11
เมื่อถึงเวลาเที่ยง ลั่วเยี่ยนพาจิงซิงอี้ออกไปกินข้าวกลางวันเขาถามเด็กชายว่า คุณตาอยู่ไหน เด็กน้อยตอบว่า ชั้น 6 ชายหนุ่มนึกขึ้นมาได้ว่าชั้นนี้เป็ห้องพักสำหรับคนไข้ VIP
เขาพาจิงซิงอี้ขึ้นลิฟท์ เมื่อขึ้นไปถึงชั้น 6 ก็พบเคาเตอร์พยาบาลตรงหน้าลิฟท์ เมื่อพยาบาลที่เข้าเวรเห็นว่าเป็ลั่วเยี่ยนจึงยิ้มให้และถามว่าเขามาตรวจคนไข้คนไหน ลั่วเยี่ยนชี้ไปที่เด็กชายและตอบว่าเขาพาเด็กมาหาญาติ
เมื่อพยาบาลเห็นจิงซิงอี้ เธอทำหน้าแปลกใจเพราะไม่แน่ใจว่าเด็กชายเป็ญาติของคนไข้ห้องไหน จิงซิงอี้บอกว่าเขามากับคุณหมอจิงเซียว พยาบาลอีกคนหนึ่งซึ่งเข้าเวรมาั้แ่เมื่อคืน จึงบอกว่า
“คุณหมอจีนจิงเซียวไงเธอคุณหมอมาเมื่อวานตอนเย็น แล้วก็มาตอนเช้าอีกทีเธอเพิ่งมาเข้าเวรตอนเช้าก็เลยไม่รู้ ”
จากนั้นพยาบาลคนที่สองจึงพาพวกเขาไปที่ห้องซ้ายมือสุด
เมื่อไปถึงหน้าห้อง เธอเคาะประตูเดินเข้าไปในห้องเพื่อแจ้งคนไข้ สักพักเธอจึงพาลั่วเยี่ยนและจิงซิงอี้เดินเข้าไป
ภายในห้องขนาดใหญ่พวกเขาเห็นคนไข้ชายวัยกลางคนหน้าตาดี ดูภูมิฐานมีอำนาจ อายุประมาณ 55 ปีกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียง พูดคุยอยู่กับชายรูปร่างผอมสูงหน้าตาหล่อเหลาลักษณะสงบสุมขุม อายุประมาณ 50 ปี ซึ่งกำลังอ่านข้อมูลคนป่วยจากแฟ้ม
ตรงข้ามกันเป็ชายอายุประมาณ 40 กว่าปีใส่เสื้อเชิร์ตแขนยาวและกางเกงทำงานเหมือนพนักงานบริษัทกำลังฟังการสนทนาของทั้งสองคนและจดข้อมูลลงในสมุดบันทึก
เมื่อมองไปที่มุมห้องอีกด้านจะเห็นญาติของผู้ป่วยอีก 2-3 คน นั่งอยู่ที่โซฟาใกล้เตียง โดยมีชายรูปร่างสูงใหญ่เหมือนบอดี้การ์ดยืนเฝ้าที่ประตู
เมื่อลั่วเยี่ยนและจิงซิงอี้เดินเข้าไปทุกคนก็หันมามอง ชายที่น่าจะเป็แพทย์จีนก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นจิงซิงอี้ และทักว่า“กลับมาแล้วหรือเสี่ยวอี้ หิวข้าวรึยัง”
จิงซิงอี้เดินเข้าไปหาคุณตาหรือก็คือจิงเซียวเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วยังมีเส้นผมสีดำและมีผมขาวขึ้นบริเวณขมับประปราย เขายังกระฉับกระเฉงเปี่ยมไปด้วยพลัง
จิงเซียวเห็นลั่วเยี่ยนก็รู้ว่านี่คือหมอที่จิงซิงอี้ไปอยู่ด้วยั้แ่เช้า ที่เขารู้ก็เพราะนางพยาบาลที่อยู่ชั้นหนึ่งโทรมาบอกจิงเซียวจึงไม่ห่วงหลานชาย
เขาขอโทษที่จิงซิงอี้ไปรบกวนและขอบใจชายหนุ่มที่ช่วยดูแลเด็กน้อยด้วย ลั่วเยี่ยนรีบตอบกลับว่าไม่เป็ไร
จิงซิงอี้เดินเข้าไปจับมือจิงเซียว และพูดว่า“คุณตาครับ ผมหิวข้าวแล้ว เราไปกินข้าวได้รึยัง”
จากนั้นเขาก็หันไปทางลั่วเยี่ยนและพูดต่อว่า“พาพี่คนนี้ไปกินด้วยนะ”
จิงเซียวรู้สึกแปลกใจเขารู้ดีว่าจิงซิงอี้ไม่สนิทสนมกับใครง่ายๆ โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า แต่ครั้งนี้เขากลับเลือกไปอยู่กับหมอหนุ่มคนนี้ และยังชวนไปกินข้าวด้วย จิงเซียวจึงยิ้มและพูดกับหมอหนุ่มว่า
“ผมชื่อจิงเซียว เป็ตาของจิงซิงอี้ครับ”
จากนั้นเขาก็ชวนให้ลั่วเยี่ยนไปกินข้าวกลางวันด้วยกันซึ่งหมอหนุ่มก็ตอบตกลง เพราะเขาก็อยากรู้จักจิงเซียวเช่นกัน
คนไข้ที่นอนอยู่บนเตียงก็ถามด้วยความสนใจขึ้นมาว่า
“นี่เป็หลานแท้ๆ ของคุณหมอหรือครับ”
จิงเซียวพยักหน้ารับ แต่ไม่อธิบายเพิ่มเติมในขณะที่คนไข้ก็ไม่ถามอะไรต่อ เพราะเขารู้ดีว่าจิงเซียวมีเื้ัที่ไม่ธรรมดาและไม่ชอบเปิดเผยเื่ส่วนตัว
สิ่งที่เขารู้คือ จิงเซียวเหมือนจะอยู่คนเดียวเด็กชายอาจจะเป็ลูกหลานของญาติคนอื่นก็ได้
จากนั้นจิงเซียวก็บอกให้จิงซิงอี้ทักทายคนไข้บนเตียงโดยแนะนำว่าเป็คุณลุงหลินซือ ซึ่งลั่วเยี่ยนก็ใเมื่อรู้ชื่อของคนไข้
หลินซือเป็ข้าราชการระดับสูงจากพรรคคอมมิวนิสต์ในระดับจังหวัดที่มาพักรักษาตัวที่นี่ หมอที่ดูแลเขา คือผู้อำนวยการโรงพยาบาลและหมอาุโที่เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทอีกคนหนึ่ง แต่หลินซือกลับเชิญจิงเซียวมารักษา
สักพักจิงเซียวก็ขอตัวกลับเพื่อพาจิงซิงอี้ไปกินอาหารกลางวัน ลั่วเยี่ยนสังเกตเห็นว่าทุกคนในห้องปฏิบัติต่อจิงเซียวด้วยความเคารพนบนอบพวกเขาพยายามจะเชิญสองตาหลานไปกินอาหารกลางวันที่โรงแรม แต่จิงเซียวปฏิเสธโดยอธิบายว่าจิงซิงอี้ไม่ชอบไปตามร้านใหญ่ๆ
จากนั้นเขาก็จูงมือเด็กน้อยเดินออกมา และชวนลั่วเยี่ยนไปด้วยทำให้คนไข้และญาติๆ ที่อยู่ในห้องมีสีหน้าทั้งเสียดายและอิจฉา
หลินซือซึ่งอยู่บนเตียงจึงพูดว่า “ใครๆก็อยากจะเชิญคุณหมอจิงเซียวไปทานข้าว แต่ก็ถูกปฏิเสธตลอด นี่คุณโชคดีมากเลยนะที่คุณหมอชวนคุณเองเลย”
ลั่วเยี่ยนได้แต่หัวเราะเขาไม่รู้จะตอบอย่างไร เขากล่าวอำลาหลินซือและเดินออกนอกห้องไปกับสองตาหลาน
บอดี้การ์ดที่ยืนอยู่หน้าห้องรีบเปิดประตูให้พวกเขาในขณะที่ภรรยาและลูกชายของหลินซือ ก็เดินออกมาส่งพวกเขาจนถึงลิฟท์
เมื่อเข้าไปในลิฟท์ ลั่วเยี่ยนซึ่งเป็เ้าถิ่นก็ถามสองตาหลานว่าอยากกินอะไรเป็พิเศษหรือไม่ถ้าเป็แถวนี้เขาพอจะแนะนำร้านให้ได้
จิงเซียวปล่อยให้จิงซิงอี้เป็คนเลือกเด็กชายบอกว่าเขาอยากกินบะหมี่ ลั่วเยี่ยนจึงแนะนำร้านที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลจากนั้นเขาจึงพาสองตาหลานเดินไปร้านบะหมี่ดังกล่าว
ทั้งสามคนมาถึงห้องแถวที่เปิดเป็ร้านบะหมี่เนื่องจากเป็่เที่ยงจึงมีคนนั่งเกือบเต็มภรรยาของเ้าของร้านซึ่งเป็ทั้งคนรับออเดอร์และคนเสิร์ฟหันมาเห็นลั่วเยี่ยนเธอก็ทักทายเขาด้วยความคุ้นเคย และพาพวกเขาไปนั่งริมหน้าต่างด้านในสุดของร้าน
ตลอด่ที่นั่งกินด้วยกัน ลั่วเยี่ยนจะคอยหยิบขวดน้ำแก้วน้ำและเครื่องปรุงต่างๆ ให้สองตาหลาน ลั่วเยี่ยนเติบโตมากับปู่ย่าเพราะพ่อกับแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ เขาจึงคุ้นเคยกับการดูแลผู้สูงอายุ
เขาสังเกตเห็นว่าจิงซิงอี้กินบะหมี่ได้เองเด็กชายสามารถใช้มือจับตะเกียบได้อย่างคล่องแคล่วกว่าเด็กวัยเดียวกัน
เมื่อลั่วเยี่ยนถามว่าจิงเซียวมาที่นี่บ่อยหรือเขาตอบว่าไม่ ปกติแล้วเขาอยู่ที่อีกเมืองหนึ่งแต่ถูกเชิญมารักษาหลินซือั้แ่เมื่อวาน และพักอยู่ที่โรงแรมใกล้กับโรงพยาบาล
ลั่วเยี่ยนรู้ว่าการที่จิงเซียวถูกเชิญมารักษาข้าราชการระดับสูงได้ เขาจะต้องมีความสามารถและมีชื่อเสียงไม่น้อยแต่เพราะเขาไม่ได้อยู่ในวงการแพทย์แผนจีน เขาจึงไม่ค่อยรู้จักแพทย์จีนมากนัก
ในระหว่างนั้นเขาก็ถามจิงเซียวว่าจิงซิงอี้หนีออกมาเดินเล่นแบบนี้ แล้วจะไม่เป็อันตรายหรือ จิงเซียวหัวเราะเขาตอบว่าไม่ แต่เพราะทั้งสองเคยมาที่นี่ จึงคุ้นเคยกับโรงพยาบาลดีแต่จิงซิงอี้จะไม่ออกไปไหนไกล เขายังรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรถ้ามีเหตุอันตรายเกิดขึ้น
สำหรับจิงเซียวแล้ว ครั้งนี้กลับแปลกมาก เพราะจิงซิงอี้บอกว่าจะไปเดินเล่นในโรงพยาบาลแต่แล้วก็หายไปเลย โชคดีที่นางพยาบาลโทรมาบอกั้แ่เช้าว่า ตอนนี้เด็กชายอยู่กับหมอลั่วเยี่ยนจิงเซียวจึงวางใจ
ลั่วเยี่ยนหัวเราะและล้อเด็กน้อยที่กำลังกินบะหมี่อย่างตั้งใจว่า
“อ้อ!เป็ผู้ใหญ่ั้แ่เด็กรึนี่ เก่งจริงๆ”