การที่หมอหวังข่ายมาดูอาการาเ็เรื้อรังของเสิ่นฉางซีนั้นเป็เื่ปกติธรรมดาที่เห็นมาตลอดห้าปีที่ผ่านมาแม้ว่ารอบปีที่ผ่านมาจะเห็นนางดีขึ้นมาก สีหน้าแจ่มใสเหลือเพียงการเดินผิดปกติที่เด่นชัดและรอยแผลเป็ที่หน้าผาก นางเจ็บป่วยจนเคี่ยวยาต้มยาเองได้อย่างชำนาญทุกคนในสำนักคุ้มภัยราชสีห์คำราม คุ้นชินกับภาพที่นางต้องดื่มยาวันละสองสามครั้งแล้ว
เกาฮูหยินวุ่นวายกับการเตรียมหมั้นหมายจูเอ๋ออิ่งซึ่งปีนี้อายุสิบหกแล้วจูเอ๋ออิ่งนับเป็หญิงงามกิริยาเรียบร้อยอ่อนหวาน บุตรชายของนางอายุสิบเจ็ดปีหน้าค่อยให้ทั้งสองแต่งงาน จะได้มีหลานให้นางได้อุ้มเสียที
แม้ยุ่งเพียงใดเกาฮูหยินยังเหลือสายตาไว้มองเสิ่นฉางซีนางสัญญากับบุตรชายจะเกลี้ยกล่อมให้เสิ่นฉางซีเป็ภรรยารองนางเอ็นดูเสิ่นฉางซีไม่น้อย หากไม่เพราะเสิ่นฉางซีไม่อาจให้กำเนิดทารกได้นางคงยินยอมให้ทั้งสองแต่งงานกันแต่ในเมื่อนางเองมีบุตรชายเพียงคนเดียวที่คลอดอย่างยากลำบากหากสกุลเกาสายหลักไร้ทายาทสืบสกุลก็นับเป็ความผิดของนาง
สามสี่วันก่อนเการุ่ยเฉียงมารบเร้ากับนางเื่เสิ่นฉางซีอีกครั้งครั้งนี้บุตรชายมาคุยกับนางด้วยโทสะและเห็นได้ชัดว่า ‘หึงหวง’ เสิ่นฉางซีที่สนิทสนมกับเกาเทียนฉีเดิมทีนางก็ไม่้าให้เสิ่นฉางซีเดินทางไปกับเกาเทียนฉีแม้เสิ่นฉางซีจะอายุเพียงสิบห้าแต่ก็ช่วยงานนางจนนางไม่เหนื่อยมากนักเื่อาหารการกินนั้นยิ่งไม่ต้องกังวลเด็กสาวง่วนอยู่ในครัวและมีรายการอาหารที่เหมาะสมกับแต่ละคนในครอบครัวจนนางแทบไม่ต้องคิดสิ่งใดนางเขียนหนังสือได้ คำนวณได้ค่อนข้างดี หลายครั้งที่ช่วยทำบัญชีและจดรายการต่างๆในการเดินทางแต่ละครั้งได้หากมีเสิ่นฉางซีอยู่ในบ้านก็นับได้ว่าเบาแรงนางมากทีเดียว
แต่เมื่อเห็นบุตรชายเป็เช่นนี้การผลักไสเสิ่นฉางซีไปไกลเสียหน่อยอาจจะทำให้บุตรชายสงบใจลงได้และจะได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับจูเอ๋ออิ่งมากขึ้น นางจึงทำเป็ปฏิเสธไม่ได้ห้ามปรามไม่ลง เพื่อให้เกาเทียนฉีพาเสิ่นฉางซีออกจากบ้านไปสักระยะ
“เกาฮูหยินมาถึงในครัว้าสิ่งใดหรือเ้าคะ”เสิ่นฉางซีเอ่ยถามเมื่อเห็นเกาฮูหยินมาถึงในครัวด้วยความที่นายท่านใหญ่รักใคร่ฮูหยินมาก งานการใดมักไม่ได้หยิบจับนักหากเกาฮูหยิน้ากินอะไรก็เพียงเอ่ยปากสั่งกับคนในครัวได้
“ข้าอยากคุยกับเ้าสักประเดี๋ยวได้หรือไม่”
“ได้เ้าค่ะงานทางนี้เรียบร้อยแล้ว” ต่อให้งานไม่เรียบร้อยนางก็ไม่อาจขัดคำสั่งของฮูหยินได้อยู่แล้วเสิ่นฉางซีเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วเดินตามเกาฮูหยินออกมาด้านนอกเมื่อไม่มีผู้อื่นแล้วเกาฮูหยินจึงเอ่ยปาก
“ฉางซี”เกาฮูหยินยื่นมือมาจับมือเรียวเล็กของเด็กสาว ไม่สิ นาง
ผ่านพิธีปักปิ่นแล้วควรนับได้ว่าเป็หญิงสาวเต็มตัว“เ้าคงรู้ว่ารุ่ยเฉียงคิดอย่างไรกับเ้า”
“เื่นั้น...ฉางซีมิได้คิดเป็อื่นใดกับคุณชายเลยเ้าค่ะ”เพื่อแสดง
ให้เห็นชัดว่านางเจียมเนื้อเจียมตัวไม่คิดเื่อื่นใดกับเการุ่ยเฉียงจริงๆ
“ข้ารู้ๆเ้าเป็เด็กดีเหลือเกิน” เกาฮูหยินบีบมืออีกฝ่ายเบาๆ“ข้าเองก็เอ็นดูเ้าเหมือนคนในครอบครัว ลุ่ยเฉียงมีใจชอบเ้าจริงจังข้าผู้เป็แม่ก็อยากสนับสนุน แต่ติดขัดที่สุขภาพเ้าไม่ค่อยดีนักข้าเกรงเ้าจะเข้าใจผิดผลักไสให้เ้าไปหยุนหนานความจริงแล้วข้าแค่อยากให้รุ่ยเฉียงกับคู่หมั้นของเขาได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกันเมื่อเสร็จเื่ทางนี้แล้ว ข้าจะให้คนส่งข่าวรับเ้ากลับมาโดยเร็ว”
“เกาฮูหยินเ้าคะฉางซียินดีเดินทางรับใช้นายท่านรองด้วยใจจริงขอเกาฮูหยินอย่าได้กังวลใจเื่อื่นใด”นางไม่กล้าดึงดันปฏิเสธมากเกินไปนักจนกลายเป็พิรุธอย่างไรถ้าวันหนึ่งเกาฮูหยินรู้เื่นางตั้งครรภ์คงล้มเลิกความคิดนี้ไปเอง
“เช่นนั้นข้าก็เบาใจข้าอยากให้เ้ารู้ว่าข้าไม่เคยรังเกียจเ้าขอเพียงให้รุ่ยเฉียงได้แต่งงานกับสตรีเพียบพร้อมอย่างจูเอ๋ออิ่งคนเป็แม่อย่างข้าก็สบายใจลงได้บ้าง”
“เ้าค่ะ”
“แล้วนี่อีกไม่กี่วันจะเดินทางแล้วเ้าตระเตรียมเสื้อผ้าเครื่องใช้เรียบร้อยแล้วหรือ? สตรีอย่างเรามีของจำเป็ต้องใช้มากมายนัก”
“ไม่ลำบากอะไรหรอกเ้าค่ะ”ลำพังเงินที่นายท่านรอง
ตระเตรียมไว้ให้ก็หลายสิบตำลึงซ้ำท่านหมอหวังยังรับรองความเป็อยู่ของนางอีกนางคงพอมีชีวิตอยู่รอดจนคลอดเด็กคนนี้แล้วค่อยหาลู่ทางทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากท้อง อย่างไรนางก็จะอดทน จะต้องทำงานหนักเพียงใดนางก็ไม่หวั่นขอเพียงมีลูกอยู่กับนาง ขอเพียงนางไม่โดดเดี่ยวเพียงพอแล้ว
เกาฮูหยินเห็นรอยยิ้มละมุนของเสิ่นฉางซีที่เผลอยิ้มออกมาแล้วก็อดประหลาดใจไม่ได้ผู้หญิงตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตร หากไม่มีสามีให้พึ่งพาได้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรนางได้แต่ถอนหายใจเบาๆ อย่างไรนางก็เอ็นดูเสิ่นฉางซีส่วนจูเอ๋ออิ่งนั้นก็เป็หญิงที่นางหมายมั่นให้เป็สะใภ้แตกกิ่งก้านสาขาให้สกุลเกา
“เอาเถิดๆขาดเหลืออะไรขอให้บอกอย่าได้เกรงใจ”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
เสิ่นฉางซีมองเกาฮูหยินเดินจากไปเงียบๆมือเรียวยกขึ้นแตะหน้าท้องของตนเองเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว ขอเพียงได้ออกไปจากที่นี่ตอนนี้นางยังไม่มีอาการแพ้ท้องใดๆ นายท่านรองก็ออกปากสั่งไม่ให้นางทำสิ่งใดงานในครัวนั้นนางเองก็เพียงได้แค่เตรียมรายการอาหารและยืนดูอยู่เท่านั้น
อีกสองวันนางก็เดินทางแล้วนางตื่นเต้นยินดีกับชีวิตใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
……
ไม่ว่าอย่างไรเกาเทียนฉีอดเป็กังวลไม่ได้ ยิ่งเห็นเสิ่นฉางซีสงบเยือกเย็นเขากลับรู้สึกหงุดหงิดแทน อย่างไรนางก็เหมือนหลานสาวของเขาเห็นนางมาั้แ่อายุสิบขวบ ยามนี้ตั้งครรภ์ทั้งที่ยังไม่ได้ออกเรือนจะให้ทำเป็ไม่รู้สึกรู้สาไม่อาจทำได้ แต่ในเมื่อเสิ่นฉางซีย้ำหนักหนาว่าเต็มใจให้เื่นี้เกิดขึ้นเขาได้แต่กล่าวโทษโชคชะตาที่ร้ายกาจกับเด็กหญิงคนนี้เหลือเกิน สิบขวบก็สูญเสียมารดาบิดาซ้ำยังาเ็แสนสาหัส อายุสิบห้าก็ตั้งครรภ์เพียงลำพังอนาคตข้างหน้าจะเป็อย่างไร ยากที่จะคาดเดาได้ยิ่งนัก
รถม้าที่เกาเทียนฉีเตรียมไว้ด้านในปูพรมหนานุ่ม เสิ่นฉางซีอดลูบพื้น
พรมนั้นไม่ได้เลยนางตื่นเต้นที่จะได้เดินทางและไม่ต้องเจอกับอารมณ์ร้อนเอาแต่ใจของเการุ่ยเฉียงประจวบกับเกาฮูหยินใช้ให้เการุ่ยเฉียงไปที่อื่นจึงไม่รู้ว่านางออกเดินทางแล้วการเดินทางไปบ้านญาติของหมอหวังข่ายนั้นใช้เวลาราวสองชั่วยามแต่เส้นทางที่เขาต้องไปหยุนหนานนั้นคนละเส้นทาง เพื่อไม่ให้ผิดปกติ หมอหวังข่ายส่งคนมารับเสิ่นฉางซีที่จุดพักม้าศาลาสิบลี้เมื่อฝากฝังนางเรียบร้อย เกาเทียนฉีจะเดินทางไปหยุนหนานตระเตรียมบ้านช่องห้องหับให้เรียบร้อย รอจนครรภ์ของเสิ่นฉางซีแข็งแรงดีแล้วจึงให้นางเดินทาง
เขาไม่ไว้ใจเการุ่ยเฉียงเอาเสียเลยหลานคนนี้ภายนอกดูเป็คนสุขุมและอ่อนโยนแต่เพราะเป็บุตรชายคนเดียวเป็ทายาทสืบสกุลทั้งพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ค่อนข้างตามใจอยู่ไม่น้อยเห็นทีว่าถ้าเการุ่ยเฉียง้าให้เสิ่นฉางซีเป็ภรรยารองหรืออนุก็ตามทั้งพี่ใหญ่พี่สะใภ้คงทำทุกวิถีทางเพื่อให้นางเป็ของเการุ่ยเฉียง
จะว่าไปเการุ่ยเฉียงเป็บุรุษที่ดีผู้หนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง วรยุทธ์ก็พอตัวเหมาะสมที่เป็ทายาทสกุลเกาเ้าของสำนักคุ้มภัยราชสีห์คำรามหากไม่นับนิสัยใจร้อนและเอาแต่ใจไปสักหน่อยผู้หญิงคนไหนได้แต่งงานกับเการุ่ยเฉียงก็ไม่เลวร้ายอะไรนัก แต่จะทำอย่างไรได้เสิ่นฉางซีมิได้มีใจให้เขาดูแลนางมาตลอดห้าปีย่อมรู้ว่าจิตใจของนางอยากไปจากสกุลเกามากเพียงใด
แต่เื่ที่เขาไม่รู้คือเหตุใดนางจึงยอมให้ตัวเองตั้งครรภ์เช่นนี้ และไม่ยอมปริปากบอกว่าชายผู้นั้นเป็ใคร
เมื่อไม่ได้อยู่ในสายตาผู้อื่นเสิ่นฉางซีมักเผลอใช้มือลูบหน้าท้องตัวเองอยู่บ่อยครั้งพอคิดว่าในท้องของตนมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่รอลืมตาอยู่ พลันรู้สึกอบอุ่นในหัวใจนางไม่มีอาการคลื่นเหียนวิงเวียนหรืออาเจียนเหมือนวันนั้นอีก นางคิดว่าลูกของนางคงรู้ว่าตอนนี้นางกำลังเดินทาง และเชื่อว่าลูกของนาง
ต้องเป็เด็กดีเชื่อฟังนางอย่างแน่นอน
“ถึงศาลาสิบลี้แล้ว”เกาเทียนฉีเห็นเด็กสาวชอบวางมือบนหน้าท้องบ่อยๆ ก็อดเป็ห่วงไม่ได้ครั้งที่ภรรยาของเขามีชีวิต เวลานั้นนางไม่ได้ตั้งครรภ์ เขาจึงไม่รู้ว่าสตรีเมื่อรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์แล้วจะเป็เช่นไรและน่าแปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองที่นางปล่อยให้ตนเองเป็เช่นนี้อาจเพราะนางผ่านเื่ราวเลวร้ายมามากทั้งที่อายุยังน้อยนางเป็คนมีเหตุผลและโตเกินวัย หลายครั้งที่อยู่กับนางเป็นางที่คอยเตือนเื่ต่างๆ กับเขา
“ถึงจุดพักม้าแล้วหรือเ้าคะ”นางเอ่ยถามแล้วยื่นมือไปผลักผ้าม่านออกดูด้านนอก
“อืม”เกาเทียนฉีรับคำในลำคอแล้วลงจากรถม้าไปก่อนจะยื่นมือไปประคองนางลงจากรถสีหน้าเป็กังวลของเขาทำให้เสิ่นฉางซีป้อง
ปากหัวเราะเบาๆ
“เ้าเด็กคนนี้สร้างเื่ใหญ่โตยังจะมาหัวเราะหน้าตาเฉยอีก”เขาบ่นแล้วหันไปพูดคุยกับคนขับรถม้าที่หมอหวังข่ายส่งมาให้เพราะคนผู้นี้รู้จักเส้นทางดี
เสิ่นฉางซีสูดอากาศเข้าปอดลึกๆไม่รู้สึกหวาดกลัวที่ตั้งครรภ์เพียงลำพัง ทุกวันๆ นางมักคิดหาหนทางเลี้ยงชีพตนเองคิดว่าเด็กคนนี้จะนิสัยอย่างไร อาหารการกิน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มนางอาจไม่มีสิ่งล้ำค่ามอบให้ แต่นางก็มั่นใจว่าจะเลี้ยงเด็กคนนี้ได้อย่างแน่นอน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดนางได้เผชิญมาแล้วไม่มีอะไรให้นางรู้สึกหวาดกลัวได้อีกแล้ว
“เ้าไปนั่งพักดื่มน้ำก่อนเถิด”เกาเทียนฉีสั่งแล้วโบกมือไล่ให้นางเดินเข้าไปที่ศาลาสิบลี้
นางกวาดตามองดูด้านในเห็นคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว คนกลุ่มนี้
สวมชุดดำขลิบม่วงทั้งชุดเพียงก้าวเข้าไปใกล้แค่สองก้าว สายลมวูบหนึ่งพัดผ่านนำกลิ่นคาวเืมาแตะปลายจมูกจนเผลอยกนิ้วขึ้นปิดจมูกอย่างไม่รู้ตัว คล้ายมีคนนั่งอยู่ตรงกลางและมีผู้ติดตามอยู่รายล้อมคนกลุ่มนี้มีกลิ่นคาวเืคละคลุ้งซ้ำยังมีกลิ่นอายอำมหิต นางรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องทั้งที่เมื่อครู่ก้าวเท้าลงจากรถม้านางยังไม่เป็อะไรเลยสักนิด
“มีอะไรรึ”เกาเทียนฉีเห็นนางชะงัก ไม่เดินเข้าไปด้านในก็อดถามไม่ได้ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปที่คนด้านใน เขารู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างเขาแตะแขนของนางคิดจะพานางกลับขึ้นรถม้า ทว่าคนผู้หนึ่งก็เดินเร็วๆเข้ามาประสานมือคารวะเกาเทียนฉีอย่างอ่อนน้อม
“ท่านเกาเทียนฉีข้าอาเฟยที่ท่านหมอหวังข่ายส่งมารับแม่นาง
เสิ่นขอรับ”
“อ้อ...เป็เ้าเอง”เกาเทียนฉีพยักหน้ารับ เขาเคยพบหน้าคนผู้นี้สองสามครั้งจึงจำได้
เขาสั่งให้อาเฟยช่วยขนข้าวของซึ่งมีไม่มากของเด็กสาวย้ายไปที่รถม้าอีกคัน เสิ่นฉางซีผู้ถูกสั่งให้อยู่เฉยๆได้แต่เดินเลี่ยงมาที่ใต้ร่มไม้ใหญ่นางไม่กล้าเข้าไปที่ศาลาจึงแสร้งทำเป็มองดูทิวทัศน์รอบกายคล้ายสั่งลาเพียงครู่เดียวทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อยเพื่อไม่ให้เสิ่นฉางซีไปถึงที่หมายค่ำมืดจนเกินไปเกาเทียนฉีจำเป็ต้องเอ่ยลาพร้อมยื่นถุงเงินยัดใส่มือให้นาง
“ในนี้มีตั๋วแลกเงินที่ข้าเก็บสะสมไว้หากจำเป็ค่อยเอาออกมาใช้ ถ้าไม่มีอะไรก็เก็บมาคืนข้า”
“นายท่านรอง”
“ข้าเคยบอกว่าจะสนับสนุนเ้าทำทุกสิ่งที่ปรารถนาแต่ไม่คิดว่าเ้าจะตัดสินใจเช่นนี้” เกาเทียนฉีหลุบตามองหน้าท้องที่ยังแบนราบอยู่พลางคิดถึงภรรยาที่ตายจาก บางที...ถ้าเด็กคนนี้โตขึ้นเขาจะถ่ายทอดความรู้ของตนให้เด็กน้อยผู้นี้ ให้เรียกเขาว่าท่านอาจะดีไหม? ไม่มีลูกแต่มีหลานให้เลี้ยงก็ไม่เลวเหมือนกัน
“ฉางซีขอบคุณนายท่านรองเ้าค่ะ”นางรับมาแล้วยัดใส่อกเสื้อ
“ข้าต้องไปก่อนพวกเ้าค่อยๆ เดินทางนะ ต้องระวังให้มาก” เกาเทียนฉีรู้สึกแสบจมูกทั้งที่รู้ว่าอีกไม่กี่เดือนก็ได้พบกันแต่ยังอาลัยอาวรณ์คล้ายเป็ครั้งสุดท้ายที่จะได้พบกัน
เสิ่นฉางซียืนส่งรถม้าของเกาเทียนฉีที่มุ่งหน้าไปอีกเส้นทางจนลับสายตานางหมุนตัวเพื่อไปขึ้นรถม้าที่หมอหวังข่ายจัดเตรียมให้แต่กระนั้นก็อดมองไปทางศาลาไม่ได้คนกลุ่มนั้นราวกับก้อนหินที่ไร้ความเคลื่อนไหว อาจเป็พวกชาวยุทธ์
“แม่นางเราเดินทางกันเถิดขอรับ”
“อืม”นางยิ้มบางๆ แล้วเดินไปที่รถม้าอาเฟยมาช่วยประคองทว่ากลับมีคนะโอยู่ด้านหลังทำให้ต้องหันไปมอง
“ฉางซี!”
เสิ่นฉางซีสะดุ้งสุดตัวเกือบพลาดตกรถม้าโชคดีที่อาเฟยประคองนางไว้ได้ทัน นางไม่คิดว่าเการุ่ยเฉียงจะควบม้าตามมาถึงที่นี่ร่างสูงะโลงจากหลังม้าพุ่งตัวเอื้อมมือมาคว้านางเข้าไปไว้ในวงแขนอย่างแแ่เสิ่นฉางซีแม้ใแต่ยังยกมือป้องหน้าท้องของตนอย่างรวดเร็วไอร้อนจากกายของเการุ่ยเฉียงแทบแผดเผานางวงแขนยิ่งโอบรัดแน่นขึ้นเมื่อร่างเล็กดิ้นขลุกขลัก
“ปล่อย”นางพูดเสียงอู้อี้ เพราะใบหน้าแนบอยู่กับแผ่นอกแทบหายใจไม่ออกกลิ่นอายจากกายเขาให้ความรู้สึกกดดันและคลุ้มคลั่ง ทำให้ใบหน้าของนางแทบไร้สีเื
“ข้าไม่ให้เ้าไป!”เการุ่ยเฉียงที่ควบม้ามาอย่างบ้าคลั่ง ไม่คิดว่ามารดาจะหลอกใช้เขาไปทำงานที่อื่นดีที่เขาเสร็จธุระเร็วกว่ากำหนดจึงรู้ว่านางเดินทางออกมาแล้ว หากไม่เห็นว่านางกำลังจะขึ้นรถม้าเขาคงไม่รู้ว่าตนเองมาทันหรือไม่
“ปล่อยข้า!”เสิ่นฉางซีตวาดออกมา ปกตินางแทบไม่เคยมีปากเสียง หรือแม้แต่พูดเสียงดังกับใคร
ชายหนุ่มผงะไปนี่เป็ครั้งแรกที่นางเสียงแข็งใส่เขา นางเคยเป็เด็กหญิงน่ารักว่านอนสอนง่ายไม่ว่าเขาจะพูดหรือสั่งอะไรไม่เคยมีสักครั้งที่นางจะไม่ทำตามมือแกร่งจับไหล่สองข้างของนางดันร่างบอบบางออกห่างเล็กน้อยเพื่อมองแววตาที่เขาหลงใหล
“เหตุใดจึง้าไปจากข้า!”เขาตะคอกเสียงดัง สีหน้าโกรธเคือง
“ฉางซีไม่อาจอยู่กับท่านได้”คำพูดอันคลุมเครือของนางทำให้เการุ่ยเฉียงเข้าใจผิด
“เ้าโกรธข้าน้อยใจข้าที่แต่งผู้อื่นเป็ภรรยาใช่หรือไม่ เ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะดีกับเ้าจะไม่ให้ใครรังแกเ้าได้”
“ฉางซีรักและเคารพท่านเหมือนพี่ชายไม่คิดเป็อื่น ขอพี่รุ่ยเฉียงปล่อยข้าไปเถิด!” นางอ้อนวอนด้วยน้ำตา
อาเฟยไม่รู้เื่ราวทั้งหมดรู้เพียงแค่ว่าต้องดูแลแม่นางผู้นี้ไปส่งบ้านญาติของท่านหมอหวังข่ายจึงสอดปากเข้าไปห้ามปราม
“คุณชายโปรดเบามือร่างกายแม่นางไม่สู้แข็งแรงนักต้องไปพักฟื้นที่อื่นขอรับ”
“อาการาเ็ของเ้ากำเริบหรือ?เหตุใดไม่อยู่บ้านกับข้า ข้าจะดูแลเ้า”
“ตั้งครรภ์ไม่นับเป็การเจ็บป่วยกระมัง”อาเฟยหลุดปากพึมพำ นั่นเพราะหมอหวังข่ายย้ำเื่นี้กับเขาต้องพาแม่นางเดินทางอย่างนิ่มนวลไม่ให้กระทบครรภ์ของนาง
“ตั้งครรภ์?”
เการุ่ยเฉียงทวนคำที่ได้ยินเสิ่นฉางซีสูดลมหายใจลึกแล้วเอ่ยขึ้น
“ฉางซีไม่อาจเป็ภรรยาของท่านได้เพราะฉางซีตั้งครรภ์ผู้อื่น” นางไม่คิดปิดบังอีก เพื่อให้เขาไปจากนางแม้ต้องถูกมองว่าเป็หญิงไร้-
ยางอายก็ยอม
“ไม่! เ้าโกหกข้า!”เการุ่ยเฉียงหลุบตามองหน้าท้องของอีกฝ่าย เห็นการปกป้องของนางแล้วย่อมชัดเจนว่านางพูดจริงมีเพียงเขาที่ยังทำใจยอมรับไม่ได้
ไม่!นางเป็ของเขา! เขาประคบประหงมนางมาห้าปีเลี้ยงดูนางอย่างดียิ่ง ไม่เคยรังเกียจรอยแผลบนหน้าผาก การเดินกะโผลกกะเผลกแม้ให้กำเนิดบุตรไม่ได้เขาก็ไม่เคยรังเกียจนาง
ตั้งครรภ์?กำเนิดบุตร?
“เป็ไปได้อย่างไรเ้าให้กำเนิดบุตรไม่ได้ จะตั้งครรภ์ได้อย่างไร”
เสิ่นฉางซีเม้มปากแน่นแววตามีความคุกรุ่นด้วยความไม่พอใจสายตาของเการุ่ยเฉียงที่มองนางเหมือนสัตว์เลี้ยงมันชัดเจนเสียจนนางรู้สึกอยากอาเจียน
“คุณชายเกาโปรดปล่อยข้า” นางเอ่ยเสียงเย็นราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว ท่าทีแข็งกร้าวที่ไม่เคยเห็นทำให้เการุ่ยเฉียงไม่อาจระงับโทสะได้อีกเขายื่นมือไปกำรอบลำคอของนาง เพียงออกแรงบีบเล็กน้อยใบหน้าของนางพลันเปลี่ยนสีแต่แววตาที่จ้องมองเขากลับไม่เปลี่ยนแปลง
นางไม่เคยมองเขาเช่นนี้นี่ไม่ใช่เสิ่นฉางซีที่เขาเลี้ยงดูมา เขาเลี้ยงนางมาเพื่อเป็ของเขา มิใช่เลี้ยงนางส่งเข้าปากผู้อื่น!
ความคิดนี้ทำให้มือนั้นก็บีบแรงยิ่งขึ้น
อาเฟยเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาห้าม แต่กลับถูกเกาลุ่ยเฉียงถีบกระเด็นไปไกลเพียงครั้งเดียวถึงกับสลบเหมือด
เสิ่นฉางซีใแต่ส่งเสียงไม่ได้ นางพยายามแกะมือที่บีบคอของนางอยู่ สติกำลังจะเลือนหายไปทีละน้อยความเ็ปผสานความหวาดกลัวเป็จังหวะเดียวกับจอกสุราปลิวมากระทบหลังมือของเการุ่ยเฉียงอย่างแรงจนมือนั้นปล่อยจากลำคอของนางร่างของเการุ่ยเฉียงถอยห่างจากนางไปสองสามก้าว เด็กสาวถึงกับทรุดลงไปนั่งกับพื้นไอหนักๆหลายหนกว่าจะสูดอากาศเข้าปอดได้
“ผู้ใดสอดเื่ของผู้อื่น!”เการุ่ยเฉียงตวาด ไร้ความสุขุมของบุตรชายคนเดียวของสำนักคุ้มภัยราชสีห์คำราม
เสียงจิ๊กจั๊กในลำคอมาพร้อมกับร่างของชายหนุ่มในชุดสีดำขลิบม่วงเดินเข้ามาด้วยท่าทีเหมือนแมวเกียจคร้านเคาะพัดบนฝ่ามือเล่น
เการุ่ยเฉียงที่โทสะครอบงำจนไร้สติไม่สนใจสิ่งอื่นใดเขาชักกระบี่พุ่งใส่อีกฝ่ายอย่างลืมตัวชายในชุดดำขลิบม่วงมีใบหน้าหล่อเหลาและงดงามจนสตรีลุ่มหลง เท้าทั้งสองไม่ได้ขยับมีเพียงยื่นพัดในมือรับกระบี่ที่พุ่งเข้ามาอย่างไรเสียเการุ่ยเฉียงเป็เพียงชายหนุ่มอายุสิบเจ็ด ยังอ่อนด้อยประสบการณ์แม้เป็ฝ่ายรุกแต่กลับทำอะไรมิได้ยิ่งรู้สึกถึงความอ่อนด้อยของตนเอง ยิ่งทำไม่อาจคุมสติตนเองได้ฟาดฟันกระบี่ใส่ไร้ระเบียบ
“มู่หญง”
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยเพียงคำเดียวทำให้ชายหนุ่มใบหน้าหวาน ซัดฝ่ามือใส่ร่างของเการุ่ยเฉียงกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ร่างนั้นร่วงลงมากองแน่นิ่งกับพื้น
แม้เสิ่นฉางซีไม่ชอบที่เการุ่ยเฉียงทำเช่นนี้กับนางแต่เขาก็นับว่ามีบุญคุณต่อนางมากนางกระเสือกกระสนคลานไปใกล้บุรุษในชุดดำขลิบม่วงแล้วเอ่ยขอร้อง
“นายท่านโปรดออมมืออย่าทำร้ายคนเลยเ้าค่ะ”
“ใช่ว่าข้าอยากวุ่นวายเื่ผู้อื่นแต่พวกเ้าส่งเสียงรบกวนนายท่านของข้า” พัดในมือคลี่ออกโบกไปมา เขาไม่ได้สนใจเด็กสาวอัปลักษณ์แต่บังเอิญสายตามองไปที่พื้นหยกคุ้นตาชิ้นหนึ่งตกอยู่ข้างกายนางเสิ่นฉางซีเห็นสายตาของเขามองเลยไปยังพื้นข้างกาย นางจึงมองตามแล้วรีบยื่นมือไปคว้าหยกที่ได้รับมาจากซูหลี่น่า
“เ้าได้หยกนี้มาอย่างไร”
“แม่นางซู...เอ่อ...ประมุขซูมอบให้ข้าเ้าค่ะ”นางกะพริบตาปริบๆ ปัดฝุ่นบนป้ายหยก ป้ายหยกคงตกตอนที่นางดิ้นรนขัดขืนเการุ่ยเฉียง
“ขอข้าดูหน่อย”ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับ เขาคว้ามันไปแล้วเดินไปยังศาลาเสิ่นฉางซียันกายขึ้นยืนแล้วมองไปทิศทางนั้นเพียงครู่เดียวชายผู้นั้นกลับมากวาดตามองนางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
“เหตุใดประมุขซูมอบให้เ้า”
“เอ่อ...ข้าน้อย...ทำอาหารให้ประมุขซูกินเ้าค่ะ”นางตอบไปตามตรง “ประมุขซูอยากให้ข้าน้อยทำอาหารให้ จึงชักชวนให้ข้าไปอยู่กับนาง”
คำตอบของนางเรียกรอยยิ้มที่มุมปากของชายผู้นั้นเขาพยักหน้าอย่างยอมรับแล้วคืนป้ายหยกให้นาง
“นางมารตะกละ!”
เสิ่นฉางซีได้ยินเสียงนั้นเป็น้ำเสียงแหบแห้งแต่แฝงด้วยอำนาจ นางอดหันไปมองไม่ได้แต่ชายที่อยู่ตรงหน้ากลับเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าแฝงรอยขบขัน
“เ้ารู้หรือไม่ว่าประมุขซูคือซูหลี่น่าแห่งพรรคเงาอสูร”ชายผู้นั้นยังคงเคาะพัดในมือเล่นอย่างใจเย็น
“พวกเราจะไปหาประมุขซูอยู่พอดีอีกครึ่งชั่วยามนายท่านของข้าจะเดินทางแล้ว หากเ้า้าไปกับพวกเราก็ไปเก็บข้าวของของเ้าเสียให้เรียบร้อย”
เสิ่นฉางซีหันไปมองทางร่างที่หมดสติของเการุ่ยเฉียงนางคงไม่อาจเดินไปเส้นทางเดิมได้อีกแล้ว ไม่แน่ว่าเการุ่ยเฉียงอาจบีบบังคับนางอีก
ความเ็ปเจียนตายที่เขาบีบลำคอของนางผลักดันให้นางตัดสินใจ.