ทันใดที่อัฒจันทร์ชั้นบนสุดฝั่งตรงข้าม เท่งเหลือบเห็นยามาดะ นั่งโบกพัดกระดาษสีขาวทักทายมาพอดี ขณะที่เสียงกองเชียร์ดังกระหึ่มกึกก้อง
“เอ็งรายต่อไปหรือไอ้หนุ่มจมูกโต ?”
นักชกร่างั์ราวหมีขาวชาวโปรตุเกส มัดผมรวบตึงไว้ด้านหลัง ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสัก เบ่งกล้ามโชว์ข่มขวัญ เอ่ยคำรามถาม
“เดี๋ยว! ไม่ ๆ ข้า...ยัง...”
เท่งรีบโบกมือปฏิเสธ พลางหันไปทางยามาดะ เห็นเขาผงกศีรษะงึกงักอยู่บนอัฒจันทร์ เป็เชิงให้สัญญาณว่าชกได้เลย เท่งจึงฉวยผ้าขาวม้าจากคอมามัดเอวเตรียมพร้อม เอ่ยปากรับคำ
“อ้อ...ใช่ ตกลง! ข้าเอง”
นักชกหมีขาวเห็นท่าทางเงอะงะของชายหนุ่มใบหน้ากรุ้มกริ่มจมูกโตผู้นี้แล้วอดขำมิได้ พลางคำรามบอก
“ฮะฮ่า เอ็งนี่ฮาว่ะ ได้! มา ข้าจะช่วยให้เอ็งไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มสมใจ”
ยามนี้นักชกหมีขาวมันสุดฮึกเหิม ความมั่นใจเกินร้อย เมื่อได้ชัยคว่ำนักชกชาวจีนล้มกลิ้งไปหมาดๆ พลางแสยะยิ้มยิงฟันโชว์กล้ามอยู่กลางเวที แล้วเดินปรี่เข้าใส่เท่ง ทันทีโดยไม่ลีลามากความ มาถึงมันก็ชกหมัดเข้าใส่อย่างไม่ปรานี
เท่งสืบเท้าหลบวูบโดยสัญชาตญาณ พร้อมเต้นตั้งกราดจดมวยสู้ศึก นักชกหมีขาวส่งเสียงหัวร่อชอบใจไม่หยุดปาก พลางก้าวเท้าเข้าไปข้างหน้าพร้อมชกหมัดตรงเข้าใส่ เท่งพลันเปิดหมัดที่ชกเข้ามา พร้อมทิ่มหมัดสวนเข้าที่เบ้าตาอย่างเร็วแรงในท่าดับชวาลา
นักชกหมีขาวร่างเซถลาดาวขึ้นยิบระยับ น้ำตาไหลพราก ตาบวมเป่งแดงก่ำ การเคลื่อนไหวของเท่งนั้นรวดเร็วดุจสายฟ้า มองเห็นคล้ายเงาสายหนึ่งเคลื่อนไหววูบวาบ ทำให้นักชกหมีขาวอยากที่จะคาดเดาหรือหลบหลีกได้ทัน รู้ฤทธิ์พิษสงกันแล้วยามนี้ มันหุบปากหยุดหัวเราะ พลางสะบัดหน้าเรียกสติ เดินปรี่เข้ามาพร้อมชกหมัดตรงรัวเข้าใส่เป็ชุดไม่ยั้ง
เท่งเอี้ยวตัวฉากหลบพลิ้วไหวดุจสายลม หมัดชุดจึงได้แต่เพียงจั่วลมถากไปถากมาไม่โดน พอได้จังหวะ เท่งปัดป้องหมัดที่ชกเข้ามา แล้วตีศอกสวนกลับเข้าที่ใบหน้า และตีเข่าเข้าบริเวณชายโครงพร้อมกันในท่าหนุมานหักด่าน
โช๊ะ!
นักชกหมีขาวร่างหมุนคว้างหลับกลางอากาศ ทิ้งร่างล่วงผล็อยอยู่กลางเวที เป็ที่พลิกล็อกเหนือคาดหมายของเหล่ากองเชียร์กระเป๋าฉีก แต่เป็ที่ถูกใจของผู้จับรองไว้ วินาทีนั้น ภายในลานประลองถึงกลับเงียบกริบราวเป่าสาก ทุกคนล้วนตะลึงตาค้าง ไม่คาดคิดว่า จะรู้ผลแพ้ชนะรวดเร็วปานนี้
ยกเว้นยามาดะซามูไรเ้าสำราญผู้เดียว ที่นั่งกระดิกขายิ้มกริ่มโบกพัดกระดาษอยู่บนอัฒจันทร์ อึดใจต่อมา เมื่อทุกคนได้สติ บางคนจึงเริ่มตบมือ หลายคนลุกขึ้นเป่าปากส่งเสียงเชียร์ เท่งดังลั่น
ทันใดนั้น ปรากฏชายผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่กำยำศีรษะโล้นเป็มันเงา ไว้หนวดเคราหร็อมแหร็ม แต่กายคล้ายพวกจอมยุทธ์ชาวเปอร์เซีย ยืนกอดอกอยู่ข้างเวที พลางตวาดว่า
“ไอ้หนุ่มจมูกโตผู้นี้ ฝีมือไม่เลว” สิ้นคำก็กระโจนเข้าสู่กลางเวทีมายืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าเท่ง พร้อมฟาดฝ่ามือเข้าใส่
เท่งเห็นชายผู้นี้เคลื่อนไหวว่องไวรวดเร็วนัก จึงใคร่ประลองฝีมือเล่นสนุกด้วย จำได้ว่านานมากแล้ว ยังไม่เคยปรากฏมนุษย์หน้าไหน มีฝีมือกล้าแข็งพอที่จะต่อกรกับเขาได้ เท่งพลิกตัวกระตุกศอกขึ้น ตีเข้าใส่ฝ่ามือที่ฟาดเข้ามาในท่าปลาหมอยักเงี่ยง
นักชกชาวเปอร์เซียรู้สึกเ็ปไปทั่วลำแขน ก็ยิ่งบันดาลโทสะ มันกำหมัดซัดเข้าที่ใบหน้าเท่งอย่างแรง เท่งฉากหลบวูบ พร้อมต่อยหมัดตอบโต้เป็พัลวัน นักชกเปอร์เซียสายตาดีหลบหลีกได้อย่างไวว่องเฉียดฉิวไปเช่นกัน คนทั้งสองต่อสู้กันไปกว่ายี่สิบเพลงมวย ก็รู้ผลแพ้ชนะ นักชกเปอร์เซียโดนทั้งศอกทั้งหมัดประเคนเข้าใส่ศีรษะโล้นเลี่ยนกว่าหลายครั้ง ปรากฏรอยผืนแดงเป็จ้ำเต็มไปหมด ขณะที่เท่งยังหลบวูบวาบได้อย่างเฉียดฉิว ไม่โดนหมัดถูกต้องกายและใบหน้าเลยแม้เพียงหมัดเดียว
‘ไอ้นี่มันผี หรือเทวดาฟ่ะ! ยิ่งสู้ฝีมือยิ่งกล้าแข็ง เรี่ยวแรงยิ่งเพิ่มทวี’
นักชกเปอร์เซียฉุกคิดในใจ สู้ไปนานเข้ามันยิ่งระย่อ เกิดท้อแท้พรั่นพรึงอยู่ในใจ ‘มันไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแล้ว’ ตนนั้นทุ่มเทกำลังสุดฝีมือแล้ว ยังไม่สามารถออกอาวุธทำอันตรายคู่ปรปักษ์ได้เลย ยิ่งสู้ก็ยิ่งดูเหมือนถูกสะกดอยู่ในวงล้อมอวัยวุธของฝ่ายตรงข้าม ถูกเขาหลอกต่อยหลอกเตะเอาอยู่ฝ่ายเดียว
ในที่สุดนักชกเปอร์เซียกราดตกเปิดช่องโหว่ เท่งสบช่องได้จังหวะจึงยกเท้าขึ้นย่างเหยียบเข้าที่หน้าขาของนักชกเปอร์เซีย แล้วคว้าคอเหนี่ยวโล้ตัวขึ้นตีเข่าเข้าที่ปลายคางในท่าสุครีพหักฉัตร
โช๊ะ!
นักชกชาวเปอร์เซียทิ้งร่างโงนเงนหลับในอากาศ แม้ไม่คิดอยากนอนกลางวันอยู่บนเวทีก็ตาม เสียงเชียร์เริ่มดังกระหึ่ม เทข้างมาที่นักมวยโนเนมจมูกโตที่ไม่มีใครรู้จัก แต่สร้างปรากฏการณ์ให้เซียนมวยกระเป๋าฉีกไปตามๆ กัน พวกผีพนันฝ่ายจับรองสุดแสนลิงโลด ลุกขึ้นเป่าปากดังก้องระงมลานประลองราวนกหวีด
ขณะที่เสียงไวโอลินยังคงบรรเลงในจังหวะเร่งเร้าไม่หยุด สร้างบรรยากาศในลานประลองให้เกิดคึกคักฮึกเหิมไม่น้อย
เท่งยืนชูสองมือยิ้มกริ่ม โค้งคำนับขอบคุณกองเชียร์อยู่กลางเวที ทันใดนั้นนักชกชาวสยามผู้หนึ่ง รูปร่างสันทัด กล้ามเนื้อท่อนแขนขึ้นเป็มัด สักลายเต็มตัว พลันะโพุ่งปราดเข้ามาอยู่กลางลานประลอง ขอประมือกับเท่งเป็รายต่อไป รายนี้เท่งเพียงหลอกล่อด้วยกลลูกไม้และแม่ไม้ธรรมดาๆ ซึ่งนักชกชาวสยามทุกคนย่อมรู้จักเป็อย่างดี แต่ทว่าด้วยความรุนแรงแม่นยำรวดเร็วดุจสายฟ้า จึงมิอาจหยั่งคาดหลีกหลบได้ทัน
ผ่านไปเพียงไม่กี่ยก...บัดนี้เขาก็มาดิ้นขลุกขลักอยู่ภายใต้รักแร้ของเท่งในท่าขุนั์จับลิง แล้วยอมแพ้ไปในที่สุดอย่างหมดทางสู้
เสียงเชียร์ดังสนั่นสุดต้านทาน บางคนลุกขึ้นปรบมือรำแต้ บางคนลุกขึ้นเป่าปากสะใจ ในศึกมวยคาดเชือกครั้งนี้เพื่อสดุดีในความมันส์ และเงินเดิมพันที่เซียนมวยกระเป๋าฉีกไปเป็แถบ
บนอัฒจันทร์ชั้นบนสุด หมอคงจอมขมังเวทย์ ชายสูงวัยหัวล้าน ร่างเตี้ยอ้วน สวมชุดขาว ผู้หลงใหลการพนันขันต่อแบบงมงายเข้าสายเื รู้ตัวแล้วว่า งานนี้ตนเองคงแพ้พนันกระเป๋าฉีก ขณะเฝ้าจับจ้องการชกอยู่ตลอดเวลา นั่งลุ้นตัวโก่งแทบลืมหายใจ ด้วยราคาเดิมพันสูงลิ่วกับยามาดะซามูไรเ้าสำราญผู้นั่งโบกพัดกระดาษอยู่ข้างๆ อย่างอารมณ์ดี
หมอคงนั่งหน้านิ่วขมวดคิ้ว ยิ่งเห็นลีลาการชกของเท่งก็ยิ่งสงสัยใคร่รู้
‘ไอ้หมอนี่มันคือใคร เหตุใดจึงมีเชิงมวยเยี่ยมยุทธ์ปานนี้ หลายยกผ่านไป ยังหาคู่เปรียบที่มีฝีมือเทียมมันมิได้เลย นี่มันเทพแห่งมวยไทยชัดๆ’
หมอคงจอมขมังเวทย์แดนใต้ เห็นผลเป็ที่ประจักษ์แล้วว่า ศึกดวลกำปั้นเดือดครั้งนี้ เห็นทีตนคงเป็ฝ่ายแพ้พนันเสียเงินเดิมพันก้อนโตไป จึงหันมาถาม ยามาดะด้วยความสนใจ พลางชี้นิ้วไปที่เท่ง ในลานประลองเบื้องล่าง
“ท่านยามาดะ รู้จักนักชกผู้นี้หรือไม่?”
“นักชกผู้นี้นามว่า เท่ง” ซามูไรเ้าสำราญตอบ
“เท่ง งั้นรึ! อืมม์... ข้าไม่ยักกะรู้ว่า ในทำเนียบนักชกชาวสยาม มีนักมวยชื่อนี้อยู่ด้วย”
“ข้าเองก็เพิ่มรู้จักกับเขาได้ไม่นานนี้เอง”
“อืมม์...นึกไม่ถึง อโยธยาจะซ่อนพยัคฆ์ร้ายกาจเยี่ยงนี้เอาไว้”
ทันใดนั้น หมอคงจอมขมังเวทย์ได้ยินเสียงพรายกระซิบบอกว่า
“เ้านาย รีบไปจากที่นี่เถอะ ขุนรามมือปราบหน้าหยกกับพวกเ้าหน้าที่กำลังมุ่งหน้ามา...”
ครั้นพอรับรู้ข่าวสารจากพรายกระซิบ หมอคงจอมขมังเวทย์เพียงพยักหน้ารับทราบ พลางหันมาทางยามาดะซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างกล่าวบอก
“ครั้งนี้ถือเป็ทีของท่าน” พูดพลางฉวยถุงเงินพนันก้อนโตส่งให้ ยามาดะตรงหน้า
“หวังว่าคราวหน้า ข้าคงได้มีโอกาสแก้มือบางนะ ท่านยามาดะ”
“ได้แน่นอนอยู่แล้ว ข้ายินดีเสมอ หมอคง” พูดพลางหุบพัดกระดาษ แล้วเอื้อมมือรับถุงเงินเดิมพันตรงหน้า
“ดี งั้นคราวหน้าเราคงได้มีโอกาสแก้มือกันอีก วันนี้ข้าไปก่อน มีธุระต้องรีบสะสาง”
พูดจบ หมอคงจอมขมังเวทย์แดนใต้ลุกจากที่นั่ง แล้วสาวเท้าเดินลงอัฒจันทร์ไปอย่างรีบร้อน...
ความมืดโรยตัวปกคลุมท้องฟ้า หมู่ดาริกาอวดโฉม ที่หอคณิกาสีชมพู โรงชำเราบุรุษแห่งกรุงอโยธยา นับเป็สถานเริงรมย์ยอดนิยมของชนชั้นสูงสถานที่ใหญ่โตโอ่อ่าหรูหรา ติดโคมไฟสีชมพูส่องสว่างสวยงามอยู่ริมแม่น้ำเ้าพระยา ไม่ไกลจากหมู่บ้านญี่ปุ่น ภายในคับคั่งไปด้วยนางคณิกาชั้นสูง พร้อมด้วยเสียงเพลง และสุราชั้นดีจากต่างแดน ท่ามกลางนักท่องราตรีมากหน้าหลายตาที่เข้ามาใช้บริการ
ยามาดะ ซามูไรชุดขาว ได้ออกปากชวนเท่งมาเลี้ยงฉลองชัยชนะกันที่หอคณิกาแห่งนี้ จากเงินรางวัลก้อนโตที่ถือว่าได้มาฟรีจากการเดิมพัน ซามูไรเ้าสำราญผู้ชื่นชอบการสังสรรค์ รู้สึกเบิกบานเต็มที่ เมื่อพาเท่งมาเลี้ยงฉลองได้ที่นี่ เขาจึงสั่งบริกรให้จัดมาแบบชุดใหญ่ ทั้งน้ำชา สุรา อาหาร กับแกล้ม เครื่องดื่มรสดีอย่าให้ขาด บริกรจดรายการตามสั่งแล้วจากไป
ยามนี้ สหายทั้งสองเลือกโต๊ะที่นั่งริมน้ำ ระหว่างรอคอยสุราอาหาร คนทั้งสองต่างสนทนากันไปพลาง ๆ อย่างถูกคอ แต่เพียงครู่เดียว ยามาดะลุกขึ้นกล่าวขอตัวไปห้องสุขา บอกให้เท่งนั่งรอสุราอาหารอยู่ที่โต๊ะอย่าไปไหน กล่าวเสร็จแล้วเดินออกไป
เท่งยังคงนั่งฟังวงมโหรีบรรเลงเพลง ชมนางระบำรำฟ้อนโชว์ลีลาสวยงามตระการตาอยู่บนเวทีอย่างเพลิดเพลิน ขณะรอคอยบริกรนำสุราอาหารมาเสิร์ฟ เท่งนั่งกวาดตามองบนเวที แล้วมาสะดุดตากับนักดนตรีหนุ่มลูกครึ่งผู้หนึ่ง เห็นมันกำลังสีไวโอลินอยู่ จำได้ว่าเมื่อตอนกลางวัน นักดนตรีผู้นี้เป็มือสีไวโอลินสร้างบรรยากาศคึกคักอยู่ที่ลานประลองนั่นเอง
‘แหม! เอ็งนี่ ขยันสีจริงเชียว ไอ้ฝรั่ง’
เท่งคิดในใจ พลางทอดตาดูนางรำบ้าง ฟังเพลงบ้างอยู่ที่โต๊ะเพียงลำพังต่อไปอย่างผ่อนคลาย ทันใดนั้น เขาแว่วได้ยินเสียงคนคุยกัน ดังแทรกสอดเข้ามาในหัว
‘เอ๊ะ! เสียงใคร’
เท่งอุทานในใจ ฟังคล้ายเสียงเด็กกับผู้ใหญ่คุยกัน เสียงสนทนาของคนทั้งสองนี้ดังชัดเจนและมีพลังดึงดูดมาก ตอนนี้เท่งจึงไม่ได้ยินเสียงบรรยากาศรอบข้าง ไม่ได้ยินแม้เสียงดนตรีที่บรรเลงดังคึกโครมอยู่บนเวที
ภายใต้แสงสลัวเลือนรางจากโคมไฟสีชมพูที่โต๊ะอาหาร ช่วยอำพรางอาการของเท่งได้เป็อย่างดี โต๊ะด้านข้างจึงไม่มีใครผิดสังเกต ระหว่างที่ทุกคนภายในหอคณิกาสีชมพูกำลังดื่มด่ำเสพสุขคลอเคลียสาวงาม ชมวงมโหรีฟ้อนรำขับร้องอยู่อย่างเพลิดเพลิน แต่เท่งกลับนั่งสงบนิ่งกลอกตาขึ้น มีภาพนิมิตปรากฏซ้อนขึ้นในหัวของเขา พริบตานั้น
เท่งรู้สึกราวกับิญญาถูกดึงดูดวูบเข้ามาปรากฏเป็กายทิพย์อยู่ในรถเต่าคันหนึ่ง ซึ่งกำลังแล่นฉิวอยู่บนถนน ภายในห้องโดยสารมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่เบาะหน้า และมีหนุ่มใหญ่ผิวขาวเป็คนขับ เท่งได้ยินเด็กผู้ชายคนนี้กล่าวว่า
“พ่อฮะ เราจะไปหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อยุธยากันหรือฮะ?”
“ใช่ลูกรัก” หนุ่มใหญ่ผู้นี้ตอบ ขณะมือจับพวงมาลัย ตามองไปข้างหน้า
“แค่ข้อมูลหมู่บ้านญี่ปุ่น ทำไมพ่อต้องมาไกลถึงอยุธยาด้วยฮะ เสิร์ชเอาในกูเกิลก็ได้”
“มันไม่ใช่แค่ข้อมูล ลูกรัก พ่อ้าแรงบันดาลใจ บรรยากาศ สถานที่ อุปกรณ์ เครื่องแต่งกาย ชุดซามูไร หรืออะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับยามาดะ เพื่อให้นิยายสมจริง และอีกอย่างพ่อต้องรู้ตอนจบด้วย”
“ตอนจบหรือฮะ?”
“ใช่! ตอนจบ พ่อ้ารู้ว่า อริยขุนศึกกับคู่หูของเขา จะปิดฉากจบเกมเื่นี้อย่างไร ?” ผู้เป็พ่อกล่าวพลางหักพวงมาลัยออกขวา แซงรถคันหน้าขึ้นไป
“เกาะมหาสมบัติ คือตอนจบฮะ”
“เกาะมหาสมบัติ!”
อานนท์ทวนคำ ขณะที่เท่งกายทิพย์ถึงกับหูผึ่งเลยเชียว ได้ยินเสียง
แจ็คพูดต่อ
“ใช่ฮะ เกาะมหาสมบัติ เดี๋ยวกัปตันโจ๊กจะต้องไปปิดฉากจบเกมที่นั่นฮะ!”
“ว้าว!” อานนท์อุทาน ขณะมือจับพวงมาลัย ตาชำเลืองมองกระจกข้าง นึกไม่ถึงว่ากัปตันโจ๊กตัวละครที่เขาปั้นแต่งขึ้นมายังคงอยู่ต่อในนิยายเื่นี้ แถมเป็ตัวเอกปิดฉากจบเกมซ่ะด้วย อานนท์ตาเป็ประกายหวนนึกถึงเงินห้าร้อยบาทในตู้เสื้อผ้าขึ้นมาทันที
อานนท์แน่ใจว่านี่ไม่ใช่เงินของเขา เพราะเขาไม่เคยเก็บเงินไว้ในตู้เสื้อผ้า แต่เื่นี้เขาจะไม่บอกใคร เพราะเชื่อเื่เงินงอกที่แม่เคยสอนเขาไว้ในตอนเด็กว่า “ถ้าลูกเห็นเงินงอกขึ้นมาเอง ห้ามบอกใคร ให้เก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ เพราะมันเป็เงินที่เทวดาเอามาให้ บอกแล้วเงินจะไม่งอกขึ้นมาอีกจำไว้”
ดังนั้น แม้แต่แจ็คผู้เป็ลูกชายอานนท์ก็จะไม่บอก เพราะเขาเชื่อคำแม่ หนุ่มใหญ่นักเขียนไส้แห้ง หันมองแจ็คแวบหนึ่งพลางเอ่ย
“วันนี้ลูกอยากได้อะไรบอกพ่อนะ พ่อมีงบให้ลูกสองร้อยบาท”
“สองร้อยเองหรือฮะ น้อยจัง” แจ็คเอ่ยพลางอมยิ้มตาเป็ประกาย ใจจริงนั้นหนูน้อยเกือบจะหลุดปากถามพ่อเื่ลิงก์หมู่บ้านญี่ปุ่นที่แนบมาด้วยในคอมเม้นท์ แต่แล้วเกิดสติไวกลืนคำพูดลงคอได้ทันท่วงที
ขณะเดียวกัน เท่งในกายทิพย์ร่างโปร่งแสงพยายามตั้งใจฟังสองพ่อลูกคู่นี้สนทนากันมาเรื่อยๆ ในระหว่างที่รถเต่าแล่นฉิวอยู่บนถนน ฟังเพลินมาเชียว แต่แล้วเท่งมาสะดุดหูอยู่ที่คำว่า
“เกาะมหาสมบัติ!...กัปตันโจ๊ก!”
เท่งคิดทบทวนไปมา เขาแน่ใจว่าเคยได้ยิน “ชื่อกัปตันโจ๊กและเกาะมหาสมบัติ” มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินที่ไหน มันคลับคล้ายคลับคลา พลัน รู้สึกราวกับถูกกระชากิญญากลับมาอยู่ในภพปัจจุบัน เมื่อมีมืออันอ่อนนุ่มของใครบางคนจับแขนเขาเขย่า
เท่งสะดุ้งตื่นจากภวังค์ กะพริบตาสูดลมหายใจเรียกสติ เห็นแม่หญิงเลอโฉมผู้หนึ่งนั่งยิ้มอยู่เคียงข้าง ได้ยินเสียงยามาดะเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
“ฮ่ะ ฮ่า! ฟังเพลงเพลินหรือไงน้องชาย นี่แม่หญิงบัวคลี่ชอบไหม” ยามาดะกล่าวพลางพยักหน้าไปทางหญิงคณิกาผู้มีรูปโฉมงดงาม ดวงตาหยาดเยิ้ม เกล้ามวยผมอยู่ตรงกลางศีรษะ ผิวขาวนวลเนียน นุ่งซิ่นจีบหน้านางรัดอก ซึ่งนั่งยิ้มหวานอยู่เคียงข้างเท่งตอนนี้ และแม่หญิงบัวคลี่นี่เองที่จับแขนเท่งเขย่าเรียก
เท่งพลันฉุกคิดในใจด้วยความกังขา เบิ่งตามองบนโต๊ะอาหาร
‘เฮ้! เราหลุดไปไหนมาเนี่ย ขณะที่บริกรมาเสิร์ฟอาหาร หรือแม้แต่ท่านยามาดะพาสาวงามมานั่งที่โต๊ะ เราก็ยังไม่รู้เลย อ้อ... ที่แท้ท่านยามาดะมิได้ไปห้องสุขา แต่ท่านไปซื้อตัวหญิงคณิกาเหล่านี้มา’
ยามนี้ บนโต๊ะเต็มไปด้วยสุราอาหารและเครื่องดื่มชั้นเลิศ เห็นยามาดะกลับมาพร้อมกับสามหญิงงามแห่งหอคณิกาสีชมพู คนหนึ่งเป็สาวตาหวานชาวพม่า อีกคนหนึ่งเป็สาวชาวสยาม ผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน ตาคม ใบหน้าสวยเข้ม ทั้งสองนางนี้นั่งอยู่เคียงข้างซ้ายขวาของยามาดะ เสียงซามูไรเ้าสำราญกล่าวสืบต่ออย่างอารมณ์ดี
“แม่หญิงบัวคลี่ เธอคือหญิงงามค่าตัวแพงสุดในหอคณิกาสีชมพูแห่งนี้ ข้ายินดีมอบเป็ของกำนัลแก่เ้าคืนนี้น้องชาย ฮาฮ่า อ้าว ดื่ม แด่ชัยชนะอันยอดเยี่ยมของเรา” กล่าวพลางยกแก้วสุราขึ้นฉลองชนแก้ว
เท่ง พลันเกิดประกายวิบวับขึ้นในหัว จ้องมองซามูไรเ้าสำราญที่ถือแก้วสุราชวนดื่มอยู่ตรงหน้า แล้วเอื้อนเอ่ยเป็บทกวีออกมา
“มิตรภาพ หาใช่มีแต่ในแก้วสุรา
แม้ในจอกน้ำชา มิตรแท้ก็ปรากฏในนั้นได้
ต้องขออภัยท่านยามาดะ ข้าเป็คนไม่นิยมดื่มสุรา ดังนั้นขออนุญาตยกจอกน้ำชาดื่มแทน”
“เยี่ยมมากน้องชาย นึกไม่ถึงนักชกฝีมือเฉียบขาดอย่างเ้า จะเก่งกาจเื่กาพย์กลอนด้วย ลีลาการชกว่าดุเดือดแล้ว แต่เชิงชั้นกาพย์กลอนก็ลวดลายไม่เบา ดี ๆ บทกวีนี้ข้าชอบ! ยอดเยี่ยม ๆ”
“ขอบคุณขอรับ ท่านยามาดะ”
ซามูไรเ้าสำราญกลับเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย จึงวางแก้วสุราลง หันมองที่ป้านน้ำชา สาวงามทั้งสองที่อยู่เคียงข้างเหมือนรู้ใจ รีบช่วยกันบรรจงรินป้านน้ำชาใส่จอกยื่นส่งให้ “นายท่านเ้าค่ะ” ยามาดะรับจอกน้ำชามา แล้วยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี พลางยกจอกชาขึ้น เอื้อนเอ่ยบทกวีโต้ตอบออกไป
“เมื่อชีวิตสั้นลงทุกขณะ ามีแต่กักขฬะ รบราฆ่าฟัน
แก่งแย่งชิงเด่นต่อยตี บารมียิ่งมาก ยิ่งเหมือนแบกสัมภาระหนัก
เดินทางไกล ปล่อยวางมายาลงเถิดสหาย แล้วใช้มือคู่นั้น
ยกจอกน้ำชา... ดื่ม!!”
“ดื่ม!”
สหายต่างวัยทั้งสองยกจอกน้ำชาขึ้นดื่มพร้อมกัน เพื่อฉลองชัยชนะและกระชับมิตรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
“ช่างเป็บทกวีที่คมคาย ลึกซึ้งยิ่ง” เท่งเอ่ยชื่นชมจากใจจริง
“ฮ่ะฮ่า น้องชาย เ้าเองนับเป็คนแปลกยิ่ง” ยามาดะกล่าวพลางหัวเราะชอบใจ “แปลกแหวกแนวกว่าผู้ชายชาวสยาม ที่ข้าเคยพบเห็นมา น่าจะเป็สหายคนแรก และเป็คนเดียวนี่แหละ ที่ชวนข้าดื่มน้ำชา ในหอคณิกาสีชมพู ฮาฮ่า ๆ...ดื่ม!”
สหายทั้งสองคุยกันอย่างถูกคอ พลางยกจอกชาขึ้นดื่มแทนจอกสุรา ขณะคลอเคลียอยู่กับสาวงาม บางครั้งหยุดสนทนากันไปชั่วครู่ เปลี่ยนบรรยากาศมาฟังเพลงชมนางระบำรำฟ้อนบนเวที บางครั้งก็กลับมาสนทนากันต่อโดยมีสามหญิงงามร่วมพูดคุยไปด้วยอย่างมีความสุข...
ขณะเดียวกัน ในภพอสูร ท่ามกลางที่ประชุมในห้องโถงอันโอ่อ่า เสียงตบโต๊ะประชุมดังปัง! ด้วยความขัดเคืองจากจอมอสูร
ยามนี้ ภายในปราสาทชั้นบน จอมอสูรนั่งเป็ประธานอยู่ในที่ประชุม ใส่ชุดเกราะห่วงโซ่สีดำ คลุมทับด้วยเกราะโลหะดำคลิปทอง สวมหน้ากากโลหะดำมันเงาสลักลวดลายสีทองปกปิดใบหน้า ดูแข็งแกร่ง ทรงอำนาจ น่าเกรงขาม แวดล้อมด้วยเหล่าเสนาอสูร นั่งประชุมจับตามองสองมนุษย์ที่นั่งดื่มชาสนทนากันอยู่ในที่อโคจรเขตแดนของมัน ผ่านทางหน้าจอแก้วใสคล้ายหน้าจอทีวีที่โลกมนุษย์
เหล่าบรรดาเสนาอำมาตย์อสูรต่างก้มหน้างุดไปตามๆ กัน เมื่อจอมอสูรได้ยินถ้อยคำที่เท่งและยามาดะสองสหาย ชักชวนกันดื่มชาแทนสุราเพื่อกระชับมิตร
“ไอ้บัดซบ สองตัวโง่งม ใครไปสั่งสอนมันให้ถือปฏิบัติเช่นนั้น!”
จอมอสูรแผดกล่าวด้วยเสียงแหลมเล็ก รู้สึกไม่สบอารมณ์
“ขืนปล่อยไว้เนิ่นนาน ประชากรอสูรของเราต้องลดจำนวนลงอย่างแน่ ตามค่านิยมบ้าๆ ของมัน ว่าแต่พวกเ้าแน่ใจหรือว่า มันคือร่างอวตารที่ได้รับมอบแหวนมรกตจากจอมเทพ”
เสนาอสูรตนหนึ่ง ใบหน้าคล้ายหนู ใบหูเรียวแหลม ผิวขาวซีด สวมเสื้อคลุมสีดำถึงข้อเท้า ลุกขึ้นก้มหัวเอ่ยออกความเห็นด้วยเสียงแหลมเล็กยิ่งกว่า
“ข้าแต่ท่านจอมอสูร ไม่ผิดแน่ แหวนมรกตวงนั้นอยู่ที่มัน ข้าเชื่อว่าไอ้หนุ่มจอกชาผู้นี้แหละ คือร่างอวตารของอริยขุนศึก”
“ฮือ! เหตุไฉนท่านมุสิกเสนา จึงแน่ใจเช่นนั้น ?” จอมอสูรเอ่ยด้วยความสนใจ อารมณ์เดือดเริ่มผ่อนคลาย
“ข้าย่อมดูออกแน่นอน หากท่านสังเกตให้ดีจะเห็นว่า หนึ่ง แววตาของมันมิได้กะพริบ สองมันมิได้มีเงาเหมือนมนุษย์ทั่วไป ดังนั้นข้าจึงแน่ใจว่า มันมิใช่มนุษย์แต่มันคือร่างอวตารของอริยขุนศึก”
มุสิกเสนาอสูรกล่าวอย่างมั่นใจ พลางชี้นิ้วไว้เล็บยาวแหลมคมไปที่หน้าจอทีวีมากมายหลายหมื่นจอ ซึ่งวางเรียงรายซ้อนกันอยู่ตรงผนังด้านข้างในห้องประชุม ทันใดนั้น เสียงอืออึ้งจากเหล่าเสนาอำมาตย์อสูรก็ดังขึ้น เมื่อสังเกตเห็นความผิดปรกติของ เท่ง ซึ่งนั่งสนทนาอยู่กับยามาดะ ผ่านทางหน้าจอแก้วใสตามคำที่มุสิกเสนาอสูร ชี้บอก
“อืมม์! ใช่! เป็มันแน่ มิน่าล่ะ มันถึงได้ดีเกินเหตุผิดมนุษย์ธรรมดา ที่แท้มันคือร่างอวตารของอริยขุนศึกนั่นเอง อิอิ ๆ เข้าทาง ล็อกเป้าแล้วปริ้นรูปภาพมันออกมา เร็ว!”
จอมอสูรแผดสั่ง ะเิเสียงหัวเราะแหลมเล็กชอบใจ พลางหันกลับไปนั่งที่บัลลังก์อสูรแล้วกล่าวต่อ
“ข้า้าแหวนมรกตวงนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเ้าจงนำแหวนวิเศษวงนั้นมาให้ข้า”
“ข้าแต่ท่านจอมอสูร” มุสิกเสนาอสูรกล่าว “การนี้เราควรทำกันอย่างลับๆ เพื่อมิให้พวกเทพล่วงรู้ ดังนั้นแทนที่จะไป่ชิงเอาอย่างเปิดเผย ข้าคิดว่า เราควรส่งอวตารอสูรลงไปแทน ส่วนเื่ประชากรอสูรที่ท่านเกรงว่าจะลดจำนวนลง เราก็ส่งสูตรยาชนิดใหม่ไปให้พวกมันผลิตค้าขายกันเอง มอมเมากันเอง โดยเพิ่มดีกรีความชั่วร้ายให้มีฤทธิ์มากขึ้น หนักกว่าเสพสุรา ติดแล้วเลิกยากกว่าติดสุรา ส่วนเื่แหวน...”
“ช้าก่อน!” จอมอสูรยกมือปราม เห็นถุงมือโลหะสีดำมันเงาสะท้อนแสงวาววับ พร้อมกวักเรียกมุสิกเสนาอสูร เข้ามากระซิบบอกแผนใกล้ๆ
มุสิกเสนาอสูรกระดิกหนวดยาวห้าหกเส้น เดินเข้าไปกระซิบบอกแผนการชั่วร้ายให้จอมอสูรฟังข้างใบหูเรียวแหลม...เมื่อจอมอสูรรับทราบกลอุบายโดยละเอียดแล้ว
“...อิอิ ๆ กลอุบายของท่านมุสิกเสนาช่างแยบยลนัก...”
จอมอสูระเิเสียงหัวเราะชอบใจ ด้วยเสียงแหลมเล็กเสียดหู เหล่าเสนาอำมาตย์อสูรตนอื่นในที่ประชุม พลอยส่งเสียงหัวเราะตามไปอย่างครื้นเครง
“ดี! งั้นส่งร่างอวตารอสูรลงไปชิงแหวนมรกตวงนี้มาให้ข้า ส่วนเื่สูตรยาเสพติดชนิดใหม่ วานให้ท่านมุสิกเสนาเป็ธุระ ดังนั้น ทั้งสองเื่นี้ ข้าขอมอบให้ท่านมุสิกเสนา จงเร่งไปที่ชมพูทวีปเพื่อจัดการโดยด่วน”
“ได้ ข้าจะพยายาม”
จอมอสูรหัวเราะดังลั่นเสียดหูอย่างชั่วร้าย
กลับมาที่โลกมนุษย์ ณ หอคณิกาสีชมพู ขณะนี้เลยเที่ยงคืนไปมากแล้ว งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อดื่มน้ำชา รับประทานอาหาร ฟังเพลงกันอิ่มหนำสำราญแล้ว ยามาดะก็ชวนเท่ง กลับเข้าห้องพักเรือนแพ ซึ่งซามูไรเ้าสำราญจองไว้สองห้องติดกัน คืนนี้สองสหายต่างเชื้อชาติ จะนอนค้างคืนกันที่โรงแรมเรือนแพริมน้ำแม่เ้าพระยา โดยมีสาวงามนอนเป็เพื่อนเคียงข้างแก้เหงา
ยามาดะ โอบกอดสองสาวงามนางคณิกาชั้นสูง เดินนำหน้าเข้าห้องพักไปอย่างพึงพอใจ ส่วนเท่งเดินนำหญิงคณิกาโฉมงามนามบัวคลี่ เปิดประตูเข้ามาอีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่ติดกัน ภายในห้องพักเรือนแพจุดโคมไฟส่องสว่าง ตกแต่งหรูหรา สวยงาม ข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบ แลดูสะอาดตา เท่งเดินเข้ามาหย่อนก้นลงนั่งที่เตียง กวาดตามองดูภายใน
บัวคลี่ตามเข้ามาทรุดกายลงนั่งตรงหน้าที่พื้น แล้วถอดรองเท้าออกให้ นางนับเป็หญิงคณิกาชั้นสูง ค่าตัวแพงระยับพอ ๆกับซื้อช้างได้หนึ่งตัว หน้าตาสะสวยไร้ที่ติ และรู้จักวิธีปรนนิบัติบุรุษได้อย่างไม่มีสิ่งใดบกพร่อง บัวคลี่พอถอดรองเท้าให้เท่งเสร็จ ก็หันมาถอดเสื้อออกให้ เสร็จแล้วหันไปปลดโจงกระเบนเขาออก ปรากฏว่าเท่งจับมือเรียวงามของนางห้ามไว้
“ไม่ ออเ้า เอ๊ย! แม่หญิงบัวคลี่”
กล่าวพลาง จ้องมองตาเธอ ก่อนปล่อยมือเธอออก
หลายปีมานี้ บัวคลี่พบเห็นผู้ชายนักเที่ยวมามาก จึงเข้าใจว่า เท่งเป็ผู้ชายขี้อาย ไม่กล้าเปิดเกมรุกก่อน นางจึงลุกขึ้นปลดเปลื้องผ้ารัดอกของตนเองออก เท่งรีบลุกไปจับข้อมือทั้งสองของเธอไว้อีกครั้ง พลางสั่นหน้าบอก
“ไม่ แม่หญิงบัวคลี่ ข้าไม่้า”
“คุณพี่มีครอบครัวแล้ว ?” หญิงคณิกาโฉมงามบุ้ยปาก เลิกคิ้วถาม
“ฮึ! ข้ายังโสด”
“งั้น! คุณพี่เป็...เอ่อ เป็ขันที หรือเป็ตุ๊ดตู่ ?”
“ไม่ ข้าไม่เป็ขันที ไม่ได้เป็ตุ๊ดตู่อะไรด้วย”
“อ้าว แล้วทำไม...ข้าสวยไม่ถูกใจท่านฤๅ?”
“เ้าเป็ผู้หญิงที่สวยมาก เท่าที่ข้าเคยพบเห็นมาเลยทีเดียว”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าต้องทำเยี่ยงไรจึงจะถูกใจท่าน”
เท่งล้มตัวลงนอนที่เตียง กล่าวบอก
“เ้าแค่นอนเป็เพื่อนข้าคืนนี้ นั่นก็เพียงพอแล้ว”
บัวคลี่ ทำตามคำบอก ทิ้งตัวนอนลงที่เตียงเคียงข้างกับเท่ง นางจ้องมองเท่งนอนตาแป๋ว แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“คุณพี่อย่าโกรธนะ ขอถามอีกนิด เหตุใดคุณพี่จึงไม่อยากมีอะไรกับข้าล่ะ ?”
เท่งนอนสบตาเธอด้วยความอ่อนโยน กลิ่นกายหญิงสาวนั้นหอมละมุนชวนฝัน พลางกล่าวตอบว่า
“นี่คือวิถีที่จักนำข้ากลับบ้าน”
พูดไม่พูดเปล่า แต่ทำจริงด้วย พักเดียวเท่งก็ผล็อยหลับลงแล้ว หญิงงามนาม บัวคลี่ นางคณิกาหมายเลขหนึ่งแห่งหอคณิกาสีชมพู ไม่รู้หรอกว่า บ้านของเท่งอยู่ที่ไหน และเขาจะกลับบ้านด้วยวิธีได้อย่างไร แต่ที่แน่ ๆ นางแน่ใจว่า บุรุษผู้นี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เขาไม่ได้เป็เกย์ ขันที หรือตุ๊ดตู่ แต่เขากำลังประพฤติพรหมจรรย์ ซึ่งมันเป็วิถีที่จะนำเขากลับบ้านได้จริงหรือเปล่านั้น เธอไม่รู้ แต่ที่รู้ ๆ ตอนนี้เธอรู้สึกนิยมชมชอบผู้ชายคนนี้ขึ้นมาเสียแล้ว
‘ให้ตายเหอะ! ข้าอยากหอมแก้มผู้ชายคนนี้จัง’