“จากที่กระหม่อมสืบความมาพบว่า มิได้มีเพียงดินแดนทางเหนือที่มีกำลังพลซ่องสุมอยู่ แต่ทว่า…ดินแดนทางทิศตะวันออกก็พบการซ่องสุมกำลังเช่นกัน แต่จำนวนมิได้มากเท่าดินแดนทางเหนือ มีเพียงสองหมื่นคนเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” หงฮวากล่าวรายงานต่อผู้เป็นาย
“แล้วสืบรู้นายของพวกมันหรือไม่”
“ยังมิรู้แน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมคิดว่าอาจจะเป็กองกำลังของท่าน อ๋องสองเพราะกองกำลังมีความเชื่อมโยงกับสกุลอัน แต่ยังมิมีหลักฐานแน่ชัด พ่ะย่ะค่ะ” เฟยฉีถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับเมื่อฟังรายงานจากหงฮวา
“แล้วกองกำลังทางเหนือเล่า คราก่อนรองแม่ทัพซีห่าวบอกว่าเคลื่อนพลเข้ามาแล้วมิใช่หรือ”
“เคลื่อนพลเข้ามาช้ามากแทบจะจับสังเกตมิได้พ่ะย่ะค่ะ ส่วนเื่คนบงการ มิพบความเชื่อมโยงใดๆ กับคนในราชวงศ์หรือขุนนางในแคว้นเลยแม้แต่น้อย พ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งกองกำลังทางเหนือเ่าั้กระทำตนเหมือนเป็ชาวบ้านที่รวมตัวกันเท่านั้น แต่ละกลุ่มมีฝึกต่อสู้บ้าง แต่ก็ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ทั้งยังมีสตรีและเด็กน้อยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่แน่ว่าอาจจะมี แต่เราเพียงสืบไม่พบเท่านั้น” เจียวซินที่นั่งฟังอยู่นานกล่าวพึมพำกับตนเอง แต่กลับทำให้ทุกคนหันมาสนใจนางกันหมด
“เหตุใดน้องสะใภ้จึงคิดเช่นนั้นเล่า”
“เพราะการที่คนผู้หนึ่งจะคิดก่อฏมีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างแรกคือผู้คนธรรมดาสามัญที่มีความโกรธแค้นต่อคนในราชวงศ์ สองคือขุนนางที่มักใหญ่ใฝ่สูงและ มีฮ่องเต้หุ่นเชิดเตรียมไว้แล้ว สามคือคนในราชวงศ์เองที่คิดว่าตนมีสิทธิ์ได้นั่งบนบัลลังก์เช่นกัน และสี่คือคนต่างแคว้นที่หมายจะยึดครองแผ่นดินเรา” เจียวซินเอ่ยสิ่งที่ตนคิดออกมา ทำให้หลายคนอดทึ่งในคำพูดของสตรีในห้องหอเช่นนาง
“แล้วอย่างไรต่อหรือพ่ะย่ะค่ะ” ท่านหมอจ้าวเอ่ยถามเมื่อเจียวซินหยุดพูด
“อะแฮ่ม! ก็การที่จะรวมคนได้เป็หมื่นๆ ชีวิต ผู้คนธรรมดาที่โกรธแค้นต่อราชวงศ์คงทำมิได้ ก็จะเหลือเพียงพวกขุนนางที่มักใหญ่ใฝ่สูงกับคนในราชวงศ์เท่านั้น และคนต่างแคว้นที่จะเข้ามาในแคว้นของเราได้ย่อมต้องมีคนใหญ่คนโต ในแคว้นเราคอยช่วยเหลือ อีกอย่างการที่กองกำลังทางเหนือเคลื่อนพลช้าและปฏิบัติตนเฉกเช่นชาวบ้านเพื่อพรางตาเรา คนบงการเื่นี้คงเก่งกาจและใจเย็นไม่น้อย” เฟยเทียนจุมพิตลงบนไหล่บางราวกับให้รางวัล
“พี่เองก็คิดเช่นเดียวกับเ้า…หงฮวาเ้าไปสืบเื่นี้ต่อ”
“ส่วนเื่ในจวนอ๋อง หม่อมฉันเห็นความผิดปกติบางอย่างเพคะ นางกำนัลของชายารองอันคนที่ออกไปพบคนสกุลอันคราก่อน บัดนี้แอบนัดพบกับอนุตงยามดึกอยู่หลายคราเพคะ” ถังซูเหวินหยิบม้วนกระดาษรายงานวันเวลาที่นางกำนัลของชายารองอันลอบมาพบกับอนุตงให้ท่านอ๋องได้ดู
“อืม เ้าไปสืบให้รู้แน่ชัดว่าพวกนางลอบพบกันด้วยเหตุใด”
“เพคะ ท่านอ๋อง”
“แล้วทางฝั่งเสด็จพี่เล่ารู้ตัวคนที่วางยาท่านหรือยัง” เฟยเทียนหันไปถาม ผู้เป็พี่ที่นั่งใช้ความคิดอยู่
“หลักฐานที่หามาได้ พุ่งเป้าไปที่สกุลอันจนน่าสงสัย ยาพิษนั้นถูกผสมมากับยาบำรุงของสำนักหมอหลวงเป็เื่จริง สืบไปสืบมาพบว่าหมอหลวงฝึกหัด ผู้หนึ่งเป็ผู้ปรุงยาให้ข้าแทนหมอหลวงเหว่ยที่ป่วย และหมอหลวงฝึกหัดผู้นั้นเป็บุตรชายของเสนาบดีอันกับสาวใช้ในเรือน”
“มันพอดีเกินไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ห่าวซวนที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยความคิดของตนออกมา
“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับท่านห่าวซวน จึงได้ลองสืบที่มาของพิษที่เฟยฉีได้รับดู พบว่าพิษชนิดนี้หามิได้ในแคว้นของเรา แต่เมื่อสืบเส้นสายและการซื้อขายของสกุลอันแล้วกลับมิพบความเกี่ยวข้องกับพิษนี้แม้แต่น้อย” ท่านหมอจ้าวหยิบกระดาษรายงานเกี่ยวกับยาพิษออกมาวางให้ทุกคนดู
“ข้าชักจะปวดหัวไปกันใหญ่ ยกให้เ้ารองเป็รัชทายาทเลยดีหรือไม่” เฟยฉียกมือขึ้นมาลูบหน้า
“หากพี่รองได้เป็ฮ่องเต้ เสด็จพี่คิดหรือว่าเขาจะปล่อยให้พวกเรามีชีวิตรอด” เฟยเทียนจ้องมองไปที่ดวงตาของพี่ชายเขม็ง เฟยเทียนเองก็เห็นใจเฟยฉี มิน้อย แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อเกิดมาเป็เชื้อพระวงศ์ ถูกกำหนดบทบาทั้แ่อยู่ในครรภ์มารดา สิ่งที่ทำได้คงมีเพียงดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดเท่านั้น
“เอ่อ…เรากลับมาสรุปความกันก่อนดีหรือไม่เพคะ” เจียวซินที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบดึงความสนใจของทุกคนให้กลับมา
“อืม จริงดังพระชายาว่า” ท่านหมอจ้าวยื่นมือไปลูบแขนของคนรักให้ใจเย็นลง เจียวซินที่เห็นท่าทางนั้นถึงกับเบิกตากว้าง
เอ๋! เอ๋! เอ๋! หรือว่า… เจียวซินหรี่ตามองอย่างใช้ความคิด ต่อมความเป็สาววายของนางกระตุกดิกๆ นางจึงทดเื่นี้ไว้ในใจค่อยไปถามหลังชุมนุมเสร็จ
“จากที่ฟังมาทั้งหมดข้าคิดว่าเราอาจจะต้องรับศึกสองด้าน ด้านหนึ่งเป็สกุลอันแน่ชัดแล้ว แต่อีกด้านยังเป็ผู้ที่อยู่ในเงามืด พวกเ้าคิดว่าเป็ผู้ใด” เฟยฉีโยนคำถามให้ทุกคนในห้อง
“หากเป็พวกขุนนางกระหม่อมนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกพ่ะย่ะค่ะ เพราะ ขุนนางที่คานอำนาจกันอยู่ตอนนี้ก็มีเพียงเสนาบดีอันที่ถือข้างท่านอ๋องสองและเสนาบดีหลี่ที่ถือข้างองค์รัชทายาทอยู่” ฟังความจากหวงฮวาแล้วเฟยเทียนถึงกับนิ้วลงบนโต๊ะอย่างใช้ความคิด
“หากกล่าวถึงคนในราชวงศ์ที่มีสิทธิ์ในบัลลังก์ก็จะมีลู่เหวิน เลี่ยงหรง และอีกผู้หนึ่งที่เราคาดไม่ถึงนั่นก็คือ…” ท่าทางจริงจังของเฟยฉีทำให้ทุกคนต่างคิดว่าคนผู้นี้ย่อมมิธรรมดาและอาจจะเป็ศัตรูในเงามืดที่ตามหา
“คือ…” สายตาทุกคู่มองไปที่เฟยฉีอย่างลุ้นระทึก
“นั่นก็คือ เฟยเทียน เป็เ้าใช่หรือไม่” เมื่อสิ้นเสียงขององค์รัชทายาท ผู้สูงศักดิ์ทุกคนในห้องต่างถอดถอนหายใจอย่างเอือมระอา
“ใช่! ข้าจะฆ่าท่านเสีย หากยังมิยอมพูดออกมา” ได้ยินสวามีพูดเช่นนี้เจียวซินที่นึกอยากกลั่นแกล้งองค์รัชทายาทจึงรีบลงจากตักแกร่งไปคว้าเอาดาบที่วางไว้บนแท่นวางมาให้สวามี
“เฮ้! เฮ้! น้องสะใภ้เ้าเย็นก่อนเถิด ข้าพูดแล้วๆ” เฟยฉีเมื่อเห็นดังนั้นถึงกับนั่งไม่ติด สองสามีภรรยานี่อย่างไรเข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ย เห้อออออ
“ผู้ที่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์อีกคนหนึ่งคือเสด็จอา เฉินตงหยาง เป็พระอนุชาของเสด็จพ่อของเรา ั้แ่เสด็จพ่อได้รับตำแหน่งขึ้นเป็องค์รัชทายาท เสด็จอา ก็ประกาศกร้าวว่ามิขอร่วมแย่งชิงบัลลังก์กับผู้ใดและเดินทางออกจากแคว้นไปท่องเที่ยวที่ต่างๆ นานทีปีหนจะกลับมาเมืองหลวงบ้าง ซึ่งครั้งสุดท้ายคือในวันที่เสด็จปู่สิ้นพระชนม์เสด็จอาก็กลับมา หลังจากนั้นก็มิเคยกลับมาเมืองหลวงอีกเลย” ทุกคนฟังที่เฟยฉีกล่าวต่างก็คิดว่าน่าจะเป็ไปได้หากเฉินตงหยางคิดจะมาแย่งชิงบัลลังก์
“เช่นนั้นคงต้องให้คนไปสืบเื่เสด็จอาเพิ่ม หวงฮวาเ้ารับหน้าที่นี้ได้หรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง”
“ส่วนเื่ในจวนซูเหวินเ้าจัดการเื่อนุตงต่อไป หงฮวาเ้าตามสืบเื่คนบงการกองกำลังทางเหนือ ห่าวซวนเ้าหาหลักฐานว่าสกุลอันซ่องสุมกำลังมาให้เร็วที่สุด ข้ามิอยากยืดเยื้อจนเราต้องรับศึกทั้งสองทาง หากจัดการสกุลอันได้คงจะเบามือลงบ้าง”
“กระหม่อมมีหน้าที่อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” ไป่ฮวาที่มิได้ยินชื่อของตนในคำสั่งการก็ยกมือขึ้นถาม
“เ้าอยู่ข้างกายชายาข้า และตามสืบเื่เลี่ยงหรงไปด้วยว่าเขาทำอะไรที่ใด ส่วนเื่การวางยาเสด็จพี่คงต้องขอให้ท่านจัดการด้วยตนเอง”
“อืม มิต้องห่วง ข้าจะสืบหาเื่นี้เอง”
“หากมิมีสิ่งใดแล้วพวกเ้ากลับไปพักผ่อนเถิด” ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับ ภายในห้องจึงเหลือเพียงเฟยเทียน เจียวซิน เฟยฉีและท่านหมอจ้าวเท่านั้น เจียวซินเมื่อสบโอกาสจึงคิดจะถามสิ่ที่ตนทดไว้ในใจ
“หม่อมฉันขอสอบถามบางเื่ได้หรือไม่เพคะ”
“มีอันใดหรือซินซิน” เฟยเทียนเห็นท่าทีบิดๆ เขินของชายาก็นึกสงสัย
“แบบว่า…องค์รัชทายาทกับท่านหมอจ้าว เป็ เอ่อ เป็คู่รักกันหรือเพคะ” นิ้วชี้บางทั้งสองถูไถกันไปมาราวกับแสดงท่าทีให้คนถูกถามเข้าใจคำถามชัดเจนขึ้น
ด้านจ้าวจินเยว่ที่ฟังคำถามถึงกับชะงัก ใบหน้าคมแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนเริ่มซีดเซียวขึ้น เื่ราวความรักเช่นพวกเขาแม้แต่ผู้เป็บิดามารดายังยอมรับมิได้ เขาจะกล้าเปิดเผยออกไปให้ผู้อื่นรู้ได้อย่างไร รังแต่จะมีคนรังเกียจเดียดฉันท์ ยิ่งคู่รักของตนเป็ถึงองค์รัชทายาท…จะให้พูดออกไปได้อย่างไร
“มิ…มิได้เป็ดัง-” ยังมิทันที่จ้าวจินเยว่จะเอ่ยจนจบประโยค เฟยฉีก็พูดแทรกขึ้นทันที
“ใช่ เราสองคนเป็คู่รักกัน” เฟยฉีเลื่อนมือไปกอบกุมมือบางของจ้าวจินเยว่เอาไว้
ป๊าบ!!!
“นั่นอย่างไร นึกแล้วว่าต้องใช่” ใบหน้างามของเจียวซินยกยิ้มอย่างภูมิอกภูมิใจในสัญชาตญาณและความเฉลียวฉลาดของตน ทุกคนต่างใกับท่าทีของเจียวซินมิน้อย
นี่! นี่นางดีใจหรือ
“เอ่อ พระชายามิได้รังเกียจกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“รังเกียจอันใดกันท่านหมอจ้าว ดูไปดูมาท่านกับองค์รัชทายาทเหมาะสมกันยิ่งนัก คนหนึ่งหล่อเหลาคมคาย ส่วนอีกคนก็น่ารักอ่อนโยน เช่นนี้จะมีสิ่งใดให้ น่ารังเกียจ อาจจะยากไปบ้าง แต่ท่านต้องมั่นใจในตนเองและคนรักให้มาก อย่าลดค่าของตนเอง ข้าเชื่อว่าท่านมีดีมิแพ้ผู้ใด จริงหรือไม่เพคะองค์รัชทายาท” เจียวซินเอ่ยเย้าพี่ชายของสวามี
“เป็จริงดังน้องสะใภ้ว่า จินเยว่มักเป็เช่นนี้คิดว่าตนเองด้อยค่ามิอาจเคียงคู่กับข้าได้ วันหลังคงต้องรบกวนน้องสะใภ้ช่วยสอนเขาบ้างแล้ว”
“เป็เกียรติของหม่อมฉันเพคะ” เฟยเทียนนั่งฟังบทสนทนามาพักใหญ่ก็อดดีใจมิได้ที่ชายาของตนเข้ากับครอบครัวของเขาได้
“คราหลังให้พี่จินเยว่มาเยี่ยมที่จวนเราบ่อยๆ ได้หรือไม่เพคะ หากได้สนทนากันอีกคงจะดีมิน้อย อ่อ ขอเฟิ่งเออร์กับอาหลงมาด้วย” เจียวซินออดอ้อนสามีที่นอนกกกอดนางอยู่ หลังจากที่ได้พูดคุยกับท่านหมอจ้าว เจียวซินก็รู้สึกคุยกันถูกคอจนขอเปลี่ยนมาเรียกพี่จินเยว่แทน เพื่อเพิ่มความสนิทสนม
“หึ คุยกันไม่กี่คำเรียกเขาว่าพี่แล้วหรือ ทีกับพี่มิเห็นเคยได้ยินเ้าเอ่ยเรียกว่าท่านพี่สักครา”
“เรียกท่านพี่มันซ้ำกับผู้อื่น ฮูหยินสกุลใดก็เรียกท่านพี่ ท่านพี่ แล้วเทียนเกอจะรู้หรือว่าน้องเรียกท่านพี่หมายถึงผู้ใด”
“อืม จริงดังเ้าว่า เช่นนั้นพี่ขอเป็เทียนเกอดีกว่า”
“เพคะๆ นอนกันเถิด น้องง่วงเต็มทนแล้ว” เจียวซินขยับพลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้สวามี เฟยเทียนจึงเข้ามากอดซ้อนแผ่นหลังบางทันที เจียวซินยกยิ้มอย่างมีความสุข นางชื่นชอบการนอนเช่นนี้เป็ที่สุด!
วันรุ่งขึ้นชายารองและอนุทั้งหลายต่างเรียกช่างตัดเย็บมาตัดอาภรณ์สำหรับใส่ไปงานเชื่อมสัมพันธ์ทำให้แต่ละตำหนักในจวนอ๋องวุ่นวายอยู่ไม่น้อย แต่ทว่าชายาเอกของจวนกลับมานั่งอ่านนิยายประโลมโลกอยู่ที่ศาลาริมอย่างมิ รีบร้อนสิ่งใด จนกลายเป็ว่าสวามีเช่นเฟยเทียนต้องไปนำช่างตัดเย็บประจำตัวของมารดามาให้
“ซินซิน พี่พาช่างตัดเย็บมาตัดอาภรณ์ให้เ้ากับพี่” เฟยเทียนเดินนำหญิง วัยกลางคนผู้หนึ่งเข้ามาในศาลา
“คำนับพระชายาเพคะ” หญิงวัยกลางคนยอบตัวลงคำนับ
“ลุกขึ้นเถิด ข้ากับท่านอ๋องต้องทำสิ่งใดบ้างหรือ”
“หม่อมฉันต้องวัดสัดส่วนต่างๆ ของทั้งสองพระองค์ก่อนเพคะ แล้วจะนำแบบมาให้ทั้งสองพระองค์เลือก”
“เช่นนั้นไปที่ตำหนักเถิด” เฟยเทียนจับจูงมือบางเดินนำไปที่ตำหนักใหญ่ทันที เมื่อมาถึงห้องโถงช่างตัดเย็บก็เริ่มวัดตัวให้เฟยเทียนทันที เจียวซินที่ชอบเรียนรู้ ก็มาดูการทำงานของช่างตัดเย็บไปด้วย พอถึงคราวตนเองเจียวซินก็ยืนกางแขนให้ช่างตัดเย็บทำงานได้ง่ายขึ้น
“ขอประทานอภัยนะเพคะ อึดอัดไปหรือไม่เพคะ” ช่างตัดเย็บนำสายวัดมาคาดตรงเนินอกของเจียวซิน คอยสอบถามว่าหากตัดเย็บชุดที่รัดตัวจะอึดอัดมากไปหรือไม่
“อึดอัด มิต้องรัดมากไป” เป็เฟยเทียนที่เอ่ยตอบออกมาทั้งที่ตนมิใช่ผู้ที่ ถูกถาม
“เพคะ” ช่างตัดเย็บจึงคลายสายวัดออกมาเล็กน้อย
“พอดีแล้วๆ วัดส่วนอื่นเถิด” เจียวซินที่กลัวว่าท่านอ๋องจะเอ่ยขึ้นมาอีกก็รีบเอ่ยบอกกับช่างก่อน ช่างตัดเย็บวัดสัดส่วนของทั้งสองพระองค์จนเสร็จก็นำแบบอาภรณ์ที่ใช้ออกงานมาให้เจียวซินเลือก ด้านขันทีจิ้นหนานเองก็นำผ้าไหม ผ้าแพรพระราชทานหลายทับมาวางไว้ให้ท่านอ๋องและพระชายาเลือก
“พี่ว่าเราเลือกเป็สีเดียวกันลายเดียวกันดีหรือไม่ เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ของพี่ ก็มักจะทำเช่นนี้อยู่ประจำ” เฟยเทียนเสนอความคิดขึ้นมา
“อืม ชุดคู่หรือ…ดีเหมือนกันเพคะ เวลาเทียนเกอหลงทางเขาจะได้นำมาส่งเ้าของได้ถูกคน” เจียวซินเอ่ยหยอกเย้าด้วยประโยคที่หากเป็ผู้อื่นพูดคงถูกบั่นคอไปเสียแล้ว
“หึๆ พี่มิหลงทางเป็แน่ เ้าเลือกสีเถิดเราจะต้องตัดถึงสี่ชุดด้วยกัน”
“ห๊า! เหตุใดต้องตัดเยอะถึงเพียงนั้นเพคะ”
“ก็งานจัดสามวันก็สามชุด และมีงานเลี้ยงในคืนสุดท้ายอีกหนึ่งชุด”
“ชุดเก่าก็มี ใส่ซ้ำกันก็ได้กระมังเพคะ สิ้นเปลืองเสียจริง เห้ออออ” เบี้ยหวัดที่เสียไปกับค่าตัดอาภรณ์คงจะสร้างหลังคาสำนักศึกษาของนางได้แล้วเป็แน่
“มิได้หรอกคนดี คนต่างแคว้นมากันมากจะให้ขายหน้าเขาได้อย่างไรเล่า เ้าเลือกสีเร็วเข้า”
“เพคะๆ อืม…เอาเป็น้ำเงิน ขาว แดง ดำ ดีหรือไม่เพคะ”
“เอาดังเ้าว่า แต่อาภรณ์ของพระชายาข้าขอให้ปิดไปถึงลำคอ มิต้องให้ เผยอก” เฟยเทียนหันกลับไปบอกกับช่างตัดเย็บ
“ไม่เพคะ เอาตามแบบที่ข้าเลือกเลย”
“แต่พี่ว่ามันเผยให้เห็นอกนุ่มของเ้ามากเกินไปนะ พี่มิอยากให้ผู้อื่นมอง”
“มันมิได้เห็นมากมายถึงเพียงนั้นเพคะ หากเทียนเกอยังไม่หยุดน้องจะให้ช่างแหวกให้ลึกลงไปอีก”
“เห้อออ ได้ๆ เอาตามแบบเหมือนเดิม” เมื่อตกลงเลือกแบบและสีอาภรณ์กันได้แล้ว ช่างตัดเย็บก็นำผ้ากลับไปตัดเย็บทันที
เวลาล่วงเลยมาจนถึงวันที่ขบวนราชทูตของทั้งสี่แคว้นที่มีพรมแดนติดกันเดินทางเข้ามาถึงแคว้นเฉิน ประกอบด้วยแคว้นหลง แคว้นฉิน แคว้นฉู่ และแคว้นโจว เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างมารอรับคณะราชทูตกันถ้วนหน้า ราชทูตของแคว้นต่างๆ เริ่มเข้ามาในลานพิธีจนครบ หากกวาดตามองเสื้อผ้าอภรณ์แล้วราชทูตที่มาครานี้ล้วนมีเชื้อพระวงศ์ติดตามมาด้วยทั้งสิ้น เมื่อทุกแคว้นเดินทางเข้าสู่ลานพิธีจึงได้มีการกล่าวถวายบังคมต่อองค์ฮ่องเต้และฮองเฮาของแคว้นเฉิน
“มิต้องมากพิธี ตัวข้า เฉินเฟยหลง ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่แคว้นเฉินของเรา เรายินดีเป็อย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับพวกท่านทุกคนและได้จัดงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นขึ้น จากนี้อีกสามวันผู้ใดมีความสามารถให้นำออกมาใช้ รางวัลย่อมตกเป็ของพวกท่าน”
“ขอบพระทัยพระยะค่ะฝ่าา” / “ขอบพระทัยเพคะฝ่าา” เสียงกลองรัวดังขึ้นเป็สัญญาณการเริ่มเข้าสู่งานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้น เสียงดนตรีคละเคล้า ประกอบกับหญิงงามร่ายรำทำให้บรรยากาศครื้นเครงไม่น้อย ในวันแรกของงานแคว้นต่างๆ มักใช้เวลาในการพูดคุยเจรจา ถามไถ่ทุกข์สุข องค์ชายองค์หญิงของแต่ละแคว้นต่างเข้ามาถวายพระพรองค์ฮ่องเต้ ฮองเฮา และเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย เช่นเดียวกับ…
“มิได้พบกันเสียนาน มิรู้ว่าเสด็จพี่เฟยเทียนยังจำน้องได้หรือไม่”
Knock knock! เธอเป็ใคร! กล้าดียังไงมาทักลูกเขยฉันแบบนี้~ กำหมัดแน้วนะ55555 แต่ที่แน่ๆน้องยังไม่รู้หรอลูกว่าท่านหมอกับองค์รัชทายาทเขาแอบกิ๊กกัน5555