นี่ไง นิสัยอันดื้อรั้นและเอาแต่ใจของเพลบอยหนุ่มผู้เป็บุตรชายคนกลางของตระกูล
“ห้องทำงานยังไม่ได้จัดเตรียม พี่คิดว่าน่าจะใช้เวลาจัดเตรียมประมาณหนึ่งอาทิตย์ แต่ถ้าจัดเตรียมเสร็จเร็วกว่านั้นก็ค่อยว่ากันอีกที”
“ผมนั่งทำงานในห้องของพี่หนึ่งก็ได้นี่ครับ เอาโต๊ะเอาเก้าอี้อะไรก็ได้ ไปตั้งไว้สักชุด ผมก็จะนั่งทำงานได้ในระหว่างรอห้องทำงานส่วนตัวของผมเสร็จเรียบร้อย”
“แล้วทำไมต้องรีบร้อนเข้าไปทำขนาดนั้นด้วย รอให้อะไรๆมันเรียบร้อยก่อนไม่ได้หรือไง”
ผู้เป็พ่องงกับพฤติกรรมของบุตรชายคนกลาง
“พอไม่ไปก็เคี่ยวเข็ญให้ไป พอจะไปก็มีข้อแม้โน้นนี่ ตกลงจะเอายังไงครับ”
ลูกชายคนกลางของตระกูลออกอาการโวยวายตามนิสัยเอาแต่ใจจนเคยตัว
“เอาตามที่นายสอง้าก็ได้ครับคุณพ่อ ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร”
ปริญญ์ซึ่งเป็คนที่ค่อนข้างใจเย็นกว่าทุกคนในบ้านกล่าวขึ้นอย่างนั้นเพราะไม่อยากให้พ่อกับน้องชายมีปากเสียงกัน
“ก็แค่นั้นแหละ”
ปรานต์กล่าวห้วนๆก่อนวางช้อนแล้วเดินออกไปจากโต๊ะอาหารทันที
“ดูมัน แล้วนิสัยอย่างนี้เหรอที่จะเข้าไปทำงานในบริษัทได้”
นายปพณบ่นตามหลังบุตรชายคนกลางไปด้วยความไม่พอใจ
“ก็นิสัยเหมือนคุณพี่นั้นแหละค่ะ”
คุณรสนาค้อนสามีขวับ ข้อหาที่บังอาจตำหนิบุตรชายคนโปรดของนาง
“อ้าว คุณรสก็เข้าข้างลูกไม่เข้าเื่”
นายปพณถอนหายใจเฮือก
ปริญญ์รีบไกล่เกลี่ย
“ช่างเถอะครับคุณพ่อ คุณแม่ ไม่ใช่เื่หนักหนาอะไร ผมพอรับมือได้ ยังไงๆก็ให้นายสองยอมไปทำงานก่อนดีกว่าครับ เื่อื่นๆค่อยแก้กันไปทีละข้อ”
“มันจะทำได้สักกี่วันเชียว ไม่ได้ดูถูกน่ะ แต่รู้จักนิสัยมันดี”
นายปพณกล่าวทิ้งท้าย
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“พี่หนึ่งไปทำงานหรือยังครับคุณแม่”
เสียงของปรานต์ดังลงมาจากชั้นบนขณะที่เ้าตัวกำลังก้าวพรวดๆอย่างรีบเร่งลงมาตามบันไดในเวลาเกือบๆจะสิบเอ็ดโมงแล้ว
“แหกตาดูนาฬิกาบ้างนะ ก่อนที่จะถาม”
นายปพณซึ่งนั่งดูทีวีอยู่ในห้องรับแขกได้ยินเข้า ก็อดที่จะตอบแบบเหน็บแนมออกมาไม่ได้
“คุณพี่ละก็”
คุณรสนารีบปรามสามี ไม่อยากให้ค่อนว่าอะไรลูกอีก
“ก็ดูแล้วนะครับ แต่ถามเผื่อว่าพี่เขายังไม่ไป จะได้ไปพร้อมกัน”
ปรานต์ตีหน้ามึนตอบกลับบิดาไปแบบนั้น ทำเอาถูกถลึงตาเขียวปั้ดใส่ คุณรสนาจึงรีบเข้าแก้ไขสถานการณ์ตามเคย ด้วยการเดินเข้าไปหาบุตรชาย
“แล้วนี่สองจะไปทำงานจริงๆหรือลูก”
“โธ่ คุณแม่ครับ ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวของผมบ้างเลย”
ลูกชายคนกลางของบ้านซึ่งถูกมารดาตามใจจนเคยตัวทำท่ากระฟัดกระเฟียดไม่พอใจ
“ก็ทำตัวน่าเชื่อมั่นเหลือเกินนี่”
เสียงของผู้เป็พ่อลอยมาอีก
“แม่ว่าสองไปกินข้าวก่อนเถอะลูก แล้วค่อยออกไปทำงานนะ”
คุณรสนารีบแยกพ่อ ลูกซึ่งเหมือนเป็คู่ปรับกันนั้นให้ออกห่างกันด้วยการดึงแขนบุตรชายพาตรงไปยังห้องรับประทานอาหาร
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ปรานต์ไปถึงที่ทำงานในเวลาเกือบๆจะบ่ายโมง เขาไม่พบพี่ชายในที่ทำงาน จึงออกจะงงๆทำอะไรไมถูก ยืนหันไปหันมาอยู่หน้าห้อง ก็เหลือบไปเห็นยัยนักศึกษาฝึกงานอันเป็แรงบันดาลใจที่ทำให้เขากระตือรือร้นอยากมาทำงานนักหนากำลังนั่งทานอาหารอยู่ตรงโต๊ะทำงานของเ้าหล่อนเอง และเ้าหล่อนก็เหลือบมาเห็นเขาในจังหวะที่เขาหันไปมองพอดี ดวงตาสองคู่สบกันในระยะห่างประมาณสิบเมตร และเขาก็รีบเดินเข้าไปหาทันทีราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลก็ว่าได้
“ฉันเป็น้องชายของพี่หนึ่ง เอ่อ คุณปริญญ์นะ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณปริญญ์อยู่ที่ไหน”
สาวน้อยลนลานทำท่าว่าจะรีบเก็บกล่องข้าวที่ห่อมากินเองให้พ้นจากสายตาของคนแปลกหน้า แต่เมื่อเก็บไม่ทันก็จึงปล่อยเลยตามเลย ทำได้แค่รีบกลืนข้าวลงคอแล้วตอบ
“ท่านประธานออกไปพบลูกค้าค่ะ”
“แล้วจะกลับเมื่อไหร่”
“ไม่ทราบค่ะ”
“อะไรไม่ทราบ เธออยู่ที่นี่ในหน้าที่อะไรห๊ะ”
ชายหนุ่มโวยวายทันทีเมื่อได้คำตอบไม่เป็ที่น่าพอใจ