ตอนกู้สุ่ยเย่ว์ได้รับเทียบ ก็จ้องเนื้อหาด้านบนอยู่นาน
“ป้าสะใภ้รึ”
ในความทรงจำนางครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของกู้สุ่ยเย่ว์คือมารดานาง หลังมารดาตายแล้วนางอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพังมาทั้งชีวิต หลินซื่อไม่ใช่ญาตินางกู้เชียนไม่ใช่ญาตินาง ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ก็ไม่ใช่ญาตินาง นางนึกอยู่นานกว่าจะนึกออกว่าป้าสะใภ้คนนี้เป็นผู้ใดหลี่ซื่อมารดามีพี่ชายอยู่หนึ่งคน ป้าสะใภ้ผู้นี้น่าจะเป็นฮูหยินของพี่ชายท่านนี้ ในความทรงจำเจ้าของร่างเดิมความทรงจำเกี่ยวกับลุงและป้าสะใภ้จืดจางมากครั้งเดียวที่จำได้คือตอนที่มารดาพานางกลับบ้านไปเยี่ยมท่านตา ท่านยายทว่ากลับถูกป้าสะใภ้กันไว้ด้านนอก‘ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้งเจ้าไม่ใช่คนตระกูลหลี่แล้ว อย่าได้กลับมาอีก’
‘อย่าให้คุณหนูคุณชายออกจากบ้านประเดี๋ยวจะติดเชื้อคนโง่จากหญิงสติไม่ดีนางนี้เข้า’
หญิงท่าทางโหดขึงยืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลหลี่เอ่ยกับพวกนางแม่ลูกด้วยท่าทางใจร้าย
แต่มาตอนนี้ พอนางยืนหยัดในจวนอวิ๋นอ๋องได้เทียบของตระกูลหลี่กลับถูกส่งมา ช่างเป็นพวกเลือกปฏิบัติชัดๆคนเช่นนี้เห็นประโยชน์แล้วลืมคุณธรรม เห็นมีประโยชน์ให้ใช้สอยก็รุมทึ้งเข้ามาน่าชิงชังนัก“พระชายาจะพบฮูหยินท่านนี้หรือไม่เพคะ” อิ่นจูเอ่ยถาม
กู้สุ่ยเย่ว์คิดแล้วเอ่ย “ให้นางเข้ามาเถอะ”
กู้สุ่ยเย่ว์จัดให้พบกันในห้องรับแขกอิ่นจูพาหลี่ฮูหยินเข้าห้องรับแขก ตลอดทางนี้หลี่ฮูหยินชะเง้อชะโงกมองโดยรอบอยู่ตลอด
“จวนอวิ๋นอ๋องช่างตระการตานัก” นางลอบเอ่ยชื่นชมใบหน้าอดเจือรอยยิ้มไม่ได้
นางนั่งลงในห้องรับแขก มองถ้วยชาหยกขาวที่วางอยู่บนโต๊ะยังหยิบขึ้นมามองดู ท่าทางเช่นนี้ ดูไม่คล้ายฮูหยินรองเสนาบดีเลยสักนิดดูคล้ายหญิงบนเขาไร้โลกทัศน์เสียมากกว่า
เหตุใดพระชายาถึงมีญาติเช่นนี้ได้กัน อิ่นจูลอบคิดในใจ
สมกับเป็นผู้เก่งกาจมากผลงาน ทุกหย่อมหญ้าในจวนอวิ๋นอ๋องล้วนมีค่า คิดว่าเงินสองหมื่นตำลึงคงไม่ถือเป็นอะไรสำหรับจวนอวิ๋นอ๋องหลี่ฮูหยินลอบโล่งอกในใจ นั่งตัวตรงแสดงท่าทีที่ผู้ใหญ่ควรมี “เป็นเครือญาติ ไม่เพียงต้องมีสายเลือดใกล้ชิดยังต้องมีสัมพันธ์ใกล้ชิดด้วย คนตระกูลกู้ปฏิบัติไม่ดีกับสุ่ยเย่ว์ไม่ถือว่าเป็นเครือญาติสมดั่งฐานะ สำหรับกู้สุ่ยเย่ว์แล้วข้าและนายท่านเป็นญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของนาง สุ่ยเย่ว์แต่งเข้าจวนอ๋องหลายวันข้าคิดถึงสุ่ยเย่ว์ จึงส่งเทียบมาเยี่ยมเยียน”
อิ่นจูยิ้มตอบ ไม่รู้ว่าควรตอบรับอย่างไร
หลี่ฮูหยินจิบชาจนหมดทว่ากู้สุ่ยเย่ว์ยังคงไม่ปรากฏกายเช่นเดิม นางเริ่มหมดความอดทนแล้วแม้นางจะมาขอเงิน แต่ไม่อาจแสดงท่าทีเช่นขอทานได้นางต้องให้กู้สุ่ยเย่ว์มอบให้ด้วยความเต็มใจ
นางไม่รู้นิสัยกู้สุ่ยเย่ว์แต่นางรู้ว่ามารดานางเป็นคนหัวอ่อนยึดถือสายสัมพันธ์และไมตรี คนอื่นดีกับนางหนึ่งเดียว นางก็แทบอยากจะดีตอบสิบส่วนร้อยส่วน บุตรสาวเหมือนมารดาจึงคิดว่านิสัยกู้สุ่ยเย่ว์ก็คงจะเป็นเช่นนั้นในใจหลี่ฮูหยินมีความคิดต่างๆ นานาผุดขึ้นมาได้ยินเสียงฝีเท้าดัง รีบวางถ้วยชาเปล่าลงบนโต๊ะแรงๆ “นี่ชาอันใดกันหรือว่ายามปกติบ่าวรับใช้อย่างพวกเจ้าให้สุ่ยเย่ว์ดื่มของเช่นนี้สุ่ยเย่ว์อัธยาศัยดี แต่ไม่ได้หมายความว่าบ่าวรับใช้อย่างพวกเจ้าจะละเลยได้มีตระกูลหลี่ของข้าอยู่ ย่อมไม่มีทางยอมให้พวกเจ้ารังแกสุ่ยเย่ว์แน่”
เสียงหลี่ฮูหยินเพิ่งจะจบก็เห็นหญิงสาวนางหนึ่งยืนอยู่ที่ปากประตู
หญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีขาว ใบหน้างามสวย บนตัวมีกลิ่นอายแตกต่างไม่เหมือนคนทั่วไป ครั้งก่อนตอนที่หลี่ฮูหยินพบกู้สุ่ยเย่ว์ นางยังเด็กอยู่ หญิงสาวตรงหน้านี้แปลกตายิ่งแต่จากโครงหน้าคุ้นตาหลายส่วนนั่นหลี่ฮูหยินมั่นใจทันทีว่าคนผู้นี้คือกู้สุ่ยเย่ว์“ท่านป้าสะใภ้จะมาช่วยออกหน้าให้ข้ารึ”หญิงสาวเยาว์วัยไม่ได้ก้าวเข้ามาทันทีแต่ยืนอยู่ปากประตู ยกยิ้มมองหลี่ฮูหยิน
ดูท่าละครเมื่อครู่จะได้ผลแล้ว หลี่ฮูหยินลอบยินดีในใจทว่าใบหน้ากลับมีท่าทีกังวล “สุ่ยเย่ว์ ป้าสะใภ้เพียงแค่เป็นห่วงเจ้าเห็นเจ้ายังอยู่ดี ป้าสะใภ้ก็วางใจ”
กู้สุ่ยเย่ว์ก้าวเดินเข้ามา นั่งลงบนที่นั่งประธาน
กู้สุ่ยเย่ว์เป็นเด็ก ทว่ากลับก้มมองนางเช่นนี้ หลี่ฮูหยินไม่พอใจอยู่บ้าง ทว่ากู้สุ่ยเย่ว์เหมือนไม่รู้สึกอะไรสักนิด เท้าศีรษะมองหลี่ฮูหยิน “ป้าสะใภ้ ในจวนอ๋องแห่งนี้มีคนมากมายรังแกข้าไม่สู้ท่านออกหน้าให้ข้าดีหรือไม่”หลี่ฮูหยินนิ่งงันไป เมื่อครู่นางแค่เล่นละครไม่ได้คิดจะออกหน้าให้กู้สุ่ยเย่ว์จริงๆ ที่นี่เป็นถึงจวนอวิ๋นอ๋องไม่ว่าคนไหนนางล้วนล่วงเกินไม่ได้
“เหมือนป้าสะใภ้จะดูไม่เต็มใจนักหรือวาจาเมื่อครู่แค่พูดลอยๆ เท่านั้นกัน” กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ยไม่ใส่ใจนัก
สีหน้าหลี่ฮูหยินพลันแดงก่ำ วาจากู้สุ่ยเย่ว์ตรงเกินไปแล้วด้านที่อัปลักษณ์ที่สุดในใจนางถูกเปิดโปงออกมา ใจหลี่ฮูหยินรู้สึกอับอายอยู่บ้างหลี่ฮูหยินฝืนทำหน้าหนาเอ่ยขึ้น“ผู้ใดรังแกกู้สุ่ยเย่ว์ของพวกเรารึ”
กู้สุ่ยเย่ว์ปิดปากหัวเราะขึ้นมา “เป็นท่านอ๋องรังแกข้าหนักยิ่ง”
สีหน้าหลี่ฮูหยินซีดขาวก่อน แต่พอเข้าใจความนัยในนั้นกลับกลายเป็นแดง ในขณะเดียวกันก็ถอนหายใจโล่งอกยังดีที่ไม่เรียกให้นางไปทวงความยุติธรรมจากฮูหยินท่านอื่น เอ่ยปากท่าทางลำบากใจ“สุ่ยเย่ว์ เรื่องในห้องหอมิอาจเอามาล้อเล่น พูดต่อหน้าป้าสะใภ้ยังพอทำเนา หากเอ่ยต่อหน้าคนอื่น อาจทำให้คนวิพากษ์วิจารณ์เอาได้” กู้สุ่ยเย่ว์หัวเราะเสียงเบา “ท่านป้าช่างดีกับสุ่ยเย่ว์นักเช่นนี้ก็ทำให้สุ่ยเย่ว์คิดถึงเรื่องในวัยเด็ก ท่านป้ารักใคร่เอ็นดูสุ่ยเย่ว์กับท่านแม่ยิ่ง”ใจหลี่ฮูหยินพลันเต้นระรัวขึ้นมา
ไม่กี่คำพูดเอ่ยออกมา ตอนนี้นางอกสั่นขวัญแขวนแล้วการสนทนากับกู้สุ่ยเย่ว์ช่างเหนื่อยนัก
หลี่ฮูหยินรู้สึกแล้วว่ากู้สุ่ยเย่ว์ยากรับมือยิ่งกว่ามารดาอ่อนแอของนางมาก
หลี่ฮูหยินชัดเจนอยู่แล้วว่าแต่ก่อนตนทำอะไรนางทำได้เพียงทำหน้าหนาเอ่ย “เรื่องในปีนั้น ป้าเองลำบากใจนักสุ่ยเย่ว์เข้าใจป้าได้ ป้าก็ดีใจ สุ่ยเย่ว์ ตายายเจ้าอายุมากแล้ว สุขภาพไม่ค่อยดี ลุงเจ้าเป็นขุนนางตงฉินขาวสะอาด เบี้ยหวัดแต่ละเดือนได้เพียงเท่านั้นจวนตระกูลหลี่ทำได้เพียงพึ่งพาเบี้ยหวัดน้อยนิดนั่น หากจะรักษาโรคตายายเจ้าให้หายจำเป็นจะต้องใช้สมุนไพรหายากจำนวนหนึ่ง”กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ยถาม “ซื้อยาพวกนี้ต้องใช้เงินเท่าไรรึ”
หลี่ฮูหยินในใจพลันยินดี ตอนมารดากู้สุ่ยเย่ว์ยังอยู่นางเป็นห่วงชายแก่หญิงแก่สองคนนั้นมาก คิดหาวิธีต่างๆ นานาเพื่อพบพวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าคนแก่สองคนนั้นจะใช้กับตัวกู้สุ่ยเย่ว์ได้ผลด้วย
หลี่ฮูหยินกะเกณฑ์จากสภาพการณ์ที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่ เอ่ยตัวเลขเกินๆ ออกไป “สามหมื่นตำลึง” เงินสองหมื่นคืนฉุนอ๋องแล้วยังมีอีกหมื่นตำลึงเก็บไว้ใช้ในจวนได้กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ยคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “สามหมื่นตำลึงรึ”
หลี่ฮูหยินมองสีหน้ากู้สุ่ยเย่ว์ เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ในจวนน่าจะรวบรวมเงินได้ห้าพันตำลึง ตอนนี้ขาดเพียงสองหมื่นห้าตำลึง”
“ดังนั้น ท่านป้าสะใภ้จึงมาขอเงินกับข้ารึ”กู้สุ่ยเย่ว์ยิ้มตาหยีเอ่ย สองหมื่นห้าพันตำลึง ช่างเอ่ยปากได้หน้าไม่อายนัก
‘ขอเงิน’สองคำนี้จี้จุดหลี่ฮูหยินจนสะดุ้งตัวโยน เอ่ยหน้าดำคล้ำ “กู้สุ่ยเย่ว์วาจานี้ของเจ้าหมายความว่าอย่างไร ท่านพ่อท่านแม่ข้าเป็นตายายของเจ้าเช่นกันพวกเขาต้องการเงินรักษาโรค เหตุใดถึงบอกว่าข้ามาขอเงินเจ้ากัน”
“หากรักษาโรคให้ท่านตาท่านยาย ข้าเต็มใจแน่นอนอยู่แล้วท่านป้าสะใภ้ ไม่สู้ท่านเขียนตัวยาที่ต้องใช้มา ข้าให้คนไปซื้อเคี่ยวเสร็จแล้วค่อยส่งไปให้ท่านตาท่านยาย” กู้สุ่ยเย่ว์เอ่ยอย่างจริงใจ
สีหน้าหลี่ฮูหยินพลันเขียวคล้ำ แทบอยากจากไปทันใดแต่พอนึกถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตน ก็ข่มกลั้นความโกรธไว้ “สุ่ยเย่ว์จวนตระกูลหลี่ขาดเงินจำนวนหนึ่งจริงๆ ”
“หากท่านป้าสะใภ้อยากได้เงินจากข้าที่นี่เช่นนั้นก็เอาของที่ริบไปจากสินเดิมมารดาข้าคืนมาก่อนเถิด” กู้สุ่ยเย่ว์หุบยิ้มเอ่ยขึ้นเสียงเย็นชา
พูดจบแล้วก็หันหลังจากไปทันใดทิ้งป้าสะใภ้ฮูหยินรองเสนาบดีของนางไว้ในห้องรับแขก
หลี่ฮูหยินยืนอยู่ในห้องรับแขกนานมาก สีหน้าแดงก่ำไปหมดแล้วหลังจากนั้นกระฟัดกระเฟียดจากไป
หลี่ฮูหยินกลับถึงจวนรองเสนาบดีขว้างปาข้าวของในบ้านไปรอบหนึ่งในอกนางเหมือนมีกองไฟร้อนรุ่มแผดเผาอยู่ในนั้น ไฟนั่นแผดเผาสติปัญญาทั้งหมดของนางนางแทบอยากจะคว้ามีดไปสับกู้สุ่ยเย่ว์
“ฮูหยิน เจ้าเป็นอะไรไป” หลี่จิ้งเฉิงเดินย่องๆ เข้ามาเดินมาถามข้างกายหลี่ฮูหยิน
“ยังไม่ใช่หลานสาวนางนั้นของท่านหรอกรึ”หลี่ฮูหยินเอ่ย “น่าโมโหนักนางถึงกับจะให้ข้าคืนสินเดิมของมารดานาง”
ตอนนั้นตนอ้างเรื่องป่วยของคนแก่สองคนนั้นดึงสินเดิมในมือมารดากู้สุ่ยเย่ว์กลับมาไม่น้อยของพวกนั้นล้วนเป็นของที่มารดาโง่เขลาของนางเต็มใจให้ นางถึงกับบอกให้ตนคืนให้นาง
หลี่จิ่นซิ่ว เจ้าได้ลูกสาวที่ดีนัก
“นางถึงกับเอ่ยเช่นนี้เลยรึ” หลี่จิ้งเฉิงตกใจตัวโยน“นั่นไม่ใช่หญิงสติไม่ดีหรอกหรือ”
“เหอะ หญิงสติไม่ดีรึ ข้าถูกหญิงสติไม่ดีต้อนเสียจนหัวหมุน” หลี่ฮูหยินนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันก็พลันรู้สึกวิงเวียน “นายท่าน ดูท่าเงินสองหมื่นตำลึงนี้คงขอไม่ได้แล้วลูกชายน่าสงสารของข้า ข้าควรไปหาเงินสองหมื่นตำลึงที่ใดมาช่วยเจ้ากัน”หลี่ฮูหยินพูดๆ แล้วก็ร้องไห้ออกมา
หลี่จิ้งเฉิงเอ่ยขึ้น “ฮูหยินอย่าได้ร้อนใจไป เงินนี้หากพวกเราไปขอ ตามจริงแล้วคงไม่เหมาะจริงๆ แต่ถ้าให้ท่านแม่ไปขอ...”แววตาหลี่ฮูหยินกระจ่างวูบทันใด “ท่านแม่เป็นยายของนางท่านแม่ไม่เคยติดค้างสินเดิมของนางหลี่จิ่นซิ่ว ท่านแม่ไปขอจะดีที่สุด กู้สุ่ยเย่ว์คงไม่กล้าไม่ให้ นายท่านช่างปราดเปรื่องนัก”
หลี่จิ้งเฉิงหัวเราะ ‘ฮ่า ฮ่า’ สองเสียง“ฮูหยินกล่าวชมไปแล้ว”