“กราบพระบาทเจ้า หาได้มีร่องรอยของโขลงช้างป่าไม่พระเจ้าข้า...แม้แต่รอยตีนเพียงรอยเดียว หรือขี้ช้างใหม่สักก้อนก็มิปรากฏให้พบเห็น ป่าทั้งป่าเงียบเชียบดุจป่าเฮว(ป่าช้า) เห็นทีไอ้พรานกะเหรี่ยงผู้นั้น มันจักสมอ้างเอาความเท็จมากราบทูล! หนองน้ำนั้นมีอยู่จริง แต่กลับไม่มีรอยเท้าสัตว์แม้แต่น้อย ราวกับว่าในน้ำนั่นมีพิษ หรือมีสัตว์ร้ายแอบแฝงซ่อนกายอำพราง อย่าพูดถึงช้าง แม้แต่พวกกวางหรือหมูป่า ก็ไม่มีปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย”
คำรายงานนั้น เปรียบเสมือนลมหนาวที่พัดผ่านกาย ขุนหลวงอินทร์ถวายมิได้ทรงกริ้วโกรธจนเสียกิริยา พระองค์เพียงกระตุกยิ้มที่มุมปาก ยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องขนลุกชัน ทรงรับรู้ได้ในทันทีว่านี่เป็นกับดัก ที่เจ้านางจันทร์แดงแลท้าวเสือฟ้าผู้เป็นบิดา ได้สร้างมันขึ้นเพื่อให้พระองค์ต้องตกเป็นเหยื่อ แลพวกมันเป็นผู้ล่า
“ดี...ในเมื่อพวกมันอยากเล่นละครฉากใหญ่ กูก็จักแกล้งโง่เล่นตามน้ำไปสักครา” ขุนหลวงตรัสเบา ๆ กับพญาพรหมเสกอนุชา “สั่งการลงไป…ให้ทุกคนทำทีเป็นเตรียมของแลอุปกรณ์อันจำเป็น เตรียมการพิธีคล้องช้างให้เอิกเกริกตั้งแต่ตะวันทอแสง อย่าให้พวกมันสงสัยจนไหวตัวทัน ครานี้หากจะจับพวกมัน ก็ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา กูจักหั่นหัวพวกมันทั้งเจ็ดชั่วโคตรเซ่นผีเจ้าให้สิ้น!”
ในขณะที่ขุนหลวงอินทร์ถวายทรงหมายมั่นที่จะซ้อนแผน พญาพรหมเสกกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางสิ่ง มากระตุกความรู้สึกในใจตน ความรู้สึกเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อครั้งต้องสูญเสียเจ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง
เหงื่อเย็น ๆ ซึมตามไรผม เพราะตามแผนที่ตกลงกันไว้นั้น เมื่อถึงเวลาฤกษ์ยามที่กำหนด พระองค์ต้องแบ่งกำลังส่วนหนึ่ง ทำทีเกิดปัญหาแล้วแยกขบวนออกไป เพื่อตามไปสมทบกับทัพของเจ้ามาลาแห่งเวียงดงหวาย แบ่งกำลังแยกไปจับกุมตัวแม่เจ้าเกสรยังเวียงสรวง แลอีกส่วนก็บุกไปจับกุมตัวเจ้าบ่าวชราแห่งเวียงทุ่งหลวง กลางขบวนรับตัวเจ้าสาว กลับมาสำเร็จโทษยังสุวรรณโคมคำ
ความวิตกจริตกัดกินใจของพญาพรหมเสกอย่างหนัก ด้วยยามนี้แผนการในเรื่องช้างเผือก เห็นทีจักมิง่ายดายเช่นดั่งที่คิดไว้ แถมกลางป่าดงดำ ยังต้องทิ้งให้เจ้ามหาชีวิตขุนหลวงอินทร์ถวาย เผชิญปัญหาแต่เพียงลำพังอีก สถานการณ์เยี่ยงนี้ ทำให้พญาพรหมเสกถึงกลับคิดไม่ตก ห่วงคนเวียงสรวงก็ห่วงนัก ห่วงคนตรงนี้ก็หนักหนา ทุกเหตุการณ์ล้วนสำคัญจนมิอาจวางใจออกห่างได้ทั้งสิ้น
“พี่ท่าน?” นานแล้วที่ไม่ได้ยินเจ้าพรหมเสกเรียกขานพระองค์เช่นนี้ ด้วยมันยึดขนบยิ่ง
ขุนหลวงอินทร์ถวายหันมามองหน้าน้องชายต่างมารดา ที่ยามนี้ในสองตาของมัน เต็มไปด้วยความกังวลใจ
“ในเมื่อช้างนั้นไม่มีจริง เหตุใดพระองค์ไม่จัดการไอ้พรานกระเหรี่ยงผู้นั้นเสีย แล้วยกทัพคืนกลับเวียง ดูไปแล้วมันกับไอ้สองนักฆ่าที่เรากุมตัวมาแต่เวียงชัย เห็นที่จะเป็นพวกหมู่อันเดียวกัน”
คำพูดที่เอ่ยออกมา ทำให้ขุนหลวงอินทร์ถวายทรงรับรู้ได้ทันที ว่าอนุชาผู้นี้กำลังคิดถึงสิ่งใด “ท้าวเสือฟ้า หมายมั่นนั่งเมืองสุวรรณโคมคำมานานแล้ว หากจัดการแค่ไอ้กะเหรี่ยง มันก็ไม่จบสิวะไอ้พรหม ไอ้พรานผู้นี้มันก็แค่หมาที่พวกมันเลี้ยงไว้ใต้ถุนเรือน จักตี…กูคงไม่ตีแค่หมา แต่กูจักเอาเลือดหัวนายมันด้วย”
“แต่พี่ท่าน ต้องเผชิญศึกที่มองไม่เห็น ดงดำแห่งนี้เร้นลับนัก บอกตามตรง ข้าใจคอไม่ดีเลยหนา”
“อย่าห่วงกูพรหมเสก แม้นกูจักดวงตกแต่ก็มิถึงฆาต คราวหามคราวเคราะห์จักอยู่แห่งหนใด ก็หลีกหนีมิพ้นดอก มิสู้เผชิญกับมันให้จบสิ้นไปมิดีกว่าฤา มึงเองก็ไปจัดการตามแผนที่กูวางไว้เถิด หากไอ้ขุนหลวงชรานั่นมันขัดขืน ก็กุดหัวมันเสียที่เวียงสรวง จักได้มิต้องให้เลือดมันมาแปดเปื้อนแผ่นดินเรา แลหากกลับไปถึงสุวรรณโคมคำก่อนกู กูคงต้องฝากฝังมึงให้ดูแลวังเวียง รวมทั้งการศึกเมืองปาวแลทุ่งหลวงแทนกูไปก่อนหนา”
คำตรัสนั้นแลเสมือนคำฝากฝัง ที่พญาพรหมเสกไม่อยากได้ยิน
พญาพรหมเสกยังคงนั่งเงียบเคียงข้างพี่ชาย ที่เกิดห่างกันแค่เพียงแค่ห้าเดือน แต่ตนน้อมรับให้พระองค์เป็นพี่ด้วยเป็นผู้ลืมตาดูโลกก่อนตน พญาพรหมเสกทรงมองดูเจ้ามหาชีวิตขุนอินทร์ถวาย ที่กระทำพิธีโธงอาคม(ป้องกัน) อันเป็นวิชาโบราณ ที่สืบทอดส่งต่อให้เฉพาะกับศิษย์ผู้ที่อาจารย์หมายตาเลือกไว้เท่านั้น บรรยากาศด้านนอกเงียบสงบ มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดปีกขับร้อง พญาพรหมเสกหันหน้าออกด้านนอกพลับพลา มองดูแสงดาวแสงจันทร์ปล่อยให้ใจล่องลอยไปไกล
“พรหมเสก…รับไปนี่กูให้มึง…” ขุนหลวงอินทร์ถวายออกจากพิธีโธงอาคม ยื่นส่งผ้าเคียนหัวให้แก่น้องชาย “ส่วนผืนอื่นก็จงเอาไปแจกจ่ายให้แก่ทุกคนเถิด ต่อให้ทุกคนมีของดีแลอาคมของตนติดกาย แต่เรื่องนี้ย่อมกันไว้ดีกว่าแก้ แลสิ่งที่เรากำลังจักได้เจอ ก็ไม่แน่ว่าจักแก้ไขสิ่งใดได้หากมันเข้าตัวกุมงำขวัญหัว”
พญาพรหมเสกรับเอาผ้ามนต์คาถามาเก็บไว้หนึ่งผืน แลผืนอื่นทรงมอบต่อให้หมื่นมั่นอิงนำไปแจกจ่ายตามพระประสงค์
ตกดึกครูบาช้างได้เรียกเอาเชือกบาศ[39]จากช้างต่อทุกตัวมา แล้ววางเรียงเป็นแถวเป็นกอง ตัวครูบาช้างนอนตรงกลางหันหัวนอนไปทางเชือกบาศ ปลายเบื้องตีนนอน ให้ทุกคนมาร่วมกันก่อสุมไฟกองใหญ่ สุดปลายแถวขวาแลซ้าย ให้หมอช้างมานอนข้างละหนึ่งคน เมื่อเบื้องหัวนอนตรงปลายกองเชือก จะสุ่มไฟกองเล็กทั้งซ้ายแลขวา โดยใช้หมอช้างคนที่เหลือเป็นผู้ก่อไฟขึ้น
ยามจักโยนเอาท่อนฟืนเติมใส่เชื้อไฟ ก็ให้ตั้งจิตอธิษฐานถึงครูประกำ ให้อำนาจแห่งครูปกป้องคุ้มครองปลอดภัย ส่วนหมอช้างคนอื่น จะแยกย้ายไปนอนกับช้างต่อของตน ไม่เว้นแม้กระทั้งเจ้ามหาชีวิต ที่ครานี้ทรงเลือกใช้ช้างต่อนามว่ากบูร(งาม) ส่วนพญาพรหมเสกใช้เจ้าพลายชัยศึกคู่บุญที่ทุกงานก็เป็นมัน
คืนแรกทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุเภทภัยใดมากล้ำกลาย รุ่งเช้าฟ้ายังบ่แจ้งดี เจ้ามหาชีวิตก็รับสั่งให้รื้อถอนพลับพลาเสีย
“นับแต่นี้เข้าสู่พงไพร ภายในเจ็ดวันหากไม่พบโขลงช้างที่ไอ้พรานกะเหรี่ยงผู้นี้เอ่ยถึง ก็ให้ถือเสียว่าช้างเหล่านั้นไม่มีอยู่จริง ผู้ใดทูลคำเท็จต่อกู ให้จับกุมมันผู้นั้นแลพรรคพวก ไปกดถ่วงน้ำของเสียให้สิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งท้าวเจ้าพญาหัวเมืองใดก็ตาม ที่รู้เห็นต่อเรื่องเท็จในครั้งนี้”
สิ้นคำตรัส พรานกะเหรี่ยงผู้นำทาง ก็ดูมีทีท่าเคร่งเครียดจนเห็นได้ชัด มันแลคนติดตามเพียงไม่กี่ตัวคน ในยามนี้ต่อให้คิดอยากหนีก็หนีไม่ได้ คิดอยากตายก็ไม่มีที่ให้ตายเช่นกัน คนของพันแก้วลูน ติดตามกองช้างหลวง อันทำหน้าที่เป็นช้างต่อ ราวกับผู้คุมที่คอยสอดส่ายสายตาจับจ้องมองดูทุกคน ชนิดไม่ให้คลาดสายตา เช่นนี้แล้วจักมีทางใดให้หนีได้อีกเล่า
[39] เชือกบาศ: อุปกรณ์สำหรับจับช้างป่า มีลักษณะเป็นเชือกที่ถักหรือฟั่นอย่างหนาแน่น (มักทำจากหนังควายสดเช่นเดียวกับเชือกประกำ) โดยนำมาทำเป็นบ่วงสอดไว้ที่ปลายไม้คันจาม (ไม้ไผ่ยาวที่หมอช้างใช้ถือ) เมื่อควานช้างไสช้างต่อเข้าประชิดช้างป่า จะใช้ไม้คันจามยื่นบ่วงบาศนี้ไปคล้องเข้าที่เท้าหน้าหรือเท้าหลังของช้างป่า เมื่อช้างก้าวเท้าบ่วงจะรูดรัดแน่นทันที
บรรยากาศรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อขบวนช้างต่อย่างกรายลึกเข้าไปในดงทึบ แสงตะวันรอนที่ควรสอดประสานผ่านแมกไม้ กลับถูกบดบังด้วยหมอกเหมยพิสดาร ความหมองหม่นลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ทั้งที่เป็นหน้าแล้ง แดดเผาจนดินควรจะแตกระแหงแลทับถมด้วยซากใบไม้แห้ง แต่บัดนี้ไอบรรยากาศกลับเย็นเยียบและชื้นแฉะขึ้นมาอย่างประหลาด
ยิ่งไสช้างเดินหน้า กลิ่นสาบสางที่มิใช่กลิ่นสัตว์ป่าทั่วไป ก็เริ่มโชยมาตามลม มันเป็นกลิ่นดินเน่าคละคลุ้งกับกลิ่นดอกไม้ป่าที่เหม็นจนน่าสะอิดสะเอียน ต้นไม้ใหญ่รอบกายมีรูปทรงบิดเบี้ยวราวกับคนยืนร่ายรำในท่วงท่าที่แสนจะทรมาน เถาวัลย์พันเกี่ยวกันหนาแน่น คล้ายตาข่ายดักจับวิญญาณ เสียงนกป่ากระรอกกระแตที่เคยขานรับกัน จู่ ๆ ก็เงียบเสียงไป มีเพียงเสียงฝีเท้าช้างที่กระทบไปบนใบไม้แห้ง ซึ่งในยามนี้กลับดังผิดปกติ…เหมือนดั่งว่ามีกองทัพผี กำลังเดินขนานข้างไปกับขบวนขององค์อินทร์ถวายเวลาผ่านไปก่อนอาทิตย์ตกดิน กลุ่มทหารที่ไปกับพรานกะเหรี่ยงก็กลับมาถึงพลับพลา นายทหารคนสนิทรีบคลานเข่าเข้ามาหมอบกราบแทบพระบาทภายในพลับพลาที่ประทับ แววตาของมันฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด มันมองไปทางไอ้พรานกะเหรี่ยงที่แยกเดินไปยังที่พักตน ก่อนจะกระซิบรายงานด้วยเสียงที่แผ่วเบา
อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH