บทที่ 25
สามขอบเขตแห่งการบำเพ็ญ
นอกจากเื่ของรากปราณแล้ว หลังจากที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาจำลองราก์มาตลอดสามวัน สวีหยางก็ััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
เขาััได้ว่าร่างกายซึมซับปราณิญญาฟ้าดินเข้ามาหล่อหลอมร่างกาย
ปราณิญญาฟ้าดินคือพลังที่สามารถััได้เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ แต่ว่าเดิมทีเคล็ดวิชานี้ผู้ฝึกยุทธระดับปรมาจารย์ พวกเขาทำได้เพียงแค่ััได้ถึงการมีอยู่ของพวก แต่ไม่สามารถชักนำปราณิญญาเข้าสู่ร่างกายได้
แต่หลังจากที่สวีหยางหลับใหลและเคล็ดวิชาจำลองราก์โคจรฝึกฝน ปรากฏว่าปราณิญญาที่ไม่สามารถััได้พวกนั้น กลับถูกพลังของเคล็ดวิชาชักนำเข้าสู่ร่างกาย และปราณิญญาพวกนั้นก็เข้ามาหล่อหลอมอวัยวะทั้งหมดของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็อวัยวะภายใน กระดูกกล้ามเนื้อหรือว่าโลหิต ล้วนแล้วแต่โดนชะล้างด้วยปราณิญญาที่ถูกดึงดูดเข้ามาภายในร่างกาย
ถึงแม้ว่าร่างกายในตอนนี้จะยังเป็ร่างของผู้ฝึกยุทธ์ แต่การที่ทุกส่วนของร่างกายโดนขัดเกลาด้วยปราณิญญาที่ถูกชักนำเข้ามา มันกลับทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้น
เป็เพราะว่าพื้นฐานของผู้ฝึกยุทธ์ การที่ลมปราณภายในร่างกายแข็งแกร่ง ต้นกำเนิดก็มาจากอวัยวะภายในโลหิตและก็กล้ามเนื้ออยู่แล้ว
เมื่ออวัยวะทั้งหมดภายในถูกทำให้แข็งแกร่งขึ้น โดยการหล่อเลี้ยงของปราณิญญาที่ถูกชักนำเข้ามา พลังของผู้ฝึกยุทธ์ก็ย่อมถูกยกระดับขึ้นตามไปด้วย
และในระยะเวลาเพียงแค่สามวันที่ผ่านมา สวีหยางก็ทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นสามแล้ว ความรวดเร็วในการฝึกฝนของเขาถูกยกระดับขึ้นหลังจากที่ได้เคล็ดวิชาจำลองราก์มา
สวีหยางในตอนนี้มีความรู้เกี่ยวกับเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพิ่มขึ้นแล้ว ถึงอย่างไรภายในตำราเคล็ดวิชาจำลองราก์ก่อนจะฝึกฝน ก็จำเป็จะต้องบอกรายละเอียดง่ายๆของเส้นทางแห่งการบำเพ็ญผู้บำเพ็ญให้ผู้ที่ได้ฝึกฝนล่วงรู้เพื่อจะได้ไม่หลงทาง
นี่เองก็ทำให้สวีหยางรู้ถึงระดับของผู้บำเพ็ญในอธิบายเอาไว้ภายในนั้นด้วย
จุดสิ้นสุดของวิถียุทธ์คือปรมาจารย์ และเหนือกว่าระดับปรมาจารย์ก็คือผู้บำเพ็ญ
การทะลวงจากระดับปรมาจารย์ไปสู่ผู้บำเพ็ญ จะต้องควบแน่นรากปราณขึ้นมาภายในร่างกาย
หลังจากที่ควบแน่นรากปราณขึ้นมาภายในร่างกายได้ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ก็จะถือว่าก้าวเข้าสู่ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญ จะกลายเป็ผู้บำเพ็ญระดับหนึ่ง
โดยผู้บำเพ็ญระดับหนึ่ง ที่เป็ขอบเขตแรกของเส้นทางแห่งการบำเพ็ญ จะถูกเรียกว่า ระดับหลอมปราณ
หลอมปราณมีทั้งหมดสี่่ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย และระยะสมบูรณ์ โดยพื้นฐานในขอบเขตแรกคือการหลอมปราณเข้าสู่ร่างกายหล่อเลี้ยงร่างกายและรากปราณ ผู้บำเพ็ญระดับหลอมปราณมีอายุขัยถึงสามร้อยปี สามารถเรียกได้ว่ามีอายุมากกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายเท่า
แต่เื่นี้ก็ไม่น่าประหลาดใจสักเท่า เพราะว่าั้แ่ที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์ อายุขัยของผู้ฝึกยุทธ์ก็มักจะยืนยาวกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว อย่างเช่นผู้ฝึกยุทธ์ระดับแรกอย่างหลอมกายา พวกเขาจะมีมีอายุขัยเหยียบร้อยปี เมื่อก้าวเข้าสู่ปราณโลหิตจะมีอายุขัยราวๆ หนึ่งร้อยถึงร้อยยี่สิบปี เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์จะมีอายุขัยราวๆ ร้อยยี่สิบปีถึงร้อยสี่สิบปี
แต่เมื่อทะลวงเข้าสู่หลอมปราณกลายเป็ผู้บำเพ็ญอายุขัยจะทะลวงสู่ระดับสามร้อยปี ที่เป็แบบนี้ก็เพราะพลังฟ้าดินหรือปราณิญญาที่หล่อเลี้ยงอยู่ภายในร่างกายของผู้บำเพ็ญ
ถ้าเกิดว่าผู้บำเพ็ญสามารถสำเร็จขั้นใหญ่ทั้งสี่อย่าง หลอมปราณขั้นต้น หลอมปราณขั้นกลาง หลอมปราณขั้นปลาย และหลอมปราณขั้นสูุงสุดได้
พวกเขาก็จะสามารถก้าวไปยังระดับถัดไป ซึ่งระดับสองของผู้ฝึกบำเพ็ญจะเรียกว่า แก่นปราณ โดยระดับแก่นปราณมีอายุขัยถึงห้าร้อยปี
ภายในตำราจำลองราก์ไม่ได้บอกเกี่ยวกับรายละเอียดอาจจะเป็เพราะว่าคนที่ศึกษาเกี่ยวกับเคล็ดวิชานี้คือผู้ฝึกยุทธ์ที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญด้วยรากปราณมนุษย์คงไม่มีทางทะลวงเข้าสู่ระดับนั้นได้สำเร็จ
สูงกว่าระดับสองอย่างแก่นปราณก็คือระดับสามตำหนักม่วง ผู้บำเพ็ญระดับสามถูกเรียกขานว่า ตำหนักม่วง อายุขัยหนึ่งพันปี สามารถเหินทะยานกลางอากาศได้อย่างอิสระไร้พันธนาการ มีพลังอำนาจเหนือจินตนาการ
ภายในตำราบอกระดับของผู้ฝึกตนเอาไว้เพียงแค่สามระดับเท่านั้น แต่นี่ก็ทำให้สวีหยางล่วงรู้เกี่ยวกับโลกแห่งการบำเพ็ญเพิ่มขึ้น
สวีหยางขยับตัวเล็กน้อยและก็เปิดหน้าต่างระบบของตนเองขึ้นมา
[ชื่อ สวีหยาง ระดับ ปรมาจารย์ ขั้น 3 ]
[เคล็ดวิชา เคล็ดวิชาจำลองราก์ ขั้น 3 [3,480/4000]ลมหายใจพื้นฐาน ขั้น 11 [82,340/102400] ดาบปราบมาร ขั้น 11 [82,340/102400] เคล็ดวิชากายาหยก ขั้น 11 [30,840/102400] เคล็ดวิชากายาเหล็กดำ ขั้น 11 [30,840/102400] เคล็ดวิชาผลาญโลหิต ขั้น 11 [30,840/102400] เคล็ดวิชาล่องเมฆา ขั้น 11 [30,840/102400] เคล็ดวิชาลมหายใจเต่าศิลา ขั้น 11 [30,840/102400] ]
สวีหยางมองดูค่าสถานะทั้งหมดของตนเองอย่างเงียบๆ ต่อจากนี้เขาก็เพียงแค่ต้องรอให้เคล็ดวิชาและตบะของตนเองยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆก็เท่านั้น
ยิ่งระดับของเขาสูงขึ้นมากเท่าไหร่ ภารกิจที่จะมาถึงของเขาก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าในตอนนี้สวีหยางจะมั่นใจว่าในระดับปรมาจารย์เขาจะไม่ต้องกลัวใคร แต่ผู้ใดจะสามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีเื่ผิดพลาดเกิดขึ้น
ยิ่งเขาแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ใน่นี้ไม่ใช่ว่าสวีหยางไม่มีความคิดที่จะหาเคล็ดวิชาเพิ่ม เพราะสำหรับเขาแล้วเคล็ดวิชาพวกนี้ก็คือความแข็งแกร่งยิ่งเยอะยิ่งดี แต่สุดท้ายของเขาก็ไม่ได้เลือกที่จะไปหาเคล็ดวิชามาเพิ่ม
นั่นก็เพราะเขาได้รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดภายในเมืองไป๋สือใน่นี้ ไม่ว่าจะการมีอยู่ของผู้บำเพ็ญมากมายภายในเมืองไป๋สือ และความลับเกี่ยวกับเื่ของผลรวมปราณ ถ้าเกิดว่าเขาสร้างให้พวกเ้านั้นหันมาสนใจเกรงว่าบางทีเขาอาจจะตกเป็เป้าสายตาได้
เขามีเงินไม่มากพอจะไปซื้อเคล็ดวิชาในตลาดมืด ถ้าเกิดว่าไม่มีเงินอยากจะหาเคล็ดวิชาสิ่งที่ทำได้อย่างเดียวมันก็คือการไปปล้นจากพวกตระกูลใหญ่ ที่น่าจะมีเคล็ดวิชาสะสมอยู่มากมาย แต่ว่านั่นก็จะเป็การดึงดูดความสนใจมากเกินไป
เพราะแบบนั้นในตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้ก็คือรอ รอให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้ ถึงอย่างไรในตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าภายในเมืองไป๋สือแห่งนี้ ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้บำเพ็ญระดับที่หนึ่งขั้นสูงสุด
สวีหยางรู้ดีว่าจุดเด่นของตนเองคืออะไร มันก็คือเขาไม่้าทรัพยากรในการฝึกฝน เพียงแค่เขานอนหลับทั้งระดับตบะและเคล็ดวิชาทั้งหมดของเขาก็จะยกระดับขึ้นโดยไม่ต้องใช้วัตถุภายนอกส่งเสริม นี่ทำให้เขามีต้นทุนในการเฝ้ารอมากกว่าคนอื่นไม่จำเป็จะต้องไปค้นหาทรัพยากรเหมือนกับคนอื่น
สวีหยางใช้ความคิดปิดหน้าต่างระบบของตนเองลงไป จากนั้นเขาก็หลับตาลงอีกครั้งรอให้เวลามาถึง
…
ครึ่งเดือนต่อมา
สายลมหนาวพัดผ่านหิมะสีขาวโพลนยังคงปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองไป๋สือ ผู้คนมากมายเดินอย่างเร่งรีบบนถนนที่ถูกปกคลุมไปด้วยความหนาวเย็น
ภายในลานเรือนที่เงียบสงบของสวีหยาง
“ทะลวงอีกแล้ว…” สวีหยางมองร่างกายของตนเองในตอนนี้ เืลมภายในร่างกายถูกยกระดับขึ้นอีกครั้ง
ใน่ครึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาทะลวงขั้นย่อยไปแล้วถึงสามครั้ง ทำให้ในตอนนี้เขาทะลวงจากระดับปรมาจารย์ขั้นสามทะลวงเข้าไปสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นหกแล้ว