เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    เล่มที่4 ตอนที่ 119 : เจ้ใหญ่อีกคนหนึ่ง

            เอลการ์เด้นคือสถานที่จัดงานระดับไฮคลาสในเมืองจงไห่ มันถูกออกแบบสไตล์อิตาเลี่ยนโกธิค

            สิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจากที่อื่นคือต้นไม้พืชพันธุ์อันเขียวขจีบริเวณโดยรอบคล้ายสวนพฤกษาขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลากว่าสิบนาทีกว่าจะไปถึงประตูทางเข้า

            โดยปกติแล้วสถานที่แห่งนี้ต่างมีนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและนักการเมืองใช้เป็นที่พูดคุยหารือเรื่องสำคัญและเป็นความลับ

            แต่วันนี้มีบอดี้การ์ดยืนเฝ้าระวังตามสถานที่ต่างๆ มากกว่าปกติ แต่ละคนมีหน้าที่เคร่งขรึมบึ้งตึงกำลังมองรถของแขกที่มาในงานอย่างเย็นชา

            รถAston Martin สีดำคันหนึ่งขับอย่างช้าๆเข้าไปในลานจอดรถมีรถหรูเรียงรายเต็มไปหมด

            เสี่ยวจ้าวในเวลานี้สลัดคราบของบาร์เทนเดอร์มาพร้อมกับชุดสูทสุดเท่ ลงมาจากรถตรงเข้าไปเปิดประตูหลัง

            รองเท้าส้นสูงคริสทัลโผล่ออกมาจากประตูรถหรู พร้อมด้วยชุดราตรียาวสีแดงดำค่อยๆปรากฏสู่สายตาแขกภายในงาน

            คืนนี้หญิงสาวขี้เบื่อมาในสไตล์เจ้าหญิงทรงเสน่ห์ที่สูงส่งเกินอาจเอื้อม

            เฉียงเวยเป็นแขกสำคัญในงานคืนนี้และยังเป็นจักรพรรดินีโลกใต้ดินที่สำคัญของเขตตะวันตก แขกที่นี่ต่างรู้จักเธอไม่กี่ปีที่ผ่านมาแก๊งหนามแดงเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนไม่ด้อยไปกว่าพันธมิตรตะวันตกเลย เฉียงเวยที่เป็นผู้นำของกลุ่มจึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ

            ทันทีที่ปรากฏตัวความงามของเธอก็ทำให้ชายหนุ่มทั้งหลายไม่อาจละสายตาไปได้ไม่มีใครคาดคิดว่าสาวงามคนนี้จะเป็นหนึ่งในหัวหน้ามาเฟียในโลกใต้ดิน

            "พี่เฉียงเวยทำไมพี่หยางยังไม่มาอีกละครับ" เสี่ยวจ้าวดูนาฬิกาก่อนเอ่ยถาม

            เฉียงเวยถอนหายใจเบาๆแล้วหันกลับไปกวักมือเรียก คนที่อยู่ในรถอีกคน

            เฉินหรงที่สวมชุดเจ้าหญิงสีขาวธรรมดาเดินออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำแม้ว่าเธอจะไม่ได้มีเสน่ห์มากมายเหมือนอย่างเฉียงเวยแต่ก็มีเอกลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์เธอก้มหน้าเดินออกมาจากรถอย่างเอียงอาย

            "หรงหรงเธอน่ารักจริงๆ อย่าตื่นเต้นไปเลย" เฉียงเวยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม

            เฉินหรงรวบรวมความกล้าเมื่อเธอเงยหน้ามองสายตาชื่นชมของคนรอบข้างที่มองมาแล้ว เธอก็สงบจิตใจได้บ้าง

            "มานี่แล้วบอกเสี่ยวจ้าวทีซิว่าทำไมพี่ใหญ่ของเธอยังไม่มาอีก"เฉียงเวยกล่าว

            เฉินหรงร้อง"อา"ก่อนกะพริบตา กล่าวอย่างไม่มั่นใจว่า "หรือเป็นเพราะพี่หยางไม่ต้องการให้มันเด่นเกินไป?"

            เฉียงเวยพยักหน้าอย่างพอใจแล้วหันไปบอกกับเสี่ยวจ้าวว่า

            "นายเห็นไหม?หรงหรงเด็กกว่านายตั้งเยอะ เธอยังเข้าใจเลยนายอยากให้ฉันโมโหหรือไง?"

            เสี่ยวจ้าวยิ้มเจื่อนๆกล่าวว่า "แต่พี่หยางบอกว่าจะมาไม่ใช่เหรอครับทำไมตอนนี้ถึงยังไม่เห็นวี่แวว? "

            "เขาบอกจะมาแสดงว่าเขาจะต้องมาอย่างแน่นอน เราเข้าไปกันก่อนเถอะ"

            "เจ้ใหญ่ด้วยพวกเราสามคนรวมทั้งพี่หยางที่ยังมาไม่ถึงพวกเราจะอยู่รอดปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนจริงๆ เหรอครับ"เสี่ยวจ้าวถามขึ้นอย่างกังวล

            "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดอย่าไปคิดมากนักเลย"

            ได้ยินดังนั้นเสี่ยวจ้าวก็งุนงงหนักกว่าเก่าเข้าไม่เข้าใจความหมายในคำเหล่านั้น จึงเดินเข้าไปถามเฉินหรงที่กำลังมองไปรอบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            "หรงหรงที่พี่เฉียงพูด เธอหมายความว่ายังไงเหรอ?"

            เฉินหรงแกล้งถอนหายใจเหมือนผู้ใหญ่

            "พี่เสี่ยวจ้าวอะไรที่ควรรู้ พี่ก็จะรู้เอง ส่วนอะไรที่พี่ไม่รู้ ก็ไม่ต้องไปอยากรู้อะไรหรอก..."เฉินหรงบอกกับเสี่ยวจ้าว จากนั้นก็ไม่สนใจเขาอีกต่อไป

            "ทำไมมีเจ้ใหญ่ตรงนี้อีกคน..."เสี่ยวจ้าวถอนหายใจอย่างขมขื่น

            เมื่อเดินเข้ามาในห้องโถงกว้างขวางที่มีโคมไฟระย้าคริสทัลสดใสส่องสว่างจนเหมือนตอนกลางวันอากาศที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นเครื่องดื่มค็อกเทล และน้ำหอมคละคลุ้ง

            ขนมหวานแสนอร่อยและผลไม้ถูกจัดวางอย่างสวยงามเป็นระเบียบที่ด้านข้างบริกรหนุ่มสาวต่างเดินเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มอยู่รายล้อม

            ที่นี่เป็นงานเลี้ยงพบปะกันระหว่างมาเฟียตะวันตกและตะวันออกโดยคนของฝั่งตะวันตกมีมากกว่าเหล่าหัวหน้าของฝั่งตะวันตกต่างพูดคุยกับคู่ค้าทางธุรกิจถูกกฎหมายอย่างสนุกสนาน

            เมื่อเฉียงเวยปรากฏตัวขึ้นเธอก็ดึงดูดสายตาของทุกคนทันที ใบหน้าของแต่ละคนมีทั้ง ประหลาดใจ เกลียดชังตัณหาราคะ และอีกหลากหลายอารมณ์ แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปทักทาย

            หลายคนได้ยินข่าวลือมาว่าเฉียงเวยถูกยิง แต่เมื่อเห็นท่าทางอันปกติของหญิงสาวแล้วพวกเขาก็ลืมข่าวลือนั้นไปในทันที

            อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีคนสงสัยว่าเฉียงเวยกล้าเข้ามาในงานเลี้ยงของพันธมิตรตะวันตกโดยไม่มีบอดี้การ์ดได้อย่างไรและซ้ำยังนำสาวสวยคนหนึ่งมาด้วย หลายคนต่างคิดไปในทางเดียวกันว่าเธอประมาทเกินไปหรือเปล่า?

            ขณะนั้นเองชายในชุดบริกรก็เดินไปยังเฉียงเวยพร้อมกล่าวว่า

            "ท่านหญิงสุดสวยขอรับเป็นเกียรติอย่างยิ่งหากท่านจะรับแชมเปญสักแก้ว"

            เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเฉียงเวยก็รู้ได้ทันที เพราะเป็นหยางเฉินเองที่กำลังคือถาดแก้วแชมเปญอยู่!

            เฉียงเวยหยิบแก้วแชมเปญขึ้นมาพร้อมเผยรอยยิ้มอันพร่างพราว และพูดขึ้นว่า

            "นี่มันเซอร์ไพรซ์ในตำนานนี่นา?ทำไมคุณถึงกลายมาเป็นบริกรได้?"

            "เนื่องด้วยเวลาที่จำกัดและมันก็ไม่สะดวกสำหรับผมด้วยที่จะเข้ามาพร้อมกับพวกคุณดังนั้นผมจึงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะเข้ามาในนี้โดยไม่ต้องต่อสู้โชคดีที่ผมเจอเจ้าของชุดนี้กำลังไปทิ้งขยะเข้าพอดี"

            "พี่หยางพี่ดูสบายใจจังนะ พวกเราจะประสาทกินกันหมดแล้ว แต่พี่กลับมาที่นี่เหมือนมาเล่นๆ!"เสี่ยวจ้าวศรัทธาสลายไปในทันที

            ทันใดนั้นเองหยางเฉินก็มองไปที่เสี่ยวจ้าวด้วยรอยยิ้มซุกซน

            "เสี่ยวจ้าวถอดเสื้อออก!"

            "อะไรนะครับ"เสี่ยวจ้าวเผยสีหน้า ไม่อยากจะเชื่อ

            "ฉันอยากสลับเสื้อผ้ากับนาย"หยางเฉินกะพริบตาให้เสี่ยวจ้าว

            เสี่ยวจ้าวไม่อาจต่อต้านหยางเฉินได้เพราะเฉียงเวยที่ยืนอยู่ด้านหลังส่งสัญญาณให้เขาสลับชุดเสียแล้ว

            คล้ายกับไม่อาจหลบหนีชะตากรรมของบริกรไปได้เสี่ยวจ้าวแสดงสีหน้าไร้เดียงสา และเช็ดน้ำตาอย่างน่าสมเพช เขาตามหยางเฉินไปที่ลับตาคนทันที

            "เสื้อพวกนี้เหมาะกับพี่เสี่ยวจ้าวที่สุด"เฉินหรงกล่าวอย่างซุกซน

            หยางเฉินไม่คิดว่าเฉียงเวยจะนำเฉินหรงมาที่นี่ด้วยถ้าเธอรับความกดดันและความโหดร้ายในวันนี้ไม่ไหวหยางเฉินก็ไม่รู้จะไปเจอหน้าเฉินป๋อยังไง!

            "เฉียงเวยลูกรักในที่สุดลูกก็มาจนได้"

            เสียงหยิ่งยโสดังขึ้นเขาจำได้อย่างแม่นยำว่ามันคือเสียงของซีถูหมิงซื่อ

            ซีถูหมิงซื่อสวมเสื้อโค้ตตัวยาวคล้ายสุภาพบุรุษชาวอังกฤษ ด้วยท่าทางที่ดูสุขุม และเด็ดเดี่ยวตามมาด้วยบอดี้การ์ดส่วนตัวของเขา

            ข้างๆซีถูหมิงซื่อคือชายรูปร่างเตี้ยในชุดสูทสีดำ เขาดูสูงวัยกว่าซีถูหมิงซื่อ หน้าตาไม่จัดว่าดี แต่ก็ไม่ถือว่าแย่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาดูเหมือนกับซอมบี้ที่เพิ่งคลานขึ้นมาจากหลุม

            เห็นดังนั้นเฉียงเวยก็หุบยิ้มลงทันที

            "ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเมื่อสองหรือสามปีก่อน ฉันบอกคุณไปแล้วว่าฉันไม่ใช่ลูกสาวของคุณอีก"

            ซีถูหมิงซื่อไม่ได้โกรธกลับกันเขาพูดขึ้นอย่างอบอุ่นว่า

            "พ่อจะทำอย่างนั้นได้ยังไงเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ถ้าเป็นวันธรรมดามันอาจไม่เป็นอะไรแต่ลูกพูดกับพ่อแบบนั้นต่อหน้า ผู้ใหญ่คนอื่นๆ มันดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่นะลูก"

            การทักทายของพ่อลูกทำให้งานเลี้ยงดูตื่นเต้นขึ้น แขกหลายคนต่างพากันฟังพวกเขาพูดคุยกัน

            เฉียงเวยไม่ได้พูดอะไรเธอหันไปคุยกับชายร่างเตี้ยอย่างยิ้มแย้มว่า

            "คุณเป็นผู้นำของตงซิ่งกรุ๊ปโจวกวางเหนียนงั้นหรือคะ?"

            โจวกวางเหนียนโบกมืออย่างสุภาพคล้ายลุงในหนังเอวีญี่ปุ่น

            "ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คุณเฉียงเวยจำผมได้ แต่ว่าผมไม่ได้เป็นผู้นำของตงซิ่งกรุ๊ปมานานหลายปีแล้วตอนนี้ผมเป็นแค่ประธานบริษัทเท่านั้น ยินดีที่ได้พบคุณนะครับ"

            เจ้าพ่อมาเฟียตะวันออกถ่ายทอดเจตนารมณ์ที่ชัดเจนอย่างมากมาก ว่าพวกแกกับข้ามันคนละระดับกัน!

    คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน