วันที่สิบเดือนสาม เดือนแห่งการเพาะปลูก ยอดกล้าที่หว่านไว้เริ่มแตกหน่อ
ผ่านไปเจ็ดวันนับั้แ่เซิ่งมู่ทราบความจริงจากตาแก่เย่น่าหลัน แรกเริ่มตาแก่เย่ก็ปฏิบัติกับเซิ่งมู่ดังคุณชายน้อย พูดแทนตนว่าบ่าว แทนเซิ่งมู่ว่าคุณชาย จนกระทั่งห้าวันที่แล้วเซิ่งมู่เริ่มทนไม่ไหวบอกให้ตาแก่เลิกพูดแทนตัวว่าบ่าวกับคุณชายได้แล้ว ตาแก่ที่เหมือนรอประโยคนี้มานานก็ะเิเสียงหัวเราะ พุ่งเข้ามาล็อกคอเซิ่งมู่ก่อนจะกล่าวว่า “เบื่อแล้วรึคุณชายน้อย ฮ่าๆๆ ข้านึกว่าเ้าจะให้ข้าพูดแบบนี้ไปสักอาทิตย์เสียแล้ว” ก่อนจะเริ่มป้อนหมัดหนักกว่าเดิม
เมื่อย้อนนึกถึงการป้อนหมัดตลอดหกวันที่ผ่านมา เซิ่งมู่ก็ยังขนลุกไม่หาย ั้แ่ต้าจินโดนบิดามารดากักตัวฝึกตนเตรียมตัวสำหรับเข้าสำนักผู้ฝึกตน เซิ่งมู่ก็ไม่ได้ยินเสียงเ้าสหายคนนั้นมานานแล้ว ครั้นพอถึงเวลารดน้ำผักหรือฝึกหมัดกับตาแก่เย่ การที่ไม่มีเงาร่างของสหายแสนร่าเริงคนนั้นก็ชวนให้เหงาหงอยเหมือนกัน
แต่นอกจากนั้นก็เป็อารมณ์ความแค้นผสมไปด้วย ั้แ่ต้าจินหายตัวไปฝึกเซียน ทุกวันนี้เซิ่งมู่ต้องทนรับหมัดรับเท้าจากตาแก่เย่เพิ่มเป็สิบส่วน ตาแก่บอกว่าเป็การทดแทนในส่วนของต้าจิน
“มารดาเ้าเถอะ! มีบ่าวที่ไหนทุบตีคุณชายตนเองเหมือนตีสุนัขเช่นนี้บ้าง”
เซิ่งมู่บ่นออกมาเป็คำ ระหว่างกำลังเดินกลับเรือนไปรับมือรับเท้าหลังดูแลสวนผัก
ระหว่างทางก็พบกับลุงอู๋เ้าของรถเข็นถังหูลู่เช่นเดิม
สองบุรุษ หนึ่งเป็ชายหนุ่ม หนึ่งเป็ชายวัยกลางคนก็พยักหน้าทักทายกันพอเป็พิธี
เมื่อเดินมาถึงเรือนบ้านเซิ่งมู่ก็เห็นตาแก่เย่ที่ใส่ชุดบัณฑิตสีขาว นอนเอนบนเก้าอี้ไม้ไผ่ เอากล้องยาสูบมาสูบเช่นเดิม
จนบางครั้งเซิ่งมู่นึกสงสัยว่าเหตุการณ์เจ็ดวันที่แล้วนี่ตนฝันไปอย่างนั้นรึ
ขณะที่เซิ่งมู่เอาจอบเสียมเข้าไปเก็บและกำลังเตรียมตัวเคลียร์ลานกว้างสำหรับฝึกหมัด กลับได้ยินเสียงของตาแก่ดังออกมาว่า “วันนี้งดฝึกหมัด”
เซิ่งมู่จึงหันไปมองตาแก่ดังคนเห็นผี ร้อยวันพันคืน ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่เซิ่งมู่ได้งดการฝึกหมัด มีครานึงขณะที่เซิ่งมู่และต้าจินโดนซ้อมอยู่ท่ามกลางสายฝนเคยเกือบโดนฟ้าผ่าตาย แต่ตาแก่เย่กลับพูดแค่ว่า
“หากยังไม่ตาย ก็ลุกมาโดนหมัด”
ครั้งนี้ที่ได้ยินว่าไม่จำเป็ต้องฝึกหมัดจึงชวนให้ประหลาดใจ
ตาแก่ที่เห็นสายตาฉงนของเซิ่งมู่จึงเอ่ยว่า
“เมื่อคืนวานเ้าฝึกถึงขั้นหลอมกระดูกแล้ว หากยังฝึกต่อไปหนทางในการฝึกตนข้างหน้าก็จะยากลำบากมากขึ้นเป็เท่าตัว”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินดังนั้นจึงเริ่มเข้าใจ เมื่อคิดทบทวนตาแก่ก็เคยพูดเื่แบบนี้จริงๆ หากฝึกยุทธต่อไป ฝึกตนอาจลำบากได้
“แต่ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะฝึกตนนะ”
เซิ่งมู่หันไปพูดกับตาแก่ ตาแก่เย่ที่ได้ยินดังนั้นจึงปัดมือไล่เซิ่งมู่ก่อนกล่าวว่า
“ไปๆ ไปหาเฒ่าหลิวที่ร้านก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นเ้าค่อยมาบอกข้าอีกที”
เซิ่งมู่ที่สงสัยจึงถามกลับว่า
“ท่านจะให้ข้าไปซื้อโอสถหรือสมุนไพรละ?”
ตาแก่เย่ตอบกลับมาแค่ว่า
“เ้าไปถึงก็จะรู้เอง ข้าบอกเฒ่าหลิวไว้แล้ว”
เซิ่งมู่จึงพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินออกจากเรือนไป
...
เมื่อเซิ่งมู่เดินมาถึงหน้าร้านยาสกุลหลิว ก็สังเกตเห็นเงาร่างเพรียวเล็กของสตรีชุดเขียวนางนึงกำลังนั่งอยู่หน้าร้าน
“เซิ่งมู่เ้ามาสายนะ! ข้ารอเ้ามาจะครึ่งชั่วยามแล้ว!”
หลิวจื่ออี้ที่มองเห็นเซิ่งมู่เช่นกันจึงะโผลุงขึ้นมา ก่อนจะปัดเศษฝุ่นบนเสื้อผ้า
“เ้ารอข้าหรือ?”
เซิ่งมู่ชี้ไปยังตนเองทำหน้าสงสัย
หลิวจื่ออี้ที่เห็นดังนั้นจึงทำหน้าสงสัยกลับคืน
“ปู่เ้ายังไม่ได้บอกหรอกหรือ?”
เซิ่งมู่จึงส่ายหน้า ก่อนจะเดินตามแม่นางหลิวเข้าไปยังหลังร้านยาสกุลหลิว
จนกระทั่งเดินมาถึงศาลาเล็กที่อยู่ริมบ่อน้ำหลังเรือน เซิ่งมู่จึงเห็นเ้าสกุลหลิว ปู่ของหลิวจื่ออี้ หลิวจิ้งเจ๋อนั่งรออยู่ในศาลาหลังเล็ก
ก่อนที่จะได้ตำราแม่น้ำและขุนเขามาจากมารดาต้าจิน เซิ่งมู่ไม่เคยรับรู้ว่าสกุลหลิวมีอำนาจเพียงใด จนกระทั่งอ่านตำราจบได้หนึ่งครั้ง ถึงได้รู้ว่าสกุลหลิวเป็หนึ่งในตระกูลผู้ทรงอำนาจแห่งอาณาจักรชิงอวิ๋น โดยจวนหลักตั้งอยู่ในเมืองอวิ๋นสุ่ยที่เป็เมืองหลวง ส่วนร้านยาสกุลหลิวที่อยู่ในเมืองเล็กเคยมีการจดบันทึกไว้ว่าเป็หนึ่งในสายย่อยของตระกูลหลิว
หลิวจิ้งเจ๋อที่เห็นสองหนุ่มสาวเดินเข้ามา จึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยนก่อนจะผายมือไปยังที่นั่งในศาลา
เซิ่งมู่ที่เดินเข้ามาอย่างงงงวยจึงเปิดปากถามว่า
“ผู้าุโหลิว เรียกข้ามาเพราะเหตุใดรึ?”
หลิวจิ้งเจ๋อจึงยกมือห้ามก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อน
“เรียกปู่หลิวเถอะ”
“ปู่หลิว” เซิ่งมู่เอ่ยพร้อมกุมมือคารวะ
“เย่น่าหลันฝากฝังให้ข้าตรวจสอบว่าเ้าเหมาะกับการฝึกตนบำเพ็ญเพียรหรือไม่ หากเหมาะสมก็ให้ข้ารับเ้าไว้เป็ศิษย์”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินดังนั้นจึงคลายความสงสัยได้หลายส่วน
“การฝึกตนจะเรียกว่าคล้ายฝึกยุทธก็ว่าคล้าย จะว่าไม่คล้ายก็ไม่คล้ายเช่นกัน ถึงทั้งสองสายจะดึงพลังปราณแห่งฟ้าดินมาทำให้ตนแข็งแกร่งขึ้นก็จริง แต่หลักการเพิ่มความแข็งแกร่งเรียกว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”
หลิวจิ้งเจ๋อยื่นมือมาข้างหน้าก่อนจะเอ่ยเสริมว่า
“ยื่นมือของเ้าออกมา ถึงระดับขั้นของข้าไม่กล้าแกร่งเท่าไหร่นัก แต่การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ฝึกตนข้าก็พอมี”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงเอ่ยปากถามกลับว่า
“ปู่หลิว คุณสมบัติผู้ฝึกตนคืออะไรกัน”
หลิวจิ้งเจ๋อที่ได้ยินก็ไม่รีบร้อน ก่อนจะเริ่มอธิบายให้เซิ่งมู่ฟัง
“ถึงการฝึกตนจะไม่มีข้อจำกัดในด้านพร์ ขอเพียงเ้ามีสติปัญญาที่เปิดโล่ง มีความเข้าใจในเส้นทางเต๋าของตนก็สามารถบรรลุจุดสูงสุดได้ แต่อย่างไรเสียผู้ฝึกตนก็ยังมีการแบ่งแยกกันและกัน”
“มนุษย์ทุกคนเกิดมาจะมีรากิญญาในกายตนเองอย่างน้อยหนึ่งธาตุ หากมีเกินสามธาตุจะถือว่าเป็ผู้มีพร์”
“หากผู้ใดมีรากิญญาสีใสจะถือว่าเป็รากิญญาบริสุทธิ์เป็ผู้มีพร์ที่ร้อยปียากจะพานพบ”
“สูงกว่านั้นมาหนึ่งระดับคือรากิญญาเซียนเทียม หมายถึงบุคคลที่เกิดมาพร้อมคุณสมบัติการเป็เซียน สามารถทะลวงจุดตีบตันได้ง่ายกว่าผู้อื่น”
“สูงกว่ารากิญญาเซียนเทียมจึงเป็รากิญญาเซียนแท้ ว่ากันว่าคนเหล่านี้คือผู้มีวาสนาสูง ชีวิตก่อนสร้างกุศลบุญไว้เยอะ สร้างคุณให้แผ่นดิน หลายพันปียากจะพานพบ”
หลังหลิวจิ้งเจ๋อพูดอธิบายรากิญญาเซียนแท้จบ เซิ่งมู่จึงสังเกตเห็นหลิวจื่ออี้ที่นั่งอยู่ด้านข้างผู้าุโหลิว ยักคิ้วหลิ่วตา พร้อมยืดอกชี้นิ้วโป้งไปยังตนเอง
หลิวจิ้งเจ๋อที่ััได้ถึงการกระทำของหลานสาวตนจึงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสริมว่า
“หลานสาวของข้า หลิวจื่ออี้เกิดมาพร้อมรากิญญาเซียนแท้ จนกว่าจะถึงระดับเต๋า เรียกว่าไร้อุปสรรคในการทะลวงขั้น สามารถดึงปราณฟ้าดินมาหล่อหลอมร่างกายได้ดีกว่าคนอื่น”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินดังนั้น จึงอ้าปากค้าง ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้แม่นางชุดเขียว
“ปู่หลิว แล้วมีรากิญญาที่เหนือกว่าเซียนแท้หรือไม่”
หลิวจิ้งเจ๋อที่ได้ยินคำถามนั้นจึงพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยว่า
“เหนือกว่านั้นคือจิตเต๋า จิตเซียนเทียมและจิตเซียนแท้ ทั้งสามอย่างไม่เหมือนรากิญญาที่ช่วยในการดูดซับพลังฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย ผู้ที่มีจิตสามอย่างนี้แรกเริ่มจะไม่ต่างกับผู้มีรากิญญาทั่วไป แต่จะเห็นถึงความแตกต่างหลังบรรลุระดับเต๋า”
“ผู้มีคุณสมบัติจิต จะเกิดมาพร้อมจิตที่แข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปมากนัก”
ครานี้หลังหลิวจิ้งเจ๋อพูดจบ เซิ่งมู่ก็สังเกตเห็นแม่นางชุดเขียวทำท่าทะเล้น ทำไม้ทำมือ ชี้ไปยังปู่ของตนเอง พร้อมทำปากพูดแบบไร้เสียง
เซิ่งมู่ที่ถอดคำพูดได้จากแม่นางชุดเขียวจึงหันไปมองผู้าุโแซ่หลิว
หลังหลิวจิ้งเจ๋อจิบชาจนหมดถ้วย จึงหัวเราะในลำคอเบาๆ
“ข้าเกิดมาพร้อมจิตเซียนเทียม แต่เ้าไม่ต้องใไป ผู้มีพร์ด้านจิตหาได้ง่ายกว่าผู้มีรากิญญาเซียนนัก หากเปรียบเทียบแล้วก็เป็รากิญญาเซียนที่มีแต่เด่นกว่าไม่ด้อยกว่า”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้า ก่อนที่หลิวจิ้งเจ๋อจะยื่นมือมาข้างหน้าเซิ่งมู่
เซิ่งมู่ที่เห็นดังนั้นคราวนี้จึงยื่นไปให้ผู้าุโตรงหน้า
ในขณะที่หลิวจิ้งเจ๋อเอามือมาจับไว้ที่จุดชีพจรข้อมือของเซิ่งมู่ เซิ่งมู่ก็ััได้ถึงพลังงานบางอย่างไหลจากข้อมือขึ้นไปที่จุดไท่หยาง ก่อนจะไล่ลงมาที่จุดถานจงและสุดท้ายไปหยุดอยู่ที่ตันเถียน
หลังผ่านไปไม่กี่จิบชา หลิวจิ้งเจ๋อก็ดึงพลังกลับสู่ร่างกายตนเอง ก่อนจะดึงมือกลับ
หลิวจื่ออี้ที่เห็นดังนั้น จึงพุ่งเข้ามาข้างกายปู่ของตน
“ท่านปู่ เป็ไงบ้าง เซิ่งมู่มีคุณสมบัติฝึกเซียนระดับไหนหรือ?”
หลิวจิ้งเจ๋อจึงเปิดปากเอ่ยว่า
“เป็ผู้เกิดมาพร้อมจิตแห่งเต๋า หมื่นปียากจะพานพบ หากฝึกตนจนถึงระดับเต๋าได้หลังจากนั้นเรียกว่าไร้อุปสรรค”
หลิวจิ้งเจ๋อยิ้มอ่อนๆ อย่างใจดี พร้อมลูบเคราแพะของตนไปด้วย
หลิวจื่ออี้ที่ได้ยินดังนั้นจึงทำหน้ามุ่ย
“นี่ข้าแพ้หรือนี่”
หลิวจิ้งเจ๋อที่เห็นหลานของตนจึงะเิเสียงหัวเราะออกมา
ในขณะนั้นเองเซิ่งมู่ก็เปิดปากเอ่ยถามว่า
“ท่านปู่เย่เคยกล่าวกับข้าว่าการฝึกตนพร้อมฝึกยุทธไม่สามารถทำไปพร้อมกันได้ ขอไถ่ถามผู้าุโหลิว หากข้าจะผันตนเป็ผู้ฝึกตน ต้องละทิ้งการฝึกยุทธหรือไม่?
หลิวจิ้งเจ๋อที่ได้ยินดังนั้นจึงหันหน้ามากล่าวว่า
“เหตุที่การฝึกตนและการฝึกยุทธไปด้วยกันยากเป็เพราะการฝึกฝนของทั้งสองนั้นแตกต่างกัน การฝึกตนคือการนำพลังปราณแห่งฟ้าดินเข้ามาในร่างกาย กลั่นเป็เมล็ดแห่งปราณ ส่วนการฝึกยุทธคือการนำปราณฟ้าดินมาช่วยในการขัดเกลาร่างกายให้ทนทาน แข็งแกร่งต่อพลังงานภายนอก”
“ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้ฝึกยุทธเมื่อฝึกถึงขั้นหลอมจิตใจ จะทำให้ซึมซับพลังปราณแห่งฟ้าดินเข้ามาในร่างกายได้ยากขึ้น ผู้ฝึกตนส่วนมากจึงนิยมฝึกยุทธถึงแค่ขั้นหลอมกระดูกกันเสียมากกว่า”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินดังนั้น จึงเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมหลังการทะลวงขั้นเป็หลอมกระดูกได้ แทนที่ตาแก่เย่จะขัดเกลาร่างกายให้ตนต่อกลับบอกให้มาเจอกับผู้าุโหลิวก่อน หากว่าตนมีพร์สูง ก็จะให้ฝึกตนจนบำเพ็ญเป็เซียนอย่างนั้นสินะ
แต่ส่วนหนึ่งในจิตใจของเซิ่งมู่กลับรักในการฝึกหมัด ตลอดเวลาที่ผ่านมาถึงเซิ่งมู่จะคอยบ่นกับการฝึกของตาแก่เย่ แต่เซิ่งมู่ก็ไม่เคยหนีเลยสักครั้ง กลับกันกลับยินดีให้ตาแก่ฝึกให้ตนเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป
เซิ่งมู่จึงหันหน้ามาหาผู้าุโหลิว ก่อนจะเอ่ยว่า
“ท่านปู่หลิว ท่านจะรับข้าเป็ศิษย์หรือไม่”
หลิวจิ้งเจ๋อที่ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มรับเอ่ยว่า
“หากเ้า้าเช่นกัน ข้าจะยินดีเป็อย่างยิ่ง”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินดังนั้น จึงเม้มปากก่อนจะกัดฟันเอ่ยว่า
“ขอเวลาให้ข้าทบทวนก่อนได้หรือไม่?”
หลิวจิ้งเจ๋อที่ได้ยินดังนั้นกลับไม่โกรธ กลับพยักหน้าพร้อมเอ่ยว่า ข้าเข้าใจๆ
เซิ่งมู่หันไปมองหลิวจื่ออี้พร้อมเปิดปากถาม
“เ้าไม่ด่าข้ารึ?”
หลิวจื่ออี้ที่ได้ยินจึงทำท่าเงื้อมมือคล้ายจะตีเซิ่งมู่
“ด่า ด่าทำไม? เ้าอยากให้ข้าด่ารึ? ข้าก็ผู้ฝึกตนคนนึงนะ ข้าอยู่ในเส้นทางนี้มาก่อนเ้า เื่ความลำบากใจของเ้าว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้าเข้าใจอยู่แล้ว!”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงยิ้มให้ทั้งสองคนปู่หลาน ระหว่างนั้นผู้าุโหลิวจิ้งเจ๋อจึงอธิบายเื่ของการฝึกตน ด่านถามใจในแต่ละด่านที่ต้องเจอในการฝึกตนให้ตนฟัง
ก่อนที่อาทิตย์คล้อยลงจนถึงยามเซิน เซิ่งมู่จึงตัดสินลาสองปู่หลานกลับเรือนของตน
...
หลังมาถึงเรือนบ้านเซิ่งมู่เปิดประตูเข้าไป จึงเห็นตาแก่เย่น่าหลันยืนรออยู่หน้าประตู
“เป็อย่างไร”
ตาแก่เย่เอ่ยปากถาม
“เกิดมาพร้อมจิตแห่งเต๋า”
เซิ่งมู่เอ่ยปากตอบ
ตาแก่เย่ที่ได้ยินดังนั้นจึงแสดงสีหน้ายินดี กำลังจะเอ่ยปากพูดต่อ ก่อนจะสังเกตเห็นสีหน้าของเซิ่งมู่
“ไม่ยินดีรึ มู่เอ๋อ”
เซิ่งมู่จึงทอดถอนหายใจ ก่อนจะตอบว่า
“ข้ารู้สึกชอบการฝึกหมัดมากกว่า”
ตาแก่เย่ที่ได้ยินจึงพยักหน้าพร้อมเอ่ยคล้ายผู้าุโหลิว ข้าเข้าใจๆ
เซิ่งมู่จึงพ่นลมหายใจขุ่นมัวอีกรอบ ก่อนเดินเข้าไปในห้อง
กลางห้องที่มีกระดานหมากล้อมเล่นค้างไว้อยู่ เซิ่งมู่ที่เดินเข้าไปนั่งจึงยกหมากสีดำขึ้นมาหนึ่งตัว เงื้อไว้กลางอากาศแต่กลับไม่ได้วางลงไป
“ปลายนิ้วคีบหมากแน่นจนสั่นไหว หากแต่ยังมิอาจจรดลงบนกระดานแห่งการตัดสินใจ”
เซิ่งมู่บ่นพึมพำกับตนเอง