ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 5
เมื่อสุดทางเดินจึงได้เจอกับทางแยกนำไปสู่ประตูเล็กๆบานหนึ่งพ้นประตูนั้นเข้าไปจึงเริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาได้หน่อยส่วนนี้นำไปสู่ลานที่กว้าง เห็นต้นไม้ใบหญ้า ผู้คนเดินไปมาอาคารทั้งหมู่และเดี่ยวเล็กบ้างใหญ่บ้างสลับกันไป
มาถึงตรงนี้ ฉีกูกู่และขันทีาุโจึงขอแยกตัวไปก่อนเพราะต้องไปรายงานให้แก่สำนักราชพิธีและสำนักฝ่ายในให้ทราบถึงการเดินทางมาถึงของพระสนมตอนนี้หากไม่นับอาหลิวกับพระสนมแล้ว ขบวนจึงเหลือเพียงนางกำนัลสองคน กับขันทีหนุ่มอีกสองคนที่คอยขับรถม้าของพระสนมและรถม้าที่ใช้ขนของ
รถม้าพาเคลื่อนไปตามแนวกำแพงขาวๆผ่านสวนบ้างตำหนักขนาดเล็กบ้าง ตลอดทางมีสิ่งที่คล้ายกับซุ้มประตูเข้าบ้านเป็ระยะผ่านประตูแล้วประตูเล่า ในที่สุดก็มาหยุดที่ประตูหนึ่ง
“บัดนี้ถึงตำหนักอันเป็ที่ประทับของพระสนมแล้วเพคะ”
เมื่อขบวนรถม้าหยุด นางกำนัลที่หยิกพุงของอาหลิวจึงหันกลับมาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันดังแต่ทว่าเนิ่นนานก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา นางกำนัลจึงเอ่ยอีกครั้ง
“เชิญพระสนมลงจากรถม้าเพคะ”
แต่ก็ยังคงไร้ซึ่งเสียงใดๆเช่นเดิมนางกำนัลคนนั้นก็เลยหันมามองที่อาหลิว อาหลิวก็เลยรีบเลิกม่านขึ้นมา นั่นไงว่าแล้ว...
การเดินทางคงจะนานและน่าเบื่อเกินไปตอนนี้สนมน้อยกำลังนอนหลับคุดคู้อยู่ใต้ชุดยาว ดูท่าจะหลับสบายเสียด้วย แหม...อุตส่าห์ชมว่ากิริยามารยาทงดงามแต่ก็งดงามได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น นางกำนัลเห็นดังนั้นคิ้วก็ขมวดหน้าบึ้งตึงทันทีอาหลิวเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน นางกำนัลคนนี้ยิ่งดุๆอยู่ด้วย
“เอ่อ...เอ่อเดี๋ยวข้าน้อยจะรีบปลุกพระสนมเดี๋ยวนี้”
อาหลิวไม่รอช้าเอื้อมมือเข้าไปจับปลายเท้าของพระสนมแล้วก็ออกแรงเขย่าเบาๆแต่ก็ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ จึงเอ่ยเรียกเพื่อหวังจะให้นางรู้สึกตัวตื่นขึ้น
“พระสนม พระสนมลี่หลิน ตื่นเถอะ!”
แต่นอกจากทำปากจั๊บๆ และทำท่าดูดน้ำลายแล้วพระสนมก็มิได้ตอบอะไรกลับมา นางกำนัลทำหน้าบูดมากขึ้นส่งตาเขียวเป็เชิงตำหนิว่าไม่ได้เื่ ผลักอาหลิวออกไปแล้วจึงก้าวขึ้นรถม้าด้วยความรวดเร็วก่อนจะก้มหน้าไปใกล้ๆพระสนมและพูดด้วยเสียงที่ไม่เบานัก
“พระสนม! พระสนมเพคะ! ตื่นได้แล้ว! นี่ไม่ใช่เวลานอนนะเพคะ!ทุกคนยังมีธุระที่ต้องทำอีกมากพระสนมได้โปรดเห็นใจและลงมาจากรถเสียที ตื่นเดี๋ยวนี้!”
กระโชกโฮกฮากเหลือเกิน อาหลิวคิดว่านี่น่าจะเป็การตะคอกกันเสียมากกว่าการปลุกกันดีๆอีกทั้งไม่ตะคอกเปล่า นางยังเขย่าตัวพระสนมน้อยอย่างแรงอีกด้วย
‘อิหยังวะ?นี่คือพระสนมที่มีราชโองการแต่งตั้งจากฝ่าา อนาคตนางคือเมียของฮ่องเต้เลยนะดูในหนังจีนก็ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ นางกำนัลมีแต่จะแย่งกันฉอเลาะเอาอกเอาใจหรือไม่ก็เอาแต่ทำท่าเคารพนบนอบตัวสั่นงกๆแต่ทำไมยัยป้าคนนี้ถึงไม่เกรงใจคนที่จะมาเป็พระสนมเลยล่ะ?’
ยัยป้านางกำนัลใจร้ายกับอาหลิวได้ไม่แปลกแต่กับพระสนมทำไมถึงได้มีท่าทีเช่นนี้ ทั้งเสียงดังใส่ทั้งการััตัวที่ไร้มารยาทนั่นอีก อาหลิวรู้สึกแปลกใจเป็อย่างมากระหว่างที่ยืนกังขาสงสัย ยัยป้านางกำนัลเห็นพระสนมไม่ตื่นสักทีก็ทำท่าจะตีเข้าที่ก้นของนางอาหลิวคิดว่านี่ชักจะเกินไปแล้ว
“ช้าก่อนกูกู่! พระสนมก็แค่เหนื่อยแล้วหลับไปเท่านั้นค่อยๆปลุกก็ได้เหตุใดต้องลงไม้ลงมือด้วย หากพระสนมเกิดาเ็ขึ้นมา จะให้ข้าน้อยไปรายงานกับใต้เท้าเฉิงว่าอย่างไรดี!”
อาหลิวพูดออกไปด้วยเสียงที่ดังไม่น้อยแล้วก็ตั้งใจใส่แอ็คติ้งความดุดันผสมความไม่พอใจลงไปอีกนิดหน่อย อ้างถึงตระกูลของพระสนมอีกนิดถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็คนของตระกูลเฉิงที่หัวหน้าครอบครัวเป็ถึงขุนนางใหญ่ในราชสำนักหากไม่เกรงใจพระสนมก็ต้องเกรงใจพ่อของนางบ้าง กับคนที่มีอำนาจเพียงแค่นิดหน่อยแต่ชอบมาข่มคนอื่นในชีวิตการทำงานอาหลิวเห็นมานักต่อนักแล้ว หากไม่แสดงว่าเราเองก็ไม่ยอมบ้าง คนแบบนี้มีแต่ยิ่งจะได้ใจ
เพราะเสียงที่ดังไม่น้อยนางกำนัลกับขันทีหนุ่มอีกสองคนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ไกลๆ ก็ส่งสายตากันไปมาและเมื่อยัยป้านางกำนัลได้ยินคำว่าตระกูลเฉิงนางจึงได้หยุดมือทันทีเม้มปากเข้ากันแน่น สายตากลอกไปมาเหมือนกำลังชั่งใจอะไรสักอย่างอยู่อาหลิวเห็นว่าสิ่งที่ตนแสดงออกไปนั้นได้ผล จึงรีบคุมเกมส์ต่อทันที
“เ้า! สองคนนั้น! ยืนเฉยอยู่ทำไม! จงนำของลงจากรถม้าแล้วไปเก็บไว้ในตำหนักให้เรียบร้อย!”
อาหลิวส่งเสียงเข้มไปที่ขันทีหนุ่มสองคนพวกเขาเห็นอาหลิวสั่งงานเด็ดขาด จึงไม่รอช้ารีบวิ่งไปที่รถม้าแล้วเริ่มขนของทันทีได้ผล! อิอิ
“ส่วนเ้า...เ้ามีชื่อว่าอะไร”
อาหลิวยังคงทำหน้าเข้มหันไปถามนางกำนัลที่ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่
“ขะ...ข้าน้อยชื่อว่าเสี่ยวจื่อเป็นางกำนัลที่ได้รับมอบหมายให้มารับใช้พระสนมเฉิงลี่หลินเ้าค่ะกงกง”
อืม...เรียกอาหลิวว่ากงกงซะด้วย
“เช่นนั้นเสี่ยวจื่อเ้ารีบไปตรวจดูความสะอาดเรียบร้อยในตำหนักก่อนที่พระสนมจะเข้าไปอย่าให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง”
เสี่ยวจื่อก้มหน้ารับคำสั่งจากอาหลิวแล้วรีบหันหลังเดินเข้าไปในตำหนักทันทีเหตุการณ์เมื่อกี้อยู่ในสายตาของยัยป้านางกำนัลทั้งหมด จะสู้รบปรบมือกับอีกฝ่ายก็ต้องพยายามดันตัวเองขึ้นมาให้เท่าเทียม
อาหลิวไม่รู้ว่ายัยป้านางกำนัลคนนี้าุโแค่ไหนแต่จากที่สังเกตมาสักพัก นอกจากอายุมากกว่าคนอื่นแล้ว ก็ไม่เห็นมีสิ่งใดบ่งบอกว่างนางเป็หัวหน้าตอนไปรับพระสนมก็แค่ยืนรอจัดขบวนอยู่ข้างนอก ส่วนการแต่งตัวก็ไม่เห็นจะต่างกับเสี่ยวจื่อสักเท่าไหร่ยังหรูหราน้อยกว่าคุณยายปากแดงที่มาอบรมวันก่อนมากโขอีกด้วย
ตอนนี้ยัยป้านางกำนัลไม่ได้แตะต้องตัวของพระสนมแล้วนางขยับตัวเองห่างออกมานิดหน่อย อาหลิวส่งสายตานิ่งเฉยไปที่นางเลิกคิ้วเล็กน้อยเป็เชิงว่าให้จัดการงานของนางต่อไปเพียงแต่...ต้องไม่ใช่วิธีการแบบเดิมนะ
อันที่จริงจะให้นางลงจากรถแล้วอาหลิวขึ้นไปปลุกพระสนมเองก็ได้แต่หากจะควบคุมความเหลิงของนางให้อยู่หมัดแล้วล่ะก็ก็ต้องทำให้สำนึกและยอมจำนนแก้ไขงานให้ถูกต้องด้วยตัวเองถึงจะดีที่สุดหากแต่ยังแข็งกร้าวไม่ยอมโอนอ่อนแล้วใช้วิธีแบบเดิม คงได้เห็นดีกัน
แต่ก็นั่นแหละ...อาหลิวก็ไม่ได้แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าวิธีนี้จะได้ผลแล้วก็อันที่จริงหากนางยังคงทำตัวใจร้ายไม่เกรงใจ ก็ไม่ได้จะมีปัญญาไปสู้รบปรบมือกับเขาหรอกแอบหวั่นใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพียงแต่ครั้งนี้จำเป็ลักไก่สักหน่อย หากได้ผลก็ถือว่าได้สร้างความยำเกรงกับคนรับใช้ไม่ให้ปีนเกลียวและอย่างน้อยก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรของคนแถวนี้ได้มากขึ้น
ยัยป้านางกำนัลเข้าใจท่าทีของอาหลิวแม้ยังทำคิ้วย่นปากเม้มแน่นแต่ก็ย่อตัวลงแล้วก็เรียกพระสนมพร้อมกับเขย่าตัวของนางด้วยท่าทีที่นุ่มนวลขึ้นมากมีการสอดมือเข้าไปบีบนวดที่มือของพระสนมด้วยจนที่สุดนางก็ต้องประคองพระสนมในลุกขึ้นมานั่ง เขย่าตัวจนพระสนมลืมตาตื่นจนได้
“ผ้าเย็นเพคะเชิญพระสนมเช็ดหน้าก่อน”
เป็เสี่ยวจื่อนั่นเองนางมาพร้อมกับถาดที่ใส่ผ้าชุบน้ำพับไว้อย่างสวยงาม รู้งานดีมากอาหลิวรู้สึกชื่นชมในใจ พระสนมรับผ้าเช็ดหน้ามาด้วยความงัวเงียสุดๆแต่เมื่อเช็ดหน้าแล้วก็ทำให้สร่างได้มากขึ้น พระสนมน้อยส่งตาแป๋วถามอาหลิว
“พี่หลิวถึงวังหลวงแล้วหรือ”
“ถึงแล้วเพคะ...เอ้ย!ถึงแล้วพะย่ะค่ะเชิญพระสนมลงจากรถม้าแล้วเข้าไปพักผ่อนในตำหนักเถิด”
อาหลิวและป้านางกำนัลช่วยกันประคองพระสนมลงจากรถม้าแล้วพานางเข้าไปในตำหนักก่อนจะผ่านซุ้มประตู อาหลิวเงยหน้ามองขึ้นไปที่คานหลังคา้า มีแผ่นป้ายไม้ที่พื้นทาสีดำเงาวับติดตรึงไว้อย่างมั่นคงรอบข้างสลักเป็ขอบนูนหลายชั้นแต่งแต้มด้วยสีทอง ตรงกลางมีอักษรเขียนไว้อย่างบรรจงวิจิตร‘ตำหนักชิงอี’
วันที่สามในร่างใหม่ชะตาชีวิตก็ได้พาอาหลิวมาถึงหมุดหมายแรก วังหลวงอันยิ่งใหญ่มีตำหนักมากมายตำหนักชิงอีแห่งนี้จะเป็เช่นไรนะ คนที่นี่จะใจดีเป็มิตรเช่นคนที่บ้านสกุลเฉิงหรือไม่ไม่ใช่แค่พระสนมหรอกที่กลัวและไม่มั่นใจ จากเหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมาทำให้อาหลิวเองก็แอบรู้สึกเช่นนั้น...ไม่ต่างกัน
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน