ค่ำคืนวันเพ็ญ... ธรรมนั่งสมาธิอยู่บนชานเรือนไม้ไผ่ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำในสระบัว จิตของเขาดิ่งลึกเข้าสู่สภาวะ 'ใจว่างสลับแวบ' ที่มีความถี่และเสถียรภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกริกเดินถือสมุดบันทึกวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์เข้ามาร่วมวง
"ลุงเกริกครับ วันนี้ผมจับสังเกต ‘สายพานความคิด’ เพิ่มเติม" ธรรมลืมตาขึ้น แววตาใสซื่อทว่าคมกริบ "ผมพบว่ามนุษย์เราจมอยู่ใน ‘ความคิดที่ไม่ตั้งใจคิด’ (Automatic Thought) หรือขยะความคิดลอยน้ำเกือบตลอดทั้งวัน และขยะพวกนี้แหละที่สร้างละครเวทีแห่งวิบากกรรมร่วมกันในหมู่บ้าน โดยแสดงสลับบทบาทกันเหมือนนักแสดงมืออาชีพ"
ธรรมเปิดไอแพดกางแผนผัง "เครือข่ายกรรมทางพฤติกรรม" ที่เขารวบรวมเคสจากชาวบ้านหลากหลายอาชีพและ่อายุ:
"เคสแรกคือ ‘ป้าสมศรี’ วัย 58 ปี อาชีพแม่ค้าขายของชำ แกรับบทเป็ **‘ผู้ถูกเอาเปรียบ’** มีพิมพ์เขียวจิตใจที่เต็มไปด้วย ‘ความคิดหม่นหมอง กลัวคนไม่รัก และสมยอม’ แกมักจะยอมให้ ‘เ้านัท’ หลานชายวัย 19 ปีที่เป็เด็กติดเกมแถมี้เีเอาเปรียบ ไถเงินไปซื้อของหวาน ขับรถเที่ยว โดยที่ป้าสมศรีก็ได้แต่ด่าทอ บ่นว่าตัดพ้อ แต่ก็ยอมจ่ายตังค์ทุกครั้ง... สองคนนี้แสดงกิจกรรมเอาเปรียบทางกาย วาจา ใจ และความคิดร่วมกันซ้ำ ๆ เป็วงจรปิดมานานหลายปีจนสุขภาพป้าสมศรีพังพินาศ ความดันสูง ผิวแห้งตกสะเก็ดเพราะเครียดจัด"
เกริกพยักหน้า "แล้วนายใช้หลักวิศวกรรมความคิดของสำนักเรา เข้าไปถอดสลักเปลี่ยนบทละครนี้อย่างไร?"
"ผมชี้ให้ป้าสมศรีเห็นก่อนว่า ตัวแกกำลังส่งเสริมกรรมลบให้หลหลาน และ ‘ความคิดที่ไม่ตั้งใจคิด’ ของแกที่กลัวหลานไม่รักนั่นแหละคือตัวสั่งการผูกมัดบทบาท" ธรรมขยายความ "วิธีรับมือคือ ผมสอนให้ป้าสมศรีทำ ‘ใจว่างหนึ่งแวบ’ ทุกครั้งที่เ้านัทเดินเข้ามาขู่ไถเงิน ดักจับอาการใจสั่นและแน่นหน้าอกให้ทันใน 3 วินาทีด้วยลมหายใจ 4-2-5-2 ตัดความกลัวทิ้ง แล้วพูดด้วยความนิ่งเฉยว่า ‘ไม่มีให้’ โดยไม่มีอารมณ์โกรธหรือตัดพ้อ... มองเ้านัทเป็เพียงฟันเฟืองที่กำลังหมุนผิดทิศทาง ไม่ใช่หลานที่มาทำร้ายใจแก"
"แล้วฝั่งเ้านัทล่ะ?" เกริกถามด้วยความสนใจ
"ส่วนเ้านัท ผมชี้ให้เขาเห็นพิมพ์เขียว ‘ความคิดอยากเอาชนะและมักง่าย’ ที่กำลังวางยาพิษทำลายระบบประสาทส่วนหน้าของตัวเอง ทันทีที่เ้านัทเจอความนิ่งเฉยและเด็ดขาดของป้าสมศรี บทละครเดิมที่เคยขู่แล้วได้เงินก็กระตุกลัดวงจร เ้านัทแสดงต่อไม่ได้ ละครอุบาทว์นั้นแตกสลายทันทีครับลุง! ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ป้าสมศรีมีความดันดิ่งลงมาเป็ปกติ นอนหลับลึกดิ่งสภาวะกลิมฟาติกชะล้างสมอง ส่วนเ้านัทก็เริ่มหันมาเกรงใจ ยอมช่วยงานที่ร้านเพื่อแลกเงินค่าขนม ทัศนคติของคนทั้งคู่เปลี่ยนจากลบดิ่งลงมาสู่ ‘ความเฉย’ และกลายเป็การ ‘คิดตามกลไกมีที่มาที่ไปตามกรรม’"
วิศวกรความคิดเฒ่ายิ้มอย่างพึงพอใจ แววตาประกายสว่าง "ยอดเยี่ยมมากธรรม... นายเข้าใจแล้วว่า ทุกคนรอบตัวเรา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เป็เพียงกระจกเงาสะท้อนวิบากกรรมและาแในใจของกันและกัน เมื่อเราเปลี่ยนฟันเฟืองในใจเราให้ตรงแนวปัญญา... โครงข่ายความสัมพันธ์รอบตัวในที่ทำงาน ในครอบครัว หรือกับเพื่อนฝูง ก็จะถูกรีเซ็ตระบบใหม่ให้กลายเป็พิมพ์เขียวพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง!"