บทที่ 15 ไม่ใช่โรคลมบ้าหมู
“เดี๋ยวก่อน!”
หานชิงอวี่ะโ จากนั้นก็พุ่งเข้าไปที่ข้างคนไข้
เวลานี้ คนในชุดกาวน์ที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันที เขาคว้าชายเสื้อหานชิงอวี่ พลางเอ่ยถามอย่างโมโห
“นี่พ่อหนุ่ม คิดจะทำอะไรกันเนี่ยฮะ!”
เสียงตะคอกอย่างโกรธ ๆ นี้เรียกความสนใจจากผู้คนที่เดินผ่านไปมาอยู่รอบ ๆ ทันที นิสัยปกติของคนเรามักจะให้ความสนใจกับเื่น่าตื่นเต้นอยู่แล้ว ยิ่งเป็เื่ที่ดูน่าสนุกนี้เกิดขึ้นตรงทางเดินของโรงพยาบาลแล้วด้วย เดิมทีทุกคนบ้างก็สุขบ้างก็เศร้ากันอยู่ แต่พอได้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้านี้ ปฏิกิริยาของทุกคนกลับพร้อมเพรียงกันทันที
“คนคนนี้คือใครกัน ทำไมถึงมาถ่วงเวลาหมอที่เขารักษาอยู่?”
“นั่นสิ ได้ยินว่าโรคลมบ้าหมูนี่น่ากลัวมาก คิดดูสิว่าถ้าไม่ทันระวังแล้วกัดลิ้นตัวเองขาดขึ้นมา ถึงตอนนั้นใครจะรับผิดชอบ?”
“หึ ฉันว่านะ การจัดการปัญหาแบบนี้มันง่ายจะตาย ก็เรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยมาก็จบแล้ว!”
“แต่ดูเหมือนว่าเมื่อกี้ผู้ชายคนนี้จะบอกว่าตัวเองเป็หมอนะ? อย่าได้กลายเป็ว่าคนใส่ชุดกาวน์นี่เรียนไม่เก่ง แล้วเพื่อนคนนี้มีความคิดเห็นอื่นหรอกนะ”
เมื่อได้ฟังประโยคสุดท้าย คนใส่ชุดกาวน์ก็หันมาจ้องตาโตทันที ค่อย ๆ วางคนไข้ลงที่พื้นแล้วหันกลับไปพูด “ใครพูด? ประโยคเมื่อกี้นั่นใครพูด?”
พอพูดประโยคนี้จบ ฝูงชนที่เมื่อกี้ดูคึกคักกันอยู่ ก็เงียบลงทันที
แต่หานชิงอวี่ในเวลานี้ก็ยังคงสงบมาก
เทคนิคการตรวจระดับสองของระบบหมอผู้เมตตามีประโยชน์มากในเวลานี้ หลังจากที่ได้ทำการตรวจคนไข้แล้ว หานชิงอวี่ก็ยิ่งมั่นใจว่าอาการของคนไข้ตรงหน้านี้ไม่ใช่โรคลมบ้าหมู!
เขาหันไปพูดกับคนใส่ชุดกาวน์ข้าง ๆ “โรคที่แท้จริงที่คนไข้เป็คือกลุ่มอาการไฮเปอร์เวนติเลชัน แค่ปิดปากเขาอย่างเดียวไม่สามารถบรรเทาอาการของเขาได้”
“มีหน้ากากอนามัยไหม หรือถ้าใช้ถุงพลาสติกครอบหัวเขาไว้ ก็สามารถบรรเทาอาการของเขาได้”
คนในชุดกาวน์ฟังแล้วก็โกรธจนหัวเราะออกมา “เด็กน้อย นายกำลังสั่งฉันเหรอ?”
“บอกแล้วไงว่าฉันเป็หมอที่นี่ แต่นายกลับมาชี้นิ้วสั่งฉันอย่างนั้นเหรอ?” เขาหันไปพูดกับอีกคนที่อยู่ด้านหลัง “เสี่ยวจาง หลังจากไปเอาของมาแล้วก็เรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยที่หน้าประตูมาหน่อยนะ ตรงนี้มีคนสร้างปัญหา!”
เสียงะโนี้ ทำให้สภาพแวดล้อมที่ตรงนั้นยิ่งวุ่นวายมากขึ้นอีก
“ไม่สิ หมอเขารักษาคนไข้อยู่แล้วคนคนนี้เป็ใครถึงเข้ามายุ่ง ถ้าคนไม่รู้ก็คิดว่าเขาเป็หมอแล้ว! ”
“แต่คนนั้นเขานอนชักอยู่ที่พื้นนั่น เขาก็ยังจะเอาหน้ากากเอาถุงมาคลุมให้ แบบนั้นจะไม่ทำให้คนนั้นหายใจไม่ออกตายเหรอ!”
“รีบไปเรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยมาไล่ออกไปเถอะ คนบ้าแบบนี้เข้ามาในโรงพยาบาลได้ยังไง”
“แต่ดูหน้าเขาจริงจังไม่เหมือนคนที่จะมาสร้างปัญหาเลยนะ ทำไมจู่ ๆ ถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้...”
ทุกคนที่ยืนมุงสถานการณ์ตรงหน้านั้นอยู่ต่างมีความเห็นแตกต่างกันไป แต่ทิศทางของความเห็นเ่าั้กลับแทบจะเป็ไปในทางเดียวกัน พวกเขาล้วนรู้สึกว่าหานชิงอวี่ที่อยู่ตรงหน้านี้กำลังเพ้อเจ้อ และคำพูดของหมอที่ใส่ชุดกาวน์นี้ดูน่าเชื่อถือมากกว่า
เวลานี้ใบหน้าของหานชิงอวี่ดูจนใจ “ชีวิตของคนไข้สำคัญที่สุด ถ้าคุณไม่เชื่อ ก็ตรวจเขาดูได้ครับ”
เดิมทีคนใส่ชุดกาวน์เป็แพทย์ในโรงพยาบาลนี้อยู่แล้ว ประกอบกับที่คนรอบข้างให้การสนับสนุนเขาด้วย ตอนนี้จึงยิ่งดูถูกคำแนะนำของหานชิงอวี่
“ตรวจ? นายคิดว่านายมีคุณสมบัติมาพูดแนะนำแบบนี้เหรอ?”
“เสี่ยวจาง รีบมาช่วยฉันจับตัวคนไข้ไว้เร็ว ตอนนี้ฉันจะใช้ฟองน้ำทางการแพทย์อุดปากคนไข้ไว้ เพื่อป้องกันเขากัดลิ้นตัวเอง!”
เพิ่งจะพูดประโยคนี้จบ แผนกข้าง ๆ ก็มีแพทย์ผู้หญิงที่ใส่แว่นตาสีเงินวิ่งออกมาคนหนึ่ง
เธอะโมาตรงทางเดินก่อน จากนั้นก็เห็นคนไข้นอนอยู่ที่พื้น จึงรีบพุ่งตัวเข้าไปหาคนไข้ทันที
“คนไข้เป็อะไร? อาการที่เป็จนถึงตอนนี้มันนานแค่ไหนแล้ว?”
คนใส่ชุดกาวน์เห็นแพทย์ผู้หญิงวิ่งมาถึงหน้าคนไข้ ตอนนี้ยังสับสนเล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงตอบไป
“เป็มาสักพักแล้ว น่าจะโรคลมบ้าหมูกำเริบ ตอนนี้ผมเตรียมที่จะ...”
ยังไม่ทันที่คนใส่ชุดกาวน์จะพูดจบ แพทย์ผู้หญิงก็ตัดคำพูดของเขา
พึ่บ ๆ
เธอเขย่าใบรายงานผลการตรวจสองสามใบในมือ แล้วเอ่ยปากอย่างรีบร้อน “ไม่ใช่โรคลมบ้าหมู!”
ไม่ใช่โรคลมบ้าหมู?!
ผู้คนที่อยู่ตรงนั้น รวมถึงคนที่ใส่ชุดกาวน์และแพทย์ฝึกหัดที่ชื่อเสี่ยวจางต่างก็ตะลึงกัน
แพทย์หญิงเอาใบรายงานผลการตรวจออกมา ชี้ข้อมูลที่อยู่ในนั้นแล้วพูด “ตอนที่ทำการตรวจเมื่อกี้คนไข้ไม่ค่อยสบาย ดูจากตอนนี้แล้ว ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายคนไข้ต่ำมาก มีอยู่ประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ น่าจะเป็กลุ่มอาการไฮเปอร์เวนติเลชัน”
ทันทีพูดที่คำนี้ออกมา คนที่อยู่รอบ ๆ ก็ส่งเสียงตกตะลึงกันหมด
เพราะว่าสิ่งที่แพทย์ผู้หญิงพูดมาในตอนนี้ มันเหมือนกันกับที่หานชิงอวี่พูดเมื่อกี้เลย
แต่สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกันก็คือ แพทย์ผู้หญิงมีข้อมูลที่อยู่ในมือเธอแล้วถึงจะสรุปอาการได้ แต่หานชิงอวี่กลับพูดสาเหตุอาการของคนไข้ออกมาได้เลย!
ชายหนุ่มที่เมื่อกี้ยังเป็เหมือนคนบ้าคนหนึ่งในสายตาของทุกคน ตอนนี้ในกลับกลายเป็ว่าเขาเปรียบเสมือนหมอเทวดาไปแล้ว!
ในเวลานี้ มีร่างของคนสามคนมาอยู่ท่ามกลางคนที่ล้อมหานชิงอวี่อยู่
สองคนในนั้น มองหานชิงอวี่ตรงหน้าด้วยสีหน้าชื่นชม
ส่วนอีกคนหนึ่ง ในสายตานั้นเต็มไปด้วยความนับถือ
“พี่อวี่ ที่ผมมีถุงพลาสติกอยู่!” คนที่มีสายตานับถืออยู่ในสามคนนั้นฝ่าฝูงชนเข้าไปอยู่ข้าง ๆ หานชิงอวี่ แล้วเอาถุงพลาสติกออกมาจากกระเป๋าเป้หนึ่งอย่างชำนาญ “เดิมทีผมกลัวว่าจะเมารถระหว่างทาง ไม่คิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์แบบนี้”
ร่างของคนนี้แน่นอนว่าเป็หลี่หยาง เขาเพิ่งจะได้พบกับคณบดีทั้งสองคน แต่คนเดียวที่ยังไม่พบก็คือหานชิงอวี่
พอเห็นผู้คนยืนมุงกันอยู่ทางนี้ ทั้งสองคนและหลี่หยางจึงเดินมาทางนี้ด้วยกันเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่คิดว่าจะเจอเื่นี้เข้า
พูดจบ ก็เป็ไปตามที่หานชิงอวี่บอก คือเอาถุงพลาสติกปิดปากปิดจมูกของคนไข้ไว้ ให้คนไข้ได้หายใจอยู่ในพื้นที่ปิด
หลังจากทำขั้นตอนนี้ไปหลายนาที คนไข้ที่แขนขาชักเกร็งไม่หยุดอยู่ที่พื้น ในที่สุดที่ผ่อนคลายลง และค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
เขาลุกขึ้นอย่างช้า ๆ เห็นว่าแพทย์หลายคนกำลังช่วยเหลือตนเองอยู่ และมีผู้คนที่ยืนล้อมอยู่ด้วย เขาก็หน้าแดง รีบกุมมือของหานชิงอวี่ไว้
เพราะว่าทันทีที่เขาฟื้นขึ้นมา ก็เห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้านี้กำลังช่วยชีวิตตนเองอยู่
“ขอโทษนะครับทุกคน โรคคนแก่น่ะครับ จะมาตรวจที่โรงพยาบาล ไม่คิดว่าวันนี้อาการจะแย่ที่สุดเลย”
“ถ้าไม่ได้พวกคุณช่วยไว้ ผมก็ไม่รู้จริง ๆ ว่า...”
คนไข้ลุกขึ้นจากการช่วยเหลือของทุกคน เขาหันไปบอกกับคนใส่ชุดกาวน์
แต่การกระทำนั้นกลับเป็การเตือนความจำของทุกคน
“คุณอย่าไปขอบคุณเขาเลย หมอคนนี้เมื่อกี้บอกว่าคุณเป็โรคลมบ้าหมู”
“ถ้าไม่ได้เด็กหนุ่มคนข้าง ๆ มาช่วยได้ทัน ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดความวุ่นวายอะไรอีก!”
“เดี๋ยวนี้ทำไมหมอถึงสู้คนธรรมดาไม่ได้นะ”
คำพูดเหล่านี้ ทำเอาคนใส่ชุดกาวน์ที่อยู่ข้าง ๆ หน้าเสียไปเลย
คนไข้ดูสถานการณ์ แล้วรีบขอบคุณหานชิงอวี่ ทั้งยังหยิบธนบัตรหลายใบออกมาจากในกระเป๋ายัดให้เขาอีกด้วย
หานชิงอวี่รีบโบกมือปฏิเสธ อีกทั้งหันไปอธิบายกับผู้คนที่ยืนล้อมอยู่ “ทุกคนอย่าพูดแบบนี้เลยครับ ทุกคนก็มี่เวลาที่ผิดพลาดกันได้ อีกอย่างผมเองก็เป็หมอเช่นกัน...”
พอคนที่ยืนล้อมอยู่ได้ยิน ก็ยิ่งตื่นเต้นอยากจะได้หนทางติดต่อแพทย์หนุ่มคนนี้
เพราะว่าใน่ปีนี้ แพทย์ที่เก่ง ๆ เรียกได้ว่าเป็ทรัพยากรที่ล้ำค่ามาก ๆ
และเหตุการณ์นี้ อยู่ในสายตาของจ้าวชิงซงกับคณบดีโรงพยาบาลนี้และเหอเถียนแล้ว