เล่มที่ 3 บทที่ 23
ภายในเขตแอ่งกระทะด้านบนปล่องภูเขาไฟ ไอน้ำจำนวนมากพวยพุ่งออกจากรูตามพื้นพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินจะแยกออก หยางอี้กลายเป็นใบหน้าขาวซีดทันที หัวใจเต้นสั่นระรัว นี่ไม่ใช่ความตื่นเต้นแต่เป็นความวิตกกังวล แรงกดดันที่ส่งออกมาจากปล่องภูเขาไฟนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยเพียงสัมผัสกับมันก็ทำให้ผิวหนังชายหนุ่มร้อนผ่าวราวกับจะไหม้เกรียม หยางอี้จ้องมองไปยังปล่องภูเขาไฟที่เริ่มปริแตกเล็กน้อย พื้นหินที่ชายขอบเริ่มร่วงลงสู่ด้านล่างทีละน้อย ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ“ส เสี่ยวเฮย เจ้าแน่ใจว่าเอาอยู่ใช่ไหม”“เอ่อ........ คิดว่างั้นนะ”เสียงเล็กแหลมของเสี่ยวเฮยที่พูดออกมานั้นไม่ได้ทำให้หยางอี้ใจชื้นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ต้องเรียกว่าทำให้กำลังใจตกวูบลงเสียมากกว่า “นั่นมันตัวอะไรกัน”หยางอี้กล่าวออกมาเสียงสั่นๆ เมื่อมองไปยังร่างใหญ่ยักษ์สีแดงสดที่ค่อยๆโผล่ขึ้นมาอย่างช้าๆ ลำตัวยาวเหยียดสีแดงมีลายคาดทองค่อยๆโผล่ขึ้นมา จนส่วนหัวของมันเริ่มปรากฏพ้นขอบปล่องภูเขาไฟขึ้นมา ดวงตากลมโตสีทองที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจจ้องมองมายังหยางอี้อย่างเพ่งพินิจ หยางอี้มองไปยังหัวที่เหมือนอสรพิษสีแดงอันน่าเกรงขามเบื้องหน้าโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง ดวงตาสีทองดวงใหญ่ตัดกับผิวหนังสีแดงเพลิงอย่างน่าเกรงขาม ด้านบนหัวของมันยังมีเขานูนขึ้นมาเล็กๆ ทำให้ชายหนุ่มไม่มั่นใจนักว่ามันคืออสรพิษหรือมังกรกันแน่ “เป็นลูกหลานของเจ้านั่นนี่เอง ถึงว่าทำไมมันไม่เกรงกลัวข้า”หยางอี้มองไปยังเสี่ยวเฮยด้วยความสงสัย ทว่าเมื่อฟังจากเสียงของเสี่ยวเฮยแล้วชายหนุ่มจึงมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง เพาะเสียงเล็กแหลมนั้นกลับมาเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจอันหยิ่งผยองเช่นเดิมแล้ว“มันคือตัวอะไรกันแน่ หรือว่าจะเป็นมังกรสัตว์จากยุคโบราณ”“มังกร? เพ่ย ก็แค่งูน้อยตัวหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรให้ใส่ใจ”หยางอี้ได้ฟังแล้วอยากจะตะคอกกลับไปเสียให้ได้ เจ้ายังกล้าพูดว่าแค่งูน้อยตัวหนึ่ง? เพ่ย! ทำไมไม่มองดูขนาดตัวเจ้ากับมันบ้างว่าแตกต่างกันเพียงใด สายตาของเจ้ามีปัญหาเรอะ!“อสรพิษเพลิงโลกันต์ หนึ่งในสายเลือดบริสุทธิ์จากยุคโบราณ ข้าเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าจะยังหลงเหลืออยู่ ดูท่าแล้วมันคงบำเพ็ญตะบะมาหลายพันปีในที่แห่งนี้ถึงได้เริ่มเข้าสู่การวิวัฒนาการ ดูจากเขาที่งอกออกมาแล้ว มันคงเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน ฮี่ๆ เจ้าหนูครั้งนี้นับว่าเจอของดีเข้าแล้ว”หยางอี้กลืนน้ำลายอึกใหญ่ โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ตัวชายหนุ่มเองยังไม่รู้แน่ชัด แต่ที่แน่นอนคือสัตว์อสูรเบื้องหน้าเขาตัวนี้ไม่ใช่ระดับสวรรค์ขั้นที่ 8 ตามที่ได้รับข้อมูลมาแล้ว จากแรงกดดันและพลังปราณที่แผ่พุ่งออกมาจนผิวหนังของเขาแทบจะไหม้เกรียมนี้มันคือระดับจักรพรรดิ! “มนุษย์ตัวจ้อยเอ๋ย บังอาจนักที่บุกรุกถิ่นบำเพ็ญเพียรของข้า ในอดีตอันยาวนานด้วยสัญญาที่ผู้ก่อตั้งสำนักแห่งนี้ตกลงกับข้าไว้ถือว่าสิ้นสุดในวันนี้ ข้าเองก็อดทนมานานแล้วที่ต้องอยู่ท่ามกลางหนอนแมลงเช่นพวกเจ้า”หยางอี้กลายเป็นงงงวยในหัวพลันขาวโล่ง สัญญาบ้าบออะไรกัน ข้าไม่เห็นจะรู้เรื่อง อสรพิษเพลิงโลกันต์นั้นจ้องมองหยางอี้อีกครั้งอยู่นาน โดยที่ชายหนุ่มเองก็ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ในใจของมันนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย หากเป็นมนุษย์คนอื่นที่กล้ามารบกวนมัน เช่นนั้นคงโดนเผาไปนานแล้ว ทว่าชายหนุ่มผู้นี้กลับมีกลิ่นอายอันโบราณของเผ่าพันธ์ุอสรพิษอยู่“เจ้าแมลงน้อย จงบอกข้าทำไมตัวเจ้าจึงมีกลิ่นอายของเผ่าพันธ์ุอสรพิษ”หยางอี้อยากจะถามออกไปเหมือนกันว่ามันตาบอดหรือเปล่า ถึงไม่เห็นเสี่ยวเฮย แต่เมื่อหันกลับมามองที่ไหล่ของตัวเองเขาจึงรู้ว่าเสี่ยวเฮยนั้นหายไปแล้ว ‘เจ้าหนูถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน คราวนี้ถือว่าเจ้าดวงดียิ่งนักเพราะมีอีกตัวกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ หากข้าเปิดเผยตัวตนออกไปเดี๋ยวจะเสียเรื่อง’เสียงของเสี่ยวเฮยดังขึ้นในโสตประสาทของหยางอี้ โดยมิรู้ตัวหยางอี้เองก็ไม่รู้ว่าเสี่ยวเฮยกลับเข้าไปในมิติพิเศษตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วบอกให้ถ่วงเวลาเนี่ยนะ ถ่วงยังไง? สมองชายหนุ่มกลายเป็นขาวโพลน หากตอบออกไปมิถูกใจมัน เขาไม่ต้องกลายเป็นตอตะโกหรอกเรอะ“อ่า ท่านอาวุโสผู้ยิ่งใหญ่ ข้าไม่รู้จริงๆว่าท่านได้บำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ ข้าเพียงเข้ามาเก็บสมุนไพรในป่าและหลงเข้ามาเท่านั้น”หยางอี้ตอบออกไปกล้าๆกลัวๆ ด้วยตัวตนระดับนี้ต่อให้ใช้ตราประทับราชันย์ก็ยังไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่ เพราะหลังจากที่ใช้ครั้งล่าสุดก็เพิ่งผ่านมาเพียง 3 เดือนเท่านั้นพลังของตราประทับยังสะสมได้ไม่เต็มที่ หากตราประทับอยู่ในสภาพสมบูรณ์ตอนนี้ชายหนุ่มคงเข้าไปทุบตีเจ้างูนี่แล้ว ด้วยข้อจำกัดที่ครึ่งปีใช้ได้เพียงครึ่งชั่วยามทำให้ชายหนุ่มอดเสียดายความสามารถชั้นยอดแบบนี้ไม่ได้จริงๆ“เฮอะ! ที่แท้ก็เป็นเจ้าโจรน้อยที่บังอาจหาญกล้าเข้ามาขโมยสมุนไพรของข้า ฮึ่ม! อย่ามัวโยกโย้ รีบตอบคำถามของข้ามา”หยางอี้เองก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะตอบออกไปอย่างไรดี ทว่าในเวลานั้นเอง พื้นดินก็สั่นสะเทือนอีกครั้งก่อนที่จะมีร่างกายมโหฬารแบบเดียวกับอสรพิษเพลิงโลกันต์เลื้อยผ่านเข้ามาบนยอดปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ หยางอี้มองไปยังมันพร้อมกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่อีกครั้ง มันทั้งสองแทบจะเรียกได้ว่าถอดแบบกันมาเลยเพียงแต่ตัวที่มาใหม่นั้นมีร่างกายเป็นสีฟ้าเข้มคาดทอง ที่สำคัญมันยังอยู่ในระดับจักรพรรดิเช่นเดียวกับตัวสีแดงอีกด้วย“เกิดอะไรขึ้นท่านพี่ ทำไมท่านถึงออกจากการบำเพ็ญเพียร”“ฮึ่ม! น้องพี่ ตอนนี้สัญญานั่นได้จบลงแล้ว ได้เวลาขับไล่พวกมนุษย์โสโครกออกไปแล้ว แต่เจ้าหนุ่มที่บุกรุกเข้ามานี่กลับมีกลิ่นอายแปลกๆติดมาด้วย”อสรพิษทั้งสองหันกลับมาจ้องมองหยางอี้อีกครั้งเพื่อเค้นให้ชายหนุ่มตอบคำถามมา ทว่าเวลานี้เองเมื่อตัวละครมาครบ มิติเบื้องหน้าหยางอี้พลันแยกออกก่อนจะมีงูน้อยตัวสีดำปรากฎออกมาพร้อมกับเสียงเล็กแหลมที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโส“ฮ่า ๆ เจ้างูน้อยทั้งสองเอ๋ย ยังไม่รีบทำความเครารพข้าผู้นี้อีก”หยางอี้แทบจะเข่าทรุดลงกับพื้นในทันทีเมื่อได้ยินประโยคแรกที่เสี่ยวเฮยกล่าวออกมา ใครจะไปคิดว่าเจ้างูนี่จะพูดจาใหญ่โตออกไปเช่นนั้น แม้หยางอี้จะรู้ว่าเสี่ยวเฮยนั้นมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่เพราะเขาคือเสียงลึกลับที่อยู่ภายในมิติพิเศษมาก่อนหน้านี้ แต่แล้วอย่างไรเล่า ตอนนี้เขาเป็นเพียงงูน้อยที่เพิ่งฟักออกจากไข่เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิทั้งสองเบื้องหน้านี้ไกลออกไปหลังจากได้รับรายงานชายวัยกลางคนใบหน้าคมคายในชุดสีเขียวหยกเต็มไปด้วยใบหน้าเคร่งขรึมทันที ก่อนจะรีบตรงไปยังตำหนักหลังน้อยของยอดเขาที่เขาอาศัยอยู่ และสั่งการกับผู้อาวุโสที่อยู่ด้านในทันที“แจ้งข่าวด้วย เรียกรวมตัวผู้อาวุโสหลักทั้งสามและผู้อาวุโสชั้นคลุมทองที่เหลืออยู่ให้ไปรวมตัวกันที่ป่าสวรรค์ทันที”“ขอรับท่านเจ้าสำนัก”หลังจากกล่าวจบทั้งสองก็กลายเป็นแสงรุ่งพุ่งหายไปยังท้องฟ้าก่อนจะแยกกันไปตามจุดหมาย “ฮี่ม! ประมาทไปจริงๆ หลังจากผ่านมาหลายพันปีตั้งแต่ก่อตั้งสำนักไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้ทำให้ข้ามิได้ระมัดระวัง ที่ยอดเขาเกิดอะไรขึ้นกันแน่ราชันย์แดงถึงได้เคลื่อนไหว”ยิ่งคิดยิ่งกังวล เขาจึงเร่งความเร็วเพื่อรีบไปป่าสวรรค์ทันที หลังจากนั้นไม่นานทั่วทั้งสำนักวิหารสวรรค์เหล่าลูกศิษย์ต่างตื่นตระหนกตกใจกันทันทีเมื่อเห็นเส้นสายสีทองกว่าสิบเส้นพุ่งผ่านไปบนท้องฟ้า การรวมตัวของผู้อาวุโสระดับคลุมทองแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดี เพราะว่ามันต้องเกิดเรื่องร้ายแรงบางอย่างขึ้นแน่นอน