คลื่นๆ ๆ!
เสียงสั่นสะท้านทั่วหล้าทำให้จางเซียนมองและเบิกเนตรมรกต เขาพบว่าตอนนี้มีเหล่ายอดยุทธจำนวนมากของตระกูลชนชั้นสูงถูกเหล่าอาจารย์แบกมาฟากฟ้าคล้ายฝูงกานกหงส์ นับว่าเป็ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
ไม่นาน 10 นาทีทั่วลานก็เต็มไปด้วยผู้คน จางเซียนอดตะลึงไม่ได้ที่จะปรากฏผู้คนมากขนาดนี้ ซึ่งแต่ละคนนั้นแบกอาวุธของตนและแพร่รังสีความเยือกเย็นใส่กัน ซึ่งแน่นอนเขาอยู่กลางวงเลยโดนหมดทั้งสิ้น
"เกินคาดแฮะ" จางเซียนกล่าวตะลึงเมื่อโดนแรงกดดันจากมนุษย์กันเองใส่ บางคนก็มองเขาคล้ายจะสังหารให้สิ้นซาก บางคนมองเขาดั่งเม็ดทรายที่พร้อมจะเหยียบย่ำ แต่เชื่อเถอะ...ในหมู่คนพวกนี้ไม่มีใครมีพลังถึงกายสร้างลมปราณระดับ 2 สักคน
เมื่อมองไปด้านหน้าก็พบกับแท่นบางอย่างสูงเหนือพื้น 5 เมตร และ้ามีชายคนหนึ่งชุดสีแดงน่าหวาดเกรงกับแววตาที่นิ่งสงบจนไม่อาจบรรยายความรู้สึกใดๆ ได้
'คนสำนักัโลหิต' แม้จะอยากเบิกดวงตรวจสอบพลังอีกฝ่ายแต่ก็ไม่อาจทำได้ เพราะจะเป็การเสียมารยาทเกินไปและนั่นอาจทำให้เขาถูกเตะออกจากการคัดเลือกนี้แน่นอนหากโดนจับได้
"จงจำคำข้าไว้" เสียงนิ่งเรียบดังทั่วสารทิศ
ไม่ต่างจากเสียงหัวใจของทุกคนที่ดังขึ้น
"บททดสอบปกติทั้งหมดมี 2 อย่างได้แก่ [รับแรงกดดัน] และ [การต่อสู้] แต่!! ปีนี้พิเศษหน่อย"
สายตาชายชุดแดงประกายความสนใจ
"ทางเราได้รับรู้ข่าวสารของพวกท่านมาไม่น้อยเกี่ยวกับการพัฒนาและความสามารถที่โดดเด่น ฉะนั้นการเข้าสำนักัโลหิตปีนี้จะน้อยกว่าทุกปี ปกติจากแสนแต่ตอนนี้เหลือแค่หมื่น" สิ้นคำพูดก็เกิดเสียงฮือฮากันทันที แต่ไม่นานก็หยุดเพราะไม่อาจทำให้คนในสำนักัโลหิตรำคาญได้
"งั้นมาว่ากันต่อ...การทดสอบครั้งนี้จะมีอยู่ทั้งหมด 4 รอบ ได้แก่ [การรับแรงกดดัน] [การต่อสู้] [เก็บสมุนไพร] [เขาวงกต] ซึ่งอันที่เพิ่มมาใหม่อย่างการเก็บสมุนไพรและเขาวงกตนั้น หากไม่ไหวจริงๆ ให้รีบทำลายตราสัญลักษณ์เพื่อยอมแพ้ทันที มิเช่นนั้นพวกท่านจะตายและทางเราจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น"
ใบหน้าแต่ละคนปรากฏความกลัว ไม่นานข้อมูลก็ถูกแจกจ่ายจนหมด , การประลองนี้ต้องไปให้ถึงรอบที่ 4 ให้ได้ แต่รอบที่ 4 นั้นหากผ่านเขาวงกตจะได้เป็ศิษย์หลัก มาครึ่งทางเป็ศิษย์สายใน และไม่ทำไรเลยเป็ศิษย์สายนอก
ซึ่งความอันตรายก็จะแบ่งตามโซนไม่ต่างกัน
ในเวลานั้นเองที่ทุกคนตกอยู่ในภวังค์ชายชุดแดงก็ชูลูกแก้วสีม่วงขึ้น
"ข้าในนามแห่งตัวแทนสำนักัโลหิต...ขอเปิดการประลอง ณ บัดนี้! "
คลื่น! พริบตาร่างของชายแก่จำนวนมากก็หายไป บ่งบอกว่าถูกอาคมเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่จัดดูเรียบร้อย หลงเหลือเพียงแต่ชายหนุ่ม วัยรุ่น เด็กเท่านั้นที่ยืนอยู่ ณ จุดนี้
"ทำงาน!! " ปัง!
ไม่ทันตั้งตัวแรงกดดันมหาศาลกดทับร่างผู้เข้าแข่งขันจำนวนมาก จางเซียนกัดฟันมองไปยังลูกแก้วสีม่วงดังกล่าวเบิกเนตรมรกตออกมา เขาพบว่าลูกแก้วนี้นั้นเป็แก่นอสูรไม่ผิดแน่ แต่ถูกจัดอยู่ในรูปของอาคมเพื่อดึงพลังแก่นอสูรออกมาเป็แรงกดดัน
นับว่าเป็การแปรรูปที่แปลกใหม่ยิ่งนัก
จางเซียนมองไปรอบๆ เขาชายหนุ่มหญิงสาวมากมายที่ยังกอดอกด้วยใบหน้าไร้อารมณ์คล้ายว่าการประลองนี้ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้
'แข็งแกร่ง! ' หากนับพลังโดยรวมแล้วจางเซียนไม่ได้ครึ่งคนพวกนี้ด้วยซ้ำ แต่ละคนนั้นมีอายุมาถึง่ 20-25 กันหมดแล้ว นั้นทำให้แต่ละคนมีทักษะและความสามารถที่มากล้น หากนับจางเซียนแล้วต่างกันนัก
เขาไม่เคยได้พัฒนาอะไรเลย เพราะฉะนั้นหากไปสู้กับยอดยุทธสายกลาง หรือเน้นสายใดสายหนึ่ง สิ่งที่ตามมาคือความพ่ายแพ้อย่างชัดเจน ฉะนั้นในรอบที่ 2 การต่อสู้นั้นเป็ไปได้หากโชคดีเขาจะเจอผู้ที่อ่อนแอกว่า หรืออยู่ในระดับ 1 ขั้นต่ำเท่านั้นถึงจะชนะได้
แต่หากเป็ขั้นกลางย่อมต้องเอาจริง
"ทำลายสำนักเซียนวิถี? " ชั่งเป็ฝันกลางวันยิ่งนัก
ในเวลานั้นเองเสียงชายชุดแดงก็ดังขึ้น
"หากใครสามารถเข้าวงล้อมในระยะ 30 เมตรของแก่นอสูรได้ จะถูกข้ามผ่านรอบที่ 2 ทันทีไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็ตาม!! " เหมือนเป็เสียง์? โอกาสได้มาหาเขาแล้ว จางเซียนปรากฏแววตามุ่งมั่น , ในขณะเดียวกันเองก็เริ่มมีคนเดินเข้าไปเรื่อยๆ
ชายหนุ่มไม่น้อยหน้า เขาเดินเข้าไปด้วยท่วงท่าสบายๆ แต่ก็อดกังวลไม่ได้ , ในสายตาจางเซียนนั้นคนพวกนี้มีพลังไม่ถึงขั้นสูงจึงพยายามเข้าวงล้อมแน่นอนคนที่มีพลังขั้นสูงต่างยืนนิ่งๆ กันทั้งนั้นหวังว่าจะได้ประลองกันเอง
แต่สำหรับจางเซียนนั้นไม่
'์! คนพวกนี้เป็ปีศาจอันใดกัน ทำไมถึงมีท่วงท่าสบายกว่าข้า' จางเซียนลอบมองผู้เข้าแข่งขันขั้นต่ำและกลางที่เดินอย่างไม่ติดขัด นับว่าน่าใ ต่างจากจางเซียนที่เดินเกๆ กังๆ แลดูเป็บุคคลที่น่าสงสาร นี้ยังไม่รวมเสื้อผ้าของเขาที่แลดูเป็สามัญชนไปอีก
ทำให้คนชั้นสูงมองเขาอย่างดูแคลน
'ไอ้พวกสารเลว! ' กี่ครั้งแล้วที่เขาโดนมองแบบนี้ กี่ครั้งแล้วที่ต้องถูกเหยียบย้ำด้วยสายตา
คลื่น! ในเวลานั้นเองความรู้สึกทั้งหมดก็หายไปแปรเปลี่ยนเป็ความเ็า จางเซียนมองหน้าอกของตนยิ้มมุมปาก
'ข้าจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่' ในเวลานั้นเองั์ตาสีดำก็เปลี่ยนเป็สีเขียวมรกต จางเซียนลอบมองผู้เข้าแข่งขันอย่างศึกษาอย่างรวดเร็ว เขาพบว่ามีคนจำนวนมากเรียนทักษะต่อต้านแรงกันดันมาเป็พิเศษ เพราะฉะนั้นจึงสามารถผ่านไปได้
บ้างบางคนก็ติดของอาคมต้านแรงดันมากับตัวนับว่าเป็การกระทำที่เลวทรามยิ่งนัก แต่กลับไม่มีใครสนใจซึ่งนั้นไม่แปลกสำหรับครอบครัวระดับนี้ จางเซียนสะบัดหน้าไร้ความคิดเ่าั้ การที่จะทำให้แรงกดดันลดลงนั้นยากมาก
แต่ใช่ว่าเขาจะผ่านไปไม่ได้...
ชายหนุ่มผ่อนร่างกายไม่เกรงและเดินธรรมดา แม้จะเชื่องช้าแต่เขาััได้ว่ามันไม่ได้ดึงพลังงานเขาไปมากนัก ทำให้ระยะระหว่างคนอื่นเริ่มลดลงเรื่อยๆ
เปรี้ยง!
"อ้าก" ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งปลิวกระเด็นออกมาเมื่อจะก้าวสู่โซนอันตราย , จางเซียนขมวดคิ้วเบาๆ เมื่อเห็นร่างกายอีกฝ่ายเต็มไปด้วยรอยบอบช้ำจากแรงกระแทก ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าขนาดพลังยุทธขั้นกลาง ทักษะเยอะแยะยังาเ็ขนาดนี้ และเขาที่ที่ไม่มีทักษะเสริมแกร่งใดๆ เลยจะเป็อย่างไร
"ชักยุ่งยากซะแล้วสิ" ปัง!
"อัก" แรงกดดันเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับทำให้จางเซียนหยุดลงฉับพลัน เขาเริ่มเข้าใจกลวิธีการทำงานของมันแล้ว การปล่อยแรงกดดันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด อย่าว่าแต่เข้าไปโซนอันตรายนั้นเลย เพียงแค่ยืนให้จบยังเป็อะไรที่ยากมากแล้ว
นับว่านี้โอกาสได้หลุดลอยไปแล้ว
"อย่างน้อยต้องอยู่ให้จบ..." เขาจะไม่ยอมพลาดท่าเป็อันขาด ต่อให้เป็เพียงศิษย์สายนอกก็ตาม
อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีผู้สนับสนุนสักคน
ไม่นานผู้เข้าแข่งขันก็ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหายเมื่อแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จางเซียนได้แต่ยืนเหงื่อแตกเต็มแผ่นหลังมองดูเหล่าชนชั้นสูงที่นิ่งเป็รูปปั้นใบหน้าปราศจากอารมณ์อะไรต่างๆ ทำให้เขารู้สึกถึงความอ่อนแอของตนเอง
"จะมีทางไหนบ้างที่ข้าจะแข็งแกร่งมากกว่านี้" ชายหนุ่มกัดปากเมื่อนึกถึงเนตรสมบัติราชันทีไรความรู้สึกไม่ทราบกรณีก็ปรากฏขึ้นในจิตใจ
'ใช่แล้ว...เหตุใดข้าสร้างพลังขึ้นมาป้องกันแรงกดดันนี่ละ' แววตาชายหนุ่มประกายวูบ , หลังจากที่ได้เรียนรู้โครงสร้างยามด้านหน้าที่เคยใช้ปราณไร้การมองเห็นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอยากขอบคุณอีกครั้ง
ในเวลานั้นเองชายหนุ่มหลับตาลงกำหนดลมปราณภายในจิตใจ และเบิกเนตรมรกตออกมาดึงปราณฟ้าดินในอากาศเฉพาะจุดเพื่อสร้างม่านพลัง แม้เขาจะศึกษาจนสามารถเข้าใจกระจ่างอย่างแท้จริง แต่การที่จะทำแล้วสำเร็จเลยในครั้งแรกนั้นหาได้เป็แบบนั้นไม่
เหงื่อที่ไหลเริ่มออกมา พลังที่ใช้เริ่มถดถอย แต่จางเซียนก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร ไม่นานความตั้งใจของเขาก็สำเร็จเมื่อปราณฟ้าดินแปรเปลี่ยนเป็ที่กำบังในอากาศเหนือศีรษะของเขา
ขณะนั้นเองชายชุดแดงก็สังเกตเห็น
"ไอ้เด็กนี้" คิดอะไรบ้าๆ อยู่กัน?
แม้จะดึงปราณฟ้าดินมาใช้แต่ใช่ว่าหากโดนทำลายแล้วผู้ใช้จะไม่เป็อะไร แน่นอนถ้ารุนแรงสุดก็กระอักเื พลังยุทธ์ถดถอย เบาสุดก็บอบช้ำ แต่? เขาไม่เคยเห็นใครใช้ปราณไร้การมองเห็นได้ั้แ่อายุนี้มาก่อนเลย?
"ชั่งน่าสนใจจริงๆ " คนในสำนักัโลหิตแสระยิ้ม ดูเหมือนว่าการประลองปีนี้จะเข้มข้นเป็พิเศษ จากสายตาชายชุดแดงแล้วแต่ละคนมีของวิเศษและทักษะอัศจรรย์มากอยู่เหมือนกัน
"หึๆ ๆ! อีกไม่นานอันดับ 1 ในแดนลุ่มแม่น้ำก็จะเป็ของสำนักัโลหิตของเรา เมื่อถึงตอนนั้น..."
สายตาชายดังกล่าวเปลี่ยนไป
"ข้าจะไปเยี่ยมเยือนไอ้พวกสวะนั้น..."
ปัง!! เสียงะเิปราณหลายๆ จุดดังขึ้นดึงความสนใจหลายๆ คน เขาพบว่าตอนนี้มีผู้เข้าแข่งขันปลิวกระเด็นและแพ้จำนวนมากจนลานกว้างเหลือไม่ถึงครึ่ง นับว่าเป็การลดจำนวนที่น่าตกตะลึง
จางเซียนเหลือบมองชายหญิงแต่ละคนพบว่าส่วนใหญ่เป็ชนชั้นสูง และมีพลังยุทธ์เทียบเท่าเขาทั้งนั้น , ซึ่งในความเป็จริงจางเซียนปล่อยพลังยุทธ์ออกไปแน่นอนย่อมทำให้ผ่านด่านได้ง่ายๆ แต่นั่นก็ไม่ต่างจากบอกคนอื่นว่าเขามีพลังแค่นี้นะ
ซึ่งการกระทำปราณไร้การมองเห็นนั้นใช้พลังที่น้อยเพื่อไม่ให้เกิดเป็รูปที่สามารถเห็นได้ตาเปล่า ฉะนั้นความเสียหายที่ผิดพลาดหลายครั้งย่อมทำให้พลังยุทธ์น้อยลง นั้นอาจเป็เหตุที่ชายหนุ่มผู้ไร้ประสบการณ์แพ้ได้
"เอาละ! ระดับสุดท้ายแล้ว"
ชายชุดแดงกล่าวขึ้นก่อนจะบีบลูกแก้ว
เพ็ง!! คลื่น!
"อัก! " ชายหนุ่มพ้นเืออกมาแต่ก็ยังไม่ล้มแต่อย่างใด ต่างจากคนอื่นที่ทรุดตัวลงกับพื้นแม้จะมีพลังขั้นสูงก็ตาม บ้างบางคนก็ปลิวกระเด็นแพ้ในที่สุดเพราะไม่อาจต้านทานแรงกดดันนี้ได้ พริบตาผู้เข้าแข่งขันก็หายไป 30,000 คนโดยประมาณ
"แข็งแกร่ง! " จางเซียนทรุดตัวลงตามคนอื่นบ้วนเืออกมา ทั่วทั้งร่างกายของเขานั้นล้วนหนักอึ้งจนยากที่จะต่อกร เขาไม่สามารถยกหัวเพื่อมองไปยังชายชุดแดงได้เลยแม้แต่นิดเดียว
"เรามาได้แค่นี้เหรอ? " จางเซียนถามตัวเอง ขณะมองซ้ายขวาเห็นผู้คนจำนวนมากที่ยังสามารถยืนหยัดได้ ในเวลานั้นเองสายตาชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นเด็กคนหนึ่ง
เด็ก?
เด็กคนนี้น่าจะอายุ 14 ปีมีพลังอยู่เพียงระดับ 1 เท่านั้นแต่กลับทนได้ขนาดนี้แม้ร่างกายจะเือาบ เปลือกตาคล้ายจะปิด ทำให้เขารู้สึกว่าเขาชั่งไม่มีความอดทนและเพียรพยายามเสียเลย
"ในเมื่อจะแพ้ก็ขอให้ถึงที่สุด" ปัง! พริบตานั้นเองคลื่นพลังก็ปรากฏออกมา จางเซียนะเิลมปราณต้านแรงกดดันอย่างรุนแรง ขณะที่คนอื่นคลายพลังของตนเองออกมาต้านไม่น้อยหน้า
บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปหมดแล้ว ผู้คุมการประลองตกตะลึง ผู้เข้าแข่งขันทุกคนนั้นเหมือนมีสายเืที่บ้าบิ่นและไม่เก็บอะไรไว้รอบต่อไป , ทั้งหมดปล่อยพลังของตนเองเพื่อต้านแรงดันนี้อย่างสุดความสามารถ ทำให้ชายชุดแดงอดชื่นชมไม่ได้
"พอได้แล้ว! " เพ็ง!
เสียงแตกของอากาศพร้อมแรงกดดันที่หายไป ทำให้หลายๆ พยุงตัวเองไม่อยู่ล้มพับไปกับพื้น ขณะที่มีสายตาหลายๆ คนมองอย่างดูแคลน
"ว้า! สวะอย่างเ้ารอดมาได้เหรอเนี่ย? " น้ำเสียงกวนบาทากับใบหน้าแสนน่ารำคาญได้ปรากฏ จางเซียนขมวดคิ้วมองเด็กนรกดังกล่าวก่อนจะเช็ดเืลุกขึ้นโค้งคำนับ
"ขอคารวะท่านกริมชิง"
"หึๆ ๆ " อีกฝ่ายหัวเราะเยาะในลำคอ
จางเซียนได้แต่เก็บความรู้สึกในใจ เขาเริ่มรู้สึกอยากฆ่าไอ้นี่ขึ้นมาซะแล้วสิ
'แต่ไม่ใช่เวลานี้ เขายังแข็งแกร่งไม่พอ'