หมอกยามเย็นยังตามออกมาจากเว่ยกู่
พ้นแนวรั้วสุดท้ายมาแล้ว หลังคาไม้ของหมู่บ้านก็ถูกทิ้งไว้เื้ัจนมองไม่เห็นอีก ทว่าความชื้นเย็นบางเบานั้นยังเกาะอยู่ตามชายแขนเสื้อ ราวกับหมู่บ้านเล็กแห่งนั้นไม่ยอมปล่อยคนออกไปง่ายนัก
ทางดินแคบทอดผ่านแนวสนเตี้ยกับผาชื้น เบื้องหน้าไม่มีแสงจากบ้านเรือน ไม่มีเสียงคน ไม่มีเสียงสุนัขเห่า มีเพียงเงาหลังของหยวนชิงที่เดินนำอยู่ไม่เร็วไม่ช้า ราวกับต่อให้ถนนข้างหน้าจะยาวไปอีกเท่าใด ฝีเท้าของชายชราก็ยังไม่คิดจะเปลี่ยนจังหวะ
ลั่วจวินเดินตามอยู่ด้านหลังครึ่งก้าวบ้าง หนึ่งก้าวบ้าง
กระบี่เก่าที่เพิ่งได้รับมายังคาดอยู่ข้างเอว
ฝักกระบี่เก่าจนแทบมองไม่เห็นลายเดิม ไม่โอ่อ่า ไม่คมกริบเหมือนอาวุธที่ควรอยู่ในมือผู้ฝึก ทว่าเพียงมันแตะอยู่ข้างกาย ลั่วจวินก็รู้สึกเหมือนตนพกของที่ยังไม่ควรถูกผู้ใดมองเห็นติดตัวมาด้วย
เขายกมือแตะปลายฝักเบา ๆ
เย็น
เย็นยิ่งกว่าไอหมอกบนทางดินเสียอีก
“หากยังแตะมันอยู่อย่างนั้น” เสียงหยวนชิงดังขึ้นข้างหน้าโดยไม่หันกลับ “คืนนี้มือเ้าคงชาไปถึงข้อศอก”
ลั่วจวินชักมือกลับ
“ข้าเพียงอยากรู้ว่าอาวุธที่ท่านกำชับให้พกติดตัว เหตุใดก่อนหน้านี้จึงดูเหมือนของเก่าที่เก็บไว้ใต้เตียง”
“ของบางสิ่ง ภายนอกเหมือนทองเหมือนหยก แต่ภายในเป็เช่นไร ยังไม่อาจรู้ได้”
ลั่วจวินเงียบไปครู่หนึ่ง
เขาไม่เถียง
เพราะต่อให้ปากยังอยากเถียง มือก็ััได้จริงว่ากระบี่เล่มนี้เก่า แต่มิได้ตาย
“ข้ายังไม่เข้าใจ”
“เื่ใด”
“เหตุใดต้องให้ข้าพกมัน” ลั่วจวินมองแผ่นหลังของชายชรา “ในเมื่อท่านก็บอกเองว่า ใช้ได้เฉพาะคราวเป็ตาย”
หยวนชิงเดินต่อไปอีกหลายก้าว
พอลั่วจวินคิดว่าคงไม่ได้คำตอบ ชายชราจึงกล่าวขึ้น
“เพราะสิ่งที่ใช้พร่ำเพรื่อ ย่อมไม่เหลือคมไว้ยามจำเป็”
ลมเย็นพัดผ่านแนวสนอีกครา
ฟ้าเหนือศีรษะมืดลงอย่างรวดเร็ว สีครามหม่นค่อย ๆ ไหลกลืนแสงสุดท้ายของวันไปทีละส่วน จนทางดินข้างหน้าเหลือเพียงเงาราง ๆ
ลั่วจวินเหลือบมองรอบด้านโดยไม่รู้ตัว
นอกเว่ยกู่เงียบกว่าที่เขาคิด
ไม่ใช่ความเงียบแบบหมู่บ้านยามดึกที่ยังมีเสียงไม้ลั่น เสียงสุนัข หรือเสียงลมหอบผ่านรั้วเก่า หากเป็ความเงียบที่กว้างและลึกกว่า เหมือนไม่มีผู้ใดรับรองว่าใต้เงาไม้ข้างทางซ่อนสิ่งใดอยู่บ้าง
เขาเดินเร็วขึ้นครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
หยวนชิงเอ่ยขึ้นทันที
“เพิ่งออกจากเว่ยกู่ได้ไม่ถึงครึ่งคืน ใจก็ร้อนลนเสียแล้วหรือ”
“ก็แค่ครึ่งก้าว”
“ครึ่งก้าวพอจะบอกได้หลายเื่”
ลั่วจวินนิ่งไปเล็กน้อย
“หยวนเหลาโถว ท่านเดินอยู่ข้างหน้า ทำไมเห็นทุกการเคลื่อนไหวของข้า”
“ลมหายใจเ้าเปลี่ยนจังหวะ ข้าพูดยังไม่ทันจบประโยค ไหล่ขวาเ้าก็ยกสูงขึ้นเสียแล้ว”
ลั่วจวินยกมือคลายหัวไหล่เล็กน้อย
“เช่นนั้นต่อไปข้าคงต้องฝึกไม่ให้ท่านมองออก”
หยวนชิงไม่ต่อปากต่อคำกับลั่วจวินอีก
ไม่นานนัก ชายชราก็หยุดลงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง กิ่งหนายื่นออกมาบังลมได้ครึ่งหนึ่ง พื้นตรงนั้นค่อนข้างแห้ง มีรากไม้โผล่พ้นดินเป็แนวคด กับหินก้อนเตี้ยสองสามก้อนพอใช้พักเท้าได้
“คืนนี้ เราจะพักที่นี่”
ลั่วจวินกวาดตามองรอบด้าน
“ที่นี่หรือ”
“หากเ้าหวังว่าจะมีโรงเตี๊ยมในที่เปลี่ยวเช่นนี้ ก็สมควรถูกคนหลอกเอาเงินั้แ่ออกจากหมู่บ้าน”
“แต่ข้าไม่มีเงิน”
“เช่นนั้นก็ยิ่งถูกหลอกง่าย”
ลั่วจวินหมดคำจะเถียงไปครู่หนึ่ง
หยวนชิงหยิบถุงน้ำออกมาวางไว้ ตามด้วยห่อแห้งเล็ก ๆ ที่มีกลิ่นข้าวคั่วจาง ๆ ทุกการเคลื่อนไหวของชายชราเรียบง่ายจนแทบไม่มีสิ่งใดสะดุดตา
ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ลั่วจวินกลับรู้สึกชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ต่อให้คืนนี้จะมีสิ่งใดโผล่ออกมาจากความมืดหลังแนวไม้ สิ่งที่น่าเกรงกลัวอาจไม่ใช่สิ่งนั้น
แต่เป็ชายชราผมขาวตรงหน้าเขาต่างหาก
“นั่งลง”
ลั่วจวินนั่งลงบนหินเตี้ยก้อนหนึ่งอย่างว่าง่ายกว่าปกติ
เงียบไปพักหนึ่ง เขาจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“หยวนเหลาโถว”
“มีอันใดจะถามอีก”
คำพูดของหยวนชิงเพิ่งขาดลง
สายตาของเขาก็เหลือบไปทางแนวป่าด้านตะวันตกเฉียงเหนือในทันที
ลั่วจวินยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใดต่อ
บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปเสียก่อน
ลมค่ำยังพัดเช่นเดิม เงาไม้ยังไหวเพียงบางเบา แต่ความผ่อนคลายที่เคยมีอยู่ในท่วงท่าของชายชรากลับหายไปจนสิ้น
ลั่วจวินลดเสียงลง
“มีคนตามมา?”
หยวนชิงนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น
“เ้ารออยู่นี่”
ลั่วจวินเงยหน้าทันที
“ท่านตั้งใจจะปิดปากเงียบเช่นนี้จริงหรือ”
หยวนชิงไม่ได้ตอบตรงคำถามนั้น
เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบถุงผ้าใบเล็กออกมายัดลงในมือลั่วจวิน
น้ำหนักในฝ่ามือทำให้ลั่วจวินชะงัก
เป็เงินก้อนหนึ่ง
“หากผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปแล้วข้ายังไม่กลับมา” หยวนชิงกล่าวเรียบ ๆ “รีบออกเดินทางขึ้นไปทางเหนือทันที”
ลั่วจวินกำถุงเงินแน่นขึ้น
“เดินเท้าไปอีกครึ่งวัน จะพบหมู่บ้านชิงซง” ชายชรากล่าวต่อ “ที่นั่นมีกองเกวียนขนสินค้าผ่านเข้าออกเป็ระยะ จงหาขบวนที่มุ่งหน้าไปเมืองเป่ยหลัว แล้วอาศัยไปกับขบวนนั้น”
ลั่วจวินขมวดคิ้ว
นี่น่าจะเป็ประโยคยาวที่สุดที่หยวนเหลาโถวเคยพูดกับเขานับั้แ่จำความได้
หยวนชิงมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“ในเมืองเป่ยหลัว ให้มองหาร้านตีดาบ ร้านใดที่เ้าเดินเข้าไปแล้วมีคนเอ่ยขอซื้อกระบี่เล่มนั้น” เขาพยักหน้าไปยังกระบี่เก่าข้างตัวลั่วจวิน “จงตอบเพียงว่า ราคาสามชั่งเจ็ดตำลึง”
ลั่วจวินชะงัก
“เพียงเท่านี้?”
“เพียงเท่านี้”
ลั่วจวินลุกขึ้นยืนทันที
“ข้าจะไปกับท่าน”
“ไม่ได้”
“เพราะเหตุใด”
หยวนชิงมองเขานิ่ง ๆ
“ระดับขั้นแตกต่างเกินไป ข้าคุ้มครองเ้าไม่ได้”
คำตอบนั้นมิได้ดัง
แต่มิเปิดช่องให้เถียง
หยวนชิงเงยหน้ามองฟ้าเพียงครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวย้ำ
“หนึ่งก้านธูป”
เขาหยุดไปชั่วลมหายใจ
“หากข้ายังไม่กลับมา ก็ไปเสีย อย่ามัวรีรอ”
คำสุดท้ายเบานัก
แต่กลับหนักยิ่งกว่าสิ่งใด
ยังไม่ทันที่ลั่วจวินจะเอ่ยถามอีกคำ หยวนชิงก็จากไปแล้ว
เงาร่างนั้นก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็กลืนเข้ากับรัตติกาล ราวกับมีเพียงความมืดเท่านั้นที่รู้ว่าเขาจากไปทางใด
เหลือเพียงถุงเงินในมือ
กระบี่เก่าข้างกาย
และความเงียบที่ค่อย ๆ หนักขึ้นทุกลมหายใจ
ลั่วจวินยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง
สายตายังจับอยู่ที่แนวป่าด้านเดิม ราวกับเพียงเขาไม่ละสายตาไป ชายชราผู้นั้นก็จะก้าวกลับออกมาในอีกไม่ช้า
แต่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ลมค่ำพัดลอดกิ่งไม้เหนือศีรษะ เสียงใบสนเสียดสีกันแ่เบา ถุงเงินในมือหนักขึ้นทีละน้อยจนเหมือนมิใช่เงิน แต่เป็คำสั่งสุดท้ายที่หยวนชิงยัดทิ้งไว้
หนึ่งก้านธูป
ลั่วจวินไม่รู้เวลาผ่านไปถึงครึ่งแล้วหรือยัง
รู้เพียงความคิดอยากฝืนตามเข้าไปในป่าเริ่มชัดขึ้นทุกลมหายใจ
เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าว
แล้วหยุด
คำว่า อย่ามัวรอ กดลงในอกเหมือนก้อนหิน ทว่าการยืนอยู่เฉย ๆ ก็ไม่ต่างจากปล่อยให้ก้อนหินนั้นทับเขาไว้ทั้งตัว
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ตั้งใจจะฝืนคำสั่งจริง ๆ
แต่ในจังหวะนั้นเอง
เสียงฝีเท้าสายหนึ่งพลันแทรกผ่านแนวไม้เข้ามา
ไม่เร็ว
แต่ไม่ปิดบัง
ราวกับผู้มาเยือนไม่คิดจะซ่อนตนอีกต่อไปแล้ว
ลั่วจวินชะงัก
ปลายนิ้วที่กำถุงเงินอยู่แข็งค้างขึ้นในทันที
เงาร่างผู้หนึ่งพุ่งออกมาจากความมืดอย่างรวดเร็ว
เป็ชายร่างผอมในชุดสีหม่น
ลมหายใจมันหอบหนัก คล้ายเพิ่งเร่งฝีเท้ามาจากที่ไกล สีหน้าตึงเครียด แต่ดวงตากลับนิ่งเกินไป
นิ่งเหมือนคนที่เคยเห็นผู้อื่นตายต่อหน้ามาหลายครั้ง จนความตายไม่เหลือสิ่งใดให้ต้องกะพริบตา
ลั่วจวินถอยครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
“เ้าเป็ใคร”
อีกฝ่ายไม่ตอบ
เพียงสะบัดฝ่ามือ ลมคมบางสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามา
ลั่วจวินเบี่ยงตัวหลบอย่างฉิวเฉียด ปลายแขนเสื้อถูกเฉือนขาดเป็ริ้วในทันที
คนผู้นี้ไม่ได้มาเพื่อถาม
ไม่ได้มาเพื่อข่มขู่
มันมาเพื่อฆ่า
ลั่วจวินพลันเข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายเหนือกว่า
เขาไม่รู้ระดับแน่ชัด
แต่เพียงแรงปะทะคราแรก น้ำหนักมือและจังหวะกดก็พอจะบอกว่า คนผู้นี้มิใช่คู่ต่อสู้ที่ฝีมือปกติของเขาจะรับได้โดยง่าย
ชายชุดหม่นไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย
มันก้าวประชิดในพริบตา ฝ่ามือหนึ่งกดลงตรงอก อีกข้างเฉือนเข้าลำคอ
ลั่วจวินยกแขนปัด
รับแรงได้เพียงครึ่ง
แรงะเืกลับแล่นย้อนเข้าไหล่จนชาไปทั้งท่อน
เขากัดฟันถอย
รองเท้าครูดพื้นดินดังครืด ส้นเท้าเกี่ยวรากไม้ที่โผล่พ้นดินจนเกือบเสียหลัก เขาจึงกดปลายเท้าลงด้านข้าง พลิกตัวผ่านลำต้นสนเล็กต้นหนึ่งให้มันคั่นอยู่ระหว่างตนกับอีกฝ่าย
ฝ่ามือของชายชุดหม่นตวัดผ่านอากาศ คมลมสายหนึ่งเฉือนลำต้นสนที่คั่นอยู่ทันที
เปลือกไม้ถูกเฉือนเปิดเป็รอยยาว เศษไม้แห้งกระเด็นผ่านข้างแก้มลั่วจวินไป
เร็ว
หนัก
และไม่เปิดช่องให้ตั้งหลัก
ลั่วจวินสวนกลับด้วยฝ่ามือสามกระบวนติด
กระบวนแรกหลอกสูงตรงใบหน้า
กระบวนที่สองกดต่ำเข้าชายโครง
กระบวนที่สามเปลี่ยนมุมผ่านเงาลำต้น หวังแตะช่องว่างใต้รักแร้ของอีกฝ่าย
แต่สองกระบวนแรกถูกปัดทิ้งอย่างง่ายดาย
กระบวนที่สามเฉียดชายเสื้ออีกฝ่ายไปเพียงนิด
ยังไม่ทันถอนแรงกลับ ชายชุดหม่นก็กระชากศอกเข้ากระแทกชายโครงจนลั่วจวินลมหายใจสะดุด ร่างเซถลาไปด้านข้าง เืคาวสายหนึ่งทะลักขึ้นมาถึงปลายลิ้น
มันมิได้รีบรุกตามทันที
กลับยืนมองเขาอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าว
สายตาเ็า
และเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะให้เขาตายอย่างไร
“อ่อนหัดถึงเพียงนี้” มันเอ่ยเสียงต่ำ “ยังไม่รีบชักกระบี่อีกหรือ”
ลั่วจวินปาดเืที่มุมปากออกช้า ๆ
มือซ้ายยังกำถุงเงินอยู่
เขาคลายมือ แล้วปล่อยถุงนั้นตกลงข้างรากไม้
จากนั้นจึงตอบเสียงเย็น
“ลำพังแค่เ้า ยังไม่ถึงคราว”
แววตาของชายชุดหม่นเย็นลงทันที
คล้ายคำตอบนั้นไปกระทบเส้นความอดทนที่มันเหลืออยู่ไม่มากนัก
มันหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ดี”
“เช่นนั้นข้าจะดูว่าฝ่ามือของเ้าจะยื้อชีวิตเ้าได้นานเพียงใด”
สิ้นคำ เงาร่างมันก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง
ครานี้มิใช่การปิดฉากตรง ๆ
หากเป็การต้อน
ลั่วจวินเพิ่งยกแขนรับ คมลมอีกสายก็เฉือนผ่านหัวไหล่ เพียงพอให้ผ้าขาด เพียงพอให้เืซึม แต่ยังไม่ลึกถึงกระดูก
อีกฝ่ายหมุนตัวหายไปด้านข้าง ตวัดส้นเท้าเตะใส่เข่าลั่วจวินจากมุมอับ
ลั่วจวินฝืนบิดตัวหลบได้ครึ่ง
แรงปะทะยังซัดให้เขาเสียหลักไปหลายก้าว
มันไม่เร่งฆ่า
กลับค่อย ๆ กด ค่อย ๆ เฉือน ค่อย ๆ ต้อน ราวกับกำลังลิดกิ่งไม้แห้งออกจากต้นทีละข้อ
ฝ่ามือซ้ายของลั่วจวินยกต่ำ ฝ่ามือขวาเชิดขึ้นเล็กน้อย
ลมหายใจค่อย ๆ ปรับลง แม้ชายโครงจะปวดหน่วงจนแทบหายใจได้ไม่เต็มอกก็ตาม
ชายชุดหม่นเห็นเขานิ่งเช่นนั้น แววตายิ่งขุ่นเย็น
“หากระดับใกล้เคียงกัน เ้าคงพอมีทางสู้ได้” มันกล่าว “แต่ระดับห่างกันถึงเพียงนี้ ยังคิดว่าจะเอาชนะได้โดยไม่ต้องชักกระบี่ออกมาอีกหรือ”
พูดจบมันก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง
สองฝ่ามือสลับเร็วราวเงา
ลั่วจวินรับกระบวนแรกไว้ได้
กระบวนที่สองบีบให้เขาต้องถอย
กระบวนที่สามทะลวงแนวป้องกันเข้ากระแทกตรงกลางลิ้นปี่ จนร่างเขาปลิวไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง
ลมหายใจขาดห้วง ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ
ยังไม่ทันฟื้น ชายชุดหม่นก็โผล่มาตรงหน้าอีกครั้งแล้ว
ปลายนิ้วของมันหยุดค้างอยู่ห่างจากลำคอเขาเพียงครึ่งชุ่น
ไม่แทงต่อ
ไม่ปิดฉาก
มันเพียงยิ้มบาง ๆ
ยิ้มแบบคนที่ถือมีดอยู่เหนือแมลงตัวเล็ก
“ชักกระบี่”
น้ำเสียงนั้นต่ำลงกว่าเดิม
“หรือเ้าจะตายทั้งอย่างนี้จริง ๆ”
ลั่วจวินกัดฟันแน่น
เืไหลลงมาจากมุมปากเป็เส้นบาง
เป็ไปตามที่เขาคาด
อีกฝ่ายเริ่มหงุดหงิด
หงุดหงิดที่เขายังใช้เพียงฝ่ามือ
หงุดหงิดที่ตนถูกมองราวไม่คุ้มให้ชักกระบี่
และเพราะความหงุดหงิดนั้นเอง จังหวะของมันจึงเริ่มเปลี่ยน
จากฆ่า
เป็บีบ
จากปิดฉาก
เป็ยั่ว
ลั่วจวินฝืนกดลมหายใจให้ยาวขึ้นอีกครา
สายตาเหลือบมอง จับความเคลื่อนไหวจากปลายเท้าของอีกฝ่าย จากนั้นค่อยเลื่อนขึ้นสู่หัวไหล่
เขายังสู้ตรง ๆ ไม่ได้
แต่หากอีกฝ่ายเริ่มเล่น ช่องว่างย่อมต้องเกิด
ชายชุดหม่นผละออกไปหนึ่งก้าว
ก่อนยกมือขึ้นช้า ๆ คล้ายเชื้อเชิญ
ลั่วจวินกลับไม่ถอย
เขาก้าวเข้าหาแทน
ฝ่ามือซ้ายหลอกสูง ฝ่ามือขวาตวัดต่ำ ตามด้วยศอกสั้นกระแทกเข้าชายโครงในจังหวะที่หมุนตัวครึ่งวง
ชุดกระบวนนี้ไวพอสมควร
หากชายชุดหม่นเพียงปัดออกสองครั้งก็ทำลายทั้งหมดได้
ลั่วจวินถูกแรงสะท้อนกลับอีกครา
ฝ่ามือขวาชาวาบจนแทบไร้ความรู้สึก
แต่ครานี้เขาไม่ถอยไกล
ส้นเท้าซ้ายของเขาแตะรากไม้ที่โผล่พ้นดินอยู่ด้านหลังพอดี
ลั่วจวินรู้สึกถึงตำแหน่งของมันโดยไม่ต้องก้มมอง
ชายชุดหม่นหัวเราะเบา ๆ
“ดี”
“เช่นนี้ค่อยสนุกขึ้นบ้าง”
มันตวัดฝ่ามือใส่ใบหน้าเขา
ลั่วจวินเงยหลบ
เข่าของอีกฝ่ายกลับพุ่งขึ้นตรงท้องในจังหวะเดียวกัน
ลั่วจวินไม่หลบหมด
เขาปล่อยให้แรงนั้นกระแทกเข้ามาครึ่งหนึ่ง ร่างทั้งร่างงอลงตามแรงจนดูเหมือนเสียหลัก แต่ส้นเท้าซ้ายกลับเกี่ยวอยู่หลังรากไม้แน่นพอจะไม่ถูกซัดปลิวออกไป
ชายชุดหม่นคว้าไหล่เขาไว้
กระชากขึ้นมาอีกครั้ง
จังหวะนั้นเอง ลั่วจวินใช้แรงกระชากของอีกฝ่ายดึงตัวเข้าด้านใน ส้นเท้าซ้ายเกี่ยวรากไม้ไว้แน่น แล้วบิดสะโพกกลับครึ่งวง
แรงที่ควรดึงให้เขาเสียหลัก กลับถูกเปลี่ยนเป็แรงส่งให้เขาสืบเท้าเข้าประชิดด้านในทันที
ฝ่ามือขวาที่ชาจนแทบไร้ความรู้สึกกลับเปิดออกช้า ๆ
แก่นพลังเหยียนในร่างเริ่มไหลรวมเข้าฝ่ามือนั้น
ช้าในคราแรก
จากนั้นเร็วขึ้น
เร็วขึ้นอีก
ความร้อนมิได้ปะทุออกภายนอก หากเหมือนแสงแรกยามอรุณที่ถูกบีบอัดไว้ใต้ิั ลึก แน่น และหนักขึ้นทุกขณะ
ชายชุดหม่นเห็นเข้า
กลับยิ้ม
มันคิดว่าในที่สุดลั่วจวินก็จะชักกระบี่แล้ว
ลั่วจวินก้มไหล่ลงราวกับจะเอื้อมไปยังด้ามกระบี่
พริบตาที่อีกฝ่ายเปลี่ยนจังหวะ จากบีบเป็รุกปิดทางหนี
ลั่วจวินก็ยกมือเปล่าขึ้นแทน
ไม่ชักกระบี่
ฝ่ามือของเขากดออกไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน
อากาศรอบฝ่ามือพร่าไหวในฉับพลัน ราวกับมีคลื่นร้อนบาง ๆ ถูกบีบรวมอยู่ตรงนั้น รอยแดงทองจาง ๆ แล่นจากข้อมือสู่ปลายนิ้ว ไม่สว่างแยงตา แต่หนักแน่นจนความมืดรอบตัวเหมือนถูกผลักถอยไปครึ่ง่
ชายชุดหม่นสีหน้าเปลี่ยน
ครานี้มันััได้ทันทีว่าไม่ถูกต้อง
คนตรงหน้าไม่ได้ดิ้นรนอย่างผู้สิ้นหนทาง
แต่กำลังรอ
รอจังหวะที่มันหย่อนความตายลงมาครึ่งเสี้ยว
แล้วสวนคืนด้วยทุกสิ่งที่เหลืออยู่
มันเร่งพลังขึ้นสุดกำลังทันที
ฝ่ามือที่เมื่อครู่ยังเหลือแรงไว้เล่นสนุก พลันกดลงเต็มกำลัง
คมลมหลายสายม้วนซ้อนอยู่รอบฝ่ามือนั้น เสียงอากาศถูกบีบจนแหลมขึ้นในพริบตา ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะฝ่ามือของลั่วจวินตรง ๆ
ลั่วจวินกัดฟันแน่น ฝ่ามือขวาดันออกไปเต็มแรง ด้วยวิชาขั้นสี่ชั้นทอง
ฝ่ามือเบิกอรุณ
ความร้อนแดงทองที่อัดอยู่ใต้ิัปะทะกับคมลมของอีกฝ่ายในระยะไม่ถึงครึ่ง่แขน
แรงะเืแล่นย้อนเข้าข้อมือทันที เืคาวทะลักขึ้นถึงคออีกครา
เขารู้ดีว่าโอกาสนี้มีเพียงครั้งเดียว
หากฝ่ามือนี้ทะลวงไม่ผ่าน
คืนนี้เขาคงต้องชักกระบี่