เวลาสิบวัน จะว่ายาวก็ไม่ยาว จะว่าสั้นก็ไม่สั้น
กู่เฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น จับจ้องเทพัที่ก่อตัวขึ้นจากค่ายกล พยายามจัดวางค่ายกลตามโครงสร้างที่ปรากฏอยู่บนพื้นผิวของเทพั
โครงสร้างของค่ายกลแห่งนี้เป็รูปแบบค่ายกลระดับหนึ่งที่ต่ำที่สุด แต่ความยากในการหยั่งรู้นั้นกลับเทียบเท่าได้กับระดับสอง การให้มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มฝึกบำเพ็ญเพียรมาจัดวางค่ายกลระดับนี้นับว่าโหดร้ายเกินไปแล้ว
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่จะต้องหยั่งรู้และจัดวางค่ายกลทั้งหมดในที่นี้ให้ออกมาให้ได้ภายในเวลาสิบวัน
ในตอนแรกกู่เฟิงเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างไม่หยุดยั้ง หลังจากผ่านไปครึ่งวัน สีหน้าของเขาก็ค่อย ๆ กลายเป็เคร่งเครียด
เพราะเขาใช้เวลาครึ่งวันเต็มในการศึกษาค้นคว้าค่ายกลแห่งนี้ แต่กลับไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย
"ตอนอยู่ด่านแรกข้าทำให้หินหยกทดสอบะเิออก ยังคิดว่าเป็เพราะพร์ของข้าแข็งแกร่งเกินไป หรือว่าเป็เพราะพร์ของข้าอ่อนด้อยเกินไปจึงทำให้มันะเิกันแน่?"
กู่เฟิงถอนจิตออกจากสภาวะหยั่งรู้ เขามองดูเทพัและไป๋เฟิ่งที่ก่อตัวขึ้นกลางอากาศด้วยความรู้สึกท้อแท้อย่างบอกไม่ถูก
ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใด เขารู้สึกว่าตนเองมองค่ายกลเหล่านี้ออกอย่างชัดเจน และมีความรู้สึกอยากจะจัดวางค่ายกลออกมา
แต่กลับรู้สึกอยู่เสมอว่าขาดอะไรบางอย่างไป ทำให้เขาไม่มีความคืบหน้าเสียที
ฟู่...
สภาวะจิตใจของกู่เฟิงนั้นมั่นคงเป็อย่างมาก เขาไม่ได้สั่นคลอนความมั่นใจเพียงเพราะความพ่ายแพ้ชั่วคราว
เขาพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา หลังจากปรับสภาพจิตใจให้ผ่อนคลายลง ก็เข้าสู่สภาวะการบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง เพื่อหยั่งรู้และจัดวางค่ายกล
ภายนอกค่ายกลทดสอบ ราชันเซียนเฝินเทียนมองดูกู่เฟิงที่กำลังหยั่งรู้ค่ายกลด้วยสีหน้าที่มืดครึ้มลงเรื่อย ๆ
จากศักยภาพที่กู่เฟิงแสดงให้เห็นในด่านแรก ตามหลักแล้วในการทดสอบพร์ด่านที่สอง เขาควรจะมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วถึงจะถูก
แม้กระทั่งตอนที่กู่เฟิงก้าวเข้าไปในค่ายกล เขาก็ยังครุ่นคิดอยู่เลยว่า กู่เฟิงจะใช้ความเร็วมากเพียงใดในการผ่านการทดสอบด่านที่สอง
เขาคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่า กู่เฟิงที่แสดงศักยภาพฝืนลิขิตฟ้าออกมาในด่านแรก จนถึงขั้นทำให้หินหยกทดสอบะเิออก จะต้องมาพบกับความพ่ายแพ้ย่อยยับในการทดสอบด่านที่สอง
การหยั่งรู้ที่ยาวนานถึงครึ่งวัน กลับไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลย!
ราชันเซียนเฝินเทียนนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใด ยังคงจับจ้องมองกู่เฟิงต่อไป
เวลาล่วงเลยผ่านไปทีละน้อย ไม่นานนัก วันแรกก็ผ่านพ้นไป
ส่วนกู่เฟิงก็ยังคงไร้ซึ่งความคืบหน้าใด ๆ เช่นเดิม
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้กู่เฟิงรู้สึกว้าวุ่นใจ และเริ่มเกิดความสงสัยในพร์ด้านค่ายกลของตนเองขึ้นมา
และทำให้ราชันเซียนเฝินเทียนเริ่มจะนั่งไม่ติดแล้วเช่นกัน
กู่เฟิงใช้เวลาไปหนึ่งวันเต็ม แต่กลับไม่มีความคืบหน้าในการหยั่งรู้ค่ายกลเลยแม้แต่น้อย พร์ด้านค่ายกลเช่นนี้ช่างอ่อนด้อยเกินไปจริง ๆ
ด้วยพร์ด้านค่ายกลที่กู่เฟิงแสดงออกมา อย่าว่าแต่การผ่านการทดสอบเลย การจะได้กลายเป็ปรมาจารย์ค่ายกลหรือไม่นั้นก็ยังเป็ปัญหา
การได้คนเช่นนี้มาสืบทอดมรดก... ทำเอาเขาอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียดีกว่า
เขาเฝ้ารอแล้วรอเล่า รอคอยมานานนับหมื่นปีเต็ม คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้รอจนพบกับผู้สืบทอดที่มีพร์ด้านค่ายกลอ่อนด้อยจนน่าใจหายเช่นนี้!
"เดิมทียังคิดว่าศักยภาพในด่านแรกของเขาน่าตื่นตะลึง เวลาที่ใช้เปิดใช้งานเนตรดาราสีแดงก็แสนสั้น เป็อัจฉริยะด้านค่ายกลที่หาตัวจับยากในโลกหล้า ผลสุดท้ายกลับกลายเป็โชคชะตาเล่นตลกเช่นนี้ไปได้"
ราชันเซียนเฝินเทียนทอดถอนหายใจออกมาลึก ๆ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ฝึกตนที่มีศักยภาพแข็งแกร่ง พร์ก็มักจะไม่ค่อยอ่อนด้อยไปสักเท่าใดนัก
สถานการณ์ของกู่เฟิง จัดว่าเป็กรณีพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง
"เดี๋ยวก่อน!"
"เนตรดารา... จริงสิ เขาเบิกเนตรดาราแล้วหรือยัง?"
ราชันเซียนเฝินเทียนตบหน้าขาตนเองดังฉาด จู่ ๆ ก็นึกถึงปัญหาที่สำคัญมากขึ้นมาได้
เขารีบหันไปมองหน้าผากของกู่เฟิง เมื่อเพ่งสายตามองดู เขาก็แทบจะกระอักเืคำโตออกมาด้วยความคับแค้น
กู่เฟิงยังไม่ได้เบิกเนตรดาราจริง ๆ ด้วย!
เนตรดาราคือหัวใจสำคัญในการจัดวางค่ายกลของปรมาจารย์ค่ายกล
มันสามารถทำหน้าที่เชื่อมต่อกับปราณิญญาฟ้าดิน ควบคุมกลิ่นอายของค่ายกล และทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันกับตนเองได้
กู่เฟิงยังไม่ได้เปิดใช้งานเนตรดารา ต่อให้พร์ด้านค่ายกลของเขาจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็เป็ไปไม่ได้ที่จะจัดวางค่ายกลออกมาได้!
ผู้ฝึกตนที่ก้าวเข้ามาในค่ายกลัขดก่อนหน้านี้ ล้วนเป็ปรมาจารย์ค่ายกลที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับค่ายกลมาอย่างยาวนาน ย่อมต้องรู้เื่พื้นฐานที่สุดอย่างการเปิดเนตรดาราอยู่แล้ว
กู่เฟิงเป็เพียงมือใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มต้น ไม่มีผู้ใดคอยชี้แนะ ประกอบกับการทดสอบที่ค่อนข้างตึงเครียด จึงลืมเื่เนตรดาราไปเสียสนิท
"อะแฮ่ม ๆ เ้าหนู เนตรดาราของเ้ายังไม่ได้เปิดใช้งาน"
กู่เฟิงที่กำลังกระวนกระวายเมื่อได้ยินเสียงส่งจิตของราชันเซียนเฝินเทียนที่แฝงความจนปัญญาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเกาหัวด้วยความกระดากอาย
"ข้าลืมเปิดเนตรดาราไปได้อย่างไรกัน!"
กู่เฟิงตบหน้าผากตนเองเบา ๆ หากไม่ใช่เพราะราชันเซียนเฝินเทียนช่วยเตือนสติ เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้เมื่อใด
"มิน่าเล่า ข้าถึงรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป ดูเหมือนว่าสิ่งที่ขาดไปก็คือการใช้เนตรดารานี่เอง"
กู่เฟิงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ เขาโคจรคัมภีร์ควบคุม์ และพยายามเปิดเนตรดาราที่ซ่อนอยู่บนหน้าผาก
แสงสีแดงเข้มจาง ๆ แผ่ซ่านออกมาจากหน้าผากของเขา
ดวงตาลักษณะคล้ายดวงดาวดวงหนึ่งผุดขึ้นมาจากิั สาดประกายแสงระยิบระยับ แสงสีแดงนั้นดูลึกลับแปลกประหลาด ราวกับดวงดาวที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากธารดาราอันกว้างใหญ่ไพศาล ทันทีที่มันปรากฏขึ้น ก็ทำให้กู่เฟิงรู้สึกกระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที ค่ายกลโบราณที่สะท้อนอยู่ในเนตรดารา พลันกลายเป็เื่ง่ายดายขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ
เขารู้สึกว่าแม้กระทั่งลมหายใจของตน ก็ยังมีจังหวะที่ประสานเป็หนึ่งเดียวกับค่ายกลโบราณที่จำแลงกายเป็เทพั
เขาลองจัดวางค่ายกลดูอีกครั้ง เพียงแค่ลงมือ ปราณิญญาฟ้าดินในบริเวณโดยรอบก็พุ่งทะลักเข้ามาอย่างบ้าคลั่งราวกับถูกเสียงเพรียกหา
กลิ่นอายค่ายกลอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจากสองมือของเขา เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบอึดใจ ชิ้นส่วนของค่ายกลโบราณก็ปรากฏขึ้นมา
เมื่อกู่เฟิงเห็นเช่นนั้นก็ดีใจเป็ล้นพ้น เขาควบคุมปราณิญญาฟ้าดินต่อไปเพื่อจัดวางค่ายกล
หนึ่งเค่อผ่านไป ค่ายกลโบราณแห่งหนึ่งก็ลอยเด่นขึ้นมาจากมือของเขา ภายใต้การควบคุมของเขา มันจำแลงกายเป็รูปลักษณ์ของเทพั โบยบินขึ้นสู่สรวง์
ปัง! ปัง! ปัง!
เมื่อเทพัทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เทพัทั้งหมดของค่ายกลแห่งนี้ก็ะเิออกราวกับฟองสบู่ กลายเป็จุดแสงเรืองรองหลอมรวมเข้ากับค่ายกล และเลือนหายไปในโลกที่กู่เฟิงอาศัยอยู่
"ที่แท้ค่ายกลเหล่านี้ก็ง่ายดายถึงเพียงนี้ ลองค่ายกลนี้ดูบ้างดีกว่า"
กู่เฟิงหยั่งรู้ค่ายกลโบราณเทพัได้สำเร็จ ความมั่นใจก็พุ่งทะยานขึ้น เขาเบนสายตาไปที่ไป๋เฟิ่ง เนตรดาราสีแดงสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงความเร้นลับของค่ายกลแห่งนี้ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะลงมือจัดวางค่ายกล
หนึ่งเค่อต่อมา
ปัง! ปัง! ปัง!
ไป๋เฟิ่งที่โบยบินอยู่เต็มท้องฟ้าพากันะเิออก แปรเปลี่ยนเป็แสงดาราสลัว ๆ ก่อนจะสลายหายไปในอากาศ
"ฮ่า ๆ เอาอีก!"
กู่เฟิงแหงนหน้าหัวเราะร่า ก่อนจะหยั่งรู้ค่ายกลอื่น ๆ ต่อไป
มีเพียงเสียงะเิดังกึกก้องสลับกันไปมาภายในค่ายกลทดสอบ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ค่ายกลจำแลงกายออกมา ค่อย ๆ ลดจำนวนลงท่ามกลางเสียงะเิอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานนัก กระบี่ศักดิ์สิทธิ์และหอกั์สีดำเ่าั้ ก็เลือนหายไปเช่นเดียวกัน
ค่ายกลทดสอบที่กู่เฟิงยืนอยู่นั้นว่างเปล่า เหลือเพียงเขาอยู่เพียงลำพัง
ฟุ่บ!
ภายในค่ายกลที่เขาอยู่ ความว่างเปล่าเหนือศีรษะพลันฉีกขาดออก เผยให้เห็นผนังมิติอันขาวบริสุทธิ์ กลิ่นอายแห่งความว่างเปล่าอันปั่นป่วนบ้าคลั่งพวยพุ่งออกมา
ไม้เท้าสีแดงที่แขวนลอยอยู่เหนือค่ายกลทดสอบบินออกมาด้วยตัวเอง พุ่งตรงไปยังกู่เฟิง
"เพียงหนึ่งชั่วยามก็สามารถทำลายการทดสอบที่ข้าวางเอาไว้ได้ พร์เช่นนี้แข็งแกร่งมากทีเดียว แม้แต่ไม้เท้าเทวะไท่ชูก็ยังวิ่งออกมายอมรับนายด้วยตนเอง"
ราชันเซียนเฝินเทียนพึมพำกับตนเอง สายตาที่มองไปยังกู่เฟิงเต็มไปด้วยความตกตะลึงที่ไม่อาจปิดบังได้
ตูม!
กลิ่นอายของไม้เท้าเทวะไท่ชูที่ไม่ได้ััมาเนิ่นนาน พัดกระหน่ำออกมาจากค่ายกลทดสอบ ทำให้ราชันเซียนเฝินเทียนรู้สึกราวกับอยู่ในความฝันที่ได้หวนคืนสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
เขาหนีจากแดนภูตผีมายังแดนั ทิ้งมรดกสืบทอดเอาไว้ เฝ้ารอคอยมานานนับหมื่นปีเต็ม ในที่สุดก็ได้รอจนพบกับผู้สืบทอดของตนเอง
"หลอมรวม!"
ภายในค่ายกลทดสอบ กู่เฟิงคว้าไม้เท้าเทวะไท่ชูที่พุ่งเข้ามาหาตัวเอาไว้หมับ ท่ามกลางความประหลาดใจและดีใจ เขาก็ไม่ลืมที่จะหลอมรวมมัน
ของสิ่งนี้คืออาวุธเซียนในตำนาน ความยากในการหลอมรวมนั้นสูงลิบลิ่ว โชคดีที่มันยอมรับนายด้วยความสมัครใจ การหลอมรวมจึงง่ายดายขึ้นมาก
อาวุธเซียนในระดับนี้ จิติญญาอาวุธที่ถือกำเนิดขึ้นมาย่อมมีสติปัญญาไม่ด้อยไปกว่ามนุษย์
หากกู่เฟิงไม่ได้แสดงพร์ด้านค่ายกลที่แข็งแกร่งมากพอออกมา ไม้เท้าเทวะไท่ชูก็คงไม่มีทางยอมรับเขาเป็นาย ต่อให้ราชันเซียนเฝินเทียนจะบีบบังคับก็ไม่มีประโยชน์
แต่กู่เฟิงได้แสดงพร์ด้านค่ายกลอันฝืนลิขิตฟ้าถึงขีดสุดออกมา ด้วยสัญชาตญาณที่ชื่นชมในความแข็งแกร่ง ประกอบกับการอนุญาตของราชันเซียนเฝินเทียน มันจึงยอมรับเขาเป็นายด้วยความเต็มใจ
กู่เฟิงใช้เวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม จึงสามารถหลอมรวมไม้เท้าเทวะไท่ชูได้สำเร็จ
ไม้เท้าเล่มนี้ คือของวิเศษสูงสุดที่ปรมาจารย์ค่ายกลปรารถนาจะได้พบเจอแต่ก็ยากที่จะไขว่คว้ามาครอง การไม้เท้าเทวะไท่ชู จะช่วยให้การจัดวางค่ายกลง่ายดายขึ้นมาก อีกทั้งอานุภาพในการควบคุมค่ายกลก็จะยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวไม้เท้าเทวะไท่ชูเองก็ยังมีพลังโจมตีที่น่าหวาดกลัวมากอีกด้วย
การที่กู่เฟิงได้รับของวิเศษชิ้นนี้มา ย่อมเท่ากับว่าเขามีไพ่ตายซ่อนเร้นเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งใบ เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตความเป็ความตาย ก็จะมีไพ่ตายไว้รักษาชีวิตหรือแม้แต่พลิกสถานการณ์กลับมาสังหารศัตรูได้!!
ครืน ครืน!
เมื่อกู่เฟิงผ่านการทดสอบ ค่ายกลทดสอบแห่งนี้ก็พังทลายลง สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
โลกเบื้องหน้าของกู่เฟิงพลันสว่างไสวขึ้น และเขาก็มองเห็นโครงกระดูกสีทองร่างหนึ่ง
นี่คือร่างไร้ิญญาที่ตายมานานกว่าพันปีแล้ว แต่กระดูกยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์ ย่อมเห็นได้ชัดว่าก่อนตายคนผู้นี้มีตบะบารมีที่แข็งแกร่งมากเพียงใด
"นั่นมัน..."
หางตาของกู่เฟิงเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่าง สายตาหยุดอยู่ที่มือขวาของโครงกระดูกสีทอง
โครงกระดูกร่างนั้นยังคงกำเศษหยกโบราณที่แตกหักไว้ในมืออย่างแ่า ต่อให้จะตายมานานกว่าพันปี จนเหลือเพียงโครงกระดูกแล้ว ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ!