ระบบฝึกเทพ god training system

    ตอนที่ 34 เทือกเขารกร้าง

    "ทีนี้คงรู้แล้วสินะ เป็นแค่ตระกูลเล็กๆตระกูลหนึ่งกลับกล้ามาหยิ่งผยองต่อหน้า ไม่เจียมตัวจริงๆเลย"จิงอี้หลานเอ่ยออกมาอย่างไม่ไว้หน้าหุยจุ้ยเลยแม้แต่นิด


    "แต่ถึงเจ้าจะเป็นลูกศิษย์ของอาวุโสสูงสุดของนิกายเพลิงอัคคี แต่ก็ไม่สมควรมาฆ่าใครตามใจชอบในที่สาธารณะแบบนี้"หุยจุ้ยพยายามหาเหตุผลมาโต้แย้งแก้ต่างให้ตระกูลของตนเอง


    "หึ!ไม่ใช่ว่าคนของเจ้าไม่ใช่รึที่บอกไม่ให้พวกข้าออกจากเมือง ถ้าไม่ยอมก้มหัวขอโทษหลานชายของเจ้า!"จิงอี้หลานเอ่ยออกมาแบบไม่ยอมเหมือนกัน


    "เอ่อ..คือว่าคงเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ๆเลย"หุยจุ้ยเอ่ยออกมาได้ไม่เต็มเสียงเท่าใดนัก หลังจากที่หันไปถามหุยฉือจนได้รู้เรื่องราวอย่างละเอียด


    "ยังดีที่เสี่ยวเฟยไม่เอาเรื่องพวกเจ้า แต่ถ้าเป็นข้าที่โดนกล่าววาจาลวนลามแบบนั้น ข้าได้ตัดหัวมันทิ้งตั้งแต่อยู่ที่โรงเตี๊ยมแล้ว"จิงอี้หลานหันไปทางหุยเป๋อแล้วกล่าวข่มขู่ขึ้นมาอีกรอบ


    "พวกเราไปกันเถอะ เสียเวลาอยู่ที่นี่มานานแล้ว!"เป็นเฟยลี่ที่เอ่ยชวนทุกคนให้กลับโรงเตี๊ยม


    "ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตัวก่อนท่านเจ้าเมืองต้ง"เทียนฉินเอ่ยลาเจ้าเมืองต้งก่อนหันหลังก้าวเดินออกไป แต่ก่อนที่จะเดินเลยกลุ่มของหุยจุ้ยไป เทียนฉินได้หันมากล่าวกับหุยจุ้ยด้วยเสียงแผ่วเบาแต่ทำให้คนที่ได้ยินต่างสั่นสะท้าน


    "ไว้ข้ากลับจากเสร็จธุระเมื่อไร ข้าจะไปเยือนที่ตระกูลหุยด้วยตัวเองเลยทีเดียว!"


    เอื้อก!


    หุยจุ้ยกับหุยเป๋อต่างมองหน้ากันก่อนกลืนน้ำลายลงคออย่างช่วยไม่ได้ นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรกันแน่ เพียงอารมณ์ชั่ววูบเกือบจะทำให้เดือดร้อนกันไปทั้งตระกูลเสียแล้ว เรื่องนี้กลับไปคงต้องไปรายงานหัวหน้าตระกูลให้เตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่า


    หลังจากเกิดเรี่องขึ้นวันนี้แล้ว ทั้งสามไม่มีอารมณ์เที่ยวชมเดินดูสินค้าภายในเมืองต่อ ต่างพากันเดินทางกลับที่พักทันที 


    รุ่งเช้าวันใหม่ทั้งสามคนต่างเตรียมตัวกันออกจากเมืองยี่เป่ยเพื่อไปยังเมืองเหอเย่ต่อ เมืองเหอเย่คือเมืองขั้นนอกเมืองหนึ่งซึ่งอยู่ชายแดนติดกับแคว้นชิง 


    ผ่านไปวันครึ่งทั้งสามได้เดินทางมาถึงเมืองเหอเย่ 


    "นี่พี่ชาย! ข้าขอถามหน่อยได้มั้ยว่าเทือกเขารกร้างไปทางใดกัน"เทียนฉินเดินเข้าไปถามทหารคนหนึ่งที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเมือง


    "พวกเจ้าจะไปเทือกเขารกร้างกันรึ?"ทหารคนนั้นเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง


    "ใช่แล้วพี่ชาย!"เทียนฉินเอ่ยบอกสั้นๆ


    "ข้าว่าพวกเจ้าอย่าไปดีกว่าที่นั่นมันอันตรายมาก เมื่อปีที่แล้วก็มีคนมาถามทางไปเหมือนกับพวกเจ้า แต่ข้ายังไม่เห็นพวกเขากลับมากันเลย"ทหารคนนั้นเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี


    "หืม!มีคนมาถามทางเมื่อปีที่แล้วรึ!"


    "เป็นผู้ชายสองคนที่ใส่ชุดเหมือนกับข้าหรือไม่?"

    เทียนฉินรีบเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว เขาคิดว่าน่าจะได้เบาะแสของศิษย์พี่ทั้งสองของเขาเป็นแน่แท้


    "อืม!เป็นชายสองคนจริงๆ ส่วนชุดที่ใส่ก็คล้ายๆอยู่เหมือนกันนะ แต่ข้าก็จำไม่ค่อยได้เพราะมันก็ผ่านมาจะเกือบปีแล้ว"ทหารคนนั้นเอ่ยบอกออกมาอย่างไม่ปิดบัง


    "น่าจะเป็นศิษย์พี่ทั้งสองคนจริงๆ"เทียนฉินรำพึงรำพันออกมาเบาเบา ก่อยเอ่ยถามทหารคนนั้นอีกครั้ง


    "แล้วเทือกเขารกร้างอยู่ตรงไหนกันแน่หรือพี่ชาย"เทียนฉินเอ่ยถามคำถามเดิมอีกครั้ง


    "พวกเจ้านี่ไม่ฟังคำเตือนของข้าเลยใช่ไหม?" ทหารคนนั้นกล่าวย้ำมาอีกรอบ


    "พวกเราเข้าใจที่พี่ชายกล่าวออกมาดี แต่พวกเรามีความจำเป็นต้องไปที่เทือกเขารกร้างนั้น!"เทียนฉินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เรื่องภารกิจก็ส่วนหนึ่ง ตอนนี้ยิ่งได้พบเบาะแสของศิษย์พี่ทั้งสองแล้ว จะให้เขาไม่ออกตามหาก็คงจะผิดคำสาบานที่ได้ให้ไว้กับอาจารย์เป็นแน่


    "เฮ้อ!"


    "เทือกเขารกร้างอยู่ทางตะวันออกติดกับเขตของแคว้นชิง พวกเจ้าเหาะไปไม่ถึงวันก็น่าจะหาพบแล้ว เป็นแนวเทือกเขาที่ใหญ่มากสังเกตุเห็นได้โดยง่าย"ทหารคนนั้นถอนหายใจออกมาพร้อมกับบอกพวกเทียนฉินอย่างละเอียด


    "ขอบใจพี่ชายมากที่บอกกล่าว พากเราคงต้องขอตัวลาก่อน"เทียนฉินก้มศีรษะลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยลาทหารคนนั้น


    เมื่อรู้เส้นทางที่จะไปแล้ว เทียนฉิน เฟยลี่และจิงอี้หลานต่างพากันเหาะไปทางที่ทหารคนนั้นบอกทันที โดยไม่แวะเข้าไปเดินเล่นในเมืองเหมือนอย่างที่ผ่านมา


    หลังจากเหาะกันมาเกือบทั้งวัน เทียนฉินกับสองสาวก็ได้มาถึงเทือกเขารกร้างกันแล้ว 


    "พวกเราคงต้องหาที่พักกันแถวนี้ก่อน พรุ่งนี้เช้าถึงจะได้เริ่มเข้าไปสำรวจภายในเทือกเขาแห่งนี้ได้"เทียนฉินเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังหม่นแสงลง ก่อนหันมา

    บอกกับหญิงสาวทั้งสอง


    "อืม!"ทั้งสองสาวต่างก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนจะไปช่วยกันขุดถ้ำเล็กๆเอาไว้พักชั่วคราวในคืนนี้


    รุ่งเช้าวันต่อมาทั้งสามจึงเริ่มเหาะขึ้นไปสำรวจแนวเทือกเขารกร้างนี้ทันที 


    "เจ้ารู้แหล่งกำเนิดของต้นผลไม้เพลิงสีเลือดบ้างหรือเปล่า?"เทียนฉินที่เหาะสำรวจอยู่ก็หันมาเอ่ยถามเฟยลี่


    "จุดที่แน่นอนไม่มีหรอก ข้ารู้แต่เพียงว่าพื้นที่ที่ต้นผลไม้เพลิงสีเลือดจะถือกำเนิดขึ้นได้นั้น ต้องเป็นพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงจากความร้อนของเปลวเพลิง อย่างเช่นภูเขาไฟเป็นต้น" เฟยลี่อธิบายให้เทียนฉินฟังช้าๆ


    "อืม!ถ้าอย่างนั้นเราก็กำหนดเป้าหมายได้แคบขึ้นแล้ว!"เทียนฉินตอบรับอย่างมีความหวัง


    ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม หลังจากเฟยลี่และ

    จิงอี้หลานเหาะตามเทียนฉินผ่านเทือกเขาสูงต่ำหลายลูกแล้ว ก็พลันมีแสงเพลิงขึ้นตรงหน้าและภูเขาเล็กๆ สีแดงปนดำลูกหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตาพวกเขา


    ประมาณครึ่งหนึ่งของเทือกเขาบริเวณนี้ ถูกปกคลุมไปหมอกควันจากความร้อนระอุ พอทอดสายตามองออกไป จะเห็นว่ามีเปลวเพลิงลุกเล็ดลอดออกมาบางส่วน


    ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าสถานที่แห่งนี้น่าจะมีต้นผลไม้เพลิงสีเลือดที่เฟยลี่พูดถึงอยู่เป็นแน่


    "น่าจะเป็นที่ตรงนี้ไม่ผิดแน่!"เทียนฉินเอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจ


    "อืม!พวกเราลองเข้าไปสำรวจกันเถอะ!"เฟยลี่เอ่ยออกมาอย่างเห็นด้วย


    ครู่ต่อมาเทียนฉินและสองสาวก็ร่อนลงตรงภูเขาไฟลูกนั้น จากนั้นก็เดินตามทางคดเคี้ยวเล็กๆ เข้าไปด้านใน แต่เมื่อลองเดินเข้าไปดูกลับไม่พบเจออะไร จึงได้ออกมาก่อนเหาะเหินขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง


    "คงต้องลงจากทางปล่องภูเขาไฟโดยตรงแล้ว" เทียนฉินเอ่ยบอกในส่วนที่เขาคิด ด้วยคนทั้งสามเป็นคนของนิกายเพลิงอัคคี ย่อมต้องใช้เคล็ดวิชาที่เกี่ยวข้องรวมถึงมีความเข้าใจแก่นแท้ธาตุไฟอยู่แล้ว จึงไม่ได้กังวลเรื่องความร้อนระอุของภูเขาไฟสักเท่าไร


    "อย่างไรก็ระวังตัวกันใว้เสียหน่อยก็ดี!"

    จิงอี้หลานเอ่ยออกมาอย่างระแวง


    บริเวณจุดสูงสุดของภูเขาไฟลูกหนึ่ง ทั้งสามยืนอยู่ตรงปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ เมื่อก้มมองลงไปด้านใน จึงได้พบกับกระแสความร้อนของเปลวเพลิงที่ลุกโชนออกมาอย่างหนาแน่น 


    "พวกเจ้าเข้ามายืนใกล้ๆข้า ข้าจะใช้อุปกรณ์ช่วยให้พวกเราลงไปได้สะดวกยิ่งขึ้น"เฟยลี่กล่าวเสร็จก็หยิบอุปกรณ์คล้ายร่มสีดำคันหนึ่งออกมา เมื่อดูจากรัศมีที่เปล่งปลั่งอยู่รอบคันร่ม ย่อมพอมองออกอยู่แล้วว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้นั้น ย่อมเป็นอุปกรณ์ระดับสูงเป็นแน่แท้


    "อุปกรณ์ระดับสูงอย่างนั้นรึ! ช่างร่ำรวยเสียจริง"เทียนฉินเอ่ยหยอกล้อออกมา เขาพอคาดเดาตัวตนทั้งสองออกแล้ว หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นในจวนเจ้าเมืองต้ง แต่ไม่คิดว่าทั้งสองสาวจะได้รับอุปกรณ์ระดับสูงมาใช้แบบนี้ และคงไม่ใช่มีแค่ชิ้นเดียวแน่นอน ซึ่งแตกต่างจากอาจารย์ของเขาที่มอบยันต์ช่วยชีวิตมาให้แค่อันเดียวเท่านั้นเอง


    ทันทีที่เฟยลี่กางร่มออกมาแล้วคว่ำลง ก็ให้ทั้งสองคนกระโดดลงเข้าไปอยู่ในร่ม จากนั้นพลันปรากฏม่านพลังสีดำปกคลุมล้อมรอบพวกเขาทั้งสาม


    เฟยลี่บังคับร่มสีดำนั้นให้ลอยลงไปในปล่องภูเขาไฟทันที ภายในม่านพลังสีดำนั้นพวกเขาทั้งสามต่างพบเห็นบริเวณด้านนอกอย่างชัดเจน


    หินภูเขาบริเวณรอบๆ เป็นสีแดงสด พื้นดินมีสีแดงเข้ม ต้นไม้ใบหญ้าที่ปรากฏแก่สายตาก็มีไอร้อนระอุจนดูบิดเบี้ยว และเปล่งแสงสีแดงจางๆ ออกมา พอก้มหน้ามองลงไป ก็เป็นธารลาวาสีแดงเข้มไหลทอดยาวคดเคี้ยวดูราวกับงูเพลิงตัวใหญ่ที่เลื้อยไปมา


    ขณะที่คลื่นความร้อนถั่งโถมเข้ามา พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงความร้อนของเปลวเพลิงราวกับถูกแผดเผา แม้จะมีม่านพลังสีดำปกคลุมอยู่ก็ตาม แต่ดูเหมือนจะค่อนข้างโชคดีไม่น้อย ที่บริเวณนี้นอกจากพวกเขาสามคนแล้ว ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆแอบแฝงอยู่ให้พบเจอกันอันตรายใดๆ


    ผ่านไปไม่นานทั้งสามได้ลงมาถึงพื้นเรียบร้อยแล้ว บริเวณโดยรอบประกอบไปด้วยหินหนืดหลั่งไหลไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยว มีฟองอากาศผุดขึ้นอยู่เป็นระยะ ไอร้อนระอุขึ้นมาทำให้ทั้งสามต่างมีเหงื่อไคลไหลย้อยเปียกชุ่มไปทั่วทั้งตัว


    "เราจะไปทางไหนกันดี"เทียนฉินเอ่ยถามทั้งสองสาว


    ภายในปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ นอกจากมีธารลาวาไหลพาดผ่านตรงกลางแล้ว ฝั่งตรงข้ามยังมีช่องทางอยู่หลากหลายคล้ายโพลงถ้ำเล็กๆเกิดขึ้นจนพลุนเต็มกำแพงภูเขาไฟไปหมด


    "นี่คือธารลาวาหินอัคคี เมื่อเดินไปตามทางที่ลาวาไหลพาดผ่านไปจนสุด ก็จะพบกับต้นผลไม้เพลิงสีเลือดได้"เฟยลี่บอกกล่าวสิ่งที่ตนเองได้รับรู้มาจากอาจารย์ให้เทียนฉินฟัง



    จบตอนที่ 34