเจ้าข้าเองก็จะถูกลงโทษไปด้วย "
เมื่อเข้ามาเป็นสะใภ้ของตระกูลใหญ่ นางจึงต้องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์โดยไม่ก่อปัญหาใดๆ ดังนั้นถังเฟิงที่ต้องการรักษาสถานะของตนเองในตระกูล จึงไม่อาจนําตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วยการช่วยเย่จื่อเฟิงได้
" อย่าคิดมากข้าเข้าใจ อีกอย่างการอยู่ในห้องเก็บฟืนนี้ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้ไม่ต้องเห็นหน้าพวกคนน่ารังเกียจเหล่านั้น อย่างน้อยที่นี่ก็ทำให้ข้าอยู่ได้อย่างสงบ "
เย่จื่อเฟิงยิ้มเขาไม่สนใจเรื่องยิ้มเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้
"เจ้าเป็นคนใจกว้างจริงๆ ..." ถังเฟิงยิ้ม พลางหยิบขนมขึ้นมากินขณะที่พูด
"บอกตามตรงการที่อารองของเจ้าจับเจ้าขังไว้ที่นี่ เพราะไม่ต้องการให้เจ้าได้ฝึกที่สํานัก... จากที่ข้าเห็นเหมือนพวกนั้นชักจะเริ่มรู้สึกกลัวเจ้าแล้วไม่มากก็น้อย "
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่จื่อเฟิงจึงหัวเราะออกมา "กลัวข้าเนี่ยนะ? พวกมันเรียกข้าว่าขยะมาตลอด มีอันใดให้ต้องกลัว? พวกมันดูถูกข้าจะตาย "
"เรื่องขยะนั้นเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้เจ้าได้เปลี่ยนไปมากจนกลายเป็นคนยอดเยี่ยม บางทีสักวันหนึ่งเมื่อเจ้าเติบใหญ่ เจ้าอาจจะก้าวขึ้นเหนือกว่าเย่หุ้ยฉือกับเจ้าเย่หงลูกพี่ลูกน้องของเจ้าก็เป็นได้ หรืออาจจะแข็งแกร่งเหนือกว่าอารองของเจ้าเลยด้วยซ้ำ! เมื่อถึงตอนนั้นตระกูลเย่จะต้องตกอยู่ในมือของเจ้าอย่างแน่นอน! " เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้นัยน์ตาของถังเฟิงก็ทอประกายมากขึ้นมาทันที
เย่จื่อเฟิงมองลึกลงไปในตาของถังเฟิง เขาเข้าใจสิ่งที่นางจะสื่อเป็นอย่างดี ถังเฟิงนั้นมองเห็นถึงศักยภาพของเขา ดังนั้นจึงเลือกที่จะยืนข้างเขา เมื่อเขากลายเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป เมื่อนั้นถังเฟิงที่ยืนอยู่ข้างเขาย่อมได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้สนเลยว่าคนอย่างถังเฟิงจะยืนอยู่ข้างเขาหรือไม่ นั่นเป็นเพราะพวกเขาต่างก็ใช้ประโยชน์จากกันและกัน... อย่างน้อยก็จนกว่าเขาจะหมดประโยชน์ แต่ก่อนหน้านั้น ถังเฟิงจะต้องช่วยเขาจากเงามืดอย่างแน่นอน เย่จื่อเฟิงรู้ศักยภาพของตนเองดีกว่าผู้ใด และเชื่อว่าถังเฟิงก็ต้องช่วยเขาอยู่วันยังค่ำ
หลังจากคุณคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เย่จื่อเฟิงจึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ฮูหยินถัง ตระกูลหลิวมีข่าวอันใดหลุดออกมาบ้างหรือไม่? "
เมื่อได้ยินคําพูดนี้ ถังเฟิงรู้สึกตกใจ นางรู้ว่าเขาต้องการข้อมูลจึงรีบตอบอย่างรวดเร็ว
"ไม่มีข่าวใดๆ หลุดออกมาจากตระกูลหลิวเลย ข้าเชื่อว่าพวกนั้นไม่อยากทําให้ตัวเองเสียหน้าก็เลยไม่แพร่กระจายข่าวออกไป ดังนั้นคนนอกจึงยังไม่รู้เรื่องการถอนหมั้น"
"สมควรจะเป็นเช่นนั้น"
ถังเฟิงชะงักเล็กน้อยแต่ก็พูดต่อ "มันไม่ใช่เรื่องสําคัญ แต่ว่ามีข่าวบางอย่างที่เจ้าน่าจะสนใจ มันเกี่ยวกับสํานักยุทธ์วิญญาณคราม "
"สํานักยุทธ์วิญญาณคราม? " เย่จื่อเฟิงส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า "ลูกศิษย์ส่วนใหญ่อยู่ระดับกำเนิดปราณต่ำกว่าขั้นที่ 5 ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเด็กฐานะชาติตระกูลร่ำรวย เอาแต่สุมหัวรวมกลุ่มกลั่นแกล้งผู้อื่น อย่าได้พูดถึงพวกนั้นดีกว่า"
ถังเฟิงยิ้ม "แล้วถ้าข้าบอกเจ้าว่า เนื่องจากสํานักต้องการจะดัดนิสัยพวกลูกศิษย์มีปัญหาเหล่านี้ จึงได้ตั้งภารกิจที่แลกเปลี่ยนเป็นรางวัลได้ รวมถึงรางวัลบางอย่างที่วัตถุดิบหายาก ซึ่งเจ้าไม่สามารถหาซื้อได้ในร้าน ตอนนี้เจ้าเริ่มสนใจบ้างแล้วหรือยัง? " นางไม่รู้ว่าเย่จื่อเฟิงมีความรู้ในเรื่องการปรุงยาได้อย่างไร แต่เมื่อเห็นว่าเขาสามารถทําโอสถแก่นทองคําขึ้นมาได้ นางจึงฝากความหวังของตนไว้ที่เขาด้วยการบอกข่าวเรื่องนี้
" จะ...จริงงั้นหรือ" เมื่อได้ยินว่าวัตถุดิบหายากเย่จื่อเฟิงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เป็นเพราะในชาติก่อนเขาเป็นนักปรุงยาสติเฟื่องที่หลงใหลคลั่งไคล้วัตถุดิบส่วนผสมหายากอย่างเป็นอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นเขาจะประสบความสำเร็จในฐานะนักปรุงยายอดเยี่ยมได้อย่างไร
ความจริงในสายตาของเย่จื่อเฟิง เขาเองก็รู้สึกว่าร้านขายวัตถุดิบสมุนไพรในเมืองเหลยโจวนั้นเล็กเกินไป ส่วนผสมบางชนิดมีคุณภาพต่ำ ดังนั้นภารกิจของสํานักถือว่าเป็นโอกาสดีที่สำหรับการหาวัตถุดิบส่วนผสมตามที่ต้องการเป็นอย่างยิ่ง
ถังเฟิงยังคงยิ้มต่อ "หากเจ้าต้องการภารกิจดีๆ ล่ะก็ ข้าสามารถจัดหาให้ได้ แต่..."
เย่จื่อเฟิงยิ้มกว้างให้แล้วหยิบโอสถแก่นทองคําระดับหวงออกมาจากชายแขนเสื้อ
ทั้งสองต่างยิ้มให้กันอย่างเข้าอกเข้าใจ....
จบตอน