บทที่ 8 ยกระดับการบ่มเพาะ
"นายได้วิชาหมัดชุดนี้มาจากไหน?"
น้าสาวถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา
หลี่เซี่ยวเฟยเตรียมคำตอบเอาไว้แล้ว "ผมเจอคัมภีร์วิชาหมัดบนศพที่ด้านนอกโรงบำบัดน้ำเสีย ชายคนนั้นได้รับาเ็สาหัสจนตาย แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขามาตายที่สลัมได้ยังไง"
เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ "ตอนที่ผมเจอร่างของชายคนนั้น ศพก็เน่าแล้ว"
ในสลัมมีคนตายทุกวัน
สถานที่วุ่นวายโกลาหลแบบนี้ บางครั้งอาจเสือหมอบัซ่อนอยู่ก็เป็ได้
บางครั้งก็มีเหล่ายอดฝีมือตกอับมาจบชีวิตที่นี่ ไม่ใช่เื่แปลกอะไร
คำอธิบายแบบนี้จึงสมเหตุสมผล
น้าสาวจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
ปกติเธอก็ไม่ใช่คนช่างสงสัยอยู่แล้ว
เธอยังคงนวดต่อไป
มือทั้งสองข้าง ขาวเนียนราวกับงานศิลปะชิ้นเอก
ปลายนิ้วนุ่มนวลลูบไล้ไปมาบนกล้ามเนื้อเปลือยเปล่าของหลี่เซี่ยวเฟย
น้ำหนักมือไม่หนักไม่เบา
ให้ความรู้สึกสบายมาก
"วิชาหมัดชุดนี้ไม่ธรรมดา น่าจะเป็ตำรายุทธ์โบราณของสำนักใดสำนักหนึ่งที่มีพลังรุนแรงมาก"
สองมือของน้าสาวราวกับมีเวทมนตร์กดตามข้างกระดูกสันหลังของหลี่เซี่ยวเฟย เธอพูดเสียงแ่เบา "การบ่มเพาะพลังดวงดาวของนายยังไม่มากพอ หากฝืนฝึก จะทำให้กล้ามเนื้อและเยื่อหุ้มกระดูกของนายฉีกขาด หากฝึกต่อไป อาจทำลายอวัยวะภายในของนายได้"
ระหว่างฝ่ามือและปลายนิ้วของเธอ มีความร้อนแผ่ออกมาอ่อน ๆ
ราวกับพลังบางอย่างซึมผ่านรูขุมขนของหลี่เซี่ยวเฟย เข้าไปในกล้ามเนื้อ หลอดเื และไขกระดูก
"รุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?"
หลี่เซี่ยวเฟยใ "น้าสาว ผมเพิ่งได้ชุดวิชาหมัดขั้นสูงมา... ผมอยากฝึกต่อ"
ในฉบับดั้งเดิมของเจ็ดสิบสองยอดวิชาแห่งวัดเส้าหลิน ต้องอาศัยความเข้าใจในหลักธรรมของศาสนาพุทธอย่างลึกซึ้ง ถึงจะฝึกจนสำเร็จได้
เซียวหยวนซานและมู่หรงป๋อ ทั้งสองล้วนเป็ปรมาจารย์ด้านวิทยายุทธ์ แต่พยายามฝึกเจ็ดสิบสองยอดวิชา จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
พระธรรมจักรใหญ่จิวหมอจื้อ ใช้พลังไร้ลักษณ์น้อยกระตุ้นเจ็ดสิบสองยอดวิชา ก็ฝึกจนเกิดปัญหา สุดท้ายวิชาที่ฝึกมาทั้งชีวิตก็สลายไปหมด จึงรอดชีวิตมาได้
‘หรือว่าบั๊กนี้จะเกิดขึ้นกับฉันด้วย?’
คงไม่ต้องถึงขั้นไปฝึกหลักธรรมของพระพุทธเพื่อฝึกวิชาหมัดหรอกนะ
นิ้วมือขาวเนียนของน้าสาวกดลงบนกายของหลี่เซี่ยวเฟย ก่อนจะหันไปจุ่มมือทั้งสองลงในน้ำยาสีดำในไหดินเผา
หลังจุ่มน้ำยาก็กลับมานวดต่อ
ทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ
ิัของหลี่เซี่ยวเฟยถูกถูจนแดงก่ำ รูขุมขนขยายกว้าง รู้สึกสบายตัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
นี่เป็วิธีรักษาอาการาเ็เฉพาะตัวของน้าสาว
น้ำยาที่ปรุงขึ้นเป็พิเศษผสมกับเทคนิคนวดอันเป็เอกลักษณ์
สูตรนี้เคยใช้กับหลี่เซี่ยวเฟยมาหลายครั้งแล้ว
หลี่เซี่ยวเฟยคนก่อน มีิัที่แข็งแกร่งและมีพละกำลังมหาศาล เมื่อได้รับาเ็สามารถฟื้นตัวได้เร็วมาก ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเทคนิคนี้
"ไม่ต้องกังวล"
น้าสาวพูดเสียงเนิบ "หลังจากฝึกเสร็จทุกครั้ง แค่ใช้วิธีนวดแบบนี้ ก็จะสามารถบรรเทาอาการาเ็ได้ชั่วคราว"
หลี่เซี่ยวเฟยดีใจมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เพลิดเพลินกับการนวดไปด้วย รักษาอาการาเ็ไปด้วย
เพลินเลย
เดี๋ยวนะ?
เดี๋ยวก่อน น้าสาวเป็คนตาบอดที่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน แล้วรู้เื่พวกนี้ได้ยังไง?
แต่น้าสาวก็ยังพูดต่ออีกว่า "ถึงอย่างนั้น การนวดบำบัดก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่แท้จริง หาก้าใช้วิชาหมัดได้อย่างสมบูรณ์ นายต้องหาทางยกระดับการบ่มเพาะพลังดวงดาวให้ถึงขั้นทลายพันธะ ใช้พลังดวงดาวอันแข็งแกร่งหล่อเลี้ยงร่างกายของตน ก็อาจจะรองรับแรงกดดันของกระบวนท่าหมัดได้"
หลี่เซี่ยวเฟยได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิด
จังหวะนั้นเอง การนวดของน้าสาวก็สิ้นสุดลง
"ยังมีอีกอย่าง นายได้ฆ่าหัวหน้าทั้งสองคนของกองกำลังโลหิตทมิฬไป พวกเขาจะไม่มีวันยอมอยู่เฉยแน่ รีบฟื้นฟูร่างกายให้เต็มที่ซะ แล้วคิดหาทางรับมือกับปัญหาที่จะตามมาเถอะ"
เธอจัดแจงเก็บขวดโหลต่าง ๆ ในห้อง แล้วก็หันหลังออกไป
เอวคอดบาง กิริยาอ่อนช้อยราวกับนางฟ้า
รูปร่างแบบนี้ หากอยู่ใน่ห้าร้อยปีก่อน คงเป็เน็ตไอดอลระดับแนวหน้า แค่ภาพถ่ายด้านหลังไม่กี่ภาพก็สามารถดึงดูดผู้ติดตามนับล้านได้
น่าเสียดายแค่เพียงใบหน้าที่ถูกทำลายจนเสียโฉมไปแล้ว
คงมีเื่ราวบางอย่างในตัวน้าสาวเป็แน่
ปัง!
ประตูปิดลง
หลี่เซี่ยวเฟยสวมเสื้อผ้าแล้วเดินไปยังหน้าต่างบนชั้นหก
มองทิวทัศน์รกร้างว่างเปล่าด้านนอก แล้วเริ่มครุ่นคิด
ในการรับมือกับกองกำลังโลหิตทมิฬ จำเป็ต้องทำสองอย่างให้ได้
แข็งแกร่ง
มีอิทธิพล
ในความทรงจำ วิธีการยกระดับพลังดวงดาวของผู้ฝึกยุทธ์มีอยู่สองวิธี
หนึ่งคือฝึกเทคนิคการหายใจ
สองคือใช้ตัวช่วยภายนอก เช่น ยาและแก่นดารา
วิธีแรกใช้งบประมาณน้อย แต่พัฒนาได้ช้า เว้นแต่ว่าจะฝึกเทคนิคการหายใจขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้
ส่วนวิธีที่สองนั้นพัฒนาได้เร็ว แต่ใช้งบประมาณสูง
ยาพลังดวงดาวคือสารสังเคราะห์ที่บริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งผลิตขึ้น โดยตัวยาจะเข้าไปจะช่วยส่งพลังเข้าสู่ร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ ซึ่งช่วยพัฒนาระดับพลังดวงดาวได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนแก่นดาราคือผลึกพลังงานที่อยู่ในร่างกายของอสูรจากดวงดาวอื่น ซึ่งสามารถได้จากการล่าอสูรจากดวงดาวนั้น ๆ พลังของแก่นดาราเป็พลังา จึงต้องใช้เครื่องมือพิเศษจึงจะดูดซับพลังงานในนั้นได้
ไม่ว่าจะเป็ยาพลังดวงดาว แก่นดารา หรือเครื่องมือพิเศษดูดซับแก่นดารา ล้วนมีราคาแพงเกินกว่าผู้ฝึกยุทธ์ในสลัมธรรมดาจะจ่ายไหว
"หมัดสายฟ้าวัชระคือวิทยายุทธ์ ไม่ใช่คัมภีร์"
"ที่บรรลุสู่ระดับสองได้ เป็เพราะเ้าของร่างคนก่อนสะสมพลังไว้เพียงพอ จึงสามารถทะลวงขีดจำกัดได้ในระหว่างต่อสู้"
"แต่คงไม่ได้ผลทุกครั้ง"
"ฉันต้องหาเทคนิคที่สูงกว่าเทคนิคการหายใจขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มพลังดวงดาวอย่างรวดเร็ว"
"ขณะเดียวกันก็ต้องหายาพลังดวงดาว แก่นดารา และเครื่องมือพิเศษให้ได้"
"จับสองมือ สองมือต้องแข็งสินะ"*[1]
หลี่เซี่ยวเฟยคิดทบทวน
ในปี 2022 เขารักศิลปะการต่อสู้แบบจีน ใฝ่ฝันจะเป็ผู้บ่มเพาะ และมีความฝันที่จะได้พเนจรไปทั่วยุทธภพด้วยกระบี่เล่มหนึ่ง
เขาแสดงพฤติกรรมหลายอย่างเลียนแบบตัวละครเอกในหนังสือ จนเพื่อน ๆ ล้อว่าเป็พวกโอตาคุ และพูดเสมือนว่าเขามีชีวิตอยู่ในนิยายกำลังภายใน
เป็ยุคที่ไม่เข้ากับเขา
แต่ตอนนี้...
หลี่เซี่ยวเฟยชอบโลกใบนี้
เมื่อมาอยู่ในยุคสมัยแห่งการฝึกวิทยายุทธ์ เขาจะต้องทำตามความฝันที่จะเป็จอมยุทธ์และเป็วีรบุรุษให้ได้
ไต่ภูผาข้ามธารา ทะยานสู่นภา
สะพายกระบี่ท่องทั่วหล้า แก้แค้นตามใจปรารถนา
ไม่ยอมจำนน
ไร้ซึ่งความหวั่นเกรง
ยามโกรธาชักกระบี่สู้ความอยุติธรรม!
ยืนหยัดบนจุดสูงสุดยอดเขาแห่งวิถีบู๊ ปลิดชีพสัตว์ร้ายจากดวงดาว คุ้มครองปวงชน หัวเราะเยาะสายลมเมฆา
นี่แหละคือความหมายที่แท้จริงของการข้ามเวลามา
ยิ่งไปกว่านั้น โลกในตอนนี้ ขาดแคลนทรัพยากร ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่คู่ควรกับการมีชีวิตอยู่
ดังนั้น เขาจึงอยากแข็งแกร่ง
จำเป็ต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ถึงจะปกป้องตนเองและครอบครัวได้
หลี่เซี่ยวเฟยยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น เืในกายพลุ่งพล่าน ความกล้าหาญพวยพุ่ง
เขาจึงเรียกหากล่องแสงจันทร์ในใจเบา ๆ
ไม่รู้ว่าสามารถใช้วิหารแห่งกาลเวลาดึงวิชาอย่าง ‘คัมภีร์เก้าเอี้ยง’ หรือ ‘คัมภีร์เก้าอิม’ จากโลกนิยายบู๊ลิ้มของกิมย้ง มาใช้แทนการฝึกฝนเทคนิคการหายใจได้ไหม?
ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร
แต่คำตอบของกล่องแสงจันทร์ ได้ทำลายความคิดที่จะพึ่งพาโชคของเขาทันที
[ขออภัย โอกาสในการดึงวิชาฝึกกำลังภายในนั้นไม่ได้มีอยู่เสมอไป]
[แต่จำเป็ต้องมีเงื่อนไขบางประการ]
เงื่อนไขอะไรล่ะ?
[ถึงเวลาก็จะรู้เอง]
ช่างมันเถอะ
บอกกับไม่บอกมันต่างกันตรงไหน
“โอ้ ฉันลืมไปเลย ทำไมเธอถึงตอบคำถามตอนกลางวันได้ ไม่ต้องใช้แสงจันทร์เหรอ?”
หลี่เซี่ยวเฟยอดสงสัยที่จะถามขึ้นมาไม่ได้
กล่องแสงจันทร์ตอบว่า [การชาร์จไฟหนึ่งนาที ใช้งานได้ต่อเนื่องหกชั่วโมง]
หลี่เซี่ยวเฟย “...”
ฟังดูเจ๋งดีนะ
แต่ตอนนี้การทำงานของกล่องแสงจันทร์จำกัดอยู่แค่วิหารแห่งกาลเวลาเท่านั้น
เวลาเปิดครั้งต่อไปคือ...
อีกหกสิบสองชั่วโมง
หลี่เซี่ยวเฟยเก็บความคิดที่จะดึงวิชายุทธ์ไว้ก่อน
“ใช้ทางลัดไม่ได้ คงต้องหาวิธีเอาจากโลกความจริง”
“ไม่รู้ว่ากองกำลังโลหิตทมิฬจะมีวิชาฝึกหายใจขั้นสูง หรือทรัพยากรสำหรับฝึกฝนหรือเปล่านะ”
“ถ้ามี ก็แค่ไปแย่งมา”
“ยังไงซะ ในความทรงจำของฉัน พวกกลุ่มในสลัมพวกนี้ มันก็แค่พวกดูดเืข่มเหงคนอ่อนแอทั้งนั้น ถือว่าเป็การปล้นคนรวยมาช่วยคนจน!”
“ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ไว้ก่อน ต่อให้เป็ใหญ่จะได้แค่ในสลัมก็เถอะ”
ในที่สุด ความคิดก็กระจ่าง
มุมมองเปิดกว้าง
หลี่เซี่ยวเฟยหัวเราะอย่างพอใจ
แต่ทันใดนั้นเอง…
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูอย่างเร่งรีบดังขึ้น
*[1] จับสองมือ สองมือต้องแข็ง เป็สำนวนจีนที่แปลว่าการให้ความสำคัญกับสองสิ่งพร้อมกัน