จากตำหนักใหญ่ตามทางเดินเล็ก ๆ ผ่านเรือนของหม่อมสร้อย ท่านชายเดียวพลันต้องทรงปาดชลเนตรออกให้ดูเป็นปรกติ ไม่ก่อความสงสัยแก่อนุชาที่เผอิญนั่งอยู่ใต้ร่มไม้หน้าเรือน ถึงกระนั้น ร่องรอยจากการกันแสงก็ยังคงส่อแววพิรุธ ยังผลให้ผู้ทรงเยาว์กว่าขวางทางไว้ รับสั่งถามเชษฐาด้วยความเป็นห่วงอย่างสุดซึ้ง
ไม่บ่อยนักหรอก ที่จะมีใครได้เห็นหยาดชลเนตรของหม่อมเจ้าชายองค์นี้ ตั้งแต่ทรงเจริญชันษา ก็ทรงรู้จักเข้มแข็ง อดกลั้น ไม่ย่อท้อในทุกครั้งที่มีปัญหา แต่มาคราวนี้ เป็นเรื่องอะไรกัน ถึงทำให้เชษฐาอ่อนแอได้
“ชายปิ๋ว พี่ขอตัว วันนี้อยากอยู่คนเดียว” ทรงปราม และดำเนินเลี่ยงไปอีกทาง ทว่าก็ทรงโดนขวางทางไว้ดังเดิม
“เป็นอะไรหรือกระหม่อม ใครทำอะไรให้ร้องไห้ หรือว่า…เสด็จพ่อทรงเรียกพี่ชายเดียวไปต่อว่าอีกหรือกระหม่อม”
“ช่างท่านเถอะชาย อย่าพูดถึงเลย”
“ทำไมล่ะกระหม่อม นี่เสด็จพ่อคงเรียกพี่ชายเดียวไปค่อนแคะเรื่องน้องหญิงอ้ออีกแล้วสิท่า เพราะอะไรกันนะ ถึงไม่ทรงเห็นใจบ้าง”
“มันมากยิ่งกว่านั้นอีกชาย พี่ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว” ตรัสด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแหบพร่าที่เป็นผลมาจากการกันแสงหนัก ขอบเนตรบวมแดงจนดูน่าสังเวช
ท่ายชายปิ๋วทรงโผเข้ากอดปลอบวรกายที่สั่นไหวด้วยทนเห็นภาพเชษฐาเป็นทุกข์ไม่ไหว “ร้องออกมาให้เต็มที่เถอะกระหม่อม ระบายทุกเรื่องในใจทิ้งเสีย อย่าเก็บไว้เพียงผู้เดียว ระบายทุกอย่างกับน้องชายคนนี้ได้”
เมื่อนั้น สองพี่น้องหม่อมเจ้าชายทรงสวมพาหุกอดปลอบกันแน่น พลางสะอึกสะอื้นไห้อย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ บ่อชลเนตรที่เหือดแห้งไป กลับมารั่วไหลอีกครา ผู้เป็นอนุชาทรงตระกองพาไปประทับนั่ง ก่อนจะเริ่มตรัสเพื่อช่วยปรับทุกข์
“ชายจะช่วยทูลขอกับเสด็จพ่อเองกระหม่อม ถ้าไม่ได้ผล ชายคงต้องขอให้น้องหญิงอ้อมาช่วยยืนยันอีกแรง ว่าเธอเองก็ไม่ประสงค์เสกสมรสในครั้งนี้”
“ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกชาย รังแต่จะโดนกริ้ว ฮึก เสด็จพ่อท่านทรงทราบความจริงของพี่หมดแล้ว ว่า…” ทรงเว้นวรรคไว้ ไม่กล้าตรัสต่อ เพราะทรงหวั่นหทัยว่าเมื่ออนุชาทราบถึงความผิดวิสัยที่ทรงเป็นเข้า คงเกิดการต่อต้านไม่ต่างจากพระบิดาเป็นแน่ “ชายจะรังเกียจหรือไม่ ถ้าพี่…”
“ชายรู้ รู้มานานแล้วด้วยกระหม่อม แต่ชายไม่ได้ตัดสินอะไรที่ภายนอก ต่อให้พี่ชายจะเป็นอย่างไร สุดท้ายแล้ว ก็ยังคงเป็นพี่ชายของน้องคนนี้เสมอ จะรังคัดรังแคไปได้อย่างไร” รับสั่งยิ้ม ๆ เพื่อมอบเป็นกำลังใจให้
ฝ่ายเชษฐาทรงแย้มโอษฐได้กว่าเดิมเล็กน้อย แต่วงพักตร์ยังแฝงความระทมไว้ “ขอบใจนะชาย ที่เข้าใจพี่ ถ้ามีคนคิดอย่างนี้ คงดีไม่น้อย”
“ไม่เห็นต้องใส่ใจกับความคิดคนอื่นเลยนี่กระหม่อม เราจะเป็นอะไร มันก็กำหนดที่ตัวเราเอง และเมื่อเรารักใคร ก็รักกันแค่สองคนเป็นพอ ถ้าต้องสนใจคำคนอื่น คงเหนื่อยแย่ โลกนี้มีสักกี่แสนล้านคนล่ะ”
“ไม่ได้หรอกชาย มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร หากเอาความคิดตนเป็นใหญ่ และไม่สนใจผู้อื่น คนผิดปรกติอย่างพี่ คงร่วมสังคมยาก ดีแค่ไหนแล้วที่มีชายคนหนึ่งที่เข้าใจ”
“ไม่ใช่แค่ชายซีกระหม่อม ลืมแล้วหรือ คนที่กล้ามอบหัวใจให้ ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าอุปสรรคข้างหน้าจะเป็นอย่างไร นายด้าวอย่างไรกระหม่อม”
พอชื่อนี้ล่องเข้ามาในช่องกรรณ ก็ทรงรำลึกได้ถึงความรัก ความภักดี มีความซื่อสัตย์ และความอบอุ่นที่ชายผู้นั้นถวายให้ ทรงรับมาแล้ว จะถอดหทัยทิ้งขว้างมันไปได้อย่างไร
แม้หนทางจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือขวากหนามของมัน ท้ายที่สุดแล้ว หากว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม มันย่อมเหมือนแสงสว่างที่นำทางไปสู่เส้นชัยได้ แต่ถ้าหากทรงย่อท้อตั้งแต่วันนี้ จะทรงรู้ได้อย่างไรว่าเส้นชัยที่รออยู่นั้นสวยงามสักแค่ไหน
จากที่ทรงวินิจฉัยได้ พลันทรงปัดชลเนตรที่เปรอะเปื้อนออกอย่างลวก ๆ แล้วฮึดหทัยจุดพลังแห่งความหวังขึ้นอีกครั้ง ตรัสอย่างสดใสดังเดิมกับอนุชาได้เต็มโอษฐ์ดังว่า
“พี่จะสู้ฟันฝ่าจนถึงที่สุด เพื่อจะได้อยู่กับคนที่พี่รัก”
“ต้องอย่างนี้ซีกระหม่อม กล้าที่จะรัก ก็จะต้องกล้าสู้เพื่อความรักของตัวเองด้วย อย่าปล่อยให้ใครมาลิขิตเขียน ชายจะคอยเอาใจช่วยเสมอกระหม่อม” ท่านชายปิ๋วรับสั่งเชิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง เปรมหทัยที่เชษฐากลับมาฮึดสู้ดังเดิมแล้ว คราวนี้ก็ถึงทีองค์เองบ้าง ที่จะต้องทรงหยัดสู้ต่อไปให้ไหว
ก็จะเรื่องอะไรอีก อย่างไรก็หนีไม่พ้นเรื่องของหัวใจ ทรงไม่รู้ว่าจะหาวโรกาสและเหตุผลที่พอฟังขึ้นใดไปทูลต่อพระบิดา ว่าองค์เองนั้นกำลังทรงศึกษาดูหทัยกับหม่อมเจ้าหญิงศศิวิมลอยู่
ซึ่งเธอมีศักดิ์เป็นพระคู่หมั้นของเชษฐา แม้จะเป็นการคลุมถุงชนก็ตาม อย่างไรเสีย จนแล้วจนรอด เสด็จในกรมฯต้องไม่ทรงเห็นด้วยเป็นแน่ และยิ่งท่านชายเดียวทรงเป็นบุคคลลักเพศอย่างนี้แล้ว ก็มีแต่จะเร่งให้เสกสมรสเร็วขึ้น ทรงมองเห็นภาพความวิปโยคแล้วราง ๆ
“นังเผือก”
“เจ้าขา หม่อม”
“เอ็งฟังถนัดหูหรือไม่ ตอนที่ท่านชายเดียวเข้าเฝ้าเสด็จฯ ข้าล่ะได้ยินแต่เสียงนกเสียงกาข้างนอก ขัดอารมณ์ข้านัก”
“ได้ยินแต่เสียงตะคอกเจ้าค่ะ หม่อม ไม่รู้ว่าทรงปราศรัยกันเรื่องอะไรนะเจ้าคะ แต่ดูท่า น่าจะเรื่องใหญ่พอควร เอ…” นางบ่าวเล่าตามที่รับรู้ได้ ความจริงนี่ก็นับเป็นความผิดของมันด้วย แต่มันกลับเริงร่า ไม่รู้สึกรู้สา “ว๊าย! หรือว่า จะเป็นเรื่องเล่นสวาทกับครูคนนั้นหรือเจ้าคะ”
หม่อมเอกหัวเราะร่วน พึงพอใจในเหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นวันนี้ หล่อนยิ้มแย้มเปรมปรีดิ์ หายทุกข์จากเรื่องของท่านชายเล็กโดยไว “หึ ก็จะเรื่องอะไรอีกล่ะนังเผือกเอ๋ย ก็รู้ ๆ กันอยู่ ท่านชายเดียวน่ะทรงวิปริต เล่นระเริงกับผู้ชายด้วยกัน เสด็จฯท่านจะพอพระทัยรึ ดีไม่ดี อาจกริ้วจนเฉดหัวออกจากวังไปเลยกระมัง ข้าว่า”
“จริงหรือเจ้าคะ อย่างนี้ท่านชายเล็กก็ทรงหมดคู่แข่งน่ะซีเจ้าคะ ดีเสียจริง หม่อมดีใจ บ่าวก็พลอยดีใจไปด้วยเจ้าค่ะ”
“หึ ก็ไม่แน่ คอยดูไปก่อนแล้วกัน ถ้าท่านชายเดียวยังไม่ทรงกระเด็นออกจากวังนี้ไป เราคงต้องคิดหาทางกันอีกรอบ”
“เจ้าค่ะ”
“ไป ข้าจะไปหาชายเล็ก แก้วตาดวงใจของข้า”