“แสงนีออนของเมืองอาจเย็น แต่รอยยิ้มบางคนทำให้มันอุ่นได้”
เช้าวันจันทร์ ท้องฟ้าใสหลังฝน หยดน้ำยังเกาะตามขอบกระจกของ KJ Tower แสงแดดอ่อนสะท้อนผนังกระจกจนทั้งตึกดูเหมือนเปล่งแสงของตัวเอง
ฮันมินอาสูดลมหายใจลึกก่อนก้าวเข้าไปในห้องประชุมชั้น 25 ที่เต็มไปด้วยผู้บริหารและทีมโครงการ ทุกสายตาจับจ้องไปยังจอภาพด้านหน้า — เธอกำลังจะพรีเซนต์แบบสวนดาดฟ้าที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์ทำ
เสียงเปิดสไลด์ดังขึ้นเบา ๆ “จุดสำคัญของการออกแบบคือ ช่องรับแสงธรรมชาติค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง แม้มือที่ถือรีโมตกดสไลด์จะสั่นเล็กน้อย “เราอยากให้คนในเมืองรู้สึกถึงชีวิตในอาคาร ไม่ใช่แค่สี่ผนังปิดล้อม แต่มีแสงและลมที่ยังคงหายใจ”
เธอเว้นจังหวะ หายใจเข้า “และเรายังคำนึงถึง่เวลาที่ผู้คนเหนื่อยล้า—ดาดฟ้านี้จะเป็ที่พักสายตา เป็ส่วนเล็ก ๆ ของเมืองที่ให้คนได้หยุด”
เมื่อพูดจบ ห้องประชุมเงียบงันชั่วอึดใจ เสียงคลิกปากกา เสียงกระดาษแ่ ๆ ก่อนที่เสียงปรบมือจากหัวโต๊ะจะดังขึ้น
“ดีมาก… ฮันมินอา”
คังแทจุนพูดเรียบ แต่แววตาเขาอ่อนลงจนใครหลายคนสังเกตได้ มินอาเงยหน้ามอง เสี้ยววินาทีนั้นเธอแทบลืมหายใจ เพราะไม่เคยเห็นเขายิ้มชัดเท่านี้มาก่อน
เสียงหัวหน้าทีมพัคจีอุนเสริม “นำเสนอได้ดีมากเลย เธอทำให้เราเห็นภาพจริง ๆ”
มินอาโค้งขอบคุณ ทุกอย่างในหัวเหมือนพร่าไปหมด เหลือเพียงประโยคสั้น ๆ ของเขา “ดีมาก” ที่วนซ้ำอยู่ในใจ
หลังประชุม ทีมแยกย้ายกลับโต๊ะทำงาน คังเซอาเดินมาหาแล้วยื่นขนมปังมันม่วงที่ห่อด้วยถุงกระดาษ “ถือว่ารางวัลจากพี่”
มินอาหัวเราะ “พี่รู้ได้ยังไงว่าฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย”
“พี่เดาเอา เพราะเด็กฝึกงานที่พรีเซนต์ดีขนาดนี้คงไม่ได้กินข้าวแน่ ๆ”
ตอนจะกลับ เซอาโน้มตัวมากระซิบ “เห็นไหม เขายิ้มตอนเธอพูดด้วย”
มินอาหันขวับ “อย่าพูดแบบนั้นสิพี่ เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิด”
“เข้าใจผิดหรือเข้าใจถูกก็ดีทั้งนั้นแหละ” เซอาหัวเราะแล้วเดินจากไป
เย็นวันเดียวกัน เมืองเริ่มเปิดไฟนีออนทีละดวง ฝนตกพรำบางเบา เธอเดินเลาะข้างตึกเพื่อหาที่นั่งพัก ก่อนตัดสินใจเข้าร้านกาแฟเล็ก ๆ ข้างทาง ร้านที่เธอแวะบ่อยเวลาอยากอยู่เงียบ ๆ
เธอสั่งลาเต้ร้อน นั่งลงที่มุมเดิม ข้างหน้าต่างที่มองเห็นถนนเปียกฝน แสงไฟสีชมพูจากป้ายร้านฝั่งตรงข้ามสะท้อนลงบนพื้น เธอเปิดสมุดบันทึก เตรียมจดโน้ตวันพรีเซนต์
“คุณชอบขนมปังมันม่วงเหรอ”
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง เธอหันกลับทันที — คังแทจุนยืนอยู่ในชุดสูทสีเทาอ่อน ถือถุงขนมแบบเดียวกันกับที่เซอาให้เธอเมื่อเช้า
“ค่ะ ฉันชอบตอนมันยังอุ่น ๆ” เธอตอบ พร้อมรอยยิ้มเก้อ ๆ
เขายิ้มเล็กน้อย “งั้นเราคงชอบเหมือนกัน”
เขานั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้ถามเพิ่ม เสียงฝนข้างนอกตกหนักขึ้นจังหวะหนึ่ง ก่อนเบาลงอีกครั้ง เหมือนเมืองกำลังหายใจช้า ๆ
“วันนี้คุณพูดดีมาก” เขาเอ่ยขึ้น “คำว่า ‘ที่ให้คนพักสายตา’… ทำให้ทุกคนในห้องเงียบเลย”
“ฉันแค่พูดสิ่งที่รู้สึกค่ะ”
“นั่นแหละถึงจริง” เขาวางถุงขนมบนโต๊ะ “ผมไม่ได้ชมใครบ่อย คุณรู้ไหม”
เธอหัวเราะเบา ๆ “งั้นฉันคงโชคดี”
“ไม่ใช่โชค” เขามองเธอตรง ๆ “เป็เพราะคุณทำให้ผมเห็นสิ่งที่ผมลืมมองไปนานแล้ว”
หัวใจเธอเต้นเร็ว เธอรีบก้มมองแก้วกาแฟที่มีละอองไอน้ำลอยอยู่ “ฉัน… แค่ทำงานในส่วนของตัวเองค่ะ”
เขาไม่พูดอะไรต่อ เพียงจิบกาแฟเงียบ ๆ จนฝนเริ่มซา ทั้งคู่ลุกขึ้นพร้อมกัน
ข้างนอก ลมเย็นพัดแรงจนกระโปรงเธอสะบัด เขายื่นมือมารับถุงขนมจากเธอ “ถือไว้เถอะ เดี๋ยวเปียก”
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันถือเองได้”
“ผมไม่ได้กลัวขนมจะเปียก ผมแค่… อยากเดินไปด้วยกัน”
คำพูดนั้นเรียบ แต่ทำให้เธอเงียบไปทั้งร่าง
ทั้งคู่เดินไปตามทางเท้าที่มีแสงนีออนสะท้อนบนพื้นฝน เมืองเต็มไปด้วยเสียงรถและกลิ่นดินเปียก แต่ทุกอย่างรอบตัวกลับดูช้าลง
“คุณมักจะกลับดึกไหม” เขาถาม
“บางวันค่ะ แล้วแต่ต้องสรุปงาน”
“คุณไม่กลัวเหรอ”
“ไม่ค่ะ เมืองนี้สว่างพอ”
เขาหันมามองตรง “บางที… แสงนั้นอาจไม่ใช่จากเมือง แต่อาจมาจากคุณ”
มินอายิ้มบาง “อย่าพูดแบบนั้นสิคะ เดี๋ยวฉันจะจำ”
“ผมอยากให้จำ” เขาตอบเสียงเบา แต่ชัดจนกลบเสียงฝน
ทั้งคู่หยุดที่ทางแยก แสงไฟสีแดงสะท้อนในดวงตาของเขา เธอคิดว่าถ้าเวลาหยุดได้ก็คงหยุดตรงนี้ — ่ที่เมืองยังมีเสียง แต่หัวใจกลับเงียบสงบ
วันรุ่งขึ้น ข่าวลือเริ่มกระจายทั่วออฟฟิศ “เด็กฝึกงานคนนั้นได้งานใหญ่เพราะใครบางคนอยู่เื้ั” — และฝนที่หายไปสามวันกำลังจะกลับมาอีกครั้ง