จ้าวลู่ชิงก้าวเท้าเข้ามาภายในโรงหมอเสียงร้องโวยวายเหมือนโดนเชือดดังจนนางต้องขมวดคิ้ว
“ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว! ท่านปู่! ท่านต้องบอกให้ท่านพ่อลากตัวพวกมันมารับโทษให้ได้ พวกข้าเดินเที่ยวเล่นอยู่ดี ๆ โดนผู้ใดก็ไม่รู้ลากเข้าไปทุบตีในตรอก”
“กูเหนียง ท่านกลับมาแล้ว” หม่าหลงจู๊รีบเดินเข้ามาหา
“เกิดอันใดขึ้น เสียงโวยวายเป็ของผู้ใดกัน” เสียงที่ได้ยินช่างคุ้นหูนางนัก
“คุณชายหยาง หลานชายท่านหมอถูกผู้ใดก็มิทราบทุบตีจนมีสภาพสะบักสะบอม”
หยางหนิงจินถูกบ่าวรับใช้หิ้วปีกออกมาจากห้อง นายบ่าวต่างมีสภาพเขียวช้ำไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า
“เ้า! อูยยย” เจ็บปากจนต้องครางออกมา พยายามถลึงตาที่ปูดบวมหาเื่สตรีตรงหน้า สภาพของเขาตอนนี้น่าอับอายนัก
ซูเซียงกับซูเจินปิดปากหัวเราะ อย่างนี้เขาเรียกกรรมตามสนองหรือเปล่านะ
“พวกเ้าห้ามหัวเราะคุณชายของข้า” บ่าวรูปร่างอ้วนถลึงตาดุสตรีที่มาหัวเราะเยาะคุณชายของตน
“เสียมารยาท พวกเ้าพาคุณชายกลับจวน” หมอหยางเดินออกมาต้อนรับจ้าวลู่ชิงด้วยใบหน้ากระตือรือร้น เมื่อสักครู่เขานั่งพิจารณาสมุนไพรที่นางนำมาขาย พอเ้าหลานชายตัวดีถูกหิ้วปีกเข้ามาภายในโรงหมอด้วยสภาพดูเอนจอนาถก็รีบเข้าไปทำการรักษา
“เสี่ยวชิงเ้ารีบมาบอกเล่าเกี่ยวกับยาสมุนไพรที่นำมาให้ข้ารู้เร็วเข้า”
“เหล่าหยางเพราะเหตุใดป้ายหน้าโรงหมอท่านถึงได้เปลี่ยนจากโรงหมอเทวดาหยาง เป็โรงหมอหยางล่ะเ้าคะ” ในเมื่อท่านหมอผู้เฒ่าเรียกนางอย่างเป็กันเองนางก็ให้ความเป็กันเองแก่เขากลับ
“ข้าจะกล้าให้ผู้อื่นเรียกว่าหมอเทวดาได้อย่างไร ข้าเข้าใจท่องแท้แล้วว่าในใต้หล้ามีพยัคฆ์ซ่อนตัวอยู่มากมาย ข้ามิสมควรถูกเรียกว่าหมอเทวดา” ดรุณีน้อยนางนี้คือผู้เปลี่ยนแปลงความคิดของผู้เฒ่าอย่างตน
“ในแวดวงการแพทย์ของต้าถังมีท่านหมอที่เก่งกาจและสละตนช่วยเหลือชาวบ้านอย่างท่านนับว่าเป็ความโชคดีอย่างแท้จริง” หมอหลวงฝีมือดีลาออกแล้วย้ายถิ่นฐานมาช่วยรักษาราษฎรในอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้นับว่าเป็ความโชคดีของชาวบ้าน แม้นว่าท่านหมอจะย้ายตามบุตรชายที่มารับราชการเป็นายอำเภอก็ตามที ค่ารักษาที่นี่ถูกกว่าโรงหมอที่อื่น
หมอหยางจมูกกระพือกับคำชม ผู้ใดบ้างจะมิชอบเมื่อถูกชมเชย เปลี่ยนบทสนทาเร็วควันก่อนเขาจะลอยขึ้นจากเก้าอี้เพราะคำชม ความสนใจยามนี้ถูกดึงดูดมาที่ยาลูกกลอนในขวดกระเบื้อง
จ้าวลู่ชิงอธิบายถึงสรรพคุณของโส่วอู ยิ่งนางอธิบายแววตาของหมอหยางก็ทอประกายด้วยความตื่นเต้น มิคิดว่าต้นโส่วอูจะมีสรรพคุณมากมายเพียงนี้ เพียงแค่สรรพคุณช่วยชะลอวัยก็สามารถดึงดูดผู้คนให้หันมาสนใจ ต้องรู้ก่อนว่าถึงแผ่นดินจะผลัดเปลี่ยนผู้ปกครองไปกี่ราชวงศ์แต่สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่โหยหาคืออายุที่ยืนยาว บางรัชสมัยฮ่องเต้ถึงขนาดที่ว่าพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินหาผู้ที่มีความสามารถหลอมยาทำให้เป็ะ
“เหล่าหยาง ท่านตรวจสอบสรรพคุณให้รู้แจ้งก่อนแล้วค่อยรับซื้อพวกมันจากข้าก็ยังมิสาย” จ้าวลู่ชิงไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ถึงอย่างไรสมุนไพรชนิดนี้ก็มีสรรพคุณอย่างที่กล่าวออกไป
“เ้าขนพวกมันมาเต็มรถม้าเพื่อขายให้ข้ามิใช่หรือ” นางช่างเป็ผู้ที่เก่งกาจ มองสถานการณ์จนรู้แจ้งเหมือนควบคุมทุกอย่างไว้ในกำมือ
“ข้าขอตอบว่าใช่ หากท่านยังไม่มั่นใจข้าสามารถขนกลับไปได้” วันนี้นางนำรถม้ามาสองคัน คันหนึ่งขนคนอีกคันขนของมาขาย
“เ้าจะขายอย่างไร นี่เป็การบุกเบิกสรรพคุณของสมุนไพรชนิดนี้อย่างแท้จริง” หมอหยางเป็ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมมิชอบเอาเปรียบผู้ใด นางเป็ผู้ค้นพบควรเป็ผู้กำหนดราคา
“เหล่าหยาง สมุนไพรชนิดนี้หายากหรือไม่” นางไม่รู้ว่าพื้นที่อื่นจะมีโส่วอูขึ้นเยอะเหมือนหมู่บ้านซานเป่ยหรือไม่
“จากที่รู้มาโส่วอูส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่ทางใต้ ทางเหนือมิค่อยพบเจอ หากใต้หล้ารู้ว่ามันมีสรรพคุณสารพัดอย่างที่เ้าบอก แน่นอนว่าผู้คนต้องออกล่าตามหามัน
จ้าวลู่ชิ่งทบทวนราคาที่คิดก่อนออกจากบ้าน “ท่านหมอเสนอราคาให้ข้าเลยเ้าค่ะ” นางจะบอกราคาที่คิดมาได้อย่างไร หากบอกไปน้อยกว่าราคาที่เหล่าหยางจะให้ นางก็ปวดใจแย่น่ะสิ
“ยาลูกกลอน ในขวดกระเบื้องเคลือบมีจำนวนยี่สิบเม็ด ข้าให้ราคาขวดละหนึ่งก้วน ส่วนโส่วอูตากแห้งสำหรับต้มดื่มข้าให้จินละสามร้อยเหวิน เ้าพอใจราคาที่ข้าให้หรือไม่”
“ขอบคุณเหล่าหยาง” นางรู้ว่าท่านหมอหยางให้ราคายุติธรรม หากให้ราคาแพงกว่านี้โรงหมอที่ขึ้นชื่อว่าค่ารักถูกจะต้องขายยาในราคาแพง
จ้าวลู่ชิงส่งสัญญาณมือให้พลเงาทั้งสี่คนขนตะกร้าเข้ามาภายในโรงหมอ
“ราคานี้เป็ราคาเริ่มแรกเพียงเท่านั้น เนื่องจากเพิ่งค้นพบสรรพคุณของโส่วอู ต่อไปผู้คนใต้หล้าจะรู้จักสรรพคุณของมัน ราคาต้องถูกลงตามกลไกตลาด ข้าคงรับซื้อราคานี้ตลอดมิได้” หมอหยางกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง
“ข้าทราบเ้าค่ะ” ผืนฟ้าจะใช้ฝ่ามือเดียวปกปิดได้อย่างไร อีกไม่นานผู้คนก็จะรู้จักสรรพคุณของสมุนไพรชนิดนี้ แน่นอนว่าต้องมีคนขึ้นไปตามเก็บมาขายกันอย่างล้นหลามจนทำให้ราคาตก
หมอหยางลูบเครา พึงพอใจกับความฉลาดของดรุณีน้อย
เสี่ยวเอ้อรีบเข้ามานับและชั่งสมุนไพรในตะกร้า
“ทั้งหมดห้าสิบขวดขอรับ”
“ทั้งหมดสองร้อยชั่งขอรับ”
หม่าหลงจู๊ดีดลูกคิดตาม “ยาขวดเป็เงินห้าสิบก้วน แบบแห้งเป็เงินหกสิบก้วน รวมทั้งหมดเป็เงินหนึ่งร้อยสิบก้วน”
จ้าวลู่ชิงมองเงินในถุงด้วยความดีใจ “ข้ามีของมาฝากเหล่าหยางด้วยเ้าค่ะ”
ซูเซียงหยิบกล่องไม้สองกล่องวางไว้บนโต๊ะต่อหน้าหมอหยาง
“เ้านำอันใดมาฝากข้า” มืออวบอูมเปิดฝากล่องกลิ่นหอมก็ลอยปะทะจมูก นี่คือเนื้อแผ่นตากแห้ง “เ้าไม่น่าลำบากเลย” ปากบอกเกรงใจแต่ใบหน้าเผยรอยยิ้มจนตาหยี รีบเปิดอีกกล่องทันที
“อันนี้คืออะไร” กลิ่นน้ำผึ้งหอมหวนชวนเรียกน้ำลาย
“ผูเถาเชื่อมน้ำผึ้งตากแห้งเ้าค่ะ”
หมอหยางเงยหน้าสบสายตากับจ้าวลู่ชิงด้วยความแปลกใจ
“เ้าไปเอาผูเถาลูกเล็กมากจากที่ใด”
“บ้านข้าทำสวนผลไม้เ้าค่ะ ผูเถาพวกนี้คือผลที่ข้าให้คนงานคัดออก จะทิ้งก็เสียดายเลยนำมาเชื่อมน้ำผึ้งแล้วตากแห้งไว้ให้คนที่บ้านทานเล่น”
“บ้านเ้าทำสวนผลไม้ด้วย โอ้! เ้าช่างทำให้ข้าใได้ตลอด”
“หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะเ้าคะ ข้าเข้ามาในตัวอำเภอนานมากแล้ว ป่านนี้คนที่บ้านน่าจะเป็ห่วง”
“พวกเ้ารีบร้อนไปไย ข้าให้คนไปจองห้องรับรองภัตตาคารเฟิ่งไหลเลี้ยงอาหารมื้อกลางวันพวกเ้า”
จ้าวลู่ชิงไม่ปฏิเสธ นางอยากรู้เช่นกันว่าภัตตาคารที่ผู้คนต่างแย่งกันจับจองอาหารรสโอชาเพียงใด
“ท่านหมอ ข้าขอซื้อสุมนไพรตามรายชื่อที่อยู่ในแผ่นกระดาษ”
หมอหยางมิได้สงสัยว่านางจะซื้อสมุนไพรพวกนี้ไปทำอันใด นางรู้วิชาแพทย์ถึงเพียงนี้คงไม่ได้นำไปใช้มั่วซั่ว ยื่นกระดาษให้หม่าหลงจู๊ไปเตรียมสมุนไพรตามรายชื่อให้เรียบร้อย แล้วนำไปส่งที่ภัตตาคารเฟิ่งไหล
สมุนไพรที่จ้าวลู่ชิง้ามิได้นำกลับไปปรุงยาตามที่หมอหยางคิดแต่นางนำกลับไปทำเครื่องเทศสำหรับปรุงอาหาร
เพียงก้าวเท้าลงจากรถม้าจ้าวลู่ชิงหันไปมองภัตตาคารอีกฝั่งที่ยังคงเงียบเช่นเดิม เสี่ยวเอ้อที่เคยต้อนรับพวกนางในครั้งนั้นพยายามส่งสายตาเชิญชวนให้พวกนางกลับมาใช้บริการภัตตาคารของเขา
จ้าวลู่ชิงเบือนหน้าหนีหลบสายตาอ้อนวอนของเสี่ยวเอ้อภัตตาคารหย่งเล่อ
“ท่านหมอหยาง” เสี่ยวเอ้อของภัตตาคารเฟิ่งไหลรีบเข้ามาต้อนรับท่านหมอเทวดาที่คนในอำเภอชิงเหอต่างให้ความนับถือ แล้วนำขึ้นไปยังห้องที่ถูกจับจ้องไว้
ห้องรับรองถูกตกแต่งออกมาอย่างสวยหรู ผนังบุด้วยผ้าไหม โต๊ะเก้าอี้ถูกเคลือบเงาอย่างดี กลิ่นกำยานส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ช่วยให้ผ่อนคลาย
จ้าวลู่ชิงและพรรคพวกร่วมรับประทานอาหารมื้อนี้กับท่านหมอหยางเกือบชั่วยาม
ซูเซียงลูบหน้าท้องอิ่มแปล้ กระซิบข้างหูจ้าวลู่ชิงด้วยนำเสียงแ่เบา “อาหารที่คุณหนูทำอร่อยกว่าที่นี่มาก” ระหว่างเดินลงจากชั้นสอง สายตากวาดมองลูกค้าเต็มร้าน
“พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าขุนนางในราชสำนักถูกสั่งปลดหลายตำแหน่ง”
“ถูกปลดอีกแล้วหรือ เมื่อไม่นานก็สั่งปลดตระกูลชนชั้นสูงสองตระกูล”
“ครานี้ได้ยินว่ามีคนถูกปะาชีวิต”
“ผู้ใด”
“ผู้ตรวจการฉางอัน”
“เพราะเหตุใดถึงถูกปะา”
“ได้ยินมาว่าผู้ตรวจการฉางอันฉุดลูกสาวชาวบ้านมาบำเรอความใคร่ แถมยังลอบสังหารคนในตระกูลฝ่ายหญิง”
“ภายในปีนี้ราชสำนักปลดขุนนางหลายตำแหน่ง เป็โอกาสดีของพวกเรา” บัณฑิตกลุ่มใหญ่ต่างถกเถียงกันถึงหัวข้อที่กำลังร้อนแรง
“ข่าวสั่งปลดหรือปะาชีวิตยังไม่น่าสนใจเท่าความร้อนระอุบริเวณชายแดน”
“เกิดอันใดขึ้นที่ชายแดน”
“ฉีอ๋องนำทัพทหารม้าเกราะนิลขับไล่พวกชนเผ่าทูเจวี๋ยจนวิ่งหางจุกตูดหนีกลับเข้าไปในทุ่งหญ้าแทบไม่ทัน”
“พวกชนเผ่าเร่รอนพวกนี้ช่างน่ารำคาญ”
“ข้าอยากเห็นพวกทูเจวี๋ยวิ่งหางจุกตูดด้วยตาตนเองสักครั้ง”
“เ้าก็ไปเป็ทหารเลยสิจะได้เห็นพวกทูเจวี๋ยวิ่งหางจุกตูด”
“หากข้าได้ออกรบอยู่ข้างกายฉีอ๋องคงต้องเป็ผู้ที่กล้าหาญมากแน่”
“อย่างเ้านี่นะจะได้ไปยืนอยู่ข้างกายเทพแห่งา” แสดงสีหน้าเหยียดหยามร่างกายผอมแห้งของบัณฑิตร่วมสำนัก ต้าถังบุคคลที่ได้รับการขนานนามว่าเป็เทพแห่งามีอยู่สองคน คนแรกคือฉีอ๋องอีกคนคือซ่างซูกลาโหมหลี่จิ้ง
“ถึงข้าไม่มีวาสนาร่วมรบข้างกายฉีอ๋อง แต่ข้าก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนเขา”
“เ้าช่างสามหาวนัก เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเชื้อพระวงศ์”
“เหตุใดข้าจะเปรียบเทียบไม่ได้ สิ่งที่ข้ากับฉีอ๋องเหมือนกันก็คือยังไม่มีสตรีข้างกาย” ยิ้มกระหย่องกับความเหมือนในส่วนนี้
“ฉีอ๋องเก่งกาจถึงเพียงนี้เสียดายที่ยังไม่มีสตรีข้างกาย”
“ข้าเคยได้ยินมาว่าผู้ที่เป็คู่หมั้นของฉีอ๋องคือสตรีขี้โรค”
“เ้าไปอยู่ที่ใดมา สตรีผู้นั้นคือคุณหนูจวนฝู่กั๋วกง บัดนี้จวนฝู่กั๋วกงล่มสลาย ทุกคนถูกส่งกลับบ้านเดิมเื่หมั้นหมายน่าจะเป็โมฆะ ข้าได้ยินมาว่าบ้านเดิมของบรรพบุรุษพวกเขาอยู่อำเภอเดียวกับพวกเราด้วย”
“ฉีอ๋องเป็ถึงเทพแห่งาจะมีหวังเฟยขี้โรคได้เยี่ยงไร ดีแล้วที่ทั้งสองมิได้สมรสกัน”
“อายุท่านอ๋องมิใช่น้อยแล้วนะ ข้าสงสัยว่าเพราะเหตุใดถึงยังมิได้สมรส หรือว่าเป็ต้วนซิ่ว[1] ” ยกมือขึ้นทำท่าทางตัดแขนเสื้อ
“เ้าอย่าพูดให้มากความ เจาะลึกไปเพื่ออันใด เื่ของคนในราชวงศ์พวกเราสมควรวิจารณ์ด้วยหรือ” บัณฑิตที่นั่งเงียบมานานกล่าวขึ้นจนบัณฑิตในกลุ่มเงียบปาก เบี่ยงประเด็นไปถกเถียงกันเื่อื่น
“คุณหนู” ซูเจินสะกิดแขนจ้าวลู่ชิง พวกนางย่างกายเชื่องช้าเพื่อฟังข่าวคราวจากปากบัณฑิตกลุ่มนั้น มิคิดเลยว่าบัณฑิตที่ถูกสั่งสอนตามหลักคุณธรรมจะกล้าสอดรู้สอดเห็นเื่ของสตรีแล้วนำมาวิจารณ์อย่างสนุกปาก
จ้าวลู่ชิงมิได้สนใจคำวิจารณ์เ่าั้นางเพียงแค่อยากฟังข่าวคราวที่เกิดขึ้นแถบชายแดน ตามประวัติศาสตร์แน่นอนว่าผู้ร้ายนอกด่านที่คอยทำให้เกิดาเป็พวกชนเผ่าเร่ร่อนอยู่ในทุ่งหญ้ากว้าง
แน่แท้ว่านางห่วงใยพี่ชายคนโต ทว่าสิ่งที่ทำให้นางเก็บมาคิดยังมีเื่การหมั้นหมายระหว่างนางกับฉีอ๋อง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเพราะเหตุใดคนผู้นั้นถึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบ่าวในจวนที่ถูกขายเป็ทาสหลวง หากกล่าวถึงการหมั้นหมายพระราชทานจากไท่ซ่างหวงน่าจะสิ้นสุดลงั้แ่วันที่จวนฝู่กั๋วกงล้ม
ฉีอ๋องผู้นี้้าอันใดกันแน่ นางนึกหน้าตาเขาไม่ออก เ้าของร่างเดิมคงไม่เคยพบเจอเขามาก่อน ก้าวขึ้นมานั่งในรถม้าจ้าวลู่ชิงยังนั่งเหม่อลอย
“พวกเ้าเคยพบฉีอ๋องหรือไม่”
“ไม่เคยเ้าค่ะ แต่ชาวเมืองในฉางอันต่างบอกว่าฉีอ๋องหน้าตาหล่อเหลาราวกับเทพเซียน เสียอย่างเดียวดูเ็าไปสักหน่อย ยิ่งเกิดศึกนองเืระหว่างพี่น้อง ฉีอ๋องกับฮ่องเต้ยิ่งเฉยชาใส่กัน
ข้าได้ยินพวกชาวเมืองลือกันว่าฉีอ๋องต้องอยู่รักษาดินแดนที่โยวโจวไปตลอดชีวิตมิสามารถกลับมาที่ฉางอันได้อีก หากกลับมาฮ่องเต้จำต้องลอบสังหารเพื่อปกป้องบัลลังก์”
“เ้าอย่าพูดเหลวไหล ข่าวลือที่มาจากปากชาวบ้านเชื่อถือได้ไม่ถึงครึ่งของความเป็จริง”
ซูเซียง “ถึงจะเชื่อถือไม่ได้ทั้งหมด แต่มันต้องมีมูล”
จ้าวลู่ชิงแหวกม่านเห็นว่าสองข้างทางเป็ป่าจึงปิดม่านลงแล้วเอ่ยว่า “พวกเ้าอย่าเอ่ยเื่นี้ขึ้นมาอีก หากอยากมีชีวิตอยู่รอดเพื่อเสพสุขจงอย่าวิจารณ์เื่ของคนในราชวงศ์ ยุคนี้ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะมีชีวิตรอด”
จ้าวลู่ชิงขบคิดความเป็ไปได้ เื่ที่ฉีอ๋องกับฝ่าาระหองระแหงกันขุนนางในราชสำนักย่อมทราบ สาเหตุให้นางคาดเดาถึงจุดแตกหักคงเป็เื่ที่ฝ่าาสั่งปะาบุตรชายของอดีตองค์รัชทายาทและบุตรชายของเว่ยอ๋องเพื่อป้องกันภัยในภายภาคหน้า
หมายเหตุ
[1] ต้วนซิ่ว แปลว่าตัดแขนเสื้อ เป็สำนวนใช้เรียกชายรักชาย