เมื่อกลับมาถึงจวนสองนายบ่าวก็พากันตรงไปยังห้องครัวทันที ยามนี้หลินเฟยเซี่ยนรู้สึกคันไม้คันมือยิ่ง คล้ายๆ กับร้อนวิชาความรู้ที่ได้สั่งสมมานานในที่สุดวันนี้จะได้ลองใช้เสียที หญิงสาวฮัมเพลงเบาๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี หารู้ไม่ว่าการปรากฏกายของตนเป็เหตุให้กลุ่มบ่าวรับใช้ที่อยู่ในครัวต่างพากันลนลานจนทำอันใดมิถูก
หญิงสาวนำตระกร้าที่หิ้วมาไปวางไว้บนโต๊ะตรงมุมห้อง ก่อนจะเอ่ยสั่งบ่าวชายสองสามคนไปนำสุราและน้ำผึ้งป่าออกมา ผู้ถูกสั่งไม่รีรอรีบพากันไปเตรียมของโดยฉับพลัน
ผ่านไปราวๆ*หนึ่งจิบชา สิ่งที่นาง้าก็ถูกยกมาวางเรียงรายตรงหน้า หญิงสาวกอดอกพยักหน้าอย่างพอใจ
'จวนแห่งนี้มิธรรมดาเสียจริง แค่ไม่นานก็หาของมาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้'
นางนึกย้อนไปยังกิจวัตรเมื่อตอนเป็รติชายามว่างๆ นางมักจะเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตไปดูสูตรกลวิธีการทำเหล้าผลไม้ อาหาร ขนมต่างๆ รวมถึงวัตถุดิบในการทำอาหารแปลกๆ เสมอเพราะนางเป็คนชอบทำอาหารมาก ตอนเด็กๆ ตนมักจะชอบทำอาหารกับมารดาบ่อยๆ
เมื่อนึกได้เช่นนั้นหญิงสาวจึงอดรู้สึกวูบโหวงในใจมิได้ ไม่รู้ว่าทุกคนจะเป็อย่างไรกันบ้าง
นางยืนนิ่งอยู่ครู่นึงก่อนจะมีเสียงใสเอ่ยขัดขึ้น จนหญิงสาวหลุดออกจากภวังค์
"คุณหนูเตรียมสุรากับน้ำผึ้งมาเยี่ยงนี้ จะทำสิ่งใดหรือเ้าคะ"
"ข้าจะหมักสุราดอกท้ออย่างไรเล่า"
"สุราดอกท้อ..คุณหนูทำเป็หรือเ้าคะ!"
เด็กสาวมิเคยเห็นคุณหนูของตนทำสิ่งเหล่านี้มาก่อน จึงเผลอเอ่ยออกมาเสียงดัง
"มิเคยทำ เพียงแต่อ่านผ่านๆ ตามาบ้าง"
ผู้เป็นายยกยิ้มมุมปากหนึ่งทีให้กับเด็กสาวที่ทำหน้าตาตื่นตูมราวกับกระต่าย
"คุณหนู..แน่ใจหรือเ้าคะ"
ซูมี่ยังคงมิวายเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยท่าทางจริงจัง จนหลินเฟยเซียนเริ่มส่ายหัวเบาๆ ให้กับการไถ่ถามที่มากความของนาง
"เ้าจะกังวลไปใย ถ้าทำออกมาแล้วกินได้ก็ดียิ่ง แต่หากกินมิได้ก็เพียงแค่นำไปเททิ้งดีหรือไม่เล่า หึหึ"
ในที่ที่นางจากมาประโยคเช่นนี้ก็เป็ที่นิยมมิใช่น้อย เสียงแค่นหัวเราะนั้นทำให้ซูมี่ถึงกับส่ายหน้ารัว
"ถ้าเป็คุณหนูทำ..จะต้องออกมาดีแน่นอนเ้าค่ะ!"
"หึ เ้านี่ช่างรู้จักพูดนักนะเ้ากระต่ายน้อยของข้า"
นางกล่าวพลางเอื้อมมือไปยีหัวคนตัวเล็กเบาๆ อย่างเอ็นดู ด้วยความดีใจในสิ่งที่ผู้เป็นายแสดงออกกับตน เด็กสาวจึงเผยรอยยิ้มกว้างจนตาหยีออกมา
การกระทำของทั้งสองทำเอาสายตาหลายคู่ของบรรดาบ่าวในครัวพากันอ้าปากค้างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น
จู่ๆ คุณหนูแสนเกรี้ยวกราดมักจะชอบมาโวยวายตบตีแม่ครัวและสาวใช้ยามอาหารไม่ถูกปาก หรือแม้ยามอยากกินสิ่งใดแต่พวกเขาไม่อาจทำให้ทันใจนางได้ทันท่วงที ก็จะถูกลงโทษอย่างเลี่ยงมิได้
และเป็ที่รู้ๆ กันในหมู่บ่าวในครัวคือหลินเฟยเซียนมิชอบทำอาหารเพราะรังเกียจกลิ่นคาวกอปรกับสิ่งที่ทำให้ตนเองนั้นเปรอะเปื้อน
แต่บัดนี้เด็กสาวผู้นั้นกลับมายืนอยู่ในครัวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม อีกทั้งยังทำท่าทีเอ็นดูบ่าวรับใช้ของตนอย่างสนิมสนมอีก พวกเขาต่างมองหน้ากันสลับกับผู้เป็นายด้วยอาการสับสนคล้ายไม่เข้าใจ นางยังมิหายป่วยเช่นนั้นรึ
"อะแฮ่ม"
หลินเฟยเซียนกระแอมออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังถูกจับจ้อง จึงหันไปมองยังคนเ่าั้ ยามดวงตาคู่งามปรายตามองพวกบ่าวรับใช้ก็พากันสะดุ้งรีบหลุบตาลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มแยกย้ายกันไปคะละทิศละทางอย่างร้อนรนราวกับฝูงผึ้งแตกรังก็มิปาน
"ประเดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งไป!"
"เ้าคะ!/ขอรับ!"
แต่พอนางเพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจ ฝีเท้าหลายคู่พลันหยุดชะงักราวกับต้องมนตร์ พากันมารวมตัวอยู่ในห้องครัวอีกครั้งอย่างว่าง่าย
ในความทรงจำของร่างเดิม คนเหล่านี้เป็บ่าวที่ซื่อสัตย์ต่อผู้เป็นายของพวกเขาอย่างมาก ส่วนสตรีที่อยากจะมาพลีกายเป็สาวใช้อุ่นเตียงจนตัวสั่นให้หลินชุน
ยามเื่เข้าถึงหูหลินเฟยเซี่ยนก็มิอาจเก็บพวกนางไว้ให้ขวางหูขวางตาต่อไปได้ จึงทั้งตบตีและขับไล่นางเ่าั้ออกไปจากจวนจนหมดสิ้น โดยผู้เป็บิดามิได้ขัดอันใดในสิ่งที่บุตรสาวทำแม้แต่น้อย เพราะเขาเองก็มิชมชอบกริยาวาจาของสตรีเ่าั้เช่นกัน
แม้เหตุผลนี้พอเข้าใจได้อยู่บ้าง แต่บางครั้งการที่นางลงโทษบ่าวรับใช้ด้วยอารมณ์ส่วนตัวมันก็หาสมควรไม่
หลินเฟยเซียนลอบถอนหายใจให้กับการกระทำเอาแต่ใจของหลินเฟยเซี่ยนในอดีต
'เด็กสาวผู้นี้หาเื่กับผู้อื่นไปเรื่อยจนน่าหงุดหงิดเสียจริง'
หญิงสาวค่อยๆ เดินเยื้องย่างแต่ทุกฝีก้าวเต็มไปด้วยความมั่นคงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบรรดาคนรับใช้ ท่าทางสง่าดุจดั่งนางพญายิ่งพลอยทำให้บ่าวทั้งหลายสั่นสะท้านไปทั้งตัวเพราะกลัวจะถูกลงโทษอย่างเมื่อวันวาน
"พวกเ้าเป็บ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของจวนบิดาข้ามาเนิ่นนานนัก เมื่อก่อนนั้นข้าเอาอารมณ์ตนเองเป็ใหญ่ ทำเื่แย่ๆ กับทุกคนเอาไว้มากมาย เมื่อหวนคิดกลับไปแล้วตัวข้ารู้สึกผิดยิ่งนัก.."
"..."
"ดังนั้นตัวข้าหลินเฟยเซียนต้องขอโทษพวกเ้าทุกคนในทุกๆ ยามที่ผ่านมา..ข้าอนุญาตให้พวกเ้าโกรธเกลียดตัวข้าได้ เพราะสิ่งนั้นเป็สิทธิและความรู้สึกของพวกเ้า ข้ามิอาจบังคับผู้ใดได้"
คำพูดเหล่านี้หญิงสาวล้วนพูดแทนหลินเฟยเซียนทั้งสิ้นเพราะอย่างไรร่างนี้ก็เป็คนบอกให้นางใช้ชีวิตแทนตนเองแล้ว ดังนั้นนางจะต้องเริ่มจากทำให้ผู้อื่นอภัยและเลิกเจ็บแค้นร่างนี้เสียก่อน เพราะต่อไปหญิงสาวก็มิอยากอาศัยอยู่ในจวนที่เต็มไปด้วยศัตรูมากมายของร่างเดิมเช่นกัน
"พวกบ่าวอยู่กับมารดาของคุณหนูมาั้แ่ท่านยังได้เพียงสามหนาว..รู้ว่าท่านยังเล็กจึงได้วู่วามในบางครา พวกเราหาได้โกรธท่านไม่เ้าค่ะ"
แม่ครัวที่ดูจะาุโที่สุดเอ่ยขึ้น แม้หญิงสาวพอจะรู้สึกได้ว่ามีบางคนมิเห็นด้วยกับสิ่งที่แม่ครัวพูด แต่อย่างน้อยนางก็เบาใจลงได้หลายส่วนเพราะสิ่งที่สมควรบอกกล่าวก็ได้เอ่ยออกไปแล้ว
"ขอบคุณ ข้ารับปากว่าต่อจากนี้จะมิทำตัวเอาแต่ใจเฉกเช่นผ่านๆ มา"
'นางขอบคุณพวกข้างั้นรึ!'
คำพูดชัดถ้อยชัดคำกอปรกับน้ำเสียงแฝงไปด้วยความมั่นคงของผู้เป็นายได้เป็ที่ประจักษ์แก่สายตาแล้ว พวกเขาเบิกตากว้างราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
นี่ใช่คุณหนูที่แสนเกรี้ยวกราดของพวกตนจริงๆ งั้นรึ!
นางสังเกตมองใบหน้าหลากหลายอารมณ์ของกลุ่มคนตรงหน้า บ้างก็ซาบซึ้ง บ้างก็แปลกใจ ใ สับสน และบ้างก็มิเชื่อ แต่นางหาได้สนใจไม่เพราะจิตใจมนุษย์เรานั้นยากแท้ที่จะคาดเดาได้
"เอาล่ะพวกเ้ามีสิ่งใดก็ไปทำเถิด ข้าเพียงแค่มายืมครัวเท่านั้นมิต้องกลัว"
"เ้าค่ะ/ขอรับ"
ทุกคนก้มโค้งน้อยๆ ตอบรับนางแล้วต่างพากันแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนอีกครั้งอย่างโล่งใจ
กระซิก กระซิก
แต่แล้วสายตาของหญิงสาวก็จำต้องสะดุดให้กับเสียงใสของร่างเล็กข้างๆ กายที่คล้ายกำลังร่ำไห้อยู่
"หืม เ้าเป็อันใดกันซูมี่"
"บ่าว..บ่าวมีความสุขเ้าค่ะ"
เด็กสาวตอบพลางยกแขนเสื้อขึ้นมาซับน้ำตาตนเองเบาๆ หลินเฟยเซี่ยนอดหนักใจกับสาวใช้ผู้นี้มิได้จริงๆ นี่นางกำลังเลี้ยงเด็กห้าหนาวอยู่หรืออย่างไร
"มีความสุขถึงขนาดร้องไห้เลยรึเด็กโง่"
"เ้าค่ะ"
กระซิก กระซิก
"เช่นนั้นข้าว่าอาจจะต้องหาผู้อื่นมาช่วยแทนเ้าเสียแล้วกระมัง เพราะข้ามิชอบเด็กขี้แย"
เมื่อเห็นเด็กสาวมิยอมหยุดยั้งเม็ดน้ำตาเสียที นางจึงต้องใช้คำเยาที่แฝงไปด้วยคำขู่นิดๆ ซึ่งมันก็ได้ผลนางรีบเช็ดน้ำตาทันควันจนใบหน้าขาวนวลเริ่มเปลี่ยนเป็รอยแดง
"ไม่นะเ้าคะ บ่าวหยุดร้องแล้วเ้าค่ะ!"
เมื่อมองกริยาซูมี่ที่แลดูตลกเป็อย่างมากจนนางขำพรืดออกมาคล้ายจะแกล้งทำหน้าจริงจังไว้ไม่อยู่เสียแล้ว
"เ้าเป็กระต่ายรึไรถึงชอบทำจมูกย่นนัก เช่นนั้นก็มาช่วยข้าหมักสุราเถิดประเดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน"
เด็กสาวพยักหน้ารับหงึกๆ แล้วยืนตัวตรงรอฟังคำสั่งจากผู้เป็นายอยู่เงียบๆ ราวกับทหาร พอล้างมือเสร็จหลินเฟยเซียนก็สั่งซูมี่นำชามใหญ่ใส่ดอกท้อที่ยีไว้พร้อมกับผสมน้ำผึ้งลงไปตามลำดับ จากนั้นนางจึงเทสุราลงไปผสมให้เข้ากันอีกครั้งนึง โดยการกระทำเ่าั้ของทั้งสองเป็ที่น่าสนอกสนใจของบรรดาสาวใช้และแม่ครัวเป็อย่างมาก
"คุณหนูขอรับ นายท่านให้บ่าวมาตามขอรับ!"
ระหว่างที่หลินเฟยเซี่ยนกำลังยุ่งอยู่กับการหมักสุรา จู่ๆ พ่อบ้านฮุ่ยก็รีบร้อนเดินเข้ามา
"ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านพ่อ้าพบข้าเพราะเหตุใด"
นางเพียงเอ่ยถามอีกฝ่ายแต่มือยังคงง่วนอยู่กับของตรงหน้าอย่างขะมักเขม้น
"บ่าวมิทราบได้ขอรับ แต่ท่านแม่ทัพเยี่ยก็อยู่ด้วยขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นใจหญิงสาวพลันกระตุกวูบ หยุดสิ่งที่กำลังทำลงโดยไม่รู้ตัว
"พวกเขาอยู่ที่ใด"
"ห้องทำงานคุณท่านขอรับ"
หลินเฟยเซียนยกยิ้มหนึ่งครั้งราวกับล่วงรู้ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง นางเดินไปล้างมือและมิลืมที่จะหันไปสั่งสาวใช้ที่ยืนดูตน
"พวกเ้าช่วยกันกรอกสุราที่ข้าหมักเสร็จกลับลงไปในไหตามเดิม จากนั้นจึงเก็บไหสุราไว้ในที่แห้งและเย็นเข้าใจใช่หรือไม่"
นางย้ำท้ายประโยคเหล่าสาวให้รีบพยักหน้ารับรัว
"เ้าค่ะๆ"
นางให้ซูมี่อยู่ครัวต่อเพื่อคอยตรวจดูว่าทุกอย่างเป็ไปตามที่นางสั่งไว้หรือไม่ นางรับคำอย่างว่าง่าย
"เช่นนั้นเราไปกันเถิดพ่อบ้านฮุ่ย"
เมื่อสั่งการเสร็จนางจึงตรงไปยังเรือนใหญ่พร้อมพ่อบ้านฮุ่ยทันที
ระหว่างทางนางเอาแต่เหม่อลอยพลันในหัวรู้สึกน้อยใจชะตา เหตุใดเวลาแห่งความสุขของตนช่างผ่านไปรวดเร็วนัก
'แม่ทัพเยี่ยเหวินฝูบิดาของเยี่ยซีห่าวมาหาท่านพ่อรึ ถ้าเพียงแค่มาหาท่านพ่อใยจึงต้องเรียกนางไปพบกัน คงมิได้มาเยี่ยมว่าที่ลูกสะใภ้หรอกกระมัง'
"เฮ้อ"
นางถอนหายใจออกมาอย่างไม่เก็บอาการเพียงแต่หามีผู้ใดสังเกตเห็นไม่ ในที่สุดก็มาถึงเรือนใหญ่เสียที นางจึงเก็บสีหน้าและอารมณ์ทั้งหมดลง
เมื่อพ่อบ้านฮุ่ยเปิดประตูนางจึงเริ่มก้าวเข้าไปในห้องทำงานของบิดาพลันรู้สึกถึงเหงื่อที่เริ่มผุดออกมาจากฝ่ามือเล็กั้แ่ยามใดมิรู้
เมื่อเข้ามานางก็ลอบสังเกตเห็นชายร่างกำยำมีหนวดเคราปะปรายใบหน้าแฝงไปด้วยความน่าเกรงขามซึ่งต่างจากหลินชุนเล็กน้อย บุรุษผู้นี้คงจะเป็เยี่ยเหวินฝู มิแปลกใจที่เป็ถึงแม่ทัพใหญ่ของแคว้นฉินช่างดูน่ากลัวยิ่ง
แม่ทัพผู้นี้แม้จะดูสุขุมแต่รู้เลยว่าวาจาเกี้ยวสตรีต้องมิธรรมดาเป็แน่เหมือนอย่างในซีรี่ย์ที่นางเคยดู คงจะมีเมียเป็ร้อยคนแล้วกระมัง เมื่อคิดได้เช่นนั้นหญิงสาวก็ขำในใจ
"เฟยเซียนคารวะท่านพ่อ คารวะท่านแม่ทัพเยี่ยเ้าค่ะ"
เสียงหวานเอื้อนเอ่ยเรียบดุจดั่งสายน้ำพร้อมย่อตัวคาราวะคนทั้งสองที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะกลางห้อง กริยาที่นอบน้อมดึงดูดสายตาของเยี่ยเหวินฝูเป็อย่างมาก เพราะั้แ่รู้จักนางมาเด็กน้อยมักชอบพรวดพราดเข้ามาเป็ส่วนใหญ่หาได้เคารพตนเช่นนี้ไม่
"มาแล้วหรืออาเฟยมานั่งข้างพ่อมา"
"เ้าค่ะ"
หญิงสาวรับคำแล้วเดินมานั่งเก้าอี้ข้างๆ ผู้เป็บิดาอย่างอ้อยอิ่ง นางััได้ว่าั้แ่ตนเข้ามาในห้องจนบัดนี้เยี่ยเหวินฝูก็ยังจ้องนางมิเลิก เมื่อรู้สึกเช่นนั้นนางจึงเงยหน้าพลันสบตาคมของอีกฝ่ายกลับไป โดยมิได้มีอาการหวาดหวั่นใดๆ เยี่ยเหวินฝูยกยิ้มราวกับพอใจบางอย่าง หลินเฟยเซียนสงสัยกับอากัปกริยาของเขาเล็กน้อยแต่ก็มิได้กล่าวอันใด
"เ้าจำคนผู้นี้ได้หรือไม่ลูกพ่อ"
เมื่อเห็นว่าผู้ที่ถูกเชิญมาแล้ว หลินชุนจึงเริ่มเปิดประเด็นเอ่ยปากถามบุตรสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ
"พ่อบ้านฮุ่ยบอกลูกแล้วเ้าค่ะ ว่าแม่ทัพเยี่ยอยู่กับท่านพ่อด้วย เช่นนั้นท่านผู้นี้คือแม่ทัพเยี่ยเหวินฝูใช่หรือไม่เ้าคะ"
นางยิ้มน้อยๆ สายตาแต่ยังคงจับจ้องคนตรงหน้า เพียงแต่ดูเหมือนนางจะเอ่ยอันใดผิดกระมัง จู่ๆ เยี่ยเหวินฝูที่คราแรกมีสีหน้าอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดขึ้นมาพลันหันไปหาสหายของตน
"นี่ใช่สิ่งที่เ้าจะบอกข้าก่อนหน้านี้หรือไม่อาชุน"
"เฮ้อ..อย่างที่เ้าเห็น อาเฟยนั้นมีอาการหลงลืมไปบ้าง ข้าเคยให้ท่านหมอหยินมาตรวจอีกครั้งแล้วเขาบอกว่ามิมีพิษตกค้างอยู่แล้ว เพียงแต่ผลที่หลงลืมอาจเป็เพราะความเ็ปในจิตใจที่ต้องรับมือกับพิษ นางอาจจำต้องใช้เวลา"
หลินชุนถอดถอนใจก่อนจะตอบสหายรักของตน มิต่างจากเยี่ยเหวินฝูที่แววตาฉายแววกังวลเช่นกัน
"แล้วเ้าจำบุตรชายของลุงได้หรือไม่หลานรัก"
นางเอียงคอเล็กน้อยอย่างมิรู้ตัว นั่นยิ่งทำให้ผู้พบเห็นทั้งสองอดเอ็นดูมิได้
"..."
"คนที่อยู่กับพ่อที่ศาลาวันนั้นอย่างไรเล่าอาเฟย"
เมื่อไร้เสียตอบใดๆ จากนาง หลินชุนที่เข้าใจบุตรสาวดีจึงเอ่ยสมทบขึ้นมาอีกคน
ความจริงที่นางเงียบไปเป็เพราะกำลังหวนนึกถึงเหตุการณ์ยามที่มายังที่แห่งนี่ครั้งแรก มันมีบาง่ในความทรงจำที่ขาดหายไป นางก็จำมิได้เช่นกันว่ามีผู้ใดบ้างอยู่ที่ศาลา
ทุกวันนี้นางก็มิต่างกับคนความจำเสื่อมจริงๆ เพราะถ้าเกิดไม่ได้เห็น ได้ยินชื่อหรือััสิ่งใดที่ร่างนี้คุ้นเคยเสียก่อน ความทรงจำของหลินเฟยเซียนคนเก่าก็จะยังคงไม่ปรากฏออกมาให้เห็นเช่นกัน
"ขออภัยเ้าค่ะถ้าเป็คุณชายเยี่ยซีห่าวบุตรชายของท่านข้าจำมิได้จริงๆ"
"แล้วใยเ้าจึงจำชื่อของเขาได้เล่า"
เยี่ยเหวินฝูเริ่มมีความแคลงใจว่าเด็กสาวตรงหน้าอาจจะกำลังโกหกหรือเรียกร้องความสนใจจากบุตรชายของตนก็เป็ได้ จึงเอ่ยเสียงเย็นแฝงไปด้วยอำนาจพลางพินิจท่าทางของเด็กสาว
"ท่านพ่อกับสาวรับใช้ข้างกายข้าเป็ผู้บอกเ้าค่ะ ใช่หรือไม่เ้าคะท่านพ่อ"
แต่หลินเฟยเซี่ยนกลับตอบออกมาทันทีโดยหาได้เกรงกลัวเขาแม้แต่น้อยพลางหันไปหาบิดาตน
"อืมข้าบอกนางเอง"
"ข้าขออภัยท่านแม่ทัพที่ข้าจำมิได้จริงๆ หาได้เสแสร้งแกล้งทำไม่เ้าค่ะ"
หญิงสาวเอ่ยเสียงละห้อยพลันก้มหน้างุดราวกับกำลังเสียใจ เมื่อเห็นดังนั้นเยี่ยเหวินฝูจึงรีบพูดขัดขึ้นพร้อมกับหัวเราะ
"มิต้องกังวลๆ ข้าว่าเดี๋ยวเ้าก็จำได้เองหลานข้า"
"เ้าค่ะท่านแม่ทัพ"
นางเริ่มเงยหน้ามายิ้มให้ทั้งสองอีกครั้ง แต่ในใจนั้นอยากตอบพวกเขากลับไปอีกอย่าง
'รอต่อไปเถิดข้าเดาได้เลยว่าผ่านไปนานเพียงใดตนก็จำมิได้หรอก หึหึ เ้าแม่ทัพบ้าอำนาจเอ้ยกล้ามาหาว่าข้าเสแสร้งรึ'
"ใยจึงเอ่ยนามข้าราวกับเป็คนไกลเช่นนั้น เรียกว่าท่านลุงเหมือนแต่ก่อนเถิด"
เมื่อได้ยินคำเรียกที่ระคายหู เยี่ยเหวินฝูจึงเอ่ยบอกหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่พอใจนัก
"ขออภัยเ้าคะ...ท่านลุง"
"เอาล่ะ มาคุยเื่สำคัญที่ทำให้เ้ามาหาข้ากับบุตรสาวถึงที่นี่เถิดอาเยี่ย ลูกพ่อเ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าพ่อเรียกเ้ามาเพราะเหตุใด"
"ลูกมิทราบได้เ้าค่ะ"
นางตอบหลินชุนไปด้วยท่าทางที่ใสซื่อกอปรกับกระพริบตาปริบๆ ถึงแม้จริงๆ แล้วนางพอจะเดาได้ก็ตามว่าเป็เื่ใด คงมิพ้นเื่หมั้นที่บิดาตนเคยบอกไว้เป็แน่
"เื่งานหมั้นอย่างไรเล่าหลานรัก เ้าพร้อมหรือไม่"
"พร้อมสิ่งใดรึเ้าค่ะ"
เมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่นางคิดนั้นถูกต้องแต่ก็มิอาจหายใจหายคอได้คล่องอย่างที่เคย
"ก็มาอยู่ในจวนข้าในฐานะลูกสะใภ้อย่างไรเล่า ฮ่าๆ"
เมื่อได้ยินเยี่ยเหวินฝูถามมาด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดีจนนางขนลุกซู่
'โอ้ชิท! นี่นางหูฝาดไปหรือไม่อะไรจะรวดเร็วถึงเพียงนี้ คิดว่าจะได้ออกไปท่องโลกกว้างเสียหน่อย ถ้าเป็เช่นนั้นก็เหมือนมีภาระสิ ยิ่งยุคสมัยเช่นนี้ถ้าแต่งงานไปคงมิต่างอันใดจากนักโทษที่ต้องอยู่แต่ในจวนหรอกรึ นางมิยอมแน่'
"ท่านพ่อเ้าคะ"
จากแววตาที่ใสซื่อในคราแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ขึ้งขังยากที่จะคาดเดา
นางหันไปมองผู้เป็บิดาราวกับ้าสอบถามอีกฝ่ายเป็นัยๆ เมื่อเห็นดังนั้นหลินชุนก็พอจะเข้าใจเจตนาของนาง เขาจึงยกมือขึ้นมาลูบศรีษะบุตรสาวแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ไม่ว่าเ้าจะตอบอันใด พ่อล้วนยอมรับในการตัดสินของเ้าอาเฟย"
เขารู้ว่านางอยากแต่งเข้าจวนเยี่ยมาโดยตลอด แม้จะรู้ใจของเยี่ยซีห่าวดี แต่เพื่อความสุขของบุตรสาวอันเป็ที่รักเขาจำต้องยอมรับ ผิดกับความคิดของหลินเฟยเซียนในตอนนี้
ในหัวของนางเพียงแค่อยากหาทางออกให้พ้นจากวังวนเหล่านี้เท่านั้น เมื่อได้ยินผู้เป็บิดาบอกเยี่ยงนั้นนางก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย นางลอบพ่นลมหายใจเบาๆ แล้วเอ่ยกับเยี่ยเหวินฝู
"ซูมี่เล่าให้ข้าฟังแล้วว่าก่อนความทรงจำบางส่วนของข้าจะหายไป ข้าได้ทำเื่เสื่อมเสียในสิ่งที่สตรีมิควรกระทำ.."
สิ้นเสียงหวานภายในห้องก็เกิดความเงียบงันไปชั่วขณะ นางเว้นประโยคที่จะกล่าวไปชั่วอึดใจนึงแล้วเอ่ยต่อ
"..เช่นการวางยาปลุกกำหนัดบุตรชายของท่าน"
บุรุษทั้งสองเริ่มรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็ต้องประคองใบหน้าที่เรียบนิ่งเพราะ้ารู้ว่าเด็กสาว้าจะกล่าวสิ่งใดต่อกันแน่
เมื่อไร้สีหน้าใดๆ ของผู้ที่นั่งอยู่อีกฝั่งหลินเฟยเซียนจึงกล่าวต่อไป
"ข้าขอถามท่านสักคำถามได้หรือไม่เ้าคะ หลังจากที่ข้าได้ทำเื่ไร้ยางอายเยี่ยงนั้น ท่านลุงยังอยากให้บุตรชายแต่งกับสตรีเยี่ยงข้าอยู่อีกรึเ้าคะ"
คำพูดของนางทำผู้เป็บิดาใมิใช่น้อยแต่เขาเพียงเอื้อมมือไปตบหลังมือบุตรสาวเบาๆ ราวกับเป็การให้กำลังใจ
"ข้ารู้ว่าเ้าทำไปเพราะรักอาห่าวมานานหลายปีเ้าจึงวู่วาม อย่ากังวลไปเลยข้ามิใช่ผู้ที่คิดเล็กน้อยเช่นนั้น"
นางอุตส่าห์หยิบยกสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดมาเป็หัวข้อสนทนาเพราะคิดว่าอย่างไรสิ่งนี้อาจจะทำให้หลินเฟยเซียนหลุดพ้นออกจากพันธนาการได้ แต่ไฉนใยจึงตอบออกมาหน้าตายคล้ายคนถูกปิดหูปิดตาเยี่ยงนั้นกัน! นี่จะหาทางเอานางเข้าไปในกรงของตนเองให้ได้เลยรึไร
"แล้วอย่างไรเ้าคะ คุณชายเยี่ยหาได้มีใจต่อหลานไม่ ท่าน..ลุงโปรดตรองดูอีกครั้งเถิดเ้าค่ะ"
แต่แค่คำพูดเช่นนั้นหาได้ทำให้หลินเฟยเซียนยอมแพ้ไม่ ดวงตาของเยี่ยเหวินฝูเริ่มไหววูบ เมื่อก่อนตอนเขาคุยเื่งานหมั้นนางจำต้องเผยกริยาเนียมอาย แต่มาบัดนี้กลับจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เรียบนิ่งราวกับสายน้ำ
เขาเคยพบเจอผู้ที่มีความทรงจำหายไปมาบ้าง เพียงแต่นิสัยใจคอยังคงเหมือนดั่งเช่นเคย แต่ใยนิสัยของเด็กสาวผู้นี้กลับแปรเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคนได้มากถึงเพียงนี้กัน
บรรยากาศในห้องที่เงียบสงัดชวนกดดันรวมถึงสายตาคมที่จับจ้องมายังหลินเฟยเซี่ยนแต่นางหาได้มีอาการใดๆ ไม่ เพราะในที่ที่จากมานางก็ตั้งยี่สิบแปดแล้ว
เยี่ยเหวินฝูจ้องมองเด็กสาวที่ยังคงฉายแววตาแฝงไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกหนึ่งที่อ่านได้ยากยิ่งก็รู้สึกประหลาดใจ มิคิดมาก่อนว่าเด็กสาววัยปักปิ่นผู้นี้ จะสามารถรับแรงกดดันของเขาได้ดีถึงเพียงนี้ เขารู้สึกเริ่มพึงพอใจและใคร่รู้ว่าว่าที่สะใภ้ของตนผู้นี้จะทำอันใดจึงได้พูดเื่ที่ตนทำลงไปโดยไร้ความรู้สึกอับอายเพียงนี้
"เ้าอยากให้ลุงทำสิ่งใด"
เขายิ้มกว้างให้นางอย่างไม่รู้ตัว โดนหารู้ไม่ว่าคำตอบของเด็กสาวจะทำให้เขายิ้มมิออก
"หลานอยากให้ท่านลุงถอนหมั้นระหว่างข้ากับบุตรชายของท่านเ้าค่ะ"
"เฟยเซียน!/อาเฟย!"
สิ้นเสียงหวานเยี่ยเหวินฝูกับหลินชุนต่างก็เอ่ยเรียกนางออกมาด้วยน้ำเสียงที่ใและแฝงไปด้วยโทสะ ผิดกับหญิงสาวที่ยังคงนั่งยืดหลังตรงแววตาแน่วนิ่งไม่ไหวติงใดๆ
..............................................
*หนึ่งจิบชา = 5 นาที