เสียงกุกกักด้านใน ทำให้นางกำนัลด้านนอกทราบได้ว่าองค์หญิงทรงตื่นบรรทมแล้ว จึงเปิดประตูเรือนนอนออกอย่างแ่เบา
ทว่าประตูห้องนอนกลับถูกเปิดอ้าออก ทั้งนางกำนัลและสวินจื่อหยางที่กลับมาเข้าเวรอีกครั้งถึงกับแปลกใจ
"องค์หญิงเพคะ"
นางกำนัลคนหนึ่งก้มหน้าเอ่ยเรียกด้วยเสียงดังพอประมาณ โดยมิได้ก้าวเข้าไปในห้องบรรทมโดยพลการ ปกติแล้วประตูห้องบรรทมขององค์หญิงจะถูกปิดไว้ตลอด ไม่เคยเปิดอ้าไว้เช่นนี้
ทั้งหากมิได้รับอนุญาตก็มิมีผู้ใดเข้าไปด้านในได้ มิเช่นนั้นจะถูกลงโทษสถานหนัก
นี่เองที่ทำให้คำเล่าลือในเชิงกามารมณ์ขององค์หญิงแพร่สะพัดออกไปเป็วงกว้าง หากมิใช่ชมชอบพาบุรุษแปลกหน้ามาค้างแรม แล้วไยต้องหวงแหนห้องบรรทมถึงเพียงนั้น ทั้งที่มิได้มีสิ่งของล้ำค่าเก็บไว้เสียหน่อย
เื่นี้นักเขียนได้กล่าวถึงอยู่บ้าง เพียงแต่เป็ในมุมมองขององค์หญิง ผู้อื่นจึงไม่ทราบความที่แท้จริง ซึ่งเื่นี้จางหย่งอ้ายก็รู้สึกกระดากอายเล็กน้อยเมื่ออ่านไปถึงคำบรรยายของเนื้อหาพวกนั้น
จางหย่งอ้ายที่กุมศีรษะตนเองอย่างมึนงง ได้ยินเสียงของนางกำนัลเอ่ยเรียกก็รีบบอกให้พวกเขาออกไปก่อน
"พวกเ้าออกไปก่อน หากข้าไม่ได้เรียกก็อย่าได้เข้ามา"
ทั้งสามจึงได้แต่มองประตูเรือนนอนที่ถูกปิดลงอีกครั้งอย่างรู้สึกประหลาดใจ ก่อนจะลอบส่งสายตาถามไถ่กัน
ซึ่งทั้งสามก็ได้แต่ส่ายหน้าว่าตนก็ไม่ทราบว่าองค์หญิงเป็อะไรกันแน่ จึงได้แต่กลับไปรอรับคำสั่งด้านข้างอย่างเงียบเชียบ
จางหย่งอ้ายนวดคลึงขมับตนเองอย่างขัดใจ เตียงนี้แม้จะทำจากไม้เนื้อดี ปูด้วยฟูกหนา แต่มันก็แข็งเหลือเกิน อดคิดถึงที่นอนของตัวเองขึ้นมาไม่ได้ในทันใด
เธอยกข้อมือขึ้นมาเพื่อมองดูห้องนอนของตนเองอย่างถวิลหา
"หากเข้าไปนอนข้างในนั้นได้ก็ดีสิ"
สิ้นคำของเธอ ร่างกายเธอก็เข้ามาอยู่ในห้องนอนตนเอง!
"นี่มัน!"
เธอปิดปากหวีดร้องอย่างดีใจ ก่อนจะะโโลดเต้นไปมาที่ตัวเองกลับมาในปัจจุบันได้
เธอรีบวิ่งไปเปิดประตูห้องนอนเพื่อออกไปด้านนอก แต่แล้วเธอก็ไม่สามารถเปิดประตูออกไปได้
ไม่ว่าจะดันจะผลักจะเขย่าอย่างไร ประตูห้องนอนก็ไม่กระดิกสักนิด
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย"
เธอลองเปิดมันหลายครั้งแต่มันก็ไม่ขยับเคลื่อนไหว จึงได้แต่ปล่อยมือถอยออกมา
เมื่อสำรวจทุกอย่างในห้องนอนและหยิบจับสิ่งต่าง ๆ และสามารถใช้งานทุกอย่างได้อย่างเป็ปกติ มีเพียงประตูที่ออกสู่ด้านนอกเท่านั้นที่ไม่สามารถเปิดได้
เธอเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว ทั้งยังอาบน้ำด้วยแชมพูและสบู่กลิ่นหอมที่เธอโปรดปรานอย่างสบายใจ
"อาส์ นี่สิ แบบนี้ถึงค่อยรู้สึกถึงความสะอาดสดชื่นที่แท้จริง"
เธอกล่าวออกมาอย่างพึงพอใจ ก่อนจะคิดต่อว่าแล้วเธอต้องอยู่ในนี้ไปตลอดโดยออกไปข้างนอกไม่ได้อย่างนั้นเหรอ
"ไม่มั้ง ถ้าต้องถูกขังอยู่แต่ในห้องนี้ ฉันกลับไปเป็องค์หญิงยังดีกว่า"
เธอพึมพำออกมาทั้งยังนึกถึงห้องนอนขององค์หญิงด้วย ทำให้ในวินาทีถัดมา เธอก็กลับมาอยู่ที่ห้องบรรทมขององค์หญิงแล้ว
เธอเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ
"หรือนี่จะเป็เหมือนพวกนิยายแฟนตาซี ที่ตัวเอกมีมิติพิเศษหรือของวิเศษอะไรพวกนั้น"
เธอรีบยกแขนตนเองขึ้นมาและมองไปที่ร้านสะดวกซื้อของตนเอง พร้อมพูดในใจว่าอยากจะเข้าไปในร้านของฉัน
วินาทีต่อมาเธอก็ปรากฏตัวขึ้นกลางร้านค้าของเธอ เธอมองรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น ก่อนจะกรีดร้องออกมาอย่างดีใจ
เธอเดินไปหากาแฟที่เธอโปรดปรานและชงมันดื่มแก้วหนึ่งอย่างโหยหา ก่อนจะลองเดินไปเปิดประตูร้านค้า สุดท้ายก็พบว่าไม่สามารถเปิดประตูออกไปด้านนอกได้
แต่วิวทิวทัศน์ด้านนอกเธอยังคงมองเห็น เนื่องจากร้านค้าของเธอเป็กระจกใสทั้งสี่ด้าน
เธอลองใช้โทรศัพท์ และเปิดทีวีดู แต่มันก็ใช้งานไม่ได้ทั้งสองอย่าง
"อย่างอื่นใช้ได้หมดยกเว้นแต่สิ่งของที่สามารถติดต่อคนอื่นได้สินะ"
เธอสรุปออกมาอย่างแน่ใจ แต่นี่ก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ ยังไงซะเธอก็ไม่ได้มีครอบครัวที่รออยู่ และก็ไม่ได้มีเพื่อนสนิทที่พูดคุยกันได้ทุกเื่
หลังจากล้างแก้วกาแฟคว่ำเอาไว้เรียบร้อย เธอก็คิดถึงความเป็ไปได้อีกอย่างหนึ่ง
"ฉันจะนำของพวกนี้ออกไปที่นั่นได้รึเปล่านะ"
ในเมื่อคิดแล้วก็ต้องทดสอบ ดังนั้นเลยเลือกองุ่นที่เหลือเพียงกล่องเดียวในร้านมาถือไว้ ก่อนจะคิดในใจว่าจะกลับออกไปแล้ว
วินาทีต่อมาเธอก็อยู่ในห้องบรรทมขององค์หญิงพร้อมกับกล่ององุ่นในมือ!
เธออดที่จะหัวเราะเสียงดังออกมาไม่ได้
สวินจื่อหยางและนางกำนัลทั้งสองที่รอปรนนิบัติถึงกับหันมองหน้ากันอย่างสงสัย องค์หญิงทำสิ่งใดอยู่หนอ ถึงได้หัวเราะเบิกบานใจเช่นนั้น
คงมิใช่ว่าแอบซ่อนบุรุษไว้ผู้หนึ่งจริง ๆ หรอกนะ
แต่นั่นเป็เื่ของเ้านาย บ่าวอย่างพวกเขาไม่มีสิทธิ์ไปวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด
เมื่อจางหย่งอ้ายจัดการกับความตื่นเต้นของตนเองได้แล้ว ก็ทดลองเก็บกล่องใสที่ใส่องุ่นมาเข้าไปไว้ในถังขยะของร้านค้า ซึ่งมันก็สามารถทำได้อย่างที่ใจเธอนึก!
เธอลองทดสอบหลายต่อหลายอย่าง จนเข้าใจได้ถ่องแท้ แค่เธอนึกทุกอย่างก็อยู่ในการควบคุมของเธอ เธอสามารถเข้าไปในเม็ด Charm ได้ทุกอันตามใจปรารถนา และสามารถนำสิ่งของในนั้นออกมาได้ และนำสิ่งของจากที่นี่ใส่เข้าไปด้านในได้เช่นกัน
เื่นี้ทำให้เธอดีใจมาก มันเป็เื่วิเศษที่สุดที่เธอมีไอเทมนี้ใน
ลำพังแค่ของในร้านสะดวกซื้อของเธอมันก็แทบจะครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็ของกินของใช้ หรือแม้แต่อาหารแช่แข็งทั้งหลายแหล่
เสียดายที่ของสดมีเหลืออยู่น้อยไปสักหน่อย อย่างองุ่นที่เธอนำออกมามันก็คือกล่องสุดท้ายในร้าน
สินค้าที่เธอไปซื้อไว้ยังมาไม่ถึง เธอก็ประสบเหตุให้มาอยู่ที่นี่เสียก่อน
"คิดแล้วก็เสียดายจริงๆ"
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว แต่องค์หญิงก็ยังไม่เรียกนางกำนัลเข้าไปแต่งตัว ทั้งเหล่าบุรุษขององค์หญิงก็เดินทางมาเพื่อทักทายยามเช้าแล้ว
นางกำนัลหญิงคนที่เอ่ยปากทุกครั้ง จึงได้แต่ต้องเอ่ยปากอีกครา
"องค์หญิงเพคะ ท่านชายทั้งหลายมากันแล้วเพคะ"
จางหย่งอ้ายที่กำลังละเลียดกินองุ่นอยู่ได้ฟังก็นึกขึ้นได้ ว่าที่แคว้นหยินทุกอย่างมันกลับด้านจากปกติ
โดยปกติแล้วสตรีต้องมาทำความเคารพพ่อแม่สามียามเช้า แต่ที่นี่บุรุษที่แต่งเข้ามาต้องมาเคารพภรรยา
"ให้พวกเขาไปรอที่ห้องข้างก่อน ส่วนพวกเ้าก็เข้ามาช่วยข้าแต่งตัว"
เมื่อได้ยินคำสั่งจากองค์หญิง บุรุษห้าคนก็พากันเดินตามหลานถงอวี้ผู้เป็ใหญ่ในบรรดาบุรุษทั้งหมดไป ส่วนสองนางกำนัลก็เข้าไปด้านใน
พวกนางทั้งสองหลุบตาต่ำ พลางสูดกลิ่นหอมแปลกใหม่ที่พวกนางไม่เคยได้กลิ่นอย่างลืมตัว ก่อนจะส่งสายตาให้กันอย่างแฝงความหมาย
ก่อนจะเป็นางกำนัลคนเดิมที่เอ่ยปากถาม
"องค์หญิงชมชอบกลิ่นของดอกไม้เมื่อคืนที่ใช้สรงน้ำหรือไม่เพคะ หม่อมฉันจะได้ให้คนไปเก็บมาเตรียมไว้สำหรับค่ำคืนนี้อีกเพคะ"
"ไม่เป็ไร ไม่ต้องเก็บดอกไม้พวกนั้นแล้วล่ะ ว่าแต่ พวกเ้าชื่ออะไรกันบ้าง ต่อไปข้าจะได้เรียกใช้ได้ถูกต้อง"
จางหย่งอ้ายเอ่ยถามออกไป เพราะดูเหมือนทั้งสองจะเป็คอยดูแลเื่ส่วนตัวขององค์หญิงในขณะนี้
ที่วังขององค์หญิงจะมีนางกำนัลแปดคนผลัดเปลี่ยนกันมารับใช้ เพื่อป้องกันมิให้พวกนางคนใดคนหนึ่งมีอำนาจในมือมากไป จนอาจเกิดความไร้ระเบียบขึ้นมาได้
"หม่อมฉัน เสี่ยวเหมยเพคะ"
"หม่อมฉัน เสี่ยวถงเพคะ"
ทั้งสองแม้จะแปลกใจที่องค์หญิงตรัสถามชื่อของพวกนาง แต่พวกนางก็ตอบอย่างนอบน้อมโดยดี
ผู้ที่มักจะเอ่ยปากชื่อเสี่ยวเหมย จางหย่งอ้ายจดจำไว้ในใจ
เสื้อผ้าที่ถูกสวมถึงสามชั้น ทำให้เธอรู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งเกินไป
"พวกเ้าถอดสองชุดด้านในออกดีกว่า ข้ารู้สึกว่ามันร้อนเกินไป"
"แต่ด้านนอกหนาวขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะเพคะ"
เสี่ยวเหมยเอ่ยปากแ่เบา
จางหย่งอ้ายรู้สึกว่าความหนาวแค่นี้เธอทนได้ ประเทศซีเป็ประเทศเมืองหนาว บางฤดูมีความหนาวติดลบเป็สิบองศาด้วยกัน ฉะนั้นแล้วอากาศหนาวเพียงเล็กน้อยนี้ เธอไม่รู้ว่ามันหนาวแต่อย่างใด
"ข้าบอกว่าร้อนก็คือร้อนสิ"
เธอทำเสียงดุ จนทั้งสองได้แต่รีบคุกเข่าลงไป จนเธอได้แต่กุมขมับ เอะอะคุกเข่าจริงๆ เหมือนในหนังสือนิยายไม่มีผิด
"พวกเ้าคุกเข่าลงไปเช่นนั้นจะให้ข้าเป็คนถอดพวกมันเองหรือไง"
เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงจนใจ ระคนหยอกเย้า นำพาให้เสี่ยวเหมยและเสี่ยวถงเอ่ยปากขออภัยและขอบคุณที่เธอไม่ลงโทษ ก่อนจะลุกขึ้นมาช่วยเธอแต่งตัวใหม่
องุ่นลูกโตยังคงเหลืออยู่อีกพวงใหญ่ จางหย่งอ้ายจึงให้เสี่ยวเหมยนำมันไปให้เหล่าท่านชายทั้งหลายได้ลองชิม
ผลองุ่นสีม่วงลูกโต ทำให้สองนางกำนัลถึงกับแลกส่งสายตากัน
นี่มันคือสิ่งใด กินได้ด้วยหรือ องค์หญิงถึงตรัสว่าจะให้ท่านชายลองชิม
ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน คงกินได้กระมัง ว่าแต่มันคือสิ่งใดกัน ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
แม้ทั้งสองจะสงสัยและแปลกใจแต่ก็ให้สาวใช้ระดับต่ำไปนำจานมาให้ ก่อนจะเดินถือจานที่มีองุ่นพวงโตเดินตามหลังองค์หญิงไป
"อรุณสวัสดิ์องค์หญิง"
บุรุษทั้งหกคนต่างค้อมกายป้องหมัดกล่าวทักทายอย่างแข็งทื่อ นำพาให้จางหย่งอ้ายกลอกตาอย่างระอาใจ
คนพวกนี้นี่ ถึงจะคิดว่าการมาทำความเคารพยามเช้าเป็สิ่งที่น่าเบื่อ แต่ก็ช่วยทำน้ำเสียงให้มันจริงใจกว่านี้มิได้หรือไง
"เมื่อคืนพวกเ้าคงหลับสบายกันดีกระมัง"
เธอผงกศรีษะรับคำทักทายจากพวกเขา ก่อนจะเอ่ยปากถามคำถามปกติออกไป
หากแต่คำถามขององค์หญิง กลับทำให้บุรุษสองคนหลั่งเหงื่อเย็นออกมา
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตอบสิ่งใด สวินจื่อหยางก็คุกเข่าหน้าประตูพลางเอ่ยรายงาน
"องค์หญิงจางฟางเจินเสด็จพ่ะย่ะค่ะ"
จางหย่งอ้ายผุดลุกขึ้น ก่อนจะเห็นชายชุดของนางเอกของเื่ปรากฏตัวออกมาด้านข้าง ส่วนสวินจื่อหยางก็หลบออกไปด้านข้างแล้ว
โถ่ ฉันยังไม่ทันได้กล่าวทักทายหยางหยางเลย
เมื่อครู่ตอนเดินออกจากเรือนนอน ก็ไม่เห็นอีกฝ่ายแล้ว คาดว่าคงหลบอยู่มุมไหนสักมุกเพื่อดูแลความปลอดภัย ครั้นจะเอ่ยปากถามก็ดูจะผิดวิสัย จึงได้แต่เดินมาทางเรือนที่พวกบุรุษพวกนี้อยู่
ที่ทราบว่าเป็ที่นี่ เพราะมีเสียงพูดคุยของพวกเขาแว่วมา ทั้งยังเป็เรือนรับรองที่อยู่ด้านข้างเรือนนอนเท่านั้น จึงสามารถมาถูกได้อย่างไม่ต้องถามหรือให้ผู้ใดนำทางมา
"ได้ยินว่าเ้าไม่สบาย พี่สาวเลยมาเยี่ยม เหตุใดถึงใส่เสื้อผ้าบางเช่นนี้ นางกำนัลของเ้าทำงานเช่นไรกัน"
หญิงสาวหน้าตางดงามเฉิดฉายเดินกรีดกรายเข้ามาอย่างไม่ต้องให้ผู้เป็เ้าของที่เอ่ยปากอนุญาต
นางสวมใส่ชุดสีม่วงอ่อน สีของผู้ร่ำรวยเท่านั้นที่จะสวมใส่ได้ ตัวชุดแม้จะหนาหนัก หากแต่กลับมิได้ทำให้เ้าของร่างดูอวบอ้วน
สีม่วงของชุดกลับขับเน้นผิวขาวผ่องให้ยิ่งดูนวลเนียนน่าัั
เอวคอดกิ่วถูกรัดไว้ด้วยสายคาดเอวสีชมพูอ่อน ช่วยให้ร่างบางดูน่าทะนุถนอมมากขึ้น
ออร่าที่เปล่งประกายออกมาจากร่างของสตรีผู้มาใหม่นี้ ทำให้จางหย่งอ้ายไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายเป็นางเอกของเื่นี้
"ทำให้เสด็จพี่เป็ห่วงแล้ว แต่ตัวข้ารู้สึกร้อน ๆ อย่างไรไม่ทราบ ยิ่งใส่เสื้อผ้าหลายชั้นก็ยิ่งร้อนยิ่งไม่สบายตัวน่ะเพคะ"
จางหย่งอ้ายเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายที่ยื่นมือมาหาตน ก่อนทั้งสองพี่น้องจะจับมือกันเดินไปนั่งที่เก้าอี้กลางห้อง
"ให้หมอหลวงดูอาการเ้าหน่อยเถอะ"
จางฟางเจินกล่าวกับจางหย่งอ้าย ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบก็หันไปเอ่ยเรียกหมอหลวงเข้ามา
"รีบให้หมอหลวงเข้ามาตรวจอาการองค์หญิงหย่งอ้าย"
จางหย่งอ้ายมองใบหน้าที่แสดงออกถึงความเป็ห่วงเป็ใยอีกฝ่ายอย่างนิ่งงัน ทั้งที่อีกฝ่ายร่วมมือกับบุรุษของน้องสาวทำเื่เช่นนั้น หากแต่ยังสามารถแสดงออกอย่างห่วงใยเช่นนี้ได้ ช่างน่านับถือนัก
เหล่าบุรุษพวกนี้น่าจะดูเป็ตัวอย่างเสียบ้าง
แม้จางหย่งอ้ายจะทราบว่าพี่สาวขององค์หญิงมิได้ตั้งใจสังหารน้องสาว เพียงแค่้าให้นางป่วยเท่านั้น
แต่อย่างไรสุดท้ายก็เกิดความผิดพลาดจนน้องสาวตกตายไป เื่นี้ทำให้นางเอกรู้สึกผิดไม่ต่างจากพระเอก จึงมักจะแวะเวียนไปจุดธูปที่ป้ายิญญาขององค์หญิงบ่อยครั้ง
บทพิเศษของนิยายถึงได้มีเื่ของสองบุรุษที่รักมั่นภักดีกับองค์หญิงให้ได้อ่าน เพราะไม่ว่าจะเป็พระเอกหรือนางเอก เมื่อไปที่เรือนเก็บป้ายิญญาขององค์หญิง ก็จะเห็นสองบุรุษนี้คอยกวาดถูและดูแลเรือนนั้นอย่างดีทุกครั้ง
ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม