บทที่ 10
ในตอนนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อย จากฤดูกาลที่ย่างเข้าสู่่กลางของฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมันผ่านมาได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว หลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์ที่หลินหลิ่งฟางถูกเป็บิดาของร่างนี้ตบฉาดเข้าที่ใบหน้า
แน่นอนว่าเื่ราวในวันนั้นมีเพียงแค่คนในเรือนหลังนั้นเพียงแค่สี่คน และสองนายบ่าวจากเรือนหลักที่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้น ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครได้รู้ว่าเื่ราวหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็บรรดาคนใช้หรือฮูหยินรอง เหล่าอนุหมือแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ตาม
สิ่งเดียวที่พวกเขารู้ก็คือหลังจากเื่ราวในวันนั้นเกิดขึ้น นอกจากแม่ทัพใหญ่จะเข้มงวดกับกฎเกณฑ์ในบ้านมากขึ้น ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอีก
แน่นอนว่าสามคนแม่ลูกนั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ได้เปลี่ยนไป ท่านเ้าบ้านก็ยังคงทำตัวเช่นเดิมก็คือนอกจากจะไปราชการก็กลับมาทำงานที่บ้าน ไม่ได้วุ่นวายอะไรกับใครอย่างเช่นกาลก่อน
แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ก็คือการที่แม่ทัพใหญ่เลือกที่จะให้บุตรชายใกล้ชิดเขามากขึ้น และมีหลายครั้งที่ถึงขั้นพาออกไปนอกจวน โดยที่เวลาที่เด็กชายได้ใช้กับมารดาก็น้อยตามลงไป เพราะเหตุนี้ทำให้เรือนหลังของจวนแม่ทัพสงบขึ้นไปหลายส่วนเลยทีเดียว
แต่นั้นก็เป็เพียงแค่ความเปลี่ยนแปลงเฉพาะภายนอกเท่านั้น แต่ในเรือนหลังน้อยที่ไม่ได้รับการดูแลที่ดีนักของสามแม่ลูกนั้น กลับมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
อย่างแรกสุดที่เปลี่ยนไปก็คือบุคลิกของสามคนได้แก่สองสามีภรรยาสกุลเฉียงและผู้เป็มารดาของหลินหลิ่งฟาง ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพใดๆ ให้กล่าวถึง แต่บุคลิกของคนทั้งสามนั้นก็ต่างออกไปจากแต่ก่อนเป็อย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็สองสามีภรรยาที่ในตอนนี้ดูกระฉับกระเฉงขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ต่างจากแต่ก่อนที่แทบจะเหมือนคนอมโรคไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง
ในส่วนของมารดาเองหลินก็สังเกตความเปลี่ยนแปลงของนางในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็รอยยิ้มที่มากกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด ความแข็งแรงและความเร็วในการฟื้นฟูร่างการที่เคยาเ็เจียนตายก็พลิกกลับ จนตอนนี้อาจจะบอกได้ว่าสิ่งที่เป็อยู่นั้นก็คือคนปกติที่ไม่มีท่าทีของคนที่เคยโดนโบยจนเกือบตายเลยด้วยซ้ำ
ซึ่งในบ้านหากจะมีคนที่เหมือนเดิม ก็คงจะมีแค่เ้าตัวน้อยหลินชิงเหมยเท่านั้น ที่ยังคงรักษาความดื้อความซนเอาไว้ได้อย่างเป็ปกติ เพราะเมื่อคนรอบๆ กายนางมีมีใครอมทุกข์หรือเจ็บป่วย และไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก นางก็กลับมาเป็เ้าหนูแสนซนน่ารักของบ้าน ที่มักจะเรียกรอยยิ้มได้เสมอ
ไม่เพียงแค่นั้น นอกจากคนอื่นๆ ที่เปลี่ยนไปมากแล้ว ตัวหลินเองก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย เพราะนอกจาการตื่นเช้ามารำมวยธรรมดาๆ อย่างที่เคยทำ ในตอนนี้นางก็ได้รับคำชี้แนะจากมารดา จนสามารถเข้าใจได้แล้วว่าความรู้สึกแปลกๆ ที่มักจะไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ในตอนที่นางฝึกมวยนั้นคือสิ่งใด...
ลมปราณ
ใช้แล้วมันคือสิ่งที่ผู้หลงใหลในนิยายจีนทั่วโลกที่หลินจากมาต่างก็ใฝ่ฝัน เพราะปราณที่นางได้เรียนรู้ในตอนนี้ มิใช่ลมปราณที่เพียงแค่รักษาร่างกายให้แข็งแรงตามแบบแพทย์แผนจีนโบราณเท่านั้น แต่สิ่งที่นางได้ฝึกอยู่ในตอนนี้มันกลับกลายไปเป็ปราณที่สารพัดประโยชน์มากกว่านั้น
ั้แ่การทำให้ร่างกายแข็งแรงและทรงพลังมากขึ้นอย่างที่สองสามีภรรยาสกุลเฉียงทำ หรือแม้แต่การรักษาเยียวยาร่างกายให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น นอกจากนี้มารดายังเคยเล่าให้ฟังว่าจริงๆ แล้วพลังปราณนั้นยังสามารถทำอะไรได้อีกมากมายนัก ขอเพียงแข็งแกร่งพอพลังปราณก็สามารถถล่มทั้งเมืองให้ราบเป็หน้ากลองก็ยังเป็ไปได้
ด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำไมจึงมีข้อตกลงอย่างกลายๆ ที่ทราบโดยทั่วกัน ก็คือเมื่อมีาแต่ละเมืองแต่ละอาณาจักรเกิดขึ้น ยุทธจักรก็จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ไม่อย่างนั้นคนธรรดาๆ ก็จะพลอยได้รับลูกหลงไปด้วย
ซึ่งสิ่งนี้มันก็ทำให้หลินที่ใฝ่ฝันอยากที่จะใช้พลังปราณอย่างในหนังในซีรี่ย์มานาน แทบจะอดใจไม่ไหวที่จะใช้พลังปราณได้จริงๆ
แต่ก็นั่นแหละมันไม่ใช่เื่รายเลยเพราะกว่าที่จะบรรลุระดับนั้นได้ก็ต้องใช้เวลานาน จริงอยู่เมื่อบรรลุในระดับที่สูงขึ้นไปนั้น จะสามารถมีอายุที่ยืนยาวขึ้นและรักษาสภาพร่างกายในเหมือนเดิมต่อไปอีกนาน แต่โดยมากแล้วกว่าคนที่เราจะสามารถไปถึงระดับนั้นก็มักจะแก่เฒ่ากันหมดแล้ว...
แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับหลินแต่อย่างใด เพราะที่แน่ๆ ในตอนนี้นั้นหลินได้รู้อะไรอีกหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือมารดาของนางหาใช่คนธรรดาทั่วไปอย่างที่ตาเห็นไม่ เพราะอย่างน้อยในนิยายที่นางเคยอ่านนั้น นอกจากมารดาของนางจะเป็แค่หญิงสาวชาวบ้านธรรมาๆ แล้ว
สิ่งหนึ่งที่ทำให้นางรู้ว่ามารดาและพื้นหลังของพวกนางนั้นไม่ธรรดาเลย เพราะขนาดจักรพรรดิรุ่นก่อนที่สละราชบัลลังก์ให้กับองค์จักรพรรดิรุ่นปัจจุบัน ในเื่ก็ยังมีแค่ไม่กี่คนที่จะพอมีพลังฝีมือเทียบเท่าได้กับสองสามีภรรยาสกุลเฉียง และน้อยคนนักที่จะมีพลังในการรักษาเยียวยาขนาดที่สูงพอๆ กับมารดาของนาง
นี่คือสิ่งที่หลินสามารถมั่นใจได้อย่างหนึ่ง ว่าชีวิตของนางหลังจากนี้ก็ไม่ได้แย่นัก ดีไม่ดีก็อาจจะดีกว่าที่นางวาดเอาไว้ก็ได้ใครจะรู้...
เมื่อคิดได้ตามนั้นหลินก็อดที่จะขอบคุณชายชราปริศนาคนนั้นไม่ได้ ที่อย่างน้อยที่สุดชีวิตใหม่ของนางก็ไม่ได้แย่นัก ไม่ใช่สิต้องบอกว่ามันคงสามารถเทียบได้กับพรจาก์เลยเชียวละ
โดยเฉพาะสองหญิงชายวัยกลางคนที่กำลังจัดของที่มีอยู่ไม่มาก และเด็กหญิงตัวน้อยที่แปะป่ายอยู่บนตัวมารดาอย่างน่ารัก และกำลังหัวเราะร่าโดยไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นกำลังจะจากไปจากที่แห่งนี้แล้ว
แต่ก็คงไม่แปลกนัก สำหรับน้องเล็กที่เกิดมาหลังจากลูกชายคนแรกของบิดา ก็แทบไม่ได้เห็นหน้าเห็นตาผู้เป็พ่อเลยด้วยซ้ำ ทั้งยังอายุยังน้อยเกินกว่าจะรู้เื่รู้ราวของผู้ใหญ่ จึงไม่รู้เลยว่าในวันนี้ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปตลอดกาล...
‘ขอบคุณนะเ้าคะ...ตาเฒ่า’
.......................
มาแล้วจ้า
ตอนนี้อาจจะน้ำเยอะไปสักนิด แต่ถือว่าปูเื่เนาะ
เติมแรงใจให้โหน่ยยยย
เผื่อมีตอนใหม่มาราตรีสวัสกันนะเออ
*-*