บัณฑิตหลงยุคกับจอมยุทธบ้าพลัง

    บทที่ 13

    ท่ามกลางทางเดินของโรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่ ที่มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันห้อยตามผนัง สตรีผมดำยาวในชุดกระโปรงยาวสีขาวยืนอยู่เดียวดายตรงนั้น พร้อมกับจดจ้องแผ่นหลังของจางซานอย่างไม่วางตา ชายหนุ่มที่เพิ่งออกมาจากห้องพักของมู่อิงอย่างหัวเสียก็ต้องหยุดชะงักลงด้วยความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ สายลมเย็นยะเยือกในวันสิ้นสุดฤดูหนาวจากภายนอก จู่ๆก็พัดผ่านเข้ามาในโถงทางเดินทั้งที่มีห้องพักมากมายรายล้อมเอาไว้หมด บัณฑิตหนุ่มหันหลังกลับไปทันทีด้วยความระแวง เพราะเมื่อตะกี้ตอนอยู่ในห้องกับมู่อิงเขาก็เสียวๆด้านหลังของตัวเองอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขารู้สึกหนาวจับไปถึงขั้วหัวใจเมื่อหันไปพบผู้หญิงคนนั้น แสงตะเกียงในมือของเธอเผยให้เห็นใบหน้า และผิวหนังที่ขาวซีด เส้นผมของเธอปลิวสยายแผ่กระจายไปตามแรงลม ดวงตาของชายหนุ่มเบิกโพลง ปากอ้าค้างไว้ไม่อาจหุบลงได้ เขาตัวสั่นไม่หยุดด้วยความหวาดกลัว แม้จะอยากก้าวขาวิ่งหนีออกไปเท่าไรแต่กลับก้าวไม่ออกสักนิดเดียว และคราวนี้จางซานตัวสั่นแรงขึ้นขาอ่อนจนแทบจะล้มลง เมื่อสตรีผมยาวในชุดสีขาวเคลื่อนกายเข้ามาหาเขา และก่อนที่บัณฑิตหนุ่มจะร้องกรี๊ดออกมา ก็มีเสียงดังขึ้นมาขัดจังหวะเขาเสียก่อน“เมี๊ยว!” เสียงร้องของแมวดังมาจาด้านหลังของจางซาน ซึ่งมันทำให้เขาละความสนใจจากความกลัวตรงหน้าได้แล้วหันไปมองเจ้าแมวแทนเสียอย่างนั้น“เสี่ยวหู่เหรอ?” จางซานกล่าวเรียกแมวส้มลายเสือ ที่ตอนนี้มันมาเคล้าแข้งเคล้าขาของตัวเองอีกแล้ว แถมม่านตากลมโตที่ขยายออกในความมืด แล้วจ้องมาที่เขายังทำให้เจ้าเสี่ยวหู่ดูน่ารักมากอีกด้วย“นานแล้วเหมือนกันนะที่เสี่ยวหู่ไม่ได้ชอบใครแบบนี้นะ บัณฑิตจาง” หญิงสาวชุดขาวที่เงียบอยู่นานก็กล่าวออกมาในที่สุด เมื่อเธอเข้ามาอยู่ด้านหน้าของชายหนุ่มแล้ว ซึ่งนั่นทำให้เขาตกใจร้องเสียงดังขึ้นมา“แว๊ก! แม่เจ้าช่วยลูกด้วย! แม่นางอย่าทำอะไรข้าน้อยเลย ข้าน้อยกลัวแล้วขอรับ” จางซานก้มหัวหลับตาปี๋ แถมยังพนมมือไว้หญิงสาวตรงหน้า“เอิ่ม...ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย! ข้าไม่ใช่ผีนะจางซาน!” เสียงดุๆของสตรีวัยกลางคนกล่าวขึ้นมาตำหนิชายหนุ่มผู้ที่กำลังทำท่าทางเหมือนคนบ้า หลังจากได้ยินดังนั้นบัณฑิตหนุ่มก็ค่อยๆลืมตาขึ้น แล้วมองไปที่ใบหน้าของผู้หญิงผมยาวตรงหน้าชัดๆ แล้วเขาก็ได้เห็นใบหน้างดงาม และผิวขาวเนียนละเอียดของเธอ แม้ว่าวัยจะล่วงเลยมาเกือบ 40 ปีแล้วแต่แม่นางตรงหน้ายังคงดูงดงามแม้จะไม่ได้แต่งหน้าเลยก็ตาม (แล้วไอ้ที่ว่าเหมือนผีเมื่อตะกี้คืออะไรหว่า?)“ขะ...ขออภัยด้วยแม่นาง ข้าจางซานมีตาหามีแววไม่” บัณฑิตหนุ่มประสานมือคาราวะเพื่อขอโทษอีกครั้ง“ช่างเถอะ เดิมทีดึกดื่นข้าก็ไม่ค่อยจะออกมาเท่าไร แต่เนื่องจากมีเรื่องสำคัญต้องปรึกษากับท่าน ข้ามีนามว่าไป๋ซูหนี่ขอเชิญบัณฑิตจางไปคุยกันที่ห้องรับรองดีหรือไม่?” แม่นางในชุดขาวช่างสมกับชื่อตัวเองอย่างยิ่ง แต่น้ำเสียงที่เธอใช้นั้นไม่เหมือนกับขอร้อง แต่เป็นการบังคับเสียมากกว่า“อ้อ! ที่แท้ท่านก็คือเฒ่าแก่เนี้ยนี่เอง ได้! เรื่องของท่านคงจะสำคัญ ดังนั้นข้าจะตามท่านไป” แม้ในใจของจางซานยังคงระแวงอยู่ แต่ในเมื่อเป็นเจ้าของโรงเตี๋ยมมาเชิญด้วยตัวเอง เขาก็ไม่กล้าเสียมารยาท ยิ่งเป็นที่มีชื่อเสียงในยุทธภพอย่างเธอแล้ว เขายิ่งไม่อาจปฏิเสธ เดินไปเพียงนิดเดียวก็ถึงห้องรับรองที่ว่าแล้ว เมื่อเฒ่าแก่เนี้ยเลื่อนเปิดประตูกระดาษเข้าไปจางซานก็ได้พบกับห้องขนาดใหญ่ประมาณ 3 x 4 วา แถมยังมีบันไดภายในที่เชื่อมต่อไปยังห้องชั้นสามได้อีกด้วย ที่นี่มีตะเกียงน้ำมันจุดให้แสงสว่างไว้โดยรอบจึงทำให้มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน ไป๋ซูหนี่นำหน้าจางซานเข้าไป และผายมือเชื้อเชิญให้เขานั่งบนเบาะฝั่งตรงข้าม ส่วนที่ตรงกลางระหว่างทั้งสองเป็นโต๊ะที่วางถาดชาซึ่งแกะสลักจากไม้เนื้อแข็งสีดำอย่างงดงาม เฒ่าแก่เนี้ยในชุดขาวยังคงไม่กล่าวอะไร แต่เธอเริ่มต้นด้วยการชงชาก่อนเป็นอันดับแรก เริ่มจากตรวจสอบอุณหภูมิของน้ำในกาต้มน้ำบนเตาถ่านขนาดเล็กด้านข้าง จากนั้นจึงเปิดฝาป้านชาตรงหน้าเพื่อเติมน้ำจากกาลงไปให้เต็ม ต่อด้วยหยิบป้านชามาเทน้ำร้อนลงไปในจอกชาที่วางหงายอยู่ทั้งสี่ใบจนน้ำหมดป้าน เพื่อเป็นการอุ่นจอกชาให้ร้อนอยู่ตลอดเวลา จากนั้นก็เปิดฝาป้านชา พร้อมกับนำใบชาแห้งที่เตรียมไว้พอดี ค่อยๆใส่ลงไปโดยใช้ช้อนไม้ด้ามยาวค่อยๆเกลี่ยลงไปจากที่ตักอย่างเบามือ ตามด้วยการเติมน้ำร้อนลงในป้านจนเต็มปริ่ม แล้วกดปิดฝาป้านให้แน่นจนน้ำล้นออกมา หลังจากนั้นก็ราดน้ำร้อนลงจนทั่วทั้งป้านชาเพื่อรักษาอุณหภูมิทั้งภายใน และภายนอกบ้านตลอดเวลา ไป่ซูหนี่ใช้เพียงนิ้วกลาง กับนิ้วโป้งจับหูป้านชา และใช้นิ้วชี้กดจุกที่ฝาเอาไว้จากนั้นก็ยกป้านรินน้ำชาราดลงบนรูปแกะสลักหินเต่ามังกร และคางคกคาบเหรียญที่อยู่บนถาดชาจนหมดทั้งป้าน การกระทำนี้นอกจากจะเป็นการล้างใบชาน้ำแรกทิ้งไปแล้ว ยังเป็นการใช้น้ำชานั้นเพื่อขอพรจากสัตว์มงคลทั้งสองให้ผู้ดื่มชามีอายุยืน และมั่งมีเงินทองอีกด้วย ไอน้ำฟุ้งกระจายขึ้นมาตัดกับแสงไฟสลัวพร้อมด้วยกลิ่นความหอมของใบชาที่ฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ให้บรรยากาศที่ผ่อนคลายกับจางซานเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นเฒ่าแก่เนี้ยก็เปิดฝาป้านชาอีกครั้ง และเติมน้ำลงไปจนปริ่มเช่นเดิม ปิดฝาป้านแล้วตามด้วยราดน้ำร้อนให้ทั่วป้านชาอีกครั้ง ในระหว่างนี้สตรีชุดขาวก็เทน้ำออกจากจอกชาทั้งสี่ใบก่อนหน้านี้ทิ้งไป แล้วกลับมาประคองป้านชาเพื่อรินชาหอมกรุ่นลงในจอกทั้งสี่ใบอีกครั้งหนึ่ง เป็นอันเสร็จพิธี แต่อย่างไรสำหรับชาวดินแดนสายน้ำมรกตจางซานยังคงรอตามมารยาท เขายังไม่รีบเข้าไปคว้าถ้วยชามาดื่ม หลังจากเฒ่าแก่เนี้ยวางป้านชาลงแล้วเธอก็เลื่อนจอกชาตรงหน้าหนึ่งใบไปหาชายหนุ่ม เป็นสัญญาณว่าเชิญดื่มได้แล้ว และเจ้าสำนักหยุนหลงก็ประคองจอกชาขึ้นมาจิบด้วยความสุภาพ ทางด้านของสตรีชุดขาวก็เช่นกัน เธอหยิบถ้วยชาต่อจากแขกขึ้นมาจิบตามไปด้วย พร้อมกับสายตาที่มองไปยังชายหนุ่มอย่างพินิจพิเคราะห์ ซึ่งตัวของจางซานเองก็สัมผัสได้ถึงสายตานั้น แต่ในครั้งนี้มันไม่ใช่ความเย็นยะเยือก แต่มันเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย และไม่อาจเข้าใจ“อะแฮ่มๆ ชาของโรงเตี๊ยมเสี่ยวหู่นี้รสเลิศยิ่งนัก ทั้งหอมทั้งสดชื่น อืม...แต่ว่าเฒ่าแก่เนี้ย หากท่านมีสิ่งใดจะชี้แนะ หรือขอคำปรึกษาจากข้าก็เชิญกล่าวมาเถิดขอรับ” บัณฑิตหนุ่มเริ่มกล่าวขึ้นก่อนเพื่อสลายความอึดอัดตรงหน้านี้“คนหนุ่มนี่ช่างใจร้อนจริงนะ บัณฑิตจางท่านคงรู้เรื่องคนที่แมวน้อยของข้าเสี่ยวหู่เคยเข้าไปออดอ้อน จากเหล่าจอมยุทธมาแล้วสินะ ข้าขอยืนยันเลยว่าทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจริง ตั้งแต่ข้าได้พบกับเสี่ยวหู่ชีวิตข้าก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และได้ทำตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จ มันคือแมวนำโชคจริงๆ” ไป๋ซูหนี่กล่าวขึ้นพร้อมกับลูบขนเจ้าแมวส้มบนตักของเธอที่ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไร“แล้วมันยังไงหรือขอรับ? ถ้าข้าเกิดโชคดีขึ้นมาจริงๆแล้วต้องจ่ายค่าตอบแทนท่านอย่างนั้นเหรอ?” ชายหนุ่มยังไม่เข้าในสิ่งที่สตรีชุดขาวต้องการจะสื่อ แต่สำหรับคนที่วิญญาณหลุดออกจากร่างแล้วย้อนเวลามาในอดีต พร้อมกับหนังสือจากอนาคตจะไม่ให้เชื่อเรื่องอภินิหารคงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน เขาจึงกระตือรือร้นกับเรื่องนี้เช่นกัน“ไม่ ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าแค่อยากเตือนท่านด้วยความหวังดี มนุษย์เราเมื่อได้รับโชคอันยิ่งใหญ่ ก็มักจะตามมาด้วยอุปสรรคใหญ่หลวงไม่ต่างกัน ในวันข้างหน้าไม่มีใครรู้ว่าท่านจะประสบพบเจอปาฏิหาริย์อันใด แต่ขอให้จงเตรียมพร้อมไว้ให้ดี ศัตรูมากมายจะตามรังควานท่านอย่างแน่นอน!” ไป๋ซูหนี่กล่าวออกมาด้วยแววตาตาจริงจังเป็นที่สุด“เอ๋!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”