หลี่เสียนไทเฮาได้หมั้นหมายเซี่ยฮองเฮาแก่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันั้แ่ยังเป็องค์รัชทายาท ต่อมาจึงอภิเษกเข้ามาเป็พระชายาเอกในภายหลัง นางจึงรักใคร่เอ็นดูบุตรสาวของสหายผู้นี้ราวกับบุตรสาวของตน เซี่ยฮองเฮาก้าวเท้าขึ้นไปนั่งลงบนเก้าอี้ถัดจากหลี่เสียนไทเฮา แล้วจึงกล่าวตอบแม่สามีว่า
“หม่อมฉันอาการดีขึ้นแล้ว ขอบพระทัยเสด็จแม่ที่ทรงเป็ห่วงเพคะ”
“ได้เห็นเ้าหน้าตาดูสดใสขึ้น ข้าก็วางใจ ข้ากับฉางกุ้ยเฟยกำลังคุยกันว่าจะไปเยี่ยมเยียนเ้าที่ตำหนักคุนหนิง แต่ได้ยินว่าตงเอ๋อร์ไม่อนุญาตให้ใครคนใดเข้าตำหนักเ้า ข้าก็ไม่อยากขัดอารมณ์ของหลานชายที่นานๆ ทีจะได้เห็นหน้า ได้แต่คิดว่ารอให้เ้าหายดีก่อนค่อยไปเยี่ยมเยียนอีกครั้ง”
หลี่เสียนไทเฮากุมมือเย็นเฉียบของเซี่ยฮองเฮาพลางเอ่ยชี้แจงว่าเหตุใดก่อนหน้านี้จึงมิได้ไปเยี่ยมนาง
“ตงเอ๋อร์มีนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมคน ทำให้เสด็จแม่ทรงกริ้วแล้วเพคะ”
ฮองเฮาพูดพลางนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาของบุตรชาย ที่เพิ่งดุน้องสาวเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมา
“เสด็จแม่เล่าเพคะ สบายดีหรือไม่ อากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว ลมหนาวจากทางเหนือพัดมาแล้ว เสด็จแม่ต้องดูแลพระวรกายให้อบอุ่นนะเพคะ หม่อมฉันได้โสมทองจากแดนตะวันออกมา วันนี้จึงได้นำมาถวายเสด็จแม่ใช้บำรุงพระวรกาย”
ฮองเฮาเรียกนางกำนัลให้นำโสมทองขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ มาถวายแก่หลี่เสียนไทเฮา มันถูกบรรจุอยู่ในกล่องไม้เนื้อแข็งอย่างดีบุด้วยผ้าไหมสีแดง
“ลำบากเ้าแล้ว ข้าสบายดี มีก็แต่ปวดขาปวดเอว ล้วนเป็เื่ธรรมดาของสังขารคนแก่เช่นข้า”
หลี่เสียนไทเฮายกมือให้นางกำนัลคนสนิทเก็บโสมทองไป ครั้นนึกเื่หนึ่งได้จึงถามขึ้นว่า
“จริงสิ! ข้าได้ยินมาว่าผู้ที่มารักษาเ้าครานี้มีฝีมือเก่งฉกาจ นางเป็หมอหญิงรึ?”
“เพคะ นางเป็ศิษย์ของท่านหมอเทวดามู่ ฝีมือการแพทย์นับว่ายอดเยี่ยมยิ่ง หมอหลวงในวังหลายคนยังมิอาจรักษาอาการของหม่อมฉันให้หายได้ ทว่าหมอหญิงคนนี้ตรวจชีพจรและสังเกตอาการของหม่อมฉันเพียงครู่เดียว ก็สามารถวินิจฉัยโรคของหม่อมฉันได้แล้วเพคะ”
“สมแล้วที่เป็ศิษย์ของหมอเทวดามู่ เ้าช่วยเชิญนางมาได้หรือไม่”
“ได้เพคะ หม่อมฉันจะแจ้งให้เหวินกงกงจัดการเื่นี้ให้เสด็จแม่”
เมื่อพูดคุยกันไปสักพัก เซี่ยฮองเฮาไม่ลืมที่จะแสดงอำนาจของผู้คุมวังหลังต่อหน้าพระสนมชั้นเฟย นางเหลือบมองไปยังหลินเต๋อเฟยด้วยั์ตาดุดัน แล้วจึงเอ่ยถามเสียงหนักว่า
“หลินเต๋อเฟย ข้ามีข้อสงสัยอยากถามเ้าสักข้อ ปิ่นหงส์ทองฝังทับทิมแดงบนศีรษะเ้า ฝ่าาเป็คนมอบให้เ้ากระมัง?”
หลินเต๋อเฟยลุกขึ้นยืนช้าๆ ย่อกายลงเล็กน้อยตอบเซี่ยฮองเฮา
“เป็เช่นนั้นเพคะฮองเฮา ฝ่าาทรงมอบให้หม่อมฉันเมื่อคืนเพคะ”
หลินเต๋อเฟยยิ้มภูมิใจจนเห็นฟันขาวหลายซี่ มือยกลูบปิ่นบนศีรษะด้วยท่าทางภูมิใจ
“เ้าเข้ามาอยู่ในวังหลวงนานกว่าสามเดือนแล้ว เวลาเท่านี้จะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย กฎระเบียบของฝ่ายใน เ้าต้องท่องให้ขึ้นใจและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เ้ารู้หรือไม่หากเ้าทำผิดกฎ จะโดนลงทัณฑ์สถานใด”
เซี่ยฮองเฮามองหลินเต๋อเฟยอย่างเ็า ดวงตาประหนึ่งเคลือบน้ำแข็งไว้หลายชั้น
“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ ว่าหม่อมฉันทำผิดกฎข้อใด ฮองเฮาโปรดทรงชี้แนะด้วยเพคะ”
ใบหน้าหลินเต๋อเฟยยังคงมีรอยยิ้มเย้ยหยันน้อยๆ นางหาได้หวาดกลัวฮองเฮาไม่ นางเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้ถึงเพียงนี้ อย่างน้อยฮองเฮาก็ต้องเกรงใจและไว้หน้านางบ้าง
“ได้ ข้าจะแจ้งให้เ้าทราบเดี๋ยวนี้ เหวินกงกง!” ฮองเฮาเรียกขันทีคนสนิทเสียงดัง เหวินกงกงสบตากับฮองเฮา พยักหน้าเป็ที่รับทราบแล้วจึงเดินตรงเข้าไปหาหลินเต๋อเฟย พร้อมนางกำนัลร่างกายสูงใหญ่สองคน
“เ้าจะทำอันใด! อย่าลืมว่าข้าคือ เต๋อเฟย! ฝ่าาโปรดปรานข้ามากปานใด พวกเ้ามิรู้หรือไร เดรัจฉานอย่างพวกเ้ากล้าแตะต้องข้ารึ!”
หลินเต๋อเฟยตะคอกเสียงดังใส่เหวินกงกง กล่าววาจาผรุสวาทหยาบคาย ตรงข้ามกับใบหน้าที่ประทินโฉมมาอย่างสะสวยของนาง
เหวินกงกงคิ้วซ้ายกระตุกหนึ่งที ก่อนเอื้อมมือไปกระชากปิ่นหงส์ทองออกจากศีรษะหลินเต๋อเฟย หลินเต๋อเฟยยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านของบุรุษอย่างเหวินกงกงฟาดลงบนหน้าเนียนนุ่มของหลินเต๋อเฟยอย่างหนัก ซ้ายทีขวาทีทั้งหน้ามือและหลังมือนับครั้งไม่ถ้วน เป็ไปได้ว่าอาจมากกว่าสิบครั้งเลยทีเดียว เสียงฝ่ามือตบลงบนหน้าหลินเต๋อเฟยอย่างรุนแรง จนกระทั่งทำให้นกที่เกาะบนหลังคาใ ถึงกับบินถลาหนีไปไกล
หลินเต๋อเฟยกรีดร้องเสียงดัง นางกำนัลสองคนยื้อยุด ตรึงร่างของหลินเต๋อเฟยที่ดิ้นไปมาให้คุกเข่าอยู่กับที่ ใบหน้าโฉมงามของหลินเต๋อเฟยบวมแดงช้ำไปทั่ว ไม่เหลือเค้ารางของหญิงสะคราญเลยแม้แต่น้อย ผมเผ้าที่จัดตกแต่งมาอย่างประณีต บัดนี้กลับกลายเป็ยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงราวกับคนสติวิปลาส เครื่องประดับหรูหราบนศีรษะตกกระจายทั่วพื้นตำหนัก มุมปากมีโลหิตค่อยๆ ไหลซึมออกมา เหวินกงกงออกแรงมากกว่าปกติไม่ต่างจากชาวบ้านที่ทุบหมูฆ่าวัว เพื่อทดแทนความเจ็บช้ำน้ำใจของฮองเฮาผู้เป็นาย ซึ่งล้มป่วยโดยมีสาเหตุมาจากนาง
พระสนมสามคนที่เหลือยืนมองหลินเต๋อเฟยถูกลงโทษพานรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา พวกนางล้วนคุกเข่าก้มศีรษะจรดพื้นตัวสั่นเทาขอความเมตตา โดยเกรงว่ารายต่อไปอาจเป็พวกนางคนใดคนหนึ่ง
“หลินเต๋อเฟย ข้าเป็ฮองเฮา ตำแหน่งประมุขในวังหลัง อำนาจสูงสุดของฝ่ายในคือข้าหาใช่ฝ่าาไม่ กฎระเบียบที่มีอยู่พึงให้พระสนมทุกคนปฏิบัติตาม หากไม่แล้วตำหนักในก็ไร้ซึ่งความสงบ ไร้ความปรองดอง จงรู้ไว้ความผิดของเ้าในวันนี้คือปิ่นหงส์ทองนั่น โทษที่เ้าได้รับหาใช่ข้าริษยาในตัวเ้าไม่ แต่เป็ตัวเ้าเองที่ทำให้ฝ่ายในปั่นป่วน หากสนมนางในผู้ใดเห็นเ้าปักปิ่นหงส์ทองแล้วคิดเอาเป็เยี่ยงอย่าง เช่นนั้นกฎระเบียบฝ่ายในจะมีไว้เพื่อผู้ใดกัน กระนั้นหากเ้าอยากเป็มารดาของแผ่นดินแล้วล่ะก็ พยายามให้มากหน่อย…ไม่งั้นก็รอให้ข้าตายไปเสียก่อน ไม่แน่เ้าอาจมีโชควาสนาได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็ฮองเฮาก็เป็ได้”
ถ้อยคำของเซี่ยฮองเฮาดั่งคมมีดเย็นเฉียบ เฉือนบาดใจและทิ้งรอยแผลลึกในหัวใจของเหล่าพระสนมที่ได้ยิน นางมิได้ตวาดกร้าวหรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย หากแต่วาจานั้นกลับหนักหน่วง เยียบเย็น แฝงไปด้วยอำนาจล้นฟ้าที่อยู่ใต้เพียงคนผู้เดียว พระสนมนางในที่ได้ฟังล้วนสะท้านไปทั้งร่าง หวาดกลัวจนถึงขั้วกระดูก
มีพระสนมไม่น้อยที่เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ เคยฝันใฝ่ตำแหน่งอันสง่าสูงส่ง แต่วันนี้กลับกลายเป็เพียงร่างไร้ิญญา ถูกส่งออกจากวังหลังในยามค่ำคืนโดยไร้แม้กระทั่งเสียงร่ำไห้จากญาติมิตร แม้จะไม่มีใครกล้าพูดว่าเป็ฝีมือของผู้ใด…แต่ทุกคนต่างรู้ดี
หลินเต๋อเฟยทรุดตัวลงราบกับพื้น ร่างบางสั่นสะท้าน น้ำตานองหน้า ริมฝีปากเม้มแน่นกลั้นเสียงสะอื้น ทว่าความเ็ปที่อัดแน่นกลับทะลักออกมาเป็เสียงครางต่ำในลำคอ เสียงครางนั้นมิได้เย้ายวนหรือออดอ้อนเช่นคราวอยู่บนเตียงบรรทมกับฮ่องเต้ แต่กลับเป็เสียงของสตรีผู้ถูกข่มขวัญด้วยความหวาดกลัว ความอัปยศอับอาย และความเ็ปคั่งแค้นสุมอกต่อสตรีที่มีอำนาจสูงสุดตรงหน้า
“เหวินกงกง ส่งนางกลับตำหนัก ทูลฝ่าาว่าหลินเต๋อเฟยมีรอบเดือน คืนนี้และอีกเจ็ดวันข้างหน้าไม่สามารถปรนนิบัติได้ ให้พระองค์เลือกป้ายของพระสนมคนอื่นไปปรนนิบัติแทน”
เซี่ยฮองเฮาออกคำสั่งเฉียบขาดทันทีโดยไม่แม้จะเหลือบไปมองหลินเต๋อเฟยอีก มือขาวซีดยกจอกชาขึ้นมาเป่าเบาๆ มุมปากวาดยกขึ้นรวดเร็วก่อนจะหายไปราวกะพริบตาจนแทบสังเกตไม่เห็น
เหวินกงกงผงกศีรษะรับคำ พลางครุ่นคิดในใจ บุตรชายเป็ราชสีห์ได้เพราะมีมารดาเป็นางสิงห์นี่เอง มิเช่นนั้นตำแหน่งฮองเฮาจะครองได้นานถึงเพียงนี้ได้อย่างไร เขายกมือให้นางกำนัลพยุงร่างที่อ่อนระโหยโรยแรงไร้สติของหลินเต๋อเฟยกลับตำหนักไป
เมื่อพระอาการประชวรของฮองเฮาดีขึ้นจนเกือบเป็ปกติ หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้จึงประทานผ้าแพรไหมห้าสิบทบพร้อมสมุนไพรหายากอีกสามคันรถม้า พร้อมให้องครักษ์วังหลวงเดินทางมาส่งหมอมู่และเจียวอวี๋ ผู้ที่ขี่ม้านำหน้าขบวนรถม้าของหมอมู่และเจียวอวี๋คือ ผู้บัญชาการองครักษ์ส่วนพระองค์ของหลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ สวีโจว บุรุษฉกรรจ์วัยยี่สิบปี เขาเป็ผู้บัญชาการองครักษ์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคว้นจินเล่อ ด้วยความสามารถด้านวรยุทธที่ช่ำชองเก่งกาจและไหวพริบที่เฉียบคมจนเป็ที่ไว้วางพระทัยของหลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้