รุ่งสาง
แสงสีเทาอ่อนซึมผ่านช่องแตกของฝาผนัง กู่ฉางเซิงลืมตาตื่นขึ้นก่อนที่แสงแดดแรกจะทอดมาถึงยอดไม้
เขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เงี่ยหูฟังเสียงรอบหมู่บ้านที่ยังคงไร้ซึ่งสรรพเสียงของผู้คน
เงียบเชียบเกินไป
มันไม่ใช่ความเงียบสงบตามปกติของยามเช้าตรู่ หากแต่เป็ความเงียบงันแบบที่หมอทุกคนล้วนคุ้นเคยเป็อย่างดี — ความเงียบก่อนที่สัญญาณชีพของผู้ป่วยจะวิกฤต
เขาลุกขึ้นยืนในทันที กระดูกหลังส่งเสียงลั่นกร็อบแกร็บตามวัย ทว่าในเช้านี้เขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เสียงลั่นนั้นเบาลงเล็กน้อย
ลมปราณที่เขาเพียรฝึกฝนมาสองวันเริ่มโคจรซ่อมแซมร่างกายอย่างช้า ๆ ทว่าไม่เคยหยุดนิ่ง
บ้านของหวังต้าเหนียน นายพรานคนแรกที่ล้มป่วย ตั้งอยู่ห่างจากกระท่อมของกู่ฉางเซิงไปทางทิศตะวันออกราวสี่สิบก้าว
ยังไม่ทันที่กู่ฉางเซิงจะเดินไปถึงประตูบ้าน เขาก็ได้ยินเสียงร่ำไห้ของสตรีเล็ดลอดออกมาจากด้านใน
ท่าจะไม่ดีแล้ว
เขาตัดสินใจผลากประตูเข้าไปโดยไม่เสียเวลาเคาะ แสงจากตะเกียงน้ำมันสลัวส่องกระทบร่างของหวังต้าเหนียนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเสื่อ ิัของเขาซีดเผือดราวกับคนตาย เส้นเืดำที่ลำคอโปนพองขึ้นมาเป็สีคล้ำผิดปกติ
ผู้เป็ภรรยากำมือกุมมือสามีไว้แน่น ร่างกายสั่นเทาด้วยอาการสะอึกสะอื้น
กู่ฉางเซิงคุกเข่าลงข้างเตียง คว้าข้อมือของผู้ป่วยขึ้นมาตรวจดู
ชีพจรยังคงเต้นอยู่ ทว่าแ่เบาจนแทบจะััไม่ได้ ราวกับเปลวเทียนเล่มน้อยที่เหลือไส้ยาวเพียงเศษเสี้ยวเล็บ
อาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในคืนเดียว ยาที่เขาปรุงให้เมื่อวานอาจชะลอการลุกลามได้บ้าง แต่กลับไม่สามารถยับยั้งมันได้อย่างเด็ดขาด นั่นหมายความว่าพิษร้ายหรือเชื้อโรคนี้แข็งแกร่งกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก
เขาทำการตรวจร่างกายต่อทันที เมื่อยกเปลือกตาของผู้ป่วยขึ้นดู ก็พบจุดเืออกกระจายอยู่ทั่วตาขาว เมื่อลองกดลงบนหน้าท้อง ท้องนั้นตึงแน่นจนหวังต้าเหนียนส่งเสียงร้องครางออกมาด้วยความเ็ปทั้งที่ยังไม่ได้สติสมบูรณ์
อวัยวะภายในเริ่มบวมโต หากปล่อยให้ล่วงเลยไปอีกเพียงวันเดียว คงไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้
"ยาที่ข้าจัดให้เมื่อคืน พวกเ้าให้เขากินไปกี่ครั้งแล้ว" กู่ฉางเซิงเอ่ยถามเสียงเรียบโดยไม่หันไปมอง
"สองครั้งผ่าค่ะ" นางตอบด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ "ทว่าสามีของข้ากลืนลงไปแล้วก็อาเจียนออกมาจนหมดสิ้น ครั้งที่สองฝืนกินเข้าไปได้เพียงครึ่งช้อนเท่านั้น"
ยาเข้าสู่ร่างกายได้น้อยเกินไป ซ้ำระบบทางเดินอาหารยังต่อต้าน — จำเป็ต้องปรับสูตรยา และเปลี่ยนวิธีทำให้ตัวยาสามารถซึมเข้าสู่เส้นลมปราณโดยตรง แทนที่จะผ่านทางกระเพาะอาหาร
กู่ฉางเซิงลุกขึ้นยืน "ข้าจะกลับมาภายในสองชั่วโมง ระหว่างนี้ห้ามให้ใครเข้าออกห้องนี้เด็ดขาด"
ภรรยาของหวังต้าเหนียนรีบคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ นิ้วมือทั้งห้ากำแน่นด้วยความหวังสุดท้าย
"ขอท่านหมอโปรดเมตตาช่วยชีวิตสามีข้าด้วยเถิด" นางอ้อนวอนเสียงสั่นเครือ "ยามนี้มีเพียงท่านเท่านั้นที่..."
"ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ" กู่ฉางเซิงเอ่ยตัดบทพลางจ้องลึกเข้าไปในตาของนาง
มันไม่ใช่คำปลอบโยนเพื่อให้หัวใจชื้นขึ้นชั่วครู่ หากแต่เป็การบอกความจริงในรูปแบบที่นางพอจะตั้งรับได้
กู่ฉางเซิงก้าวเดินกลับกระท่อมด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบกว่าปกติ
ก้าวที่หนึ่ง — ในโลกเก่านั้น เขาเคยรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเืจนช็อก (Septic shock) มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนด้วยยาปฏิชีวนะที่ตรงกับโรค ทว่าในโลกใบนี้ กลับไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่ายาปฏิชีวนะอยู่เลย
ก้าวที่สอง — เขามีพลังลมปราณ มีสมุนไพริญญา และมีความรู้เื่โครงสร้างเส้นลมปราณของร่างนี้
ก้าวที่สาม — เขาต้องผสานสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน
ทว่าเขากลับต้องชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน
ที่บริเวณข้างกระท่อม ปรากฏรอยเท้าใหม่ ๆ ประทับอยู่บนพื้นดินที่ยังชื้นแฉะ
มันไม่ใช่รอยเท้าของเขา รอยเท้านี้มีขนาดใหญ่และลึกกว่า เกิดจากผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น — มันมีรอยเท้าของคนสองคน
คนสองคนแอบมาซุ่มยืนอยู่ข้างกระท่อมของเขาใน่กลางดึกหรือรุ่งสางที่ผ่านมา
กู่ฉางเซิงเก็บงำสีหน้า แสร้งเดินเข้ากระท่อมไปตามปกติ ทว่าสายตากลับกวาดมองสำรวจรอบกายอย่างระแวดระวัง
ข้าวของทุกอย่างภายในกระท่อมยังคงวางอยู่ที่เดิม ไม่มีสิ่งใดสูญหายหรือถูกเคลื่อนย้าย
พวกมันไม่ได้มาเพื่อลักขโมย และไม่ได้มาเพื่อลอบทำร้าย แล้วจุดประสงค์คือสิ่งใด — หรือเพียงเพื่อสอดแนม?
หลินชิงเสวียเดินทางมาถึงกระท่อมในยามที่กู่ฉางเซิงกำลังบดสมุนไพรรอบที่สอง
นางมาพร้อมกับกระบุงใบเล็กที่อัดแน่นไปด้วยสมุนไพรอีกชุดหนึ่ง และมีห่อผ้าใส่ขนมปังข้าวเหนียวติดมือมาด้วย
"ท่านพ่อให้หนูมาช่วยงานค่ะ" เด็กสาววางกระบุงลงข้างกาย ก่อนจะจ้องมองสิ่งที่กู่ฉางเซิงกำลังทำอย่างไม่วางตา ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของมือชราด้วยความตั้งใจ
"ดูแล้วจดจำได้บ้างหรือไม่" กู่ฉางเซิงเอ่ยถามโดยที่มือยังคงบดยาไม่หยุด
"จำได้บางส่วนค่ะ ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่หนูยังไม่เข้าใจ เหตุใดคุณตาต้องหยุดมือชั่วครู่ก่อนที่จะใส่รากหวงฉีลงไปปนด้วย"
กู่ฉางเซิงเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาว
"เพราะหากเ้าใส่รากหวงฉีลงไปในยามที่ตัวยาหวงเหลียนยังมีความร้อนสูง สารสำคัญของสมุนไพรทั้งสองชนิดจะเกิดปฏิกิริยาต่อกัน ส่งผลให้ฤทธิ์ยาที่มีสรรพคุณรักษาลดลงไปกว่าครึ่งหนึ่ง"
หลินชิงเสวียนิ่งคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง "ทว่าในตำราโอสถของท่านพ่อ บันทึกไว้ว่าสมุนไพรสองชนิดนี้สามารถใส่รวมกันได้ทันที"
"ตำราเล่มใดที่บันทึกเช่นนั้น"
"ตำราโอสถรากฐานทั้งหกค่ะ เป็ฉบับโบราณที่สืบทอดต่อกันมานานกว่าสามร้อยปีแล้ว"
เมื่อสามร้อยปีก่อน โลกฝั่งนี้ยังไม่มีความเข้าใจเื่อุณหภูมิที่มีผลต่อปฏิกิริยาทางเคมี กู่ฉางเซิงคิดในใจ การใส่พร้อมกันย่อมได้ผลอยู่บ้าง ทว่าไม่อาจดึงประสิทธิภาพของยาออกมาได้สูงสุด
"ตำรานั้นมิได้กล่าวไว้ผิดพลาด" เขาอธิบาย "เพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์ การรอให้อุณหภูมิลดลงก่อนจึงค่อยใส่ คือเคล็ดลับที่ตำราไม่ได้บันทึกไว้ เพราะผู้จารึกในยุคก่อนรู้เพียงว่าใส่รวมกันแล้วใช้ได้ผล แต่กลับไม่รู้เหตุผลเื้ั"
หลินชิงเสวียจ้องมองมือชราสลับกับหม้อยาตรงหน้า
"ทว่าคุณตากลับรู้เหตุผลนั้น" นางพึมพำเสียงแ่ แต่มันคือน้ำเสียงของความเลื่อมใส มิใช่คำถาม
กู่ฉางเซิงไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด เขาหันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาบดยาต่อ
ทว่าที่มุมปากของเขา กลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเด็กสาวผู้มีสายตาเฉียบคมสามารถสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็ว
"ชิงเสวีย" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "เมื่อคืนหรือยามรุ่งสางที่ผ่านมา เ้าพบเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาป้วนเปี้ยนในหมู่บ้านบ้างหรือไม่"
เด็กสาวนิ่งคิดทบทวน "หนูไม่พบเห็นใครเลยค่ะ ทว่า..."
"ทว่าสิ่งใด"
"เมื่อคืนก่อนที่หนูจะเข้านอน หนูแว่วเสียงม้าดังมาจากในซอยด้านหลังบ้านค่ะ" นางเล่าช้า ๆ "น่าจะมีราวสองถึงสามตัว ยามนั้นหนูนึกว่าเป็เพียงกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางผ่านมากลางดึก ทว่าพอรุ่งเช้ากลับไม่มีชาวบ้านคนใดพูดถึงเื่นี้เลย"
ม้าในซอยเปลี่ยวซอยหลังยามวิกาล — ย่อมเป็ผู้ที่มิอยากให้ใครล่วงรู้การมาเยือน
กู่ฉางเซิงวางสากบดยาในมือลง
"บิดาของเ้านั้น มีความสนิทสนมกับเ้าฉีหยงมากน้อยเพียงใด"
หลินชิงเสวียแสดงสีหน้าฉงนเล็กน้อย "มิได้สนิทสนมกันเป็พิเศษค่ะ มีเพียงการพูดคุยกันเื่ซื้อขายสมุนไพรตามปกติ เ้าฉีหยงมักจะมาเหมาซื้อสมุนไพรบางชนิดจากท่านพ่อเพื่อนำไปส่งขายในตัวเมืองหลวง ทว่าเหตุใดคุณตาจึงถามถึงเขาหรือคะ"
"ข้าเพียงแค่สงสัย"
ทว่าในสมองของกู่ฉางเซิง ชิ้นส่วนของปริศนาที่กระจัดกระจายเริ่มเคลื่อนเข้ามาประกบเข้าด้วยกันทีละชิ้น
เ้าฉีหยงเป็พ่อค้าส่งสมุนไพรรายใหญ่ มีรอยเท้าคนมาสอดแนมกระท่อมของข้าในคืนเดียวกับที่อาการของผู้ป่วยทรุดหนัก ซ้ำยังมีเสียงม้าลึกลับในซอยหลังกลางดึก
หลักฐานเพียงเท่านี้ยังมิอาจด่วนสรุป ทว่าก็เพียงพอที่จะให้เขาเริ่มสืบตามรอยได้
ยาชุดใหม่ที่กู่ฉางเซิงปรุงขึ้นในคราวนี้ มีความแตกต่างจากชุดเดิมอยู่สองประการ
ประการแรก — เขาได้เพิ่มสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งลงไป เป็สมุนไพรที่หลินชิงเสวียบอกว่ามักจะขึ้นอยู่ตามโขดหินชื้นในผืนป่าใกล้หมู่บ้าน ชาวบ้านเรียกขานมันว่า "เซียนเหิงเช่า" มีรสขมอมเผ็ดจาง ๆ และส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ
ในครรลองสายตาของกู่ฉางเซิง พลังงานลมปราณที่หมุนเวียนอยู่ในสมุนไพรชนิดนี้มีลักษณะพิเศษเด่นชัด — มันมิได้เพียงแค่ลอยเคลือบอยู่ภายนอก หากแต่แทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างเนื้อเยื่อของพืชอย่างสม่ำเสมอ
หากอธิบายด้วยหลักชีวเคมี นั่นหมายความว่าสารออกฤทธิ์ทางยาได้รวมเข้าเป็เนื้อเดียวกับโครงสร้างโมเลกุล ส่งผลให้มันย่อยสลายได้ช้าลง และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น
ประการที่สอง — คือวิธีการให้ยา
แทนที่จะใช้วิธีป้อนดื่มทางปากเช่นกาลก่อน กู่ฉางเซิงกลับเอ่ยขอผ้าสะอาดจากหลินชิงเสวีย นำมาผ้าชุบน้ำยาที่ต้มจนได้ที่ทว่ายังคงมีความอุ่นอยู่ จากนั้นจึงนำไปพันรอบข้อมือของหวังต้าเหนียนตรงตำแหน่งจุดชีพจรอย่างประณีต
"เหตุใดจึงมิให้เขาดื่มกินยาหรือคะ" หลินชิงเสวียมองการกระทำนั้นด้วยความฉงนใจ
"ยามนี้ร่างกายของเขาปฏิเสธทุกสิ่งที่จะเข้าสู่ทางเดินอาหาร" กู่ฉางเซิงตอบพลางจัดแจงพันผ้าอย่างระมัดระวัง "ทว่าเส้นลมปราณตรงข้อมือของเขายังคงเปิดรับอยู่ หากให้ตัวยาซึมผ่านช่องทางนี้ มันจะเข้าสู่ระบบหมุนเวียนภายในได้รวดเร็วยิ่งกว่า"
หลินชิงเสวียนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ "หนูไม่เคยพบเห็นวิธีรักษาเช่นนี้ในตำราเล่มใดเลยค่ะ"
"เพราะยังไม่มีผู้ใดคิดค้นขึ้นอย่างไรเล่า"
เด็กสาวจ้องมองกู่ฉางเซิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย — มีทั้งความอัศจรรย์ใจ และความเลื่อมใสอันลึกล้ำซ่อนอยู่ภายใน
สองชั่วโมงต่อมา หวังต้าเหนียนก็ลืมตาขึ้น
แม้จะยังมิใช่การฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ ร่างกายของเขายังคงซีดเซียวและไร้เรี่ยวแรง ทว่าั์ตาทั้งสองข้างกลับเริ่มตอบสนองต่อแสงสว่าง และสีม่วงคล้ำที่ริมฝีปากก็ค่อย ๆ จางลงจนเริ่มมีสีเื
"น้ำ..." เขาเอ่ยรอดไรฟันออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
ผู้เป็ภรรยาปล่อยโฮออกมาด้วยความดีใจ นางรีบกุลีกุจอไปรินน้ำต้มสุกมาป้อนให้สามีดื่ม
กู่ฉางเซิงยืนมองภาพนั้นอยู่ตรงมุมห้อง สายตาของเขาเย็นเยียบและเต็มไปด้วยการประเมินผล มิได้แสดงความยินดีออกมา — ยามนี้ยังเร็วเกินไปที่จะวางใจ ทว่ามันคือสิ่งยืนยันว่าสมมติฐานของเขานั้นถูกต้อง
วิธีการนี้ได้ผล ทว่าต้องทำซ้ำในทุกสี่ชั่วโมง และผู้ป่วยอีกสองคนที่เหลือก็จำเป็ต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีเดียวกันนี้โดยเร็ว
เขาหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
ตลาดเช้ายามนี้กำลังคึกคัก
กู่ฉางเซิงเดินผ่านแผงขายปลาแห้ง ผ่านกลุ่มแม่ค้าขายผักสด และผ่านกลุ่มชายชราที่กำลังนั่งล้อมวงเล่าหมากรุกอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่
สายตาของเขาคอยลอบสังเกตทุกสิ่งรอบตัว
เขาพบว่าข่าวเื่ผู้ป่วยทั้งสามคนได้แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านั้แ่เมื่อคืนแล้ว — ชาวบ้านบางกลุ่มยืนจับเจ่ากระซิบกระซาบกันด้วยใบหน้าวิตกกังวล บางคนกล่าวโทษว่าเป็เพราะิญญาร้ายในป่าคร่าชีวิต บางคนก็เสนอให้ไปกราบไหว้ขอพรที่ศาลเ้าเ้าที่
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงวิธีการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเลยแม้แต่คนเดียว
คนทั้งหมู่บ้านยังคงมืดแปดด้าน และไม่รู้เลยว่าพวกตนกำลังเผชิญหน้ากับภัยพิบัติรูปแบบใด
กู่ฉางเซิงสาวเท้าตรงไปยังแผงขายยาของหลินเต๋อเจี้ย
ชายวัยห้าสิบปีนั่งอยู่เพียงลำพัง สีหน้าท่าทางอิดโรยบอกชัดว่าผ่านการอดนอนมาทั้งคืน
"อาการของอีกสองคนเป็อย่างไรบ้าง" กู่ฉางเซิงเอ่ยถามทันทีที่ไปถึง
"นับว่ายังดีกว่าหวังต้าเหนียนอยู่ขั้นหนึ่ง ยาที่เ้าจัดให้เมื่อคืนช่วยประทังอาการไว้ได้บ้าง" หลินเต๋อเจี้ยตอบ ก่อนจะลดเสียงลงจนกลายเป็เสียงกระซิบ "ทว่าข้ามีเื่สำคัญต้องบอกต่อเ้า"
"ว่ามา"
หลินเต๋อเจี้ยเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะกวักมือเรียกให้กู่ฉางเซิงขยับเข้ามาใกล้
"เมื่อเช้ามืดมีชาวนาจากไร่ทางฝั่งตะวันตกมาแจ้งแก่ข้า" เขาเอ่ยเสียงต่ำ "เขาเล่าว่าพบเห็นคนสองสามคนลอบเดินฝ่าความมืดเข้าไปในผืนป่าทิศเหนือเมื่อคืนก่อน ซึ่งเป็คืนเดียวกับที่นายพรานทั้งสามคนเข้าไปล่าสัตว์แล้วกลับออกมาล้มป่วย"
กู่ฉางเซิงนิ่งฟังอย่างตั้งใจ
"เดินเข้าไปในป่าทิศเหนืออย่างนั้นรอย" เขาเอ่ยทวนคำ "มิใช่เดินสวนออกมา"
"ถูกต้อง" หลินเต๋อเจี้ยพยักหน้ารับ "พวกมันเดินเข้าไปข้างใน ซ้ำชาวนาผู้นั้นยังแว่วเสียงแปลกประหลาดดังมาจากในป่า คล้ายกับเสียงของเหลวปริมาณมากถูกเทลงสู่พื้นดิน"
ใครบางคนลอบเข้าไปในป่าในยามวิกาล พร้อมกับเทของเหลวบางอย่างลงพื้น คืนเดียวกับที่นายพรานสามคนเข้าไปแล้วติดโรคร้ายกลับมา
กู่ฉางเซิงยืนนิ่งสงบเงียบอยู่ราวสิบวินาที
โรคระบาดในคราวนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
หากแต่มีผู้จงใจปล่อยมันออกมา
"มีผู้ใดล่วงรู้เื่นี้อีกหรือไม่" กู่ฉางเซิงถาม
"มีเพียงชาวนาผู้นั้นกับข้าเท่านั้น" หลินเต๋อเจี้ยตอบ "เขากลัวความผิดมาก หลังจากเล่าจบก็รีบแจ้นกลับไปทันที ซ้ำยังกำชับมิให้ข้าแพร่งพรายว่าเขาเป็ผู้พูด"
"เขากลัวสิ่งใด"
หลินเต๋อเจี้ยเม้มริมฝีปากแน่น เมินหน้าหนีคล้ายลังเลใจ
"จงพูดความจริงมาเถิด" กู่ฉางเซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่น "หากข้ารู้ข้อมูลมิครบถ้วน ย่อมรักษาได้เพียงปลายเหตุ มิอาจถอนรากถอนโคนต้นตอของภัยพิบัติครั้งนี้ได้"
ชายวัยห้าสิบจ้องมองตาแก่ผมขาวตรงหน้าครู่หนึ่ง แววตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและน่าเกรงขามของกู่ฉางเซิงทำให้เขาตัดสินใจเอ่ยปากในที่สุด
"เ้าฉีหยง..." หลินเต๋อเจี้ยกระซิบแ่เบาราวกับกลัวว่าลมจะพัดพาเสียงไป "ชาวนาผู้นั้นบอกว่า ในความมืดเขาเห็นเงาร่างของชายผู้หนึ่งที่มีรูปร่างอ้วนท้วนและสูงใหญ่ แม้จะมองมิเห็นใบหน้าชัดเจน ทว่าท่าทางการเดินนั้น..."
เขาละคำพูดไว้ในฐานที่เข้าใจ ทว่ามันไม่จำเป็ต้องอธิบายให้มากความอีกต่อไป
กู่ฉางเซิงรับรู้ถึงสิ่งทีอีกฝ่าย้าจะสื่อสารแล้ว
เขาไม่ได้เดินกลับกระท่อมในทันที
หากแต่เลือกที่จะเดินทอดน่องไปยังโกดังเก็บสินค้าของเ้าฉีหยง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปลายหมู่บ้านทางทิศใต้
มันเป็โกดังหลังใหญ่ ฝาผนังทำจากไม้กระดานหนา ประตูไม้บานั์ถูกลงกลอนด้วยกุญแจเหล็กหนาหนาถึงสองชั้น ดูอย่างไรก็มิใช่โกดังเก็บของป่าธรรมดาทั่วไป
กู่ฉางเซิงยืนพินิจอยู่ห่างออกไปราวสิบก้าว มือทั้งสองไพล่อยู่เื้ั แสร้งทำสีหน้าท่าทางราวกับตาแก่หลงทาง
มีชายฉกรรจ์สองคนยืนคุมอยู่หน้าประตูโกดัง ท่าทางของพวกมันดูเหมือนยามรักษาการณ์มากกว่าคนงานขนของ
เหตุใดโกดังเก็บสมุนไพรธรรมดา จึงต้องมีคนคอยเฝ้ายามแ่าถึงเพียงนี้
เขาหมุนตัวเดินจากมาด้วยฝีเท้าเชื่องช้า ทำทีเป็คนชราที่เดินหลงทิศและเพิ่งจะนึกขึ้นได้
ทว่าภายในสมองที่แหลมคมและไม่เคยหยุดคิด ชิ้นส่วนปริศนาอีกชิ้นหนึ่งได้ร่วงหล่นลงล็อกของมันอย่างพอดี
"ชิงเสวีย"
เด็กสาวที่กำลังขะมักเขม้นกวาดลานหน้าแผงขายยาของบิดา เงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก
"มีสิ่งใดหรือคะคุณตา"
"โกดังของเ้าฉีหยงนั้น โดยปกติแล้วใช้เก็บสินค้าประเภทใดบ้าง เ้าพอจะล่วงรู้หรือไม่"
หลินชิงเสวียหยุดคิด "ส่วนใหญ่เป็สมุนไพรแห้งที่รับซื้อมาจากชาวบ้านแถวนี้เพื่อเตรียมส่งออกไปขายยังเมืองใหญ่ค่ะ ทว่าในบางคราวก็เห็นมีสินค้าจากเมืองอื่นถูกส่งมาพักไว้ก่อนจะเคลื่อนย้ายต่อ ซึ่งหนูก็มิตราบว่าเป็สิ่งใด"
"แล้วใน่เดือนที่ผ่านมานี้ มีสมุนไพรชนิดใดที่เขาประกาศรับซื้อในปริมาณมากผิดปกติบ้างหรือไม่"
นางหยุดมือจากไม้กวาด นิ้วมือกำด้ามไม้เรียวเบา ๆ สีหน้าแสดงชัดว่ากำลังใช้ความคิดทบทวนอย่างจริงจัง
"มีอยู่ชนิดหนึ่งค่ะ" นางเอ่ยช้า ๆ "มันมีชื่อว่า 'ดอกเสนียด' มักจะบานใน่ต้นฤดูร้อน ส่งกลิ่นหอมชวนดม ทว่าหากนำมากินสดโดยมิผ่านการต้มสกัดอย่างถูกวิธี มันจะมีพิษร้ายแรงคอยกัดกร่อนเยื่อบุภายในร่างกาย ท่านพ่อของหนูจึงมิต้นใช้มันเพราะอันตรายเกินไป ทว่าเ้าฉีหยงกลับกว้านซื้อดอกเสนียดนี้จากชาวบ้านและพ่อค้าทุกคนตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา"
"เขากว้านซื้อไปมากน้อยเพียงใด"
"มากมายมหาศาลจนผิดสังเกตค่ะ" นางลดเสียงลง "ท่านพ่อยังเคยนึกฉงนใจจนต้องเอ่ยถามเขา ทว่าเ้าฉีหยงกลับอ้างว่ามีใบสั่งซื้อมาจากกลุ่มพ่อค้าทางแดนเหนือ"
ดอกเสนียด... มีฤทธิ์กัดกร่อนเยื่อบุภายใน หากนำมาสกัดเอาแต่สารพิษเข้มข้นแล้วปล่อยลงสู่แหล่งน้ำหรือสิ่งแวดล้อม...
กู่ฉางเซิงยืนนิ่ง สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ทว่าสมองกลับแล่นเร็วด้วยกำลังทั้งหมดที่มี
เื่ราวทั้งหมดนี้ชี้เป้าไปที่สิ่งใด — ชายลึกลับที่ลอบปล่อยพิษในป่า สมุนไพรพิษที่ถูกกักตุนไว้ในปริมาณมาก และพ่อค้าผู้มั่งคั่งที่พยายามจะขับไล่ตาแก่ไร้หัวนอนปลายเท้าออกจากที่ดิน
หากหมู่บ้านแห่งนี้เกิดโรคระบาดร้ายแรงจนผู้คนต้องล้มตายหรืออพยพหนีไป ใครเล่าที่จะเป็ผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากเหตุการณ์นี้
คำตอบของคำถามนั้น ปรากฏเด่นชัดในบ่ายวันเดียวกัน
กู่ฉางเซิงกำลังนั่งทบทวนและปรับปรุงสูตรยาชุดที่สามอยู่ภายในกระท่อม ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงโห่ร้องเอะอะโวยวายดังมาจากทางทิศของตลาดกลางหมู่บ้าน
มีทั้งเสียงผู้คนร้องะโด้วยความตื่นตระหนก เสียงเด็กน้อยร่ำไห้ และเสียงกระแทกหนัก ๆ แบบที่เขาคุ้นเคยเป็อย่างดี
เสียงร่างของมนุษย์ล้มกระแทกพื้นดิน
เขาผุดลุกขึ้นและก้าวออกจากกระท่อมทันที
ที่ลานกว้างหน้าตลาด
ชายหนุ่มวัยยี่สิบปลาย ๆ นอนฟุบอยู่กับพื้นดิน สองมือกำลังยันพื้นพยายามจะพยุงตัวลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก ริมฝีปากของเขาแตกยับ และมีเืไหลซึมออกมาจากหัวคิ้ว าแเ่าั้มิได้เกิดจากการล้มคว่ำเองตามธรรมชาติ
ผู้ที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่คือลูกน้องของเ้าฉีหยงสี่คน หัวหน้ากลุ่มเป็ชายร่างกำยำผู้มีมัดกล้ามแ่า ซึ่งกู่ฉางเซิงจำมันได้ดี — มันคือคนเดียวกับที่ติดตามเ้าฉีหยงมาที่กระท่อมของเขาเมื่อวันก่อน
"จงพูดออกมาอีกครั้ง" หัวหน้ากลุ่มสมุนเอ่ยเสียงเย็น "คืนนั้นแกพบเห็นสิ่งใดในป่า"
ชายหนุ่มที่นอนกองอยู่กับพื้นได้แต่ส่ายหน้าไปมาปฏิเสธ ไม่ยอมปริปากเอ่ยสิ่งใด
ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบ ๆ ไม่มีใครกล้าสอดมือเข้าช่วยเหลือ ได้แต่ยืนมองดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ชาวนาคนที่นำเื่มาแจ้งแก่หลินเต๋อเจี้ยนั่นเอง กู่ฉางเซิงสรุปความในใจทันที
สมุนอีกคนก้าวเข้ามาข้างหน้า คว้าคอเสื้อของชายหนุ่มแล้วกระชากร่างขึ้นมา
"นายท่านของข้าอุตส่าห์เมตตาให้โอกาสแกเป็ครั้งสุดท้าย—"
กู่ฉางเซิงก้าวฝ่าฝูงชนเข้าไป
"ปล่อยเขาซะ"
สุ้มเสียงอันราบเรียบทว่าทรงพลังนั้น ส่งผลให้ทุกคนในบริเวณนั้นหยุดชะงักลงในทันที
หัวหน้ากลุ่มสมุนหันขวับมามอง สายตาของมันเลื่อนผ่านฝูงชนมาหยุดอยู่ที่ตาแก่ผมขาวที่ยืนอยู่ขอบวง ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมา
"ตาแก่กู่รึ? แกสะเออะมาทำสิ่งใดที่นี่ กลับไปนอนรอความตายที่กระท่อมของแกไป"
"ข้าบอกให้ปล่อยเขา" กู่ฉางเซิงเอ่ยย้ำคำเดิมพลางก้าวเดินตรงเข้ามาทีละก้าว ไม้เท้าในมือเคาะลงบนพื้นดินเสียงดังเป็จังหวะตามฝีเท้า
"รนหาที่ตายแล้วตาแก่ เื่นี้มิใช่—"
กู่ฉางเซิงก้าวฝ่าวงล้อมของชาวบ้านเข้ามาประชิดในระยะเพียงสี่ก้าว
ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ที่กำลังหิ้วคอเสื้อของชาวนาหนุ่มอยู่ รีบกางแขนออกเพื่อขวางหน้าเขาไว้ทันที "แกกล้าดีอย่างไร!"
ก้าวต่อไปข้างหน้า
หมัดหลุน ๆ ของสมุนผู้นั้นพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของเขา
กู่ฉางเซิงเอี้ยวตัวหลบ — ร่างกายนี้ชราและเชื่องช้าเกินไป ทำให้เขาหลบพ้นได้อย่างหวุดหวิด กำปั้นนั้นถากผ่านเส้นผมเหนือศีรษะไปเพียงไม่ถึงหนึ่งองคุลี ทว่าเขาก็ยังคงหลบมันได้
และเขายังคงไม่หยุดเดิน
ก้าวต่อไป
สมุนร่างใหญ่ตะลึงงันไปชั่วครู่ที่พบว่าตาแก่เบื้องหน้ามิได้มีท่าทีหวาดกลัวหรือถอยหนี ซ้ำยังก้าวเข้าหาตนอีกคราว คราวนี้มันจึงตัดสินใจพุ่งเข้าใส่ด้วยสองมือ
กู่ฉางเซิงยกไม้เท้าในมือขึ้นต้านรับลำแขนซ้ายของมัน — เสียงไม้เท้าลั่นกร็อบคล้ายจะหัก ทว่ามันก็สามารถกันแรงกระแทกไว้ได้ แรงปะทะส่งผลให้ลำแขนของชาาหนึบจนไร้ความรู้สึก ทว่าเขากลับไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว
ร่างกายนี้อาจจะอ่อนแอและไร้กำลังวังชา ทว่าเขามีหลักการง่าย ๆ ในใจข้อหนึ่ง — เขาไม่จำเป็ต้องชนะการต่อสู้ ขอเพียงแค่ทำให้การลงมือทำร้ายคนชราต่อหน้าธารกำนัลทั้งหมู่บ้าน มีมูลค่าและผลกระทบที่สูงเกินกว่าที่พวกมันจะยอมจ่ายได้ก็พอ
เขายืนหยัดอย่างมั่นคงขวางหน้าชายหนุ่มผู้าเ็ พลางกางแขนออกเล็กน้อยเพื่อปกป้อง
หัวหน้ากลุ่มสมุนค่อย ๆ สาวเท้าเข้ามา สายตาของมันคอยประเมินสถานการณ์รอบตัว ยามนี้ฝูงชนเริ่มหลั่งไหลเข้ามามุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ชาวบ้านจะขลาดกลัวเกินกว่าจะสอดมือเข้าช่วย ทว่าดวงตาทุกคู่กำลังจับจ้องมองเหตุการณ์นี้อยู่
"ตาแก่" มันเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน "แกรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังรนหาที่ตายด้วยเื่ของผู้อื่น"
"ข้ารู้ดี" กู่ฉางเซิงตอบกลับโดยไม่ขยับเขยื้อน
"นายท่านของข้าเป็เ้าของที่ดินและกระท่อมที่แกซุกหัวนอนอยู่ หากแกยังคิดจะขัดขวาง—"
"ไปเรียนนายของพวกเ้า" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัดบทขึ้นมา เสียงของเขาดังกังวานพอที่จะทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นได้ยินอย่างทั่วถึง "ว่าหากเขาคิดจะใช้กำลังข่มเหงรังแกคนบริสุทธิ์ต่อหน้าพยานนับสิบเช่นนี้ ก็จงเตรียมตัวรับผลลัพธ์ที่จะตามมาให้ดี"
คำพูดนั้นมิได้เป็การขู่เข็ญด้วยกำลังวังชา — หากแต่เป็การข่มขู่ด้วยจำนวนพยาน สายตานับสามสิบคู่ที่กำลังจับจ้องมองมาตรงนี้ย่อมเป็หลักฐานชิ้นสำคัญ
หัวหน้ากลุ่มสมุนถึงกับนิ่งอึ้งไป
กู่ฉางเซิงไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายมีเวลาตัดสินใจนาน เขาหันกลับไปหาชายหนุ่มที่นอนาเ็อยู่บนพื้นดินพลางยื่นมือเหี่ยวย่นไปให้
"ลุกขึ้นเถิด"
ชายหนุ่มจ้องมองตาแก่ตรงหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ แววตาของเขาแปรเปลี่ยนไปจากเดิม ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าฝ่ามือชรานั้นไว้แน่น
หัวหน้ากลุ่มสมุนได้แต่ยืนเบิ่งตามองดูอยู่เฉย ๆ ในยามที่กู่ฉางเซิงพยุงร่างของชาวนาหนุ่มเดินฝ่าวงล้อมออกไป
พวกมันมิได้ก้าวเข้ามาขัดขวางอีก
ทว่าสายตาอำมหิตที่จ้องมองตามหลังมานั้น ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่าการยอมจำนนเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่าเหวยเซียง เป็ชาวนาวัยยี่สิบห้าปี อาศัยอยู่ที่กระท่อมปลายหมู่บ้านทางทิศตะวันตกร้าง
กู่ฉางเซิงพาเขาเดินทางกลับมาที่กระท่อมของตน ก่อนจะลงมือทำความสะอาดาแที่หัวคิ้วด้วยน้ำต้มสุกและผ้าสะอาด วิธีการรักษาแสนเรียบง่ายทว่ารวดเร็วและไม่เสียเวลา
เหวยเซียงนั่งนิ่งสงบตลอดการทำแผล สายตาของเขาผสมปนเปไปด้วยความซาบซึ้งในพระคุณและความหวาดกลัวที่ยังคงตกค้างอยู่ภายในใจ
"จงเล่าเื่ราวให้ข้าฟัง" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังพันผ้าแผล "ทุกสิ่งทุกอย่างที่เ้าได้พบเห็นในคืนนั้น"
เหวยเซียงลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่เพื่อเรียกขวัญ
"ยามดึกคืนนั้น ข้าจำเป็ต้องออกไปตรวจดูผืนนาเพราะเกรงว่าน้ำจะท่วมขัง เนื่องจากฝนเพิ่งจะหยุดตกไปได้มินาน" เขาเริ่มเปิดปากเล่าด้วยน้ำเสียงต่ำ "ในระหว่างที่เดินผ่านเส้นทางที่ติดกับชายป่าทิศเหนือ ข้าก็เหลือบไปเห็นแสงไฟวับแวมสองสามดวงกำลังเคลื่อนลึกเข้าไปในป่า มีชายสามคนกำลังช่วยกันแบกหามสิ่งของบางอย่างอยู่"
"พวกมันแบกสิ่งใดเข้าไป"
"ถังไม้ขนาดใหญ่ราวสองถึงสามใบดูท่าทางหนักเอาการ พวกมันเดินสะดุดรากไม้ล้มลุกคลุกคลานไปตลอดเส้นทาง ก่อนจะหายลับเข้าไปในความมืดของผืนป่า"
"เ้าพบเห็นใบหน้าของพวกมันชัดเจนหรือไม่"
"มืดมิดเกินไปจนมิอาจมองเห็นใบหน้าได้ชัดเจน ทว่ามีชายผู้หนึ่งในกลุ่มนั้น..." เขาเริ่มมีท่าทีลังเลใจ
"พูดต่อมาเถิด"
"ชายผู้นั้นมีฝีเท้าการก้าวเดินที่หนักหน่วง หน้าท้องพลุ้ย และมีรูปร่างอ้วนใหญ่โต" เหวยเซียงกระซิบเสียงแ่ลงอีก "ในหมู่บ้านแห่งนี้ ข้าเคยพบเห็นผู้ที่มีรูปร่างลักษณะเช่นนั้นเพียงคนเดียวเท่านั้น"
กู่ฉางเซิงพันแผลเสร็จสิ้นพอดี เขาผุดลุกขึ้นยืน
"่นี้เ้าจงกบดานอยู่ภายในกระท่อมหลังนี้ไปก่อน" เขาเอ่ย "อย่าเพิ่งเสนอหน้าออกไปข้างนอกเด็ดขาด"
"ทว่าผืนนาของข้า—"
"ผืนนาของเ้ามันมิหนีหายไปไหนหรอก" กู่ฉางเซิงจ้องมองลึกเข้าไปในตาของเขา "ทว่าหากเ้าย่างกรายออกไปยามนี้ ลูกน้องของเ้าฉีหยงย่อมดักรอรุมสกรัมเ้าอยู่เป็แน่"
เหวยเซียงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับคำแต่โดยดี
กู่ฉางเซิงออกเดินก้าวพ้นกระท่อมมาเพียงลำพัง
เขาเดินตรงไปยังบ่อน้ำสาพารณะกลางหมู่บ้าน ยืนพินิจดูสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่ง
บ่อน้ำยังคงเปิดโล่งให้ชาวบ้านมาตักน้ำไปใช้อุปโภคบริโภคตามปกติ มีเด็ก ๆ วิ่งเล่นซนอยู่รอบบริเวณ บางคนถึงกับก้มลงวิดน้ำดื่มกินโดยตรงจากถังไม้
หากถังไม้ที่พวกมันลอบแบกเข้าไปในป่าคือสารสกัดพิษเข้มข้นจากดอกเสนียด และหากซากสัตว์ที่นายพรานไปพบเจอนั้นตั้งอยู่ริมฝั่งลำธาร...
แล้วลำธารสายนั้นไหลมาจากที่ใดกันเล่า
กู่ฉางเซิงหันหน้าไปมองทิศทางการไหลของกระแสน้ำ
แสงแดดในยามบ่ายทอดเงาไม้ทอดยาวเลียบไปตามพื้น เสียงกระแสน้ำจากลำธารสายเล็กที่ไหลพาดผ่านขอบหมู่บ้านดังแว่วมาตามลม
ลำธารสายนั้นมีต้นน้ำไหลมาจากผืนป่าทิศเหนือ
และลำธารสายเดียวกันนี้ ก็ไหลผ่านกลางหมู่บ้านก่อนจะมุ่งหน้าออกสู่อีกฝั่งหนึ่ง
เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล
หากสารพิษถูกปล่อยลงสู่ต้นน้ำ ย่อมต้องใช้เวลาเท่าใดจึงจะไหลมาถึงหมู่บ้าน — และนับจากคืนนั้นจนถึงยามนี้ ล่วงเลยมาแล้วกี่วัน
เขาเร่งฝีเท้าตรงไปยังริมลำธารทันที
กระแสน้ำยังคงดูใสสะอาด ไม่มีสีสันใดผิดแปลก และไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมา
ทว่าในสมองของกู่ฉางเซิงล่วงรู้ดีว่า "การไร้สี ไร้กลิ่น" มิได้เป็สิ่งการันตีความปลอดภัยเสมอไป
เขาคุกเข่าลงริมฝั่ง วาดมือตักน้ำขึ้นมาพอประมาณ วางฝ่ามือทาบลงบนผิวน้ำ จากนั้นจึงรวบรวมพลังลมปราณอันน้อยนิดที่มีอยู่ในร่างชรานี้ ปล่อยออกไปัักับมวลน้ำเพื่อตรวจดู
มันมีความผิดปกติซ่อนอยู่
มันมิใช่ความแตกต่างที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หากแต่เป็ความรู้สึกในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า ราวกับมีโมเลกุลแปลกปลอมบางอย่างเจือปนอยู่ในน้ำ ซึ่งเป็สิ่งที่ไม่ควรจะมาสถิตอยู่ที่นี่
พิษร้ายเริ่มปนเปื้อนสู่น้ำแล้ว
กู่ฉางเซิงหยัดกายลุกขึ้นยืน ความเย็นเยียบในอกแผ่ซ่านและหนักหน่วงขึ้นอีกขั้น
หากบ่อน้ำกลางหมู่บ้านได้รับน้ำซึมมาจากลำธารสายนี้ด้วย — และชาวบ้านยังคงตักน้ำจากบ่อนั้นไปดื่มกินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
โรคร้ายที่บังเกิดกับนายพรานทั้งสามคนนั้น ย่อมเป็เพียงแค่สัญญาณเตือนภัยระลอกแรกเท่านั้น
คลื่นั์อันแท้จริงยังเดินทางมามิถึงด้วยซ้ำ
เขาเร่งฝีเท้าเดินทางกลับมาที่แผงขายยาของหลินเต๋อเจี้ยด้วยความรีบร้อน
"จำเป็ต้องออกประกาศเตือนชาวบ้าน ห้ามมิให้ผู้ใดใช้น้ำจากบ่อน้ำกลางหมู่บ้านโดยเด็ดขาด" กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นทันทีที่พบหน้าอีกฝ่าย
หลินเต๋อเจี้ยเบิกตากว้างด้วยความใ "เ้าว่ากระไรนะ"
"น้ำในบ่อเกิดการปนเปื้อนสารพิษ หากชาวบ้านยังคงดื่มกินต่อไป ภายในเวลาอีกเพียงสามถึงห้าวัน จะต้องมีผู้ล้มป่วยเพิ่มขึ้นอีกนับสิบเท่าเป็แน่"
"ทว่าบ่อน้ำนั้น ชาวบ้านใช้ร่วมกันมานานหลายสิบปีแล้ว มิต้นเคยมีใคร—"
"มีผู้จงใจปล่อยพิษปนเปื้อนลงไป" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัดเสียงเฉียบ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาพูดเื่นี้ออกมาตรง ๆ "แม้ข้าจะยังไม่มีหลักฐานมัดตัวชิ้นสำคัญเพื่อเอาผิดผู้ใด ทว่าเรายังมีเวลาเพียงพอที่จะป้องกันมิให้เกิดโศกนาฏกรรม"
หลินเต๋อเจี้ยนิ่งเงียบไปเป็เวลานาน สีหน้าของเขาแสดงชัดว่ายากจะปักใจเชื่อ ทว่าแววตากลับฟ้องว่าส่วนลึกในใจล่วงรู้และสงสัยเื่นี้มาสักพักใหญ่แล้ว
"หากข้าไปแจ้งแก่หัวหน้าหมู่บ้านว่าน้ำในบ่อมีพิษเจือปน โดยไร้ซึ่งหลักฐานอันแ่ามาแสดง" เขาเอ่ยช้า ๆ "เ้าฉีหยงย่อมต้องตราหน้าว่าตาแก่บ้าเช่นเ้ากุเื่ปลุกปั่นชาวบ้านให้ตื่นตระหนก และลําพังตัวข้าก็คงมิอาจมีปัญญาไปต่อกรกับเขาได้"
"ข้ารู้ดี" กู่ฉางเซิงตอบเรียบ "เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็ต้องสร้างหลักฐานขึ้นมา"
"จะไปหาหลักฐานมาจากที่ใดกัน"
"ก็จากน้ำในบ่อนั่นอย่างไรเล่า" กู่ฉางเซิงจ้องลึกเข้าไปในตาของเขา "หากข้าสามารถพิสูจน์ให้เห็นเด่นชัดได้ว่าน้ำในบ่อมีสารพิษเจือปนอยู่จริง ถึงแม้จะยังมิอาจระบุตัวผู้ลงมือได้ ทว่าก็เพียงพอที่จะสั่งห้ามมิให้ชาวบ้านนำไปใช้ได้แล้ว"
"แล้วเ้าจะพิสูจน์เช่นไร"
วิธีการพิสูจน์นั้นมิได้มีความซับซ้อนอันใดเลยสำหรับนักวิทยาศาสตร์เช่นกู่ฉางเซิง ทว่าผลลัพธ์ที่จะปรากฏออกมาต่างหาก ที่จะทำให้ผู้คนต้องตกตะลึง
เขาร้องขอน้ำจากบ่อกลางหมู่บ้านมาหนึ่งถัง และน้ำจากลำธารสายเล็กที่อยู่ห่างไกลออกไปนอกหมู่บ้านอีกหนึ่งถัง จากนั้นจึงนำสมุนไพรสามชนิดที่หลินชิงเสวียเก็บมาให้ นำมาสกัดเพื่อใช้ในการทดสอบ
โดยมีหลินเต๋อเจี้ยและหลินชิงเสวียยืนเกาะขอบโต๊ะเฝ้ามองดูอยู่ด้วยความระทึกใจ
กู่ฉางเซิงใช้หลอดไม้หยดน้ำยาสกัดเข้มข้นที่ได้จากรากไม้ชนิดหนึ่ง ลงในถังน้ำที่ตักมาจากบ่อกลางหมู่บ้านจำนวนสองหยด
ตัวน้ำเริ่มแปรเปลี่ยนสี
มันมิได้เปลี่ยนสีไปในทันทีทันใด ทว่าค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ มวลน้ำเริ่มปรากฏโทนสีเขียวอมเหลืองจาง ๆ ขึ้นมาให้เห็น
จากนั้นเขาจึงหยดน้ำยาชนิดเดียวกันลงในถังน้ำที่ตักมาจากลำธารนอกหมู่บ้าน
มวลน้ำยังคงใสสะอาด ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
หลินชิงเสวียถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความใ
ส่วนหลินเต๋อเจี้ยได้แต่นิ่งอึ้งจ้องมองผลการทดสอบนั้น ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเผือดลงทีละน้อย
"รากไม้ที่เ้าใช้ทดสอบนี้" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "มันจะปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งใดหรือ"
"มันจะตอบสนองต่อสารพิษที่อยู่ในดอกเสนียด" กู่ฉางเซิงตอบกลับเสียงเรียบ
บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที
หลินเต๋อเจี้ยระบายลมหายใจออกมายาวเหยียด
"ข้าจะเดินทางไปพบหัวหน้าหมู่บ้านเดี๋ยวนี้" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ในระหว่างที่หลินเต๋อเจี้ยก้าวพ้นประตูไป หลินชิงเสวียยังคงยืนจ้องมองถังน้ำทั้งสองใบที่มีสีสันแตกต่างกันอย่างไม่วางตา
"คุณตาคะ" นางเอ่ยเสียงแ่ "หากน้ำในบ่อมีพิษเจือปนจริง แล้วเหตุใดผู้ป่วยทั้งสามคนในยามนี้จึง..."
"พวกมันติดพิษจากการััในป่าโดยตรง มิใช่จากการดื่มน้ำ" กู่ฉางเซิงอธิบาย "พิษที่เจือปนอยู่ในบ่อน้ำยามนี้ยังคงเจือจางมาก ร่างกายต้องสะสมเป็เวลานานจึงจะเริ่มสำแดงอาการ ซึ่งนั่นหมายความว่า..."
"พวกเรายังคงมาทันเวลา" นางเอ่ยต่อประโยคด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"ใช่ ยังไม่สายเกินแก้ หากเราสามารถหยุดยั้งมันได้ั้แ่วันนี้"
หลินชิงเสวียจ้องมองกู่ฉางเซิงอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของนางในยามที่ต้องแสงแดดบ่าย ปรากฏแววตาที่ดูซับซ้อนเกินกว่าเด็กสาววัยสิบห้าปีทั่วไปควรจะมี
"คุณตา... มิได้มีความหวาดกลัวในตัวเ้าฉีหยงเลยหรือคะ"
กู่ฉางเซิงจัดแจงเก็บอุปกรณ์ทดสอบเข้าที่
"ข้าย่อมต้องกลัว" เขาตอบตามความจริง "ทว่าความกลัวมิได้ช่วยทำให้โรคร้ายอันตรธานหายไปได้"
หัวหน้าหมู่บ้านมีนามว่าหวังเหลาต้า เป็ชายร่างใหญ่โตวัยห้าสิบเศษ มีอุปนิสัยใจดีทว่าขาดความเด็ดขาด — เป็พวกประเภทที่มักจะตัดสินใจได้ยากยิ่งยามที่ต้องเลือกข้างระหว่างสองฝ่ายที่เกิดความขัดแย้งกัน
ฟังหลินเต๋อเจี้ยและกู่ฉางเซิงชี้แจงเหตุผลอยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง มีการพยักหน้ารับรู้และขมวดคิ้วมุ่นเป็ระยะ ทว่าก็ยังคงมิยอมด่วนตัดสินใจสั่งการอันใดลงไป
เ้าฉีหยงเองก็ร่วมนั่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย เขาถูกเชิญตัวมาโดยที่มิได้ล่วงรู้มาก่อนว่าจะถูกพาดพิงถึง
เขานั่งฟังเื่ราวทั้งหมดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยเฉยชา เรียบเฉยเกินไปจนกู่ฉางเซิงรู้สึกผิดสังเกต
โดยปกติแล้ว มนุษย์ที่เพิ่งจะรับรู้เื่ราวอันน่าใย่อมต้องแสดงปฏิกิริยาตอบสนองออกมาบ้าง ทว่าผู้ที่ล่วงรู้เื่ราวอยู่ก่อนแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถตระเตรียมสีหน้าท่าทางเช่นนี้มาล่วงหน้าได้
"เื่นี้นับเป็ภัยพิบัติร้ายแรงยิ่ง" หวังเหลาต้าเอ่ยขึ้นในที่สุด "ทว่าการจะปรักปรำว่ามีผู้จงใจลอบวางยาพิษในบ่อน้ำ โดยไร้ซึ่งหลักฐานอันแ่ามาชี้ตัวผู้กระทำความผิด..."
"ข้าได้ทำการทดสอบให้ประจักษ์แล้ว" กู่ฉางเซิงเอ่ยแทรก "น้ำในบ่อมีสารที่ทำปฏิกิริยาต่อพิษของดอกเสนียดชัดเจน หากหัวหน้าหมู่บ้านยังคงนึกระแวง ก็สามารถส่งคนของท่านไปทำการทดสอบซ้ำอีกคราวได้"
"ทว่าดอกเสนียดเ่าั้อาจจะขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่าลึก แล้วถูกกระแสน้ำพัดพาไหลมาปนเปื้อนเองก็เป็ได้" เ้าฉีหยงเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความระมัดระวังยิ่ง "มิเห็นจำเป็ว่าต้องมีผู้ใดจงใจนำไปใส่"
ช่างเป็คำโต้แย้งที่ถูกตระเตรียมมาเป็อย่างดี กู่ฉางเซิงคิดในใจ
กู่ฉางเซิงจ้องมองเ้าฉีหยง ชายท้องพลุ้ยผู้นั้นยังคงนั่งตัวตรง พลางส่งรอยยิ้มบาง ๆ มาให้ ทว่าแววตากลับเย็นเยียบไร้ความรู้สึก
"ดอกเสนียดมิใช่พืชที่สามารถเจริญเติบโตในน้ำได้" กู่ฉางเซิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่น "มันจะขึ้นเฉพาะในผืนดินร่วนที่แห้งขอดเท่านั้น หากพบพิษของมันเจือปนอยู่ในน้ำ ย่อมหมายความว่ามีคนนำมันมาปล่อยลงไป"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเ้าฉีหยงยังคงมิเลือนหาย "ตาแก่กู่ช่างมีความล่วงรู้เื่สมุนไพรดียิ่งนัก น่าเสียดายที่เพิ่งจะมาแสดงความสามารถเอาป่านนี้"
ประโยคนั้นดูแ่เบา ทว่ามันคือการลอบโจมตีที่เจ็บแสบ — เป็การตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือในตัวของกู่ฉางเซิงต่อหน้าหัวหน้าหมู่บ้าน
หวังเหลาต้าได้แต่มองสลับไปมาระหว่างชายทั้งสองด้วยความลำบากใจ
กู่ฉางเซิงชิงเอ่ยขึ้นก่อนที่เ้าฉีหยงจะได้ใจพ่นคำพูดใดต่อ
"หากหัวหน้าหมู่บ้านยังคงมิแน่ใจในต้นตอของสาเหตุ ก็มิจำเป็ต้องด่วนตัดสินความในยามนี้" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เพียงแค่ออกประกาศเตือนให้ชาวบ้านหันไปใช้น้ำจากลำธารนอกหมู่บ้านประทังไปก่อนชั่วคราว รอจนกว่าจะสามารถพิสูจน์หาสาเหตุที่แน่ชัดได้ หากน้ำในบ่อมิได้มีพิษเจือปนจริง พวกเราก็มิได้มีสิ่งใดสูญเสีย ทว่าหากมันมีพิษร้ายอยู่จริง การกระทำเช่นนี้ย่อมเป็การป้องกันชีวิตของชาวบ้านไว้ได้ทันท่วงที"
หวังเหลาด้านิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นชอบด้วย
"สมเหตุสมผลดียิ่ง ข้าจะสั่งให้คนไปป่าวประกาศให้ชาวบ้านหยุดใช้บ่อน้ำกลางหมู่บ้านเป็การชั่วคราว"
เ้าฉีหยงมิได้เอ่ยปากคัดค้านอันใด ทว่ามุมปากของเขากลับแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย — แปรเปลี่ยนจากรอยยิ้มบางเบา กลายมาเป็ความเรียบเฉยเ็า ซึ่งเป็สีหน้าของมนุษย์ที่กู่ฉางเซิงเคยพบเห็นบ่อยครั้งในโลกเก่า
มันคือสีหน้าของผู้ที่กำลังเริ่มวางแผนการร้ายในขั้นต่อไป
ยามค่ำคืน
กู่ฉางเซิงนั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างกายหวังต้าเหนียน อาการของนายพรานหนุ่มเริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย ชีพจรเต้นแรงขึ้น จังหวะการหายใจเริ่มสม่ำเสมอ ทว่าก็ยังคงมิพ้นขีดอันตราย
ยาชุดที่สองที่ให้ซึมผ่านผ้าพันข้อมือสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพดีกว่าชุดแรกมาก ทว่ากู่ฉางเซิงล่วงรู้ดีว่าเพียงเท่านี้ยังมิอาจรักษาให้หายขาดได้ จำเป็ต้องมีตัวยาที่สามารถเข้าไปทำลายล้างเชื้อโรคร้ายนี้ได้โดยตรง
เขานั่งจมอยู่กับความคิดท่ามกลางความเงียบสงัด
ในโลกเก่านั้น โรคที่มีอาการคล้ายคลึงกันเช่นนี้ — มีเืออกภายในอวัยวะ อวัยวะบวมโต และระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรวดเร็ว — มักจะเกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์รุนแรงที่ยากจะเยียวยา ซึ่งยาปฏิชีวนะทั่วไปมิอาจช่วยบรรเทาได้ จำเป็ต้องใช้สารอาหารที่เข้าไปช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ลุกขึ้นมาต่อสู้แทน
หากในโลกใบนี้ พลังลมปราณมีหน้าที่ทำงานควบคู่ไปกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย...
และหากโรคร้ายนี้มุ่งเป้าโจมตีระบบลมปราณด้วย — นั่นย่อมเป็เหตุผลที่อธิบายได้ว่า เหตุใดนายพรานทั้งสามคนที่มีพลังลมปราณต่ำเตี้ยเรี่ยดินจึงได้ล้มป่วยรวดเร็วกว่าผู้ที่มีพลังลมปราณแก่กล้า
และนั่นหมายความว่า สูตรยาที่ใช้พลังลมปราณเป็ตัวนำพาสารอาหาร ย่อมจะสำแดงฤทธิ์ได้ดีกว่ายาทั่วไปหลายเท่าตัว
กู่ฉางเซิงก้มลงมองฝ่ามืออันเหี่ยวย่นของตน
พลังลมปราณในร่างชรานี้มีอยู่ริบหรี่ดั่งแสงหิ่งห้อย แม้จะเพียรฝึกฝนมาสองวันจนเพิ่มพูนขึ้นมาบ้าง ทว่าก็ยังคงมิมากพอที่จะถ่ายเทเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยโดยตรงได้
ทว่าหากใช้วิธีฝังเข็มเพื่อเปิดเส้นลมปราณ คอยช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยสามารถดูดซึมตัวยาได้ดียิ่งขึ้น...
ทว่ายามนี้เขาไม่มีเข็มสำหรับฝังเข็มแพทย์แผนจีนเลยสักเล่ม
แต่เขายังคงมีสิ่งของอื่นที่สามารถนำมาใช้ทดแทนกันได้
รุ่งเช้าวันต่อมา กู่ฉางเซิงก้าวเดินออกจากกระท่อมั้แ่แสงตะวันยังมิสาดส่องเต็มผืนฟ้า
เขาเดินตรงไปยังแผงขายของชำเล็ก ๆ ที่ขายของใช้จิปาถะ เอ่ยปากขอซื้อเข็มเย็บผ้ามาจำนวนสิบเล่ม
พ่อค้าเ้าของแผงมองตาแก่ผมขาวตรงหน้าด้วยความฉงนใจ ทว่าก็ยอมขายให้แต่โดยดีในราคาย่อมเยา
กู่ฉางเซิงควักเงินเศษเสี้ยวสุดท้ายที่เหลืออยู่จากการช่วยรักษาคนในวันแรกออกมาจ่ายเป็ค่าเข็ม
เมื่อกลับมาถึงกระท่อม เขาจัดแจงนำเข็มเย็บผ้าทั้งหมดไปต้มในน้ำเดือดพล่านเป็เวลาร่วมยี่สิบนาที เพื่อฆ่าเชื้อโรค ก่อนจะปล่อยให้เย็นลงแล้วใช้ผ้า乾สะอาดห่อเก็บไว้อย่างมิดชิด
แม้จะมิใช่เข็มสำหรับฝังเข็มโดยเฉพาะ ทว่าหากนำมาประยุกต์ใช้ด้วยความล่วงรู้เื่ตำแหน่งจุดชีพจรและเส้นลมปราณอย่างถ่องแท้ ย่อมสามารถส่งผลลัพธ์ได้ในระดับหนึ่ง
เขาหลับตาลง ทบทวนแผนผังเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์ที่เคยเพียรศึกษามา — ทั้งจากตำราแพทย์แผนจีนโบราณในโลกเก่า และจากการใช้จิตสำรวจโครงสร้างร่างกายใหม่ของตนตลอดสองวันที่ผ่านมา
จุดเหอกู่ที่อยู่บริเวณหลังมือ มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน จุดซู่ซันลี่ที่อยู่ตรงบริเวณขา ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต และจุดไต้จุยที่อยู่ตรงกระดูกต้นคอ มีหน้าที่ช่วยกระตุ้นพลังงานชีวิตพื้นฐาน
หากสามารถเปิดจุดชีพจรทั้งสามนี้พร้อมกับการให้ยา...
กู่ฉางเซิงลืมตาตื่นขึ้น
ก่อนจะสาวเท้าออกเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านของหวังต้าเหนียนอีกคราว
ภรรยาของหวังต้าเหนียนเป็ผู้มาเปิดประตูให้ สีหน้าที่นางใช้ต้อนรับกู่ฉางเซิงเต็มไปด้วยความหวังและความเหนื่อยล้าที่ปนเปกันอย่างเด่นชัด
"อาการของเขาดีขึ้นบ้างหรือไม่"
"นับว่าดีขึ้นเพียงเล็กน้อยค่ะ" นางตอบ "ทว่ายังคงมิอาจขยับเขยื้อนกายลุกขึ้นยืนได้"
กู่ฉางเซิงก้าวเท้าเข้าไปในห้องนอน
หวังต้าเหนียนนอนปรือตามองมาลนเสื่อ เขารับรู้ถึงการมาเยือนทว่าร่างกายยังคงไร้สิ้นเรี่ยวแรง ั์ตาทั้งสองข้างยังคงมีรอยเส้นเืฝอยสีแดงก่ำเกาะอยู่
"ข้ากำลังจะลงมือทำในสิ่งทีมิเคยมีผู้ใดในหมู่บ้านแห่งนี้เคยพบเห็นมาก่อน" กู่ฉางเซิงเอ่ยบอกผู้ป่วยตรง ๆ "ย่อมต้องมีความเ็ปบังเกิดขึ้นบ้าง ทว่ามิมากเกินทน เ้าจะยินยอมรับการรักษาหรือไม่"
หวังต้าเหนียนพยักหน้ารับคำเบา ๆ
ผู้เป็ภรรยาทำท่าจะเอ่ยปากทักท้วง ทว่าเมื่อพบเห็นสีหน้าอันเด็ดเดี่ยวของสามี นางจึงยอมหุบปากลง
กู่ฉางเซิงเริ่มลงมือทำงานด้วยความระมัดระวังขั้นสูงสุด
เข็มเย็บผ้าเล่มเล็กถูกกดลงไปบนผิวเนื้อบริเวณหลังมือของหวังต้าเหนียน ตรงตำแหน่งที่เส้นลมปราณสองสายโคจรมาตัดกันพ้น ปลายเข็มจมลึกซึ้งลงไปราวสองมิลลิเมตร เขาออกแรงบิดข้อมือเล็กน้อยจนผู้ป่วยส่งเสียงครางแ่เบาด้วยความเจ็บ ก่อนจะนิ่งสงบไป
จากนั้นจึงเริ่มฝังเข็มในจุดที่ขา และปิดท้ายด้วยจุดที่กระดูกต้นคอ
เขาใช้เวลาในการลงเข็มเจ็ดนาทีเต็ม ทุกท่วงท่าเป็ไปอย่างเนิบนาบ มิต้นรีบร้อน หรือฝืนกำลังขืนแรง
เมื่อเสร็จสิ้น จึงจัดแจงนำผ้าชุบน้ำยาสมุนไพรมาพันรอบข้อมือทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน
"จงสูดหายใจเข้าลึก ๆ" เขาเอ่ยสั่ง "ทำใจให้สงบ และผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ อย่างสม่ำเสมอ"
หวังต้าเหนียนปฏิบัติตามคำสั่งแต่โดยดี
เวลาล่วงเลยไปห้าวินาที...
สิบวินาที...
และแล้วกู่ฉางเซิงก็พบเห็นสิ่งทีเขาเฝ้ารอคอย — ิัที่เคยซีดเผือดราวกับคนตายของผู้ป่วย เริ่มปรากฏสีเืฝาดคืนกลับมาบ้าง แม้จะมิมากทว่าก็สังเกตเห็นได้ชัดเจน
ชีพจรตรงข้อมืออีกข้างที่เคยแ่เบาจนแทบััไม่ได้ ยามนี้เริ่มเต้นแรงขึ้นจนััได้ถนัดมือ
เส้นลมปราณถูกเปิดออก ตัวยาสามารถซึมซาบเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น และระบบภายในเริ่มตอบสนองต่อการรักษา
ภรรยาของหวังต้าเหนียนที่ยืนเฝ้ามองดูด้วยหัวใจที่เต้นระทึก สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของสามี มือที่เคยกำแน่นค่อย ๆ ผ่อนคลายออก ริมฝีปากที่เคยเม้มแน่นเริ่มอ่อนนุ่มลง
"สามีของข้า..." นางเอ่ยเสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตัน
"เขายังมิได้หายขาดจากโรค" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัดขวางความคิดของนางไว้ก่อน "เพียงแต่อาการเริ่มกระเตื้องขึ้น จำเป็ต้องทำการรักษาเช่นนี้ซ้ำอีกสี่คราวภายในเวลาสองวัน"
เขาลุกขึ้นยืน จัดแจงเก็บเข็มเย็บผ้าทั้งหมดอย่างระมัดระวัง นำผ้าสะอาดมาห่อเก็บไว้เช่นเดิม
ภรรยาของหวังต้าเหนียนก้าวเข้ามาทรุดกายคุกเข่าลงเบื้องหน้าชรา
"ท่านหมอคือผู้มีพระคุณล้นเหลือของครอบครัวเรา ข้ามิรู้จะหาสิ่งใดมาตอบแทนพระคุณในคราวนี้ได้หมด"
"มิจำเป็ต้องตอบแทนสิ่งใดแก่ข้าหรอก" กู่ฉางเซิงเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกจากบ้านไปโดยไม่คิดจะรอฟังคำกล่าวขอบคุณใด ๆ อีก
ที่บริเวณภายนอกบ้านของหวังต้าเหนียน
แสงแดดในยามบ่ายแก่ ๆ สาดส่องกระทบร่างชราที่กำลังก้าวเดินออกมาพร้อมกับไม้เท้าคู่กาย
กู่ฉางเซิงหยุดยืนอยู่ที่ปากซอย ทอดสายตามองออกไปทัศนียภาพของผืนฟ้ายามเย็นเหนือหลังคาฟาง
สิ่งทีเขาทำได้ในวันนี้ เป็เพียงแค่การยื้อเวลาตายให้แก่ผู้ป่วยเท่านั้น ตัวยาที่มีอยู่ยามนี้มิอาจรักษาโรคนี้ให้หายขาดจากรากเหง้าได้ — จำเป็ต้องเข้าใจโครงสร้างทางชีวภาพของเชื้อโรคร้ายนี้อย่างถ่องแท้ และต้องเสาะหาสมุนไพริญญาที่มีระดับสูงล้ำยิ่งกว่านี้มาใช้
และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด — เขาต้องหยุดยั้งผู้ที่อยู่เื้ัแผนการชั่วร้ายทั้งหมดนี้ให้ได้
เ้าฉีหยง... หากเป็ชายผู้นั้นจริง ๆ เขาทำเื่ระยำเช่นนี้ไปเพื่อจุดประสงค์ใด การปล่อยให้เกิดโรคระบาดในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ จะสร้างผลประโยชน์อันใดให้แก่เขาได้
กู่ฉางเซิงนึกทบทวนถึงที่ดินอันเป็ที่ตั้งของโกดังสินค้า นึกถึงทรัพยากรต่าง ๆ ที่พ่อค้าผู้นี้กว้านสะสม และนึกถึงเื่ที่หลินชิงเสวียเคยบอกว่าดอกเสนียดถูกรับซื้อไปในปริมาณมากผิดปกติ
หากหมู่บ้านแห่งนี้เกิดโรคระบาดร้ายแรง ชาวบ้านย่อมต้องแตกตื่นและพากันอพยพหนีตายออกไปจนหมดสิ้น เมื่อถึงยามนั้น ที่ดินผืนงามและผืนป่าที่อุดมไปด้วยสมุนไพริญญารอบบริเวณนี้ ย่อมจะตกเป็ของผู้ใดก็ได้ที่ยังคงปักหลักอยู่ที่นี่
ผู้ที่มีทั้งเงินทอง มีอำนาจล้นมือ มีลูกน้องคอยรับใช้ และไม่มีชาวบ้านคนใดกล้าลุกขึ้นมาขัดขวาง
มุมปากของกู่ฉางเซิงเม้มแน่นเข้าหากัน
ยามนี้เขายังมิอาจทราบได้ว่าการคาดการณ์ของตนถูกต้องแม่นยำเพียงใด ทว่าหากมันเป็จริง — เื่ราวในคราวนี้ย่อมใหญ่โตเกินกว่าจะเป็แค่เื่โรคระบาดในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญเสียแล้ว
เสียงฝีเท้ากระหืดกระหอบที่ดังมาจากทางเื้ั ส่งผลให้เขาต้องหยุดชะงักความคิดลง
หลินชิงเสวียนั่นเอง นางกำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
"คุณตาคะ!" นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย พลางหยุดยืนหอบหายใจอยู่ตรงหน้าของเขาพอดี "เพิ่งมีคนวิ่งมาแจ้งแก่ท่านพ่อ... ผู้ป่วยอีกสองคนที่เหลือ อาการกลับทรุดหนักลงอย่างกะทันหันั้แ่่ยามเช้า ราวกับว่า..."
นางหยุดชะงักคำพูดไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นปรากฏร่องรอยของความหวาดกลัวในสิ่งทีนางมิอยากจะเอ่ยปากพูดออกมา
"ราวกับว่ายาสมุนไพรที่พวกเราจัดเตรียมไว้ให้ ได้อันตรธานหายไปจากห้องนอนของพวกเขาค่ะ ถ้วยชามภาชนะยังคงตั้งอยู่ที่เดิม ทว่าน้ำยาภายในกลับสูญหายไปสิ้น"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบกายไปชั่วอึดใจ
และในวินาทีนั้นเอง กู่ฉางเซิงก็เข้าใจเื่ราวทั้งหมดได้ในทันที
มีใครบางคนลอบเข้ามาขโมยยารักษา ในยามที่ผู้ป่วยยังคงนอนซมหมดสติอยู่ภายในห้อง
ภัยพิบัติในคราวนี้ มิได้มีเพียงแค่โรคร้ายเจือปนอยู่ในน้ำ หากแต่ยังมีมนุษย์ใจโฉดคอยขัดขวางการรักษาอยู่อีกด้วย
เขาทอดสายตามองดูหลินชิงเสวีย จ้องมองใบหน้าของเด็กสาวที่ยามนี้เริ่มล่วงรู้แล้วว่าตนเองกำลังตกอยู่ในวงล้อมของสถานการณ์ที่ใหญ่โตเกินกว่าเด็กวัยสิบห้าปีทั่วไปจะรับมือไหว ทว่านางกลับมิได้มีท่าทีคิดจะหันหลังหนีไป
เด็กคนนี้... คงมิใช่เพียงแค่ลูกสาวของหมอยาธรรมดาสามัญเสียแล้ว
กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั้นกระชับและทรงพลัง
"จงตามข้ามา"