'จวนสกุลจ้าว'
ซิ่วอิงกับบิดานั่งจิบชาพลางสนทนากันไปเรื่อย รอเวลาที่นัดหมายกับกลุ่มทหารรับจ้างอินทรีเหิน เวลาผ่านไปไม่นานก็ได้ยินเสียงม้าจำนวนหลายตัวมาหยุดตรงทางเข้าจวน
จ้าวเว่ยเดินออกไปเชิญทุกคนเข้ามายังห้องรับรองแขก ซิ่วอิงด้วยความที่ไม่้าให้ใครมารบกวน เมื่อจินฮวานำน้ำชามาให้จึงบอกให้นางไปพักผ่อน ส่วนตนเองจัดเตรียมน้ำชาไว้รับแขก
ครู่นึงทุกคนก็เดินเข้ามายังห้องโถงประชุมของจวน เมื่อบิดากับสหายทุกคนเข้ามานั่งเรียบร้อยแล้ว ซิ่วอิงโค้งคารวะก่อนจะนำน้ำชาทะยอยไปวางจนครบทุกคน เมื่อจัดการทุกอย่างตามมารยาทเรียบร้อยแล้ว จ้าวเว่ยที่นั่งอยู่หัวโต๊ะจึงเอ่ยขึ้นมาอย่างเป็งานเป็การ
" เอาละ.. ข้าจะพูดตรงๆเลยแล้วกัน.. ที่ข้าขอให้พวกท่านมาวันนี้เพราะมีเื่จะปรึกษากับทุกคน ก่อนอื่นเลยข้าต้องขอให้ทุกคนฟังให้จบก่อน หากใครมีข้อสงสัยค่อยว่ากันทีหลัง ซึ่งข้าจะให้บุตรสาวเป็คนแจ้งแก่พวกท่าน "
จ้าวเว่ยกล่าวเสียงเข้มเปิดประชุม
ซิ่วอิงที่ยืนอยู่ด้านข้างผู้เป็บิดา จึงเอ่ยขึ้นว่า
" ท่านลุง ท่านอาทุกท่าน.. ต้องขออภัยอย่างยิ่งที่ข้ารบกวนเวลาของพวกท่าน ในกรณีที่ท่านสงสัยหรือไม่เห็นด้วย ข้าขอความกรุณาพวกท่านฟังให้จบก่อน"
ซิ่วอิงกล่าวพร้อมกับมองไปยังกลุ่มสหายของบิดา ซึ่งประกอบด้วยชาย 6 คนหญิง 3 คน ถือโอกาสตรวจสอบระดับการบ่มเพาะของทุกคนอย่างละเอียด แล้วกล่าวต่อเมื่อเห็นทุกคนนั่งฟังอย่างตั้งใจ
" เื่แรก.. ข้านั้น้าจะทำกิจการค้าขายหลายอย่าง เช่นโรงเตี๊ยม เหลาอาหาร ร้านน้ำชา ร้านขายโอสถ ร้านขายแพรพรรณ ตลาดกลางศูนย์รวมสินค้าทางการเกษตร และอื่นๆอีกมากมาย.. โดยที่ข้าจะขยายกิจการไปให้ครอบคลุมทั้งแคว้นัศักดิ์ศิทธิ์และแคว้นอื่นๆในภายหน้า จึง้าคนที่ไว้ใจได้เป็ผู้ดูแลกิจการของข้า.. ซึ่งการที่พวกท่านเป็สหายของท่านพ่อ ข้าจึงอยากให้พวกท่านมาเป็คนของข้า.. โดยจะขึ้นตรงต่อข้าเท่านั้น "
คำกล่าวตรงๆของซิ่วอิงทำทุกคนสีหน้ามืดครึ้มไป แต่ถึงแม้นเริ่มไม่พอใจพวกเขายังอดทนฟังต่อไป
" เื่ที่สอง.. ข้าจะมอบทรัพยากรบ่มเพาะและค่าใช้จ่ายต่างๆแก่พวกท่านทุกคน รวมถึงสิ่งของที่จำเป็ทุกอย่างจะได้รับจากข้าทั้งหมด "
" และเื่สุดท้าย.. ข้า้าให้พวกท่านทำพันธสัญญากับข้า แต่พวกท่านมิต้องเป็กังวลพันธสัญญานี้มิใช่พันธสัญญาเ้านายกับบ่าว แต่เป็พันธสัญญาครอบครัว เพราะพันธสัญญานี้มีผลต่อพวกท่านและข้าเช่นเดียวกัน.. หากทุกท่านทำผิดต่อครอบครัวข้า หรือครอบครัวข้าทำผิดต่อพวกท่าน ทุกคนจะโดนทัณฑ์จากฟ้าเล่นงานถึงตายเช่นกัน.. เอาละ.. หากท่านใด้าที่จะทำงานกับข้าจงนั่งอยู่กับที่ หากท่านใดไม่้าก็เชิญกลับออกไปได้ "
ซิ่วอิงกล่าวเสียงเข้มสีหน้าจริงจัง พร้อมปล่อยแรงกดดันขอบเขตปราณปฐีออกมา ทำให้ทุกคนในห้องรวมถึงผู้เป็บิดา รับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ อย่างที่คาดไม่ถึงว่าจะมาจากเด็กสาวเยาว์วัยคนนี้
“ นะ นี่ อิงเอ๋อร์.. เ้ามีพลังปราณถึงขอบเขตปฐีแล้วอย่างนั้นหรือ ”
จ้าวเว่ยกล่าวออกมาด้วยความใ นี่ลูกสาวเขาเป็สัตว์ประหลาดหรืออย่างไร อายุเพียงแค่ 14 ปีกว่าๆก็บรรลุถึงขอบเขตนี้แล้ว ทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องต่างมองเธออย่างตื่นตลึงเช่นเดียวกัน
“ เ้าค่ะท่านพ่อ.. เพราะท่านอาจารย์ข้าทิ้งทรัพยากรไว้ให้มากมาย ข้าถึงได้มีพลังปราณในระดับนี้ได้เ้าค่ะ..”
ซิ่วอิงกล่าวด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เมื่อเห็นคนกลุ่มอินทรีเหินให้ความสนใจเป็อย่างมาก
" เอ่อ.. เ้ามีอาจารย์เป็ถึงท่านเซียนนิรนาม เื่พลังปราณของเ้านั้นข้าไม่แปลกใจเท่าไหร่.. แต่เื่ที่จะเปิดร้านขายโอสถนั้นจะทำได้หรือ เพราะนักปรุงโอสถนั้นช่างหยิ่งผยองยิ่งนัก ไม่ใช่จะเชิญมาร่วมงานกันได้ง่ายๆ..”
ตงห่าวหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างอินทรีเหินกล่าวขึ้นมา ด้วยประสบการณ์จากการทำงานของตนเอง จึงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็ห่วง
" ท่านลุงตง.. เื่นั้นท่านลุงไม่ต้องเป็กังวล ข้าจะเป็ผู้ปรุงโอสถขายด้วยตนเอง.. เพราะข้าได้ผ่านการทดสอบเป็นักปรุงโอสถ จากสมาคมผู้ปรุงโอสถเมืองัฟ้าเรียบร้อยแล้ว "
กล่าวจบซิ่วอิงพลันสะบัดมือวูบ นำเหรียญตราัฟ้าออกมาจากแหวนมิติ ใช้พลังปราณบังคับให้ลอยไปตรงหน้าทุกคน จากนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงบ มีเพียงจ้าวเว่ยเท่านั้นที่อมยิ้มด้วยความภูมิใจ
" นะ นี่ จะ เ้า.. เ้าเป็ผู้ปรุงโอสถระดับเหรียญตราัฟ้าด้วยอายุเพียงเท่านี้.. จ้าวเว่ย.. ต่อไปตระกูลของเ้าต้องรุ่งเรืองโด่งดังไปทั่วแคว้นเป็แน่แท้.."
ตงห่าวกล่าวออกมาขณะที่คนอื่นนั้นได้แต่อ้าปากกว้าง ทุกสายตามองหน้าซิ่วอิงตาไม่กระพริบ
หลังจากนั้น กลุ่มอินทรีเหินทุกคนก็คนลงความเห็นไปในทางเดียวกัน เต็มใจที่จะร่วมงานและทำพันธสัญญากับซิ่วอิง เพราะพวกเขาทุกคนสามารถจินตนาการได้เลยว่า นายหญิงน้อยของตระกูลจ้าวนั้นถึงจะยังเป็ผู้เยาว์ แต่ความสามารถและพร์นั้นช่างเหนือล้ำเกินบรรยาย ถ้าพวกเขาร่วมงานและติดตามตระกูลจ้าว ต่อไปภายหน้าเปี่ยมด้วยชื่อเสียงและความมั่งมีอย่างแน่นอน
“ เอาละ.. ในเมื่อทุกท่านจะทำงานกับตระกูลจ้าวของข้า.. เช่นนั้นพวกเราก็มาทำพันธสัญญากัน..”
ซิ่วอิงกล่าวจบวาดมือขวาขึ้นกลางอากาศ พลันวงเวทย์อักขระก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
“ อะไรกัน.. นี่เ้าเป็ผู้ใช้อักขระด้วยอย่างนั้นรึ ”
ตงห่าวเอ่ยออกมาด้วยความตกตลึง เขารู้สึกว่าวันนี้หัวใจเขาช่างอ่อนแอยิ่งนัก เพราะซิ่วอิงทำให้ใมาหลายครั้งแล้วนั่นเอง
“ ท่านลุงตง.. ข้ายังเป็อีกหลายอย่างอยู่กับข้าเดี๋ยวท่านจะรู้ไปเอง เอาละ.. ตอนนี้ทุกคนกรีดเืออกมาคนละหนึ่งหยด ”
ซิ่วอิงกล่าวจบกรีดเืที่ปลายนิ้วตัวเองยื่นไปหาวงเวทย์ ทุกคนก็ทำตามไม่เว้นแม้กระทั่งตัวจ้าวเว่ย ภายในพริบตาวงเวทย์ดูดเืทุกคนเข้าไป ก่อนจะเปล่งแสงวาบออกมาครอบคลุมทุกคนในห้อง
‘วู้บบบ’
“ เรียบร้อยเ้าค่ะ.. พวกเราทุกคนทำพันธสัญญากันเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากนี้ข้าจะมอบแหวนมิติระดับกลางให้ท่านคนละ 1 วง และแบ่งงานให้ทุกท่านดำเนินการตามที่ข้าเห็นควร”
จากนั้นซิ่วอิงนำแหวนมิติระดับกลางที่ซื้อมาเมื่อวานออกมา พร้อมกับใช้พลังปราณส่งไปยังทุกคนทันที
หลังจากที่ทุกคนได้รับไปก็ถึงกับตื่นใ เพราะแค่แหวนมิติระดับต่ำวงนึงก็แพงมากแล้ว ทหารรับจ้างอย่างพวกเขาในกลุ่มนึงมีเพียงแค่วงสองวงเท่านั้น แต่เด็กสาวคนนี้กลับเอาแหวนนระดับกลางมาแจกเหมือนเป็ของหาง่ายเช่นนี้
" นะ นี่.. นี่มันไม่มากไปหรือ ข้าเกรงว่ามันจะมีค่ามากเกินไป "
ตงห่าวเอ่ยขึ้นด้วยความตระหนกใเป็ที่สุด (อีกแล้ว)
" ไม่มากหรอกท่านลุงตง.. ต่อไปข้าจะทำกิจการค้ามากมายหลายอย่าง ซึ่งพวกท่านทั้ง 9 คนจะเป็ผู้รับผิดชอบหลักของแต่ละสายงาน จึงจำเป็ต้องมีของดีๆแบบนี้ติดตัวไว้"
ซิ่วอิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
" ทุกท่านดูในแหวนมิติ.. ในนั้นมีโอสถทะลวงปราณระดับปฐีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วน ทำให้ท่านสามารถทะลวงได้ถึงระดับยอดยุทธและระดับปฐีได้เลย.. ในขวดหยกมีโอสถ 2 เม็ด พร้อมกับน้ำทิพย์ดารา 1 ขวดๆละ 5 หยด และเงินอีก 5 พันเหรียญทอง ”
เมื่อซิ่วอิงกล่าวจบทั้ง 9 คนก็ส่งปราณเข้าไปตรวจสอบในแหวน สิ่งที่เห็นทำให้ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะไม่คิดเลยว่าตนนั้นจะมีวาสนาได้ของเหล่านี้ จนถึงตอนนี้ทุกคนรู้สึกขอบคุณต่อจ้าวเว่ยที่ชักชวนพวกตนมาร่วมงาน
" น่ะ นี่ .. ข้าเพิ่งได้ข่าวว่า.. เมื่อวานหอประมูลั์มีน้ำทิพย์ดารากับโอสถทะลวงปราณมาประมูล มันเป็ของเ้าเช่นนั้นหรือ "
ตงห่าวกล่าวออกมาพร้อมกับมองไปยังซิ่วอิง ในใจก็คิดว่า
' นี่ใจคอนางจะให้เขาหัวใจวายตายไปหรืออย่างไร '
" ถูกแล้วท่านลุง.. ข้าขอให้ทุกคนปิดเป็ความลับด้วย เอาละในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ข้าขอให้ทุกท่านไปยังป่าไผ่ด้านหลังจวน ข้าจะให้ทุกท่านบ่มเพาะเพิ่มระดับพลังปราณ ไปให้ถึงจุดสูงสุดเท่าที่ทุกคนจะทำได้.. จากที่ข้าตรวจดู ทุกท่านอยู่ในระดับยอดยุทธขั้นต้นและขั้นกลาง ยกเว้นท่านลุงตงที่อยู่ในขั้นยอดยุทธขั้นสูง.. เชิญทุกท่าน ”
เมื่อซิ่วอิงกล่าวจบ กลุ่มอินทรีเหินทุกคนลุกขึ้นประสานมือคารวะให้แก่ซิ่วอิง แล้วกล่าวออกมาพร้อมๆกัน
“ ขอบคุณนายน้อย..”
“ นะ นี่.. ทุกท่านเป็สหายของพ่อข้า เรียกข้าแบบนี้จะดีเหรอ .. ท่านพ่อ..”
ซิ่วอิงกล่าวพร้อมกับหันไปถามความเห็นบิดา แต่ยังไม่ทันที่จ้าวเว่ยจะได้เอ่ยอันใด ตงห่าวที่เป็หัวหน้ากลุ่มก็พูดขึ้นมาเสียก่อน
“ เรียกแบบนี้ดีแล้ว.. พวกข้าทุกคนยกให้เ้าเป็นายน้อย เพราะเ้าเป็ผู้มีพระคุณของพวกเรา”
“ ถูกต้อง..”
กลุ่มชายหญิงอีก 8 คนกล่าวสนับสนุนตงห่าวในทันที
“ ฮ่ะๆๆ พวกเ้านี่.. เอาเถ่อะๆ พวกเ้าจะเรียกแบบนี้ก็ตามแต่สะดวก.. เฮ้อ..”
จ้าวเว่ยกล่าวออกมาอย่างจนใจ เพราะตัวเขาเองบางครั้งก็เผลอคิดเหมือนกับสหายทุกคน
“ เอ่อ.. เช่นนั้นก็แล้วแต่พวกท่าน.. ไปบ่มเพาะที่ป่าไผ่หลังจวนกันเถอะ ข้าเสร็จธุระแล้วจะไปช่วยชี้แนะให้ทุกคน”
“ ขอรับ/เ้าค่ะนายน้อย.. ”
กลุ่มอินทรีเหินทั้ง 9 คนกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรียงหนักแน่น เหมือนจะยืนยันว่าพวกเขาคิดเช่นนั้นจริงๆ
‘หลังจวนสกุลจ้าว’
ป่าไผ่หลังจวนสกุลจ้าวมีลานกว้างเนื้อทึ่กว้างพอประมาณ กลุ่มทหารรับจ้างอินทรีเหินทั้ง 9 คน ซึ่งตอนนี้ได้ทำพันธสัญญาและกลายเป็สมาชิกตระกูลจ้าวไปเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ทุกคนกำลังนั่งในท่าสมาธิ เตรียมตัวกินโอสถทะลวงปราณเพิ่มระดับบ่มเพาะของตนเอง
เหตุผลที่ซิ่วอิงให้มาบริเวณป่าไผ่ด้านหลังจวน เพราะว่าหากทะลวงระดับพร้อมกันในบริเวณจวน คงจะก่อให้เกิดความเสียหายเป็วงกว้างแน่นอน
ขณะที่ทั้ง 9 คนนั่งลงกำลังจะนำเอาโอสถกินเข้าไปอยู่นั้น
‘วู้บบบบ’
ร่างเพรียวบางภายใต้ชุดจอมยุทธสีดำของซิ่วอิง ปรากฏกายออกมาตรงหน้าบุคคลทั้ง 9 จากที่ว่างกลางอากาศ เมื่อเห็นว่าซิ่วอิงหายตัวมาโผล่ตรงหน้าพวกเขา ทำให้ทุกคนเบิกตาค้างอยู่ในอาการใ หัวใจของพวกเขาแทบจะหยุดเต้นไปทันที ด้วยไม่เคยเห็นทักษะระดับสูงเช่นนี้มาก่อน
‘แปะๆๆ’
ซิ่วอิงตบมือเบาๆเรียกสติทุกคน เมื่อทุกคนได้สติกลับมาสีหน้าพวกเขาต่างแสดงออกถึงความชื่นชม ในความสามารถของนายน้อยของตนยิ่งนัก
‘พรึ๊บบ’
‘วู้บบบ’
แล้วสีหน้าของทุกคนต้องเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อจู่ๆการคงอยู่ของซิ่วอิงกลับหายไป ทั้งๆที่ยังคงยืนอยู่กับตรงหน้าและมองเห็นตัวตนของนางได้อย่างชัดเจน แต่พวกเขากลับรู้สึกเหมือนว่านางไม่ได้อยู่ตรงนี้
" สุดยอดไปเลยนายน้อย.. ท่านสามารถอำพรางกลิ่นอาย และทะลุมิติมาได้อย่างไรกัน "
หญิงสาวรูปร่างหน้าตาดีคนนึง เธอเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความชื่นชม คนอื่นก็เช่นเดียวกันพวกเขาไม่รู้ว่าซิ่วอิงทำได้ยังไง
แต่ซิ่วอิงกลับยิ้มให้แล้วกล่าวว่า
“ พวกท่านทุกคนก็สามารถทำได้เช่นกัน ถ้าเกิดว่า.. ”
ทันใดนั้นเอง ยังไม่ทันที่ซิ่วอิงจะกล่าวจบ
'ตุ้บบบ'
ตงห่าวหัวหน้ากลุ่มที่นั่งอยู่ในท่าสมาธิ พลันเปลี่ยนเป็คุกเข่าลง พร้อมกับประสานมือขึ้นแล้วพูดว่า
“ นายน้อย.. ข้าตงห่าวขอคาราวะท่านเป็อาจารย์ โปรดสอนทักษะนี้แก่ข้าด้วย..”
คำพูดของตงห่าวทำเอาทุกคนที่อยู่รอบๆ ถึงกับอ้าปากค้างอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก คนที่เป็ถึงหัวหน้ากลุ่มของพวกเขาจู่ๆก็ทำแบบนี้ ทำให้อีก 8 คนไม่อยากจะชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
ซิ่วอิงเมื่อเห็นการกระทำของตงห่าว เธอก็รีบเดินเข้าไปพยุงเขาขึ้นมาทันที จากนั้นก็พูดขึ้นว่า
" ท่านลุงตง.. ลุกขึ้นเถิดอย่าทำแบบนี้เลย ข้าไม่กล้าจะเป็อาจารย์ของท่านหรอก แต่หากท่านลุง้าเรียนรู้ ข้าเองก็ยินดีจะสอนท่าน "
ตงห่าวเงยหน้ามองไปที่ซิ่วอิง ด้วยสายตาที่เคารพและชื่นชมอย่างมาก คราแรกตอนที่ตกลงร่วมมือกับนาง ตัวเขาเองก็ทำไปเพราะสหายเก่าอย่างจ้าวเว่ยเป็ส่วนใหญ่ ไม่ได้เชื่อมั่นกับเด็กสาววัย 14 คนนี้มากเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเห็นวิชาที่ซิ่วอิงแสดงออกมาให้เป็ที่ประจักษ์แก่สายตา ทำให้เขายอมรับในตัวเด็กสาวคนนี้อย่างหมดหัวใจ
“ ข้าตงห่าวขอสัญญาว่าจะติดตามนายน้อยตลอดไป ไม่ว่าท่านจะให้บุกน้ำลุยไฟ ข้าจะไม่ปฏิเสธแม้แต่คำเดียว ..”
‘พรึ๊บบ’
'ตุ้บบบ'
ทันทีที่ตงห่าวพูดจบ อีก 8 คนก็เลยตัดสินใจที่จะทำตามเช่นกัน ทุกคนคุกเข่าลงข้างนึงพร้อมกับประสานมือ แล้วพูดขึ้นว่า
“ พวกเราทุกคนก็เช่นเดียวกัน.. พวกเราขอติดตามนายน้อยตลอดไป ไม่ว่าท่านจะสั่งอะไรพวกเราจะทำทุกอย่าง ขอเพียงนายน้อยสั่งมา ”
ซิ่วอิงเมื่อเห็นการกระทำของทุกคน ภายในใจของเธอนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข แต่ใบหน้าของเธอยังคงทำหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะนี่เป็แผนการส่วนหนึ่งของเธอนั่นเอง ด้วยเธอนั้นรู้อยู่แล้วว่าถ้าหากแสดงความสามารถให้พวกเขาเห็น ความเชื่อมั่นที่ไม่เต็มร้อยจากคราแรก ต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
ซิ่วอิงมองไปที่ตงห่าวและคนอื่นๆด้วยความพอใจ แล้วกล่าวขึ้นว่า
" ข้าจ้าวซิ่วอิง.. จะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวัง ถึงแม้ข้าอายุยังน้อยแต่ข้านั้นมีความรู้ ที่ได้รับมาจากท่านอาจารย์มากมายนัก และจะถ่ายทอดให้พวกท่านตามความเหมาะสมของแต่ละคนอย่างแน่นอน.. พวกท่านลุกขึ้นเถิด "
ตงห่าวและคนอื่นๆเมื่อได้ยินแบบนั้นจึงลุกขึ้น เป็ตงห่าวที่ยิ้มออกมาและพูดขึ้นว่า
“ นายน้อย.. พวกเราติดตามท่านเพราะว่าพวกเรานั้นชื่นชมในตัวท่านอย่างมาก ถึงตอนนี้ท่านจะเป็เพียงผู้เยาว์คนนึง แต่ท่านก็มีวิชาความรู้ที่ใครๆไม่อาจจะสู้ท่านได้เลย..”
“ ใช่แล้วนายน้อย พวกเรานั้นจะติดตามท่าน ด้วยความเต็มใจของพวกเราเลยละ ” ชายอีกคนนึงกล่าวออกมา ซึ่งทุกคนก็พยักหน้าแสดงอาการเห็นด้วยเช่นกัน
ด้วยพวกเขาส่วนใหญ่เป็เด็กกำพร้า มีชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนมาโดยตลอด ั้แ่เด็กพวกเขาต้องทำงานแลกกับอาหารประทังชีวิต พออายุได้สิบกว่าขวบปียังพอมีวาสนาที่สามารถบ่มเพาะปราณได้ แต่ก็เป็ไปอย่างเชื่องช้าเพราะไม่มีทรัพยากร ไม่มีสำนักหรือตระกูลใหญ่หนุนหลัง บางคนแม้นสามารถเข้าสำนักยุทธได้แต่ก็เป็เพียงศิษย์สายนอก โดนรังแกจนต้องออกมาจากสำนัก
พวกเขามารวมกลุ่มกันเป็ทหารรับจ้าง หาผลึกและเนื้ออสูรไปขาย รับจ้างคุ้มกันสินค้าแลกโอสถบ่มเพาะปราณ แต่ทุกอย่างมันก็ต้องมีของแลกเปลี่ยนเสมอ บางครั้งพวกเขาาเ็จากการต่อสู้กับสัตว์อสูร หรือต่อสู้แย่งชิงกับกลุ่มทหารรับจ้างกลุ่มอื่น ทำให้การฝึกปราณเป็ไปอย่างเชื่องช้า อีกทั้งทุกคนแทบจะไม่มีเคล็ดวิชาต่อสู้เลยด้วยซ้ำ
การกระทำของซิ่วอิงทำให้พวกเขารู้สึกเคารพและชื่นชมอย่างมาก ตลอดสองวันที่ผ่านมา พวกเขาคอยสังเกตและเฝ้ามองการกระทำต่างๆของเธอ ไม่ว่าจะเป็คำพูด การกระทำ การตัดสินใจ ทุกอย่างล้วนแล้วทำให้พวกเขารู้สึกชื่นชมเป็อย่างยิ่ง
" เอาละ.. ในเมื่อพวกท่าน้าเช่นนี้ข้าก็จะรับเอาไว้.. อืม.. อีกอย่างนึงก่อนที่จะพวกท่านจะทานโอสถเข้าไป ข้าขอให้พวกท่านแน่ะนำตัว พลังยุทธ พลังธาตุ แก่ข้าทีละคน.. เริ่มจากท่านลุงตงก็แล้วกัน.. "
ซิ่วอิงกล่าวต่อชายหญิงทั้ง 9 คน ตงห่าวจึงเอ่ยขึ้น
" ข้าตงห่าว.. มีระดับปราณยอดขั้นสูง ธาตุไฟ "
ซิ่วอิงครุ่นคิดอยู่ 10 ลมหายใจ จากนั้นก็ชี้นิ้วไปที่จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้วของตงห่าว เพื่อถ่ายทอดทักษะการบ่มเพาะและทักษะยุทธให้แก่เขา
" นี่คือทักษะกายาอัคคี เป็ทักษะการบ่มเพาะระดับนภา และเคล็ดวิชาอัคคีผลาญฟ้า เป็ทักษะการต่อสู้ระดับนภาเช่นกัน "
ตงห่าวรับรู้ผ่านการส่งจิติญญาของซิ่วอิง เขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความปิติยินดี จนน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อายใคร เพราะไม่คิดเลยว่าจะมีวาสนาได้รับสิ่งดีๆเช่นนี้ในชีวิต
ผู้ชายอายุประมาณ 25-26 ปี คนที่ยืนถัดไปจากตงห่าว เมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบเอ่ยแน่ะนำตัวเองทันที ด้วยท่าทีนอบน้อมนับถืออย่างจริงใจ
" ข้าฟู่ิ ระดับปราณยอดยุทธขั้นกลาง ธาตุลมขอรับ"
“ ข้าจางจั่น ระดับปราณยอดยุทธขั้นต้น ธาตุน้ำขอรับ”
" ข้าหลิวหยวน ระดับปราณยอดยุทธขั้นต้น ธาตุดินขอรับ"
" ข้าเฉินมู่ ระดับปราณยอดยุทธขั้นต้น ธาตุไฟขอรับ"
" ข้าเจียงเฉิน ระดับปราณยอดยุทธขั้นต้น ธาตุดินขอรับ"
จากการสังเกตของซิ่วอิง ผู้ชายนอกจากตงห่าวที่มีอายุประมาณ 36-37 ปี ซึ่งไกล้เคียงกับบิดาของเธอ ที่เหลืออีก 5 คนนั้นมีอายุอยู่ใน่ 25-30 ปีทุกคน ซิ่วอิงจึงถ่ายทอดเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะวิชายุทธที่เหมาะสมให้กับบุรุษทั้ง 6 คน
เมื่อถ่ายทอดให้ฝ่ายบุรุษเสร็จเรียบร้อย ซิ่วอิงจึงเดินไปหาสตรีที่มีอยู่ 3 คน ซึ่งเธอรู้สึกว่ามีบางคนแปลกๆอยู่บ้าง
" ข้าเหม่ยหลิน ระดับปราณยอดยุทธขั้นต้น ธาตุไม้เ้าค่ะ” หญิงสาววัย 24-25ปี หน้าตาจัดว่าดูดีทีเดียว แต่ร่างกายบอบบางไปสักนิดสำหรับทหารรับจ้าง
" โอ.. พี่สาวหลินท่านมีธาตุไม้ ท่านชอบการปรุงโอสถหรือไม่"
" ชอบเ้าค่ะ"
ซิ่วอิงเดินเข้าไปตรงหน้าเหม่ยหลิน แล้วถ่ายทอดเคล็ดวิชาการบ่มเพาะ การปรุงโอสถ การรักษา และเคล็ดวิชาที่เหมาะกับการต่อสู้ระยะไกลให้นาง
" พี่สาวหลิน.. ท่านมีธาตุไม้ซึ่งเหมาะแก่การรักษาและปรุงยาเป็อย่างยิ่ง ข้า้าให้ท่านมาดูแลร้านโอสถ จึงมอบวิชาการปรุงโอสถ การรักษา และทักษะการต่อสู้ระยะไกลแก่ท่าน.. ท่านพอใจหรือไม่”
“ พอใจมากเ้าค่ะ.. ตัวข้านั้นชอบการรักษาและปรุงยาอยู่แล้วเ้าค่ะ..” เหม่ยหลินกล่าวด้วยความดีใจ ซิ่วอิงเองก็ยิ้มให้นาง แล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวคนต่อไป
" ข้าอวี้เหมย ระดับปราณยอดยุทธขั้นต้น ธาตุไฟเ้าค่ะ"
ซิ่วอิงมองสตรีสาววัย 24-25 ตรงหน้า หญิงสาวผู้นี้หน้าตาสวยงามดูร้อนแรง มีความสูงพอๆกับเธอแต่รูปร่างนั้นดูแข็งแกร่งเป็อันมาก ด้วยเธอผู้นี้มีธาตุไฟจึงชอบต่อสู้เป็ชีวิตจิตใจ ด้านหลังจึงสะพายดาบใหญ่ไว้ตลอดเวลา ซิ่วอิงจึงได้ถ่ายทอดการบ่มเพาะกายาอัคคี และทักษะยุทธวิชาดาบอัคคีผลาญฟ้า ที่ดึงจุดเด่นด้านพละกำลังและวิชาดาบของนางให้มากขึ้น
" ข้าหลานอิง ระดับปราณยอดยุทธขั้นต้น ธาตุเหมันต์เ้าค่ะ.."
“ โอ้ว.. พี่สาวอิงท่านมีธาตุพิเศษหรือนี่ ทำไมท่านไม่ไปสมัครเข้าสำนักัฟ้าละ..”
ซิ่วอิงถามด้วยความแปลกใจ เพราะบุคคลที่มีธาตุพิเศษแบบนี้ หากทางสำนักรู้เข้าต้องรับไว้อย่างแน่นอน
“ ตัวข้านั้นมากจากเมืองอื่น เพิ่งมาอยู่กับกลุ่มท่านตงเพียงปีกว่าๆ อีกทั้งสำนักมังการฟ้านั้นรับศิษย์อายุ 12 -16 ปีเท่านั้นเ้าค่ะ..”
“ อืม ข้าเข้าใจแล้ว..”
กล่าวจบซิ่วอิงจึงได้ถ่ายทอดทักษะการบ่มเพาะกายาเหมันต์ และเคล็ดวิชาวิหคเหมันต์แก่นาง
เมื่อซิ่วอิงมอบทักษะและเคล็ดวิชาจนครบทั้ง 9 คนแล้ว ก็เอ่ยขึ้นว่า
" เอาละ.. ถึงเวลาแล้วที่พวกท่านจะทานโอสถทะลวงปราณ ข้าจะกางอาณาเขตควบคุมบริเวณนี้ไว้ และขอให้ทุกท่านแยกย้ายไปนั่งห่างๆกันสักหน่อย "
ซิ่วอิงกล่าวพร้อมกับเปลี่ยนเป็สีหน้าจริงจังขึ้น แล้วยกมือวาดขึ้นบนที่ว่างกลางอากาศ ปรากฏเป็ม่านพลังครอบคลุมบริเวณป่าไผ่ไว้ทั้งหมด
กลุ่มอินทรีเหินทุกมองการกระทำของซิ่วอิงด้วยสายตาเรียบนิ่ง เพราะตอนนี้พวกเขาเบื่อที่จะใแล้ว จากนั้นจึงพากันนั่งลงใในท่าสมาธิ นำโอสถทะลวงปราณออกมากินเข้าไป แล้วเริ่มบ่มเพาะพลังปราณตามเคล็ดวิชาที่ซิ่วอิงมอบให้ในทันที
ซิ่วอิงนั่งลงในท่าสมาธิเช่นเดียวกัน แต่เธอไม่ได้บ่มเพาะพลังแต่อย่างใด เพียงแค่ใช้จิตััตรวจสอบการบ่มเพาะของทั้ง 9 คนเท่านั้น
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม(2 ชั่วโมง) ซิ่วอิงรับรู้ถึงภายในขอบเขตพลังของพวกเขาทุกคน ซึ่งเกิดการผันผวนของลมปราณและมีเสียงดังกระหึ่มขึ้นมา
‘ปังงงงง’
‘ตู้มมมม’
‘บึ้มมมม’
ในเวลาเดียวกัน ไอปราณมากมายไหลเข้าสู่ขอบเขตพลังของพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง ทุกคนรีบทำการปรับพลังและดูดซับมันทันที ขอบเขตพลังของพวกเขายังคงขยายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดมันก็สงบลง แต่พลังที่ไหลเวียนอยู่ยังคงหลงเหลืออยู่ พวกเขาทั้ง 9 คนรีบทำการดูดซับต่อทันที
การทะลวงระดับลมปราณของทั้ง 9 คน ทำเอาพื้นที่รอบๆป่าไผ่นั้นปั่นป่วนไปหมด ดีที่ซิ่วอิงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ให้ทุกคนมาทะลวงระดับหลังจวนอีกทั้งยังปิดกั้นอาณาเขตไว้ จึงไม่มีผู้ใดทราบถึงการทะลวงระดับลมปราณพร้อมๆกัน อันน่าตื่นตลึงในครั้งนี้
ซิ่วอิงที่นั่งควบคุมอยู่ด้านข้างถึงกับเผยรอยยิ้มออกมา เพราะเธอสามารถตรวจสอบได้ว่าใครอยู่ระดับไหนแล้วนั่นเอง
" เอาละ.. ในเมื่อทุกคนเพิ่มพลังปราณเรียบร้อยแล้ว นั่งปรับลมปราณให้เสถียรอยู่ในบริเวณนี้ เมื่อทุกท่านเสร็จเรียบร้อยก็กลับไปที่จวน ส่วนเื่อื่นๆเอาไว้พูดคุยกันทีหลัง.."
‘วู้บบบบ’
ซิ่วอิงกล่าวจบก็ใช้วิชาทะลุมิติหายตัวไปในทันที ทั้ง 9 คนมองหน้ากันและกันไปมา พร้อมกับรอยยิ้มแห่งความยินดีอันเปี่ยมล้น ก่อนจะนั่งปรับสมดุลลมปราณกันอย่างมีความสุข
…………………………………………….