7 1-2
บทที่ 13 รับบทเป็แม่สาวชาเขียว (1)
“ฮ่าฮ่าๆๆ พี่ใหญ่ พี่รอง สนุกดีใช่มั้ยล่ะ? หนูบอกแล้วเดี๋ยวมีอะไรสนุกๆให้ดู! ขำจนท้องแข็งเลยล่ะสิ!”
กลับเข้าห้องนอน หลินเสวี่ยอวี่ยิ้มแก้มปริแทบกลั้นไม่ไหว กลิ้งเกลือกไปมาบนเตียงอย่างมีความสุข เสียงหัวเราะเย้ยเยาะดังกระหึ่มก้องทั่วทั้งห้อง
จางอวิ๋นม่านยกฝ่ามือตีก้นลูกสาวคนเล็กเบาๆหนึ่งที ชูนิ้วพ่นเสียงลมดัง ‘ชู่ว’ สื่อสัญญาณให้ลดระดับเสียงหัวเราะลงหน่อย แต่ถึงอย่างนั้น แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้เช่นกัน
“น้องเล็กของเราเก่งที่สุดเลย!”
ดวงตาของหลินเสี่ยวเย่เปล่งประกายฉายแววชื่นชม
สี่คนแม่ลูกทั้งยิ้มทั้งหัวเราะจนแก้มระบมปวดไปหมด แต่แล้วเสียงฝีเท้าก็พลันดังขึ้นจากหน้าประตู
หลินเจียงเปิดประตูพุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเซียวผะอืดผะอม ก็แน่นอนอยู่แล้ว ใครบ้างล่ะที่ซดโจ๊กขี้ไก่เข้าไปแต่เช้าตรู่ยังจะอารมณ์ดีอยู่ได้?
“เป็ยังไงบ้างคะ? ดื่มน้ำหน่อยดีมั้ย?”
จางอวิ๋นม่านรีบตีหน้ารับบทเป็ภรรยาผู้แสนดี ยื่นแก้วน้ำส่งให้หลินเจียงด้วยสีหน้าห่วงใยจอมปลอม
หลินเจียงโบกมือปัดเบาๆเสมือนคนไร้เรี่ยวแรง
“ไม่ล่ะ ผมไม่ดื่ม โรงงานให้ผมลางานได้แค่วันเดียวด้วย ตอนนี้ต้องรีบไปทำงานแล้ว”
“ทำไมรีบไปนักล่ะคะ? แล้วเื่คุณแม่จะทำยังไง?”
คู่คิ้วถักขมวดเล็กน้อย จางอวิ๋นม่านระบายเสียงอ่อนถาม
“ผมคุยกับพี่ใหญ่แล้ว เื่ที่เกิดขึ้นมันค่อนข้างกะทันหัน มิหนำซ้ำทั้งผมทั้งเขาก็ไม่มีใครสามารถลางานได้สักคน รับไปสิ นี่เป็เงิน 300 หยวนที่พวกเรารวบรวมมาให้ เธอกับพี่สะใภ้พาเด็กๆไปหาผู้กำกับเฉิน แล้วก็ส่งมอบเงินจำนวนนี้ให้กับเขา ผู้หญิงคนเดียวไปอาจจะดูสะดุดตาจนเกินไป”
หลินเจียงหยิบธนบัตรปึกหนึ่งที่จัดเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบสวยงามออกมาจากกระเป๋าเงิน ทั้งหมดล้วนแต่เป็ธนบัตรมูลค่าสิบหยวน จึงมีจำนวนค่อนข้างมากอย่างที่เห็น
“เยอะขนาดนี้เชียวเหรอ? ไปเอามาจากไหนคะเนี่ย?”
จางอวิ๋นม่านร้องถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ผมกับพี่ใหญ่ช่วยกันออกคนละ 150 หยวน อาศัยแค่เงินเก็บในส่วนของผมมันยังไม่พอ ผมก็เลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากพี่ใหญ่มาก่อน เดี๋ยวเดือนหน้าค่อยทยอยคืนให้”
หลินเจียงทอดสายตาจ้องมองเงินปึกนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะ ด้วยความรู้สึกเ็ปรวดร้าวใจอย่างสุดแสน เงินจำนวน 150 หยวนนี้ มีค่าเท่ากับค่าจ้างตลอดสี่เดือนเต็มของเขาเลยทีเดียว ทว่าตอนนี้ กลับต้องอันตรธานหายไปในพริบตา...
เื่ราวครั้งนี้หลินเจียงอดที่จะตำหนิโจวซื่อแม่ของตัวเองไม่ได้จริงๆ หากไม่ใช่เพราะตัวโจวซื่อเองที่ก่อปัญหาสร้างความวุ่นวายขึ้น มีหรือที่เขาจะต้องควักเนื้อจ่ายเงินเสียทรัพย์มากมายขนาดนี้!
“อวิ๋นม่าน ขอโทษที่ต้องทำให้ลำบากนะ ยังไง่นี้พวกเราคงต้องช่วยกันประหยัดหน่อย เพื่อทดแทนในส่วนที่ต้องจ่ายไปกับเื่ของแม่ครั้งนี้”
หลินเจียงสบตาจางอวิ๋นม่านด้วยสีหน้าอ่อนโยนชวนหลงใหล
หากเป็เมื่อก่อน จางอวิ๋นม่านคงใจอ่อนหลงคารมคล้อยตามอย่างต้านไม่อยู่เป็แน่ ไม่เพียงจะไม่ตำหนิเขาเท่านั้น แต่คงจะช่วยพูดปลอบใจเขาอีกด้วย
[โอ้โห! ดูท่าเที่ยวนี้ไอ้พ่อฮวยซวยกับพี่ของมันคงจะเจ็บหนักน่าดู ต้องควักเนื้อจ่ายเงินไปตั้งเยอะ!]
[จะรีบกลับไปทำงานที่ไหนกัน กระเหี้ยนกระหืออยากจะไปหาชู้รักตัวสิไม่ว่า? อ่อ ไหนจะลูกชายสุดที่รักของมันอีกตัว?]
[หึ! ก็เงินเก็บทั้งหมดที่ควรเอามาจับจ่ายเลี้ยงดูพวกเรา ดันไปอยู่กับชู้หมดน่ะสิ แล้วจะมีเงินเหลือได้ยังไงล่ะ!]
ความคิดของหลินเสี่ยวอวี่ทั้งหมด เสมือนคำพูดแทนใจของจางอวิ๋นม่าน แต่เธอก็ยังคงนิ่งเฉยไม่ไหวติง เมื่อก่อนเธอเคยเชื่อมาตลอดว่า หลินเจียงทำงานหนักก็เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เพราะเห็นว่าเขาสู้อุตส่าห์หาเงินแต่ละหยวนมาด้วยความยากลำบาก เธอจึงได้พยายามใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเกรงว่าจะไปสร้างภาระให้หลินเจียงเพิ่ม
ส่วนผลลัพธ์น่ะเหรอ?
หลินเจียงไม่เพียงแต่นำเงินส่วนนี้ไปเลี้ยงดูชู้รักนอกบ้าน แต่ยังเป็พวกมือเติบใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ควักจ่ายแต่ละครั้งล้วนเป็จำนวนกว่าร้อยหยวนได้โดยไม่คิดเสียดาย
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘แค่เริ่มมีใจสงสารผู้ชาย ก็นับเป็จุดเริ่มต้นของความหายนะแล้ว’
จางอวิ๋นม่านกวาดตามองเงินสดปึกหนาบนโต๊ะ ใบหน้าฉายแววลึกล้ำ ยากที่จะบรรยายถึงความรู้สึกของเธอขณะนี้ได้ เ้าตัวเพียงก้มหน้าน้อมรับอย่างว่าง่าย
“ค่ะคุณ ฉันเข้าใจดีค่ะ”
หลินเจียงที่คิดว่าตนเองจัดระเบียบควบคุมทุกอย่างได้แล้ว จึงเดินล้วงกระเป๋าจากไปอย่างสบายอารมณ์
สามพี่น้องสาวสวยนั่งจ้องมองแม่ที่กำลังนั่งนิ่งกับเงินปึกตรงหน้า ต่างคนต่างตรงเข้าไปโอบกอดผู้เป็แม่ไว้พร้อมกัน
จางอวิ๋นม่านััได้ถึงไอรักที่อบอุ่นจากลูกสาวทั้งสาม สิ่งนี้ช่วยขับไล่ไอเย็นหนาวเหน็บที่กัดกินหัวใจให้ค่อยๆมลายสูญไป
“แม่ไม่เป็อะไรหรอก การได้รู้เื่ราวทุกอย่างย่อมดีกว่าไม่รู้อะไรเลย”
“แม่คะ แม่ยังมีพวกเราอยู่นะคะ ผู้ชายน่ารังเกียจแบบนั้นตายๆไปได้ก็ดี ยังจะเก็บเขาไว้ทำไมอีกล่ะคะ?”
หลินเสวี่ยอวี่เอ่ยออกมาตรงๆ ไม่คิดแม้แต่จะปกปิดความรู้สึกเกลียดชังของเธอที่มีต่อหลินเจียงแม้สักนิดเดียว
เพราะเื่ราวความเลวร้ายทั้งหมดที่บังเกิดกับพวกเธอสี่แม่ลูก ล้วนแต่มีต้นตอมาจากหลินเจียงทั้งสิ้น พ่อสารเลวคนนี้มักจะชอบผลักให้แม่และพี่สาวทั้งสองของเธอ ให้ไปพบเจอกับเหตุการณ์แย่ๆจนต้องมีจุดจบน่าสังเวชกันทุกคน เดนมนุษย์แบบมันไม่คู่ควรกับคำว่าพ่อหรือสามีเลยสักนิด
กระทั่งคำว่า ‘มนุษย์’ มันก็ยังไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็เลยด้วยซ้ำ!
ภายหลังจากที่หลินเจียงและหลินซงออกจากบ้านไปได้ไม่นาน หวงอิงก็แต่งตัวทำผมเสร็จสรรพรออยู่แล้ว ขณะนี้กำลังยืนรออยู่หน้าประตูบ้าน ส่งยิ้มผ่านใบหน้าสวยสดงดงามที่อัดแน่นไปด้วยเครื่องสำอาง
“น้องสะใภ้ หลินซงบอกฉันหมดแล้วนะ เื่แบบนี้ยิ่งจัดการเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เรารีบไปหาผู้กำกับกู่กันเถอะนะ!”
“คุณป้าคะ เมื่อกี้ยังเห็นอาเจียนไม่หยุดเลย นี่หายดีแล้วเหรอคะ?”
ยิงคำถามประโยคนี้ออกมาได้ นี่หลินเสี่ยวอวี่จงใจเล่นงานกันชัดเจน เลือกสรรคำพูดที่หวงอิงไม่อยากได้ยินที่สุดในตอนนี้
“เสี่ยวอวี่!”
จางอวิ๋นม่านเอ็ดลูกสาวขึ้นทันที แต่กลับฟังไม่เหมือนการดุเลยแม้แต่น้อย เพราะน้ำเสียงที่ใช้นั้นช่างอ่อนโยนเสมือนใช้ปุยนุ่นตีเพื่อตักเตือน
หวงอิงถึงกับหน้าถอดสีทันทีที่ได้ยินคำถามประโยคดังกล่าว รสชาติที่ชวนขยะแขยงของโจ๊กขี้ไก่ที่ตลบอบอวลในปาก ยังคงชัดเจนไม่เคยจางหาย แม้จะทั้งอ้วกทั้งบ้วนปากไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ก็ยังไม่สามารถลบล้างกลิ่นนั้นออกไปได้
แต่ผู้ใหญ่อย่างหวงอิงจะมาชี้หน้าด่าเด็กน้อยอายุหกขวบได้ยังไงล่ะ? เพียงแค่กระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแสดงความไม่พอใจออกมาเท่านั้น แต่ก็ฝืนฉีกยิ้มตอบกลับไปว่า
“ขอบใจที่เป็ห่วงป้านะจ๊ะเสี่ยวอวี่ ป้าไม่เป็อะไรแล้ว”
[หลินเสี่ยวอวี่! นังเด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน! นั่นปากหรือโถส้วมกันแน่? มันน่าตบสั่งสอนสักฉาดจริงๆ!]
[ฝากไว้ก่อนเถอะ สักวันหนึ่งฉันจะจัดการแกเอาให้ตายไปเลย!!]
[ถ้าช่วยคุณแม่ออกมาได้เมื่อไหร่ พวกแกแม่ลูกก็อย่าหวังว่าจะรอดเลย! ฉันนี่แหละจะคอยเป็ผู้ชมข้างสนาม รอดูละครสนุกๆสักฉาก!]
รับฟังคำสาปแช่งด่าทอเลวร้ายภายในใจของป้าสะใภ้ หลินเสี่ยวอวี่ก็ถึงกับกระชับกำหมัดน้อยๆของเธอบีบแน่น จ้องตาหวงอิงเขม็งชนิดไม่มีลดลาวาศอก
[ดูท่าโดนแค่โจ๊กขี้ไก่ยังไม่หลาบจำสินะ? กล้าด่าฉันงั้นเหรอ?]
[หึ! คอยดูต่อไปแล้วกัน...ว่าใครกันแน่ที่จะต้องตาย!!]
จางอวิ๋นม่านตัดสลับสังเกตสีหน้าลูกสาวคนเล็กผ่านแววตาเคร่งขรึม แม้เธอจะไม่ทราบว่า หลินเสี่ยวอวี่ดันไปได้ยินหวงอิงคิดเห็นอะไรอยู่ในใจ แต่พินิจจากสีหน้าแววตาและความคิดของเ้าตัวน้อยแล้ว คงจะต้องไม่ใช่คำพูดที่ดีแน่นอน