ตอนที่ 3 โจวสือซวินรู้สึกว่าเซิ่งอันหนิงไม่เหมือนเดิม
โจวสือซวินนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวางตะเกียบลงแล้ววิ่งออกไป
เซิ่งอันหนิงวางตะเกียบลงบ้างและตามออกไป จึงเห็นจางอีเหมย หญิงสาวหน้ากลมที่เธอเพิ่งเห็นในลานบ้านเมื่อครู่กำลังอุ้มลูกที่กำลังร้องกระจองอแง ไม่รู้ว่าเด็กน้อยเป็อะไร สีหน้าของเขาถึงได้ดูม่วงคล้ำ
ด้านข้างมีหญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวยืนอยู่พลางทำสีหน้าร้อนรน
สายตาของจางอีเหมยมองโจวสือซวินราวกับมองเห็นดวงดาว “หัวหน้าโจว ซานจื่อสำลักไม่หยุด ตบอย่างไรก็ไม่หาย หมอเซี่ยวบอกให้รีบพาไปหาหมอ แต่สามีฉันเพิ่งออกจากบ้านไป...”
หล่อนทั้งร้องไห้และตบลูกในอ้อมกอดเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าเด็กกำลังหายใจติดขัด
โจวสือซวินรีบวิ่งเข้าไปอุ้มเด็กโดยไม่คิดให้มากความ “ไป พวกเรารีบไปโรงพยาบาลกันตอนนี้”
“เดี๋ยวก่อน”
เซิ่งอันหนิงรีบวิ่งตามเข้าไป และเห็นว่าเด็กกำลังมีท่าทางทรมาน ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ก็เข้าขั้นวิกฤติแล้ว เกรงว่าคงสิ้นใจตายก่อนวิ่งไปถึงโรงพยาบาลเสียอีก
วิชาชีพหมอทำให้เธอไม่สนใจสิ่งใด โบกมือสั่งโจวสือซวินทันที “สีหน้าเด็กดูเ็ปมาก หายใจรัวเร็วดูลำบาก ส่งโรงพยาบาลเกรงว่าจะไม่ทัน คุณลองกดมือลงใต้หน้าอกเด็กหนึ่งนิ้ว กดเบา ๆ เร็วเข้า”
จางอีเหมยไม่ค่อยเชื่อคำพูดของเซิ่งอันหนิงเท่าไรนัก ถึงอย่างไรหญิงชั่วร้ายคนนี้ก็เคยด่าหล่อนในตอนแรก ทั้งยังเคยสาปแช่งลูกชายของหล่อนให้ตาย
วิธีการที่เธอพูดมาเมื่อครู่นี้ใครจะรู้ว่ามีประโยชน์หรือไม่ หล่อนจึงรีบร้องไห้เร่งเร้าโจวสือซวิน “หัวหน้าโจว รีบไปเถอะค่ะ! ไปโรงพยาบาลกัน! ถ้าช้ากว่านี้จะไม่ทันแล้วนะคะ”
หญิงสาวในเสื้อเชิ้ตสีขาวมองเซิ่งอันหนิงด้วยสายตาอาฆาต และเร่งเร้าโจวสือซวินเช่นกัน “พี่โจว เร็ว ๆ เถอะค่ะ ซานจื่อจะล่าช้าอีกไม่ได้แล้วนะคะ”
เซิ่งอันหนิงไม่ได้หวังให้คนพวกนี้เชื่อเธอในทันที เธอเข้าไปแย่งตัวเด็กในอ้อมกอดโจวสือซวิน โดยอุ้มเด็กจากทางด้านหลัง
จากนั้นใช้สองมือกดกระแทกใต้ลิ้นปี่ของเด็กเพื่อช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้กล้ามเนื้อท้องของเด็กยกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มแรงดันในทรวงอก สร้างแรงดันให้เศษอาหารที่ติดอยู่ในช่องทางเดินหายใจออกมา(1)
โจวสือซวินอึ้งไปครู่หนึ่งหลังเห็นเซิ่งอันหนิงแย่งตัวเด็กไปแบบนั้น เพราะกลัวว่านิสัยดุร้ายและเห็นแก่ตัวของเธอจะทำให้พลาดโอกาสในการช่วยเหลือชีวิตเด็กไป ถึงอย่างไรนี่ก็คือชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ต่างจาก่เวลาที่หล่อนก่อเื่วุ่นวาย
เขาเข้าไปผลักเซิ่งอันหนิงอย่างแรงเพื่อแย่งตัวเด็กมา ก่อนจะคำรามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “เซิ่งอันหนิง! คุณกำลังทำบ้าอะไร!”
เซิ่งอันหนิงถอยเซไปหลายก้าวและกระแทกขอบประตูด้านหลังอย่างแรง แผ่นหลังบริเวณที่ถูกกระแทกพลันเจ็บแปลบ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เธอจะมาทะเลาะ ชีวิตของเด็กคนนั้นจะรอแม้แต่นาทีเดียวไม่ได้
เธอมองโจวสือซวินด้วยสายตาเดือดดาล “ตอนนี้พวกคุณจะพลาดเวลาที่สำคัญที่สุดในการช่วยชีวิตเด็กคนนี้ไม่ได้นะ โจวสือซวิน ฉันช่วยเด็กคนนี้ได้ ฉันเอาชีวิตเป็ประกัน”
หลังกล่าวเช่นนั้นเธอก็เข้าไปแย่งเด็กมาอีกครั้งด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ หากไม่ได้การจริง ๆ ก็คงทำได้เพียงผ่าตัดนำสิ่งแปลกปลอมออกมาจากหลอดลมเท่านั้น
เซิ่งอันหนิงร้องคำราม แววตาเดือดดาลนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ราวกับดอกกุหลาบในเปลวไฟอันร้อนแรงและอุดมหนามคม
แต่สายตานี้กลับทำให้คนเชื่อถือเธออย่างบอกไม่ถูก
โจวสือซวินไม่ได้แย่งเด็กกลับมา เพียงมองดูเซิ่งอันหนิงปฐมพยาบาล ผมของเธอเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ เหงื่อเม็ดใหญ่หยดลงบนขนตาของเธอ
จางอีเหมยร้องไห้ด้วยความร้อนใจ หมายจะเข้าไปแย่งเด็ก แต่กลับถูกโจวสือซวินห้ามเอาไว้
เซี่ยวเยี่ยนกระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ “พี่โจว นี่มันเื่ใหญ่เกี่ยวพันกับชีวิตคนเลยนะคะ หากทำเช่นนี้แล้วได้ผล พวกเราจะรีบร้อนขนาดนี้ได้อย่างไร?”
โจวสือซวินเม้มปากจ้องมองเซิ่งอันหนิง มือเขากำหมัดแน่นอย่างอดไม่ได้
เซิ่งอันหนิงไม่รู้ว่าตนกดลงไปกี่ครั้ง จนในที่สุดพุทราทั้งลูกก็หลุดออกมาจากปากของเด็ก และตามมาด้วยเสียงร้องไห้ดังจ้า เธอถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เมื่อจางอีเหมยได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ หล่อนก็รีบโผเข้าไปอุ้มลูกของตัวเอง “ซานจื่อ! ดีจังเลยที่หนูไม่เป็อะไร”
เซี่ยวเยี่ยนเห็นเซิ่งอันหนิงช่วยเหลือเด็กได้ จึงขมวดคิ้วกล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เธอทำเื่เสี่ยงอันตรายขนาดนี้ ครั้งนี้ถึงจะโชคดี แต่ถ้าเกิดเื่ขึ้นมาจริง ๆ เธอจะรับผิดชอบไหวไหม?”
เซิ่งอันหนิงค้นดูความทรงจำของเ้าของร่างเดิมก็รู้จักหญิงสาวที่มีหน้าตาอ่อนโยนคนนี้ คำพูดเมื่อครู่นี้ฟังดูเหมือนเป็หมอ น้ำเสียงเดือดดาลแบบแปลก ๆ แสดงให้เห็นว่าหล่อนคงไม่เคยโกรธใครมาก่อน เซิ่งอันหนิงจึงแค่นเสียงชา “เธอเองก็เป็หมอ แค่วิธีปฐมพยาบาลง่าย ๆ แบบนี้ก็ไม่รู้เหรอ? เธอเป็หมอได้ยังไง”
เซี่ยวเยี่ยนไม่ได้จบหมอมาจริง ๆ แต่เคยรู้จักหมอในเมือง จึงนับว่าหล่อนเป็หมอเท้าเปล่า(2)
หลังจากผ่านการประเมิน ตอนนี้หล่อนก็ได้กลายเป็หมอในทีมสถานพยาบาล หน้าที่หลัก ๆ ของหล่อนคือดูแลหมูบ้านเล็ก ๆ ใครมีอาการปวดหัวตัวร้อน เด็กเป็หวัดมีอาการไอก็ต้องไปให้หล่อนดูอาการ
ความสัมพันธ์ของหล่อนกับชาวบ้านจึงดีมาก
แต่ตอนนี้กลับถูกเซิ่งอันหนิงตอกหน้ากลับ ใบหน้าที่งดงามแดงจึงก่ำทันที “เธอ… เธอพูดขนาดนี้ได้ยังไง? เธอ...”
หล่อนมองเซิ่งอันหนิงด้วยสายตาแดงก่ำเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ
จางอีเหมยยังอยากปกป้องเซี่ยวเยี่ยน เมื่อเห็นเซิ่งอันหนิงถากถางคุณหมอเซี่ยวเช่นนี้ มือหนึ่งจึงอุ้มลูก อีกมือก็ปาดน้ำตา “ต่อให้เธอช่วยซานจื่อได้ แต่เธอจะมาพูดแบบนี้กับคุณหมอเซี่ยวไม่ได้นะ เมื่อกี้อาจเป็เพราะพุทรามันใกล้จะหลุดออกมาอยู่แล้วใครจะไปรู้ พอเธอทำแบบนั้นมันก็เลยหลุดออกมาก็ได้”
อยู่ ๆ เซิ่งอันหนิงกลับรู้สึกว่าการที่เ้าของร่างเดิมไม่มีเหตุผลมันก็มีประโยชน์อยู่บ้าง นั่นก็คือเธอไม่มีทางเสียเปรียบ
เธอจึงเอ่ยเยาะเย้ยหญิงสาวไร้สมองคนนี้ “ได้ ในเมื่อคุณพูดแบบนี้ วันนี้ก็ถือว่าฉันยุ่งเื่ชาวบ้านมากไปแล้วกัน ถ้าครั้งหน้าเปลี่ยนเป็คุณ ต่อให้คุณจะใกล้ตายอยู่ตรงหน้าฉัน ฉันก็จะไม่เหลียวมองแม้แต่น้อย”
เมื่อพูดจบก็เดินกลับเข้าบ้าน และยังกระแทกประตูปิดอย่างแรง
เพราะเธอใส่แรงมากเกินไปจริง ๆ หลังจากเสียงปิดประตูดังลั่นขึ้นมา ดินรอบ ๆ ประตูก็ร่วงกราวลงมาด้วยเพราะแรงสั่นะเื
จางอีเหมยหน้าแดงก่ำ พูดเสียงตะกุกตะกัก “เธอ… เธอแช่งฉันให้ตายเหรอ? ทำไมเธอถึงได้เป็คนชั่วร้ายขนาดนี้”
เซี่ยวเยี่ยนเข้าไปคว้าแขนของจางอีเหมย ทั้งยังเอื้อมมือลูบหลังเด็กในอ้อมกอดหล่อนพร้อมพูดปลอบใจ “พี่สาว ใจเย็นก่อน ดูอาการของซานจื่อก่อนเถอะค่ะ”
หลังจากพูดเสร็จก็หันกลับไปขอโทษโจวสือซวิน “พี่โจว ฉันขอโทษจริง ๆ นะ พวกฉันอาจจะเข้าใจพี่สะใภ้ผิดไป รอพี่สะใภ้หายโกรธเมื่อไร พวกเราจะมาขอโทษหล่อน คิดไม่ถึงว่าพี่สะใภ้จะมีน้ำใจขนาดนี้”
โจวสือซวินแค่พยักหน้ารับด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น ไม่พูดอะไร ก่อนจะมองไปยังประตูที่ถูกปิดแน่น คิดว่าครั้งนี้เซิ่งอันหนิงคงโกรธมากจริง ๆ
เมื่อเซิ่งอันหนิงเข้าไปในบ้าน เธอทำแค่ถอนหายใจ จากนั้นก็ล้างมือแล้วนั่งลงกินข้าวต่อด้วยท่าทางนิ่งสงบ
เมื่อครู่ที่เธอช่วยเด็กคนนั้น และหุนหันพลันแล่นะเิอารมณ์ออกมา สายตานั้นของโจวสือซวินก็ยากจะหยั่งถึง ราวกับสามารถมองความคิดในใจคนได้จนทะลุปรุโปร่ง
ดังนั้นเธอจึงต้องทำตัวเอาแต่ใจหน่อย เพื่อไม่ให้เขาสงสัย
ไม่อย่างนั้น ถ้านิสัยของเธอกับเ้าของร่างเดิมต่างกันเกินไป ครั้งหน้าเขาคงจับเธอส่งโรงพยาบาลจิตเวชแน่นอน
โจวสือซวินยืนอยู่หน้าห้องครู่ใหญ่ เซิ่งอันหนิงกินหมั่นโถวหมดไปครึ่งลูก ส่วนผัดผักกาดขาวที่เหลืออยู่ครึ่งจานเธอก็กินจนเกลี้ยง แต่หมูสามชั้นผัดซอสแดงเธอไม่กินแม้แต่คำเดียว
เมื่อคิดถึงตอนที่ผลักเซิ่งอันหนิงเมื่อครู่ เขาก็ใช้แรงไปไม่น้อย จึงรู้สึกผิดขึ้นมา หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็เดินไปข้างเตียง หยิบจดหมายที่อยู่ใต้หมอนออกมา จากนั้นจึงเดินไปมอบให้เซิ่งอันหนิง “อันนี้ให้คุณ”
-----------------------------------------------------------------------------------------
(1)การปฐมพยาบาลกรณีมีของติดคอที่เรียกว่า Heimlich maneuver เป็วิธีกระทุ้งให้เกิดแรงดันในช่องว่างทรวงอกจนทำให้สิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่ในลำคอหลุดออก กรณีอาหารติดคอแล้วอยู่คนเดียว ไม่มีคนอื่นอยู่ใกล้ ๆ ให้กระแทกพนักพิงของเก้าอี้หรือขอบโต๊ะเข้ากับบริเวณลิ้นปี่ในลักษณะกระทุ้งขึ้น หรือผสานมือทั้งสองข้างเป็กำปั้นแล้วกระแทกในลักษณะกระทุ้งขึ้นที่บริเวณลิ้นปี่ ทั้งนี้ควรใช้วิธีนี้เป็การปฐมพยาบาลขั้นสุดท้ายหากปฐมพยาบาลอย่างอื่นแล้วไม่ได้ผล
(2)หมอเท้าเปล่า หมายถึงคนที่ฝึกวิชาแพทย์และผู้ช่วยแพทย์พื้นฐานขั้นต่ำและทำงานในหมู่บ้านชนบท ซึ่งอาจไม่ได้เรียนวิชาแพทย์มาโดยตรงเลยก็ได้
สารจากผู้แปล
ได้ใช้วิชาความรู้ที่ติดตัวมาก็ตอนนี้แหละค่ะ ขืนรอไปส่งโรงพยาบาลเด็กได้ตายก่อน
ไหหม่า(海馬)