ตอนที่ ๔
เช้าของวันรุ่งขึ้นหลี่เฟยเย่และซิ่วเหอนั่งเกี้ยวเพื่อเดิน ทางกลับจวนซิ่วเหอนั่งอยู่ด้านในเกี้ยวส่วนหลี่เฟยเย่เขากำลังขวบม้าอยู่ด้านข้างหลังจากคืนนั้นทั้งสองมิได้พูดคุยกันอีกเลย
หลังจากทั้งสองกลับมายังจวนหลี่ต่างคนก็ต่างไม่พูด จาอะไรกันทั้งสิ้น จินซิ่วเหอเองก็เอาแต่นิ่งเงียบส่วนแม่ทัพหลี่เองก็ทำหน้าตาไร้อารมณ์เช่นทุกครั้ง
“ท่านพี่เฟยเย่!!”
เสียงของหญิงสาวดังลอยมาจากหน้าของจวนเสียงของหญิงผู้นี้หลี่เฟยเย่ไม่ต้องเดาเลยว่าเป็ผู้ใดส่วนซิ่วเหอเองก็รู้อยู่แล้วว่าเป็....
“ท่านพี่เฟยเย่....ซิ่วเหอนี่เ้ายังอยู่อีกหรือข้าคิดว่าเ้าทนอยู่กับท่านพี่เฟยเย่มิได้จนร้องไห้วิ่งเข้าวังไปเสียแล้ว...”นางมองไปที่หลี่เฟยเย่ก่อนที่นางจะเหลือบมามองเห็นซิ่วเหอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ข้าแต่งเข้ามาอยู่ในจวนหลี่แล้วทำไมข้าต้องเข้าวังเล่าองค์หญิงเว่ยหลิน....”
“ซิ่วเหอ...นี่เ้ากล้าต่อปากต่อคำข้ารึ!” นางโกรธที่ซิ่ว เหอเอ่ยออกไปเช่นนั้นปกติแล้วซิ่วเหอจะไม่ค่อยตอบโต้นางกลับเพราะนางจะต้องโกรธแล้วหาเื่ซิ่วเหออยู่บ่อยครั้งตอนที่อยู่ในวัง
“ทำไมองค์หญิงเว่ยหลินถึงคิดเช่นนั้นข้าก็แค่ตอบไปตามเป็จริง...”
“นี่เ้า...เป็แค่องค์ชายก้นครัวแถมยังเป็อนุภรรยาของท่านพี่เฟยเย่...เ้านี่มันไม่รู้จักเจียมตัวอีกรึหัดดูเงาตัวเ้าเองในน้ำเสียบ้างเผื่อว่าเ้าจะเห็นสันดรที่แท้จริง”
“ถ้าเช่นนั้นองค์หญิงเว่ยหลินไปดูเองเถิดเผื่อจะเห็นสันดานของ....องค์หญิง”
กรี๊ด!!!!!
เสียงกรีดร้องขององค์หญิงเว่ยหลินดังก้องไปทั่วจวนหลี่ บ่าวรับใช้ต่างใช้มือของตัวเองอุดหูเอาไว้ทั้งสิ้น ส่วนจินซิ่ว เหอนั้นหลังจากเอ่ยกับเว่ยหลินแล้วก็เดินออกมาจากตรงนั้นทันที
“ท่านพี่เฟยเย่...ดูเถิดอนุภรรยาของท่านบังอาจนัก...ท่านต้องจัดการเขาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
“จักให้กระหม่อมจัดการองค์ชายอย่างนั้นหรือพะยะค่ะหม่อมฉันเกรงว่า....”
“ถ้าท่านพี่เฟยเย่ไม่จัดการเขาให้ข้าข้าเองจักจัดการลงโทษเขาประเดี๋ยวนี้....ทหารไปจับตัวซิ่วเหอมาลงโทษ!!”เหล่าทหารรับคำสั่งจากผู้เป็นายทันที ก่อนจะไปตามตัวจิน ซิ่วเหอ ในเพลานี้เขากำลังจัดเตรียมอาหารสำหรับมื้อกลางวันอยู่ภายในห้องครัวของจวน
“ทูลองค์ชาย...องค์หญิงเว่ยหลินให้กระหม่อมมาจับกุมองค์ชายพะยะค่ะ...” นายทหารผู้มาจับกุมเอ่ยกล่าว ซิ่ว เหอก็รู้อยู่แก่ใจว่าทำไมถึงให้คนมาจับกุมปกติตอนที่เขาอยู่ในวังหลวงก็เป็เช่นนี้มาตลอด
ส่วนนายทหารที่มาจับกุมก็ไม่เคยจับกุมแบบจริงจังสักเท่าไหร่นักเพราะพวกเขาไม่กล้าที่จะทำเช่นนั้นได้อีกอย่างซิ่วเหอเองก็เป็ถึงเชื้อพระวงศ์ระดับสูงเช่นกัน
จินซิ่วเหอจัดสำรับของมื้อกลางวันเสร็จจึงรีบเดินตามทหารที่มาจับกุมตัวเขาส่วนองค์หญิงเว่ยหลินนางกำลังรอที่จะลงโทษซิ่วเหอด้วยความใจร้อน
“องค์หญิง....กระหม่อมพาองค์ชายมาแล้วพะยะค่ะ”
“จับมัดแล้วพาไปที่ลานลงโทษ”ลานลงโทษเป็สถานที่ที่ใช้ลงโทษบ่าวไพร่ที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของเ้านาย หรือผู้เป็นายหรือบ่าวไพร่เ่าั้ทำผิดกฎของจวนนั้นๆ
เหล่าทหารมิบังอาจจับตัวของซิ่วเหอมัดแต่ก็มิอาจขัดคำสั่งขององค์หญิงเว่ยหลินได้ แม้จะถูกจับมัดด้วยเชือก...แต่เชือกที่มัดตัวนั้นก็ไม่ได้แน่นอย่างที่นักโทษเคยถูกมัด
ซิ่วเหอปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปโดยไม่มีทีท่าขัดขืนสายตาของเขาหันไปมองทางหลี่เฟยเย่ หากคนผู้นั้นกับไม่เอ่ยอะไรแม้แต่พยางค์เดียวแถมยังเสมองไปทางอื่นปล่อยให้เขาถูกพาตัวไปยังลานลงโทษ
แป๊ะ! แป๊ะ!
เสียงของไม้ที่กระทบกับตัวของซิ่วเหอดังไปทั่วบริเวณนั้นเหล่าบ่าวไพร่ไม่กล้าที่จะหันมามองซิ่วเหอส่วนขันทีคนสนิทก็ถูกจับตัวไว้มิให้เข้ามาช่วยซิ่วเหอ เขาถูกสั่งโบยไปยี่สิบครั้งก่อนจะถูกปล่อยตัว
“องค์ชาย....เป็อย่างไรบ้างพะยะค่ะกระหม่อมจะหายามาทาให้...อึก...” ชูเฉียงเอ่ยพร้อมน้ำตาหลังจากที่เห็นสภาพของผู้เป็นายที่าเ็
“....”
ชูเฉียงหลังจากกล่าวบอกคนเป็นายเสร็จจึงเดินออกมาจากเรือน เขาเปิดประตูเรือนออกมาก็พบว่ามีอีกคนที่ยืนรออย่างตรงหน้า เขาก็คือแม่ทัพหลี่...
“อึก...ทะท่านแม่ทัพ...” ชูเฉียงโค้งศีรษะคำนับก่อนปลีกตัวออกมาจากตรงนั้นเพื่อออกไปซื้อยา
“ชูเฉียง....”คนถูกเรียกหยุดฝีเท้า ก่อนจะหันกลับมา
“ท่านแม่ทัพมีอะไรหรือขอรับ...อึก...”
หลี่เฟยเย่หันกลับไปเอ่ยตอบขันทีพร้อมกับยื่นของบางอย่างให้กับชูเฉียง เป็ห่อผ้าห่อหนึ่งซึ่งมิรู้ว่าข้างในห่อผ้ามีอะไรอยู่
“เอายาพวกนี้ไปต้ม...แล้วให้องค์เสวยเ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่”
“เข้าใจขอรับ.....”ชูเฉียงยิ้มเล็กน้อย มืออีกข้างก็ยก ขึ้นมาปาดน้ำตาที่เปื้อนใบหน้า
ถึงจะไม่ค่อยพูดอะไรมากมายแต่สุดท้ายท่านแม่ทัพก็ยังเป็ห่วงองค์ชายของข้าชูเฉียงซึ้งในความใส่ใจของท่านแม่ทัพยิ่งนัก
ขันทีน้อยไม่รอช้ารีบนำยาในห่อผ้านั้นไปต้มทันทีใช้เวลาไปแค่*สองเค่อ เขาก็ต้มยาเสร็จแล้ว
“องค์ชายพะยะค่ะ...ทรงเสวยโอสถก่อนพะยะค่ะ”
ซิ่วเหอร่างกายแทบแตกสลายทุกครั้งที่เขาขยับตัวถึง แม้การถูกโบยจะถูกพันด้วยนวมหนา แต่ก็มิวายมนความแรงของไม้ที่กระทบกับร่าง
หลี่เฟยเย่...ข้าเกลียดเ้ายิ่งนัก...
“ชูเฉียง...เ้าไปเอายานี่มาจากที่ใดกัน...”เสียงแหบพล่ามเอ่ยถามขันทีคนสนิท
“ท่านแม่ทัพหลี่ให้ห่อยาแก่กระหม่อมกระหม่อมจึงนำยาไปต้มมาให้องค์ชายเสวยพะยะค่ะ”
ท่านแม่ทัพหลี่งั้นรึ....หึๆตอนที่ข้าถูกโบยไม่ทักท้วงจะช่วยข้าเพลานี้กลับเอายามาให้ข้า...และข้าก็คิดว่ายานี่ต้องเป็ยาพิษเป็แน่หลังข้าถูกโบยก็บางตายแล้วคงอยากให้ข้าตายเร็วๆงั้นรึ ไม่มีทางเสียเถิดหลี่เฟยเย่
“ข้าไม่กิน....เอายานี่ไปทิ้ง”
“แต่ว่า...องค์ชายต้องสะ...”
“เ้ากล้าขัด...”
ตุ๊บ!!!
ไม่ทันจะได้กล่าวโทษของชูเฉียงสติของซิ่วเหอก็พลันหายไปต่อหน้าของขันที ร่างกายล้มลงไปกับเตียงนอนส่วนศรีษะนั้นยังดีที่มีหมอนรองรับเอาไว้
“องค์ชาย...องค์ชายพะยะค่ะองค์ชาย....!!”
ชูเฉียงเรียกสติของผู้เป็นายด้วยความเป็ห่วงเรียกอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ตอบสนอง ชูเฉียงหมดหนทางก่อนจะคิดได้ว่าต้องไปตามใคร
วิ่งรอบจวนแล้วก็ไม่เห็นผู้ใดสักคนแม้แต่พ่อบ้านซุนไห่ก็มิอยู่ในจวนแห่งนี้ นี่เป็วันแห่งความโชคร้ายเสียจริง
ชูเฉียงจึงตัดสินใจไปตามหลี่เฟยเย่ที่ค่ายทหารเขาคิดว่าถ้าไปตามหาที่นั่นจะได้พบกับท่านแม่ทัพหลี่เป็ได้
“หยุดก่อน...เ้าเป็ใคร?คนนอกห้ามเข้าเ้ามิรู้รึ...” นายทหารยามเอ่ยกับชูเฉียง
“ข้ามาพบท่านแม่ทัพหลี่...พี่ชาย...ท่านช่วยไปบอกท่านแม่ทัพหลี่ให้ข้าทีเถิด”
“เ้าเป็ใคร?แล้วท่านแม่ทัพหลี่เป็ใคร คนธรรมดาเช่นเ้ามาขอพบท่านแม่ทัพหลี่งั้นรึเ้านี่กำลังฝันกลางวันอยู่หรือ เ้าหนู...มิใช่ว่าผู้ใดจะได้พบท่านแม่ทัพได้”
“แต่ข้ามี....”
“นี่ข้าพูดดีๆกับเ้าแล้วหากไม่ยอมกลับไปแต่โดยดีข้าจักจัดการเ้าเสียตอนนี้”
เพราะเป็แค่ขันทีชั้นผู้น้อยชูเฉียงจึงไม่สามารถอะไรได้มากมาตามตัวท่านแม่ทัพหลี่ก็ไม่เป็ผลแถมยังถูกไล่ตะ เพิดออกมาเหลือเพียงหนทางเดียว....
“พระสนม....ชูเฉียงมาขอเข้าเฝ้าเพคะ....”
“ให้เข้ามา...”
ชูเฉียงรีบเข้าไปเข้าเฝ้า....เขาบอกเื่ราวว่าวันนี้เกิดอะไรกับองค์ชาย
“แล้วซิ่วเหอลูกของข้าเล่า....”
“พระสนม...กระหม่อมสมควรตายพะยะค่ะ”
“ถ้าเ้าตายตอนนี้แล้วลูกของข้าจะเป็อย่างไรเจาเจา..ไปตามหมอหลวงให้ข้า ข้าจะไปที่จวนหลี่”
พระสนมฉางจ้ายเอ่ยปากบอกเหล่านางกำนัลก่อนที่นางจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากตำหนักครั้งนี้เหตุใดองค์หญิงเว่ยหลินถึงทำกับบุตรชายของเขาจนอาการสาหัดเช่นนี้
ขบวนเสด็จเดินทางมาถึงหน้าจวนหลี่อย่างรวดเร็วพระสนมฉางจ้ายนางรีบลงจากเกี้ยว ก่อนจะเดินเข้าไปภายในจาวน
“คาราวะพระสนม....หม่อมฉันมิทราบว่าพระ.....”
“ลูกของข้าอยู่ที่ใด!!”
นางตระหวาดลั่นไม่สนว่าคนตรงหน้าจะเป็ผู้ใดแม้จะเป็มารดาของท่านแม่ทัพหลี่ก็ตาม ชีวิตของบุตรชายของนางสำคัญยิ่งกว่านัก
“เอ่อ....ชูเฉียงเ้ารีบนำพระสนมไปที่เรือนขององค์ชายเร็วเข้า” ระหว่างความตรึงเคลียดชูเฉียงรีบนำพาพระสนมมายังเรือนของซิ่วเหอ
หลังจากที่ฉางจ้ายมาถึงเรือนนางก็พบกับสภาพของบุตรชายซึ่งเป็ที่รักของนางนอนสลบไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ
“ซิ่วเหอ....!!”นางรีบเข้าไปพยุงบุตรชายขึ้นมากอดแน่น“ซิ่วเหอ....แม่ขอโทษ...ที่ทำให้เ้าต้องมีสภาพเช่นนี้...อึก..หือๆ”
“ท่านหมอหลวง.....”
“พะยะค่ะพระสนม...”
แม้จะเสียใจเพียงใดแต่หากไม่ให้หมอหลวงรักษามันจะมีประโยชน์อันใดระหว่างที่หมอหลวงกำลังอาการของซิ่วเหอคนที่เป็ร้อนเป็ทุกข์มากกว่าผู้อื่นก็เห็นมีเพียงแต่พระสนมฉางจ้าย
“ท่านหมอหลวงลูกของข้าเป็อย่างไรบ้าง....”
“ทูลพระสนม....อาการขององค์ชายไม่สู้ดีนักพะยะค่ะ”
“แล้วท่านมีทางรักษาหรือไม่”
หมอหลวงทำได้เพียงส่ายหัวไปมาหากว่าซิ่วเหอทนการเ็ปผ่านพ้นไปในคืนนี้ได้ก็จะมิเป็อะไรมากหากไม่สามารถทนพิษาแได้ไหว การช่วยเหลือรักษาก็หมดหนทาง
พระสนมฉางจ้ายร่ำร้องไห้กอดผู้เป็ลูกชายที่ตนรักเขาทำบุญมาเพียงนี้เท่านั้นหรือถึงต้องมาเป็อะไรตายจากกันเช่นนี้
.........
“ทูลฝ่าา...กระหม่อมได้ข่าวมาว่าองค์ชายซิ่วเหอถูกองค์หญิงเว่ยหลินสั่งโบยเมื่อ่*ยามอู่ เห็นนางกำนัลบอกว่าตอนนี้อาการไม่สู้ดีนักพะยะค่ะ”กงกงคนสนิทเอ่ยกล่าว
แลครั้งนี้สีหน้าของฮ่องเต้ดูไม่สบอารมณ์เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาเขาอุตส่าห์ส่งตัวซิ่วเหอไปอยู่นอกวังแล้ว ทำไมยังถูกกลั่นแกล้งเล่า
“ไปตามองค์หญิงเว่ยหลินมาพบข้า!!”ฮ่องเต้รับสั่งดั่งฟ้าพิโรธน์เพลานี้ฮ่องเต้หมดความอดทนต่อองค์หญิงผู้นี้เหลือเกิน
กงกงรับคำสั่งจากฮ่องเต้ทันทีในวังหลวงแห่งนี้คำสั่งของพระมหากษัตริย์ถือเป็ที่สุดหากผู้ใดขัดพระกระแสรับสั่งมันผู้นั้นต้องโดนปะาสถานเดียว
ไม่นานนักกงกงที่รับคำสั่นจากฮ่องเต้ก็พาตัวองค์หญิงเว่ยหลินมาตามพระกระแสรับสั่ง
“เสด็จพ่อเพคะทรงเรียกหาหม่อมฉันมีเื่อันใดเพคะ” เว่ยหลินพูดตามที่เคยกระทำมานางถือว่าตัวนางนั้นเป็องค์หญิงคนปรดของฮ่องเต้มาโดยตลอด ไม่ว่านาง้าสิ่งใดฮ่องเต้ก็จักหาให้นางได้เกือบทุกครั้ง
“เว่ยหลิน...เ้ากระทำเื่ใดย่อมรู้แก่ใจเ้าดี”
“หึ...เื่ที่ข้าสั่งโบยซิ่วเหอหรือเพคะเื่นี้หม่อมฉันมีเหตุผล...เพราะมันบังอาจว่าข้าจนทำให้ข้าขายขี้หน้าแก่เหล่าบ่าวไพร่...ถ้าข้าไม่สั่งลงโทษมันผู้นั้นอีกต่อไปมันจักได้จำใส่หัวว่าใครเป็ใคร...”