ใต้แสงเมืองที่ไม่มีเธอ Under the City Lights (จบบริบูรณ์)

    ตอนที่ 4 — รอยยิ้มในแสงไฟนีออน

    “แสงนีออนของเมืองอาจเย็น แต่รอยยิ้มบางคนทำให้มันอุ่นได้”


    เช้าวันจันทร์ ท้องฟ้าใสหลังฝน หยดน้ำยังเกาะตามขอบกระจกของ KJ Tower แสงแดดอ่อนสะท้อนผนังกระจกจนทั้งตึกดูเหมือนเปล่งแสงของตัวเอง

    ฮันมินอาสูดลมหายใจลึกก่อนก้าวเข้าไปในห้องประชุมชั้น 25 ที่เต็มไปด้วยผู้บริหารและทีมโครงการ ทุกสายตาจับจ้องไปยังจอภาพด้านหน้า — เธอกำลังจะพรีเซนต์แบบสวนดาดฟ้าที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์ทำ


    เสียงเปิดสไลด์ดังขึ้นเบา ๆ “จุดสำคัญของการออกแบบคือ ช่องรับแสงธรรมชาติค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง แม้มือที่ถือรีโมตกดสไลด์จะสั่นเล็กน้อย “เราอยากให้คนในเมืองรู้สึกถึงชีวิตในอาคาร ไม่ใช่แค่สี่ผนังปิดล้อม แต่มีแสงและลมที่ยังคงหายใจ”

    เธอเว้นจังหวะ หายใจเข้า “และเรายังคำนึงถึง๰่๭๫เวลาที่ผู้คนเหนื่อยล้า—ดาดฟ้านี้จะเป็๞ที่พักสายตา เป็๞ส่วนเล็ก ๆ ของเมืองที่ให้คนได้หยุด”

    เมื่อพูดจบ ห้องประชุมเงียบงันชั่วอึดใจ เสียงคลิกปากกา เสียงกระดาษแ๶่๥ ๆ ก่อนที่เสียงปรบมือจากหัวโต๊ะจะดังขึ้น

    “ดีมาก… ฮันมินอา”

    คังแทจุนพูดเรียบ แต่แววตาเขาอ่อนลงจนใครหลายคนสังเกตได้ มินอาเงยหน้ามอง เสี้ยววินาทีนั้นเธอแทบลืมหายใจ เพราะไม่เคยเห็นเขายิ้มชัดเท่านี้มาก่อน

    เสียงหัวหน้าทีมพัคจีอุนเสริม “นำเสนอได้ดีมากเลย เธอทำให้เราเห็นภาพจริง ๆ”

    มินอาโค้งขอบคุณ ทุกอย่างในหัวเหมือนพร่าไปหมด เหลือเพียงประโยคสั้น ๆ ของเขา “ดีมาก” ที่วนซ้ำอยู่ในใจ

    หลังประชุม ทีมแยกย้ายกลับโต๊ะทำงาน คังเซอาเดินมาหาแล้วยื่นขนมปังมันม่วงที่ห่อด้วยถุงกระดาษ “ถือว่ารางวัลจากพี่”

    มินอาหัวเราะ “พี่รู้ได้ยังไงว่าฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย”

    “พี่เดาเอา เพราะเด็กฝึกงานที่พรีเซนต์ดีขนาดนี้คงไม่ได้กินข้าวแน่ ๆ”

    ตอนจะกลับ เซอาโน้มตัวมากระซิบ “เห็นไหม เขายิ้มตอนเธอพูดด้วย”

    มินอาหันขวับ “อย่าพูดแบบนั้นสิพี่ เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิด”

    “เข้าใจผิดหรือเข้าใจถูกก็ดีทั้งนั้นแหละ” เซอาหัวเราะแล้วเดินจากไป


    เย็นวันเดียวกัน เมืองเริ่มเปิดไฟนีออนทีละดวง ฝนตกพรำบางเบา เธอเดินเลาะข้างตึกเพื่อหาที่นั่งพัก ก่อนตัดสินใจเข้าร้านกาแฟเล็ก ๆ ข้างทาง ร้านที่เธอแวะบ่อยเวลาอยากอยู่เงียบ ๆ

    เธอสั่งลาเต้ร้อน นั่งลงที่มุมเดิม ข้างหน้าต่างที่มองเห็นถนนเปียกฝน แสงไฟสีชมพูจากป้ายร้านฝั่งตรงข้ามสะท้อนลงบนพื้น เธอเปิดสมุดบันทึก เตรียมจดโน้ตวันพรีเซนต์

    “คุณชอบขนมปังมันม่วงเหรอ”

    เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง เธอหันกลับทันที — คังแทจุนยืนอยู่ในชุดสูทสีเทาอ่อน ถือถุงขนมแบบเดียวกันกับที่เซอาให้เธอเมื่อเช้า

    “ค่ะ ฉันชอบตอนมันยังอุ่น ๆ” เธอตอบ พร้อมรอยยิ้มเก้อ ๆ

    เขายิ้มเล็กน้อย “งั้นเราคงชอบเหมือนกัน”

    เขานั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้ถามเพิ่ม เสียงฝนข้างนอกตกหนักขึ้นจังหวะหนึ่ง ก่อนเบาลงอีกครั้ง เหมือนเมืองกำลังหายใจช้า ๆ

    “วันนี้คุณพูดดีมาก” เขาเอ่ยขึ้น “คำว่า ‘ที่ให้คนพักสายตา’… ทำให้ทุกคนในห้องเงียบเลย”

    “ฉันแค่พูดสิ่งที่รู้สึกค่ะ”

    “นั่นแหละถึงจริง” เขาวางถุงขนมบนโต๊ะ “ผมไม่ได้ชมใครบ่อย คุณรู้ไหม”

    เธอหัวเราะเบา ๆ “งั้นฉันคงโชคดี”

    “ไม่ใช่โชค” เขามองเธอตรง ๆ “เป็๞เพราะคุณทำให้ผมเห็นสิ่งที่ผมลืมมองไปนานแล้ว”

    หัวใจเธอเต้นเร็ว เธอรีบก้มมองแก้วกาแฟที่มีละอองไอน้ำลอยอยู่ “ฉัน… แค่ทำงานในส่วนของตัวเองค่ะ”

    เขาไม่พูดอะไรต่อ เพียงจิบกาแฟเงียบ ๆ จนฝนเริ่มซา ทั้งคู่ลุกขึ้นพร้อมกัน

    ข้างนอก ลมเย็นพัดแรงจนกระโปรงเธอสะบัด เขายื่นมือมารับถุงขนมจากเธอ “ถือไว้เถอะ เดี๋ยวเปียก”


    “ไม่เป็๲ไรค่ะ ฉันถือเองได้”

    “ผมไม่ได้กลัวขนมจะเปียก ผมแค่… อยากเดินไปด้วยกัน”

    คำพูดนั้นเรียบ แต่ทำให้เธอเงียบไปทั้งร่าง

    ทั้งคู่เดินไปตามทางเท้าที่มีแสงนีออนสะท้อนบนพื้นฝน เมืองเต็มไปด้วยเสียงรถและกลิ่นดินเปียก แต่ทุกอย่างรอบตัวกลับดูช้าลง

    “คุณมักจะกลับดึกไหม” เขาถาม

    “บางวันค่ะ แล้วแต่ต้องสรุปงาน”

    “คุณไม่กลัวเหรอ”

    “ไม่ค่ะ เมืองนี้สว่างพอ”


    เขาหันมามองตรง “บางที… แสงนั้นอาจไม่ใช่จากเมือง แต่อาจมาจากคุณ”

    มินอายิ้มบาง “อย่าพูดแบบนั้นสิคะ เดี๋ยวฉันจะจำ”

    “ผมอยากให้จำ” เขาตอบเสียงเบา แต่ชัดจนกลบเสียงฝน

    ทั้งคู่หยุดที่ทางแยก แสงไฟสีแดงสะท้อนในดวงตาของเขา เธอคิดว่าถ้าเวลาหยุดได้ก็คงหยุดตรงนี้ — ๰่๥๹ที่เมืองยังมีเสียง แต่หัวใจกลับเงียบสงบ


     วันรุ่งขึ้น ข่าวลือเริ่มกระจายทั่วออฟฟิศ “เด็กฝึกงานคนนั้นได้งานใหญ่เพราะใครบางคนอยู่เ๤ื้๵๹๮๣ั๹” — และฝนที่หายไปสามวันกำลังจะกลับมาอีกครั้ง