หลังจากที่กลับมาจากหุบเขาทมิฬแล้ว เล้งปวยก็มีเสบียงอาหารมากมาย พอหิวรีบจัดการย่างเนื้อสัตว์อสูรกินจนอิ่มหน่ำแล้วก็เริ่มฝึกพลังลมปราณทันที ภายในห้องศิลา เขาหยิบดอกกล้วยไม้โลหิตขึ้นมา 2 ดอกกลืนลงไป ไม่นานนักก็ย่อยพลังปราณของมันก็ให้ไปหลอมรวมเข้ากับพลังปราณที่ได้จากการกินเนื้อสัตว์อสูร จนทำให้ร่างกายเขาเกิดรุ่มร้อนอย่างรุนแรงดังไฟเผาผลาน เขารีบเดินพลังผลักให้พลังปราณอันมหาศาล เคลื่อนไปตามจุดต่างๆ จนมีเสียง ฟุบ ๆ ๆ ตามมาในแต่ละรอบ รอบแล้วรอบเล่าอย่างไม่มีท่ีสิ้นสุด อย่างไม่รับรู้วันเวลา พอพลังปราณสะสมหมดเขาก็จะกินเนื้อสัตว์อสูรลงไป พร้อมกับกินดอกกล้วยไม้โลหิตอีก 2 ดอก แล้วก็เริ่มเข้าฝึกฝนต่อ
“ปง!” เกิดการเลื่อนระดับพลังปราณเข้าสู่ขั้นที่ 3
หลังการก่อเกิดของพลังปราณ ระดับก่อเกิดกล้ามเนื้อ ได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เล้งปวยได้เปลี่ยนไปสู้ผู้มีระบบกล้ามเนื้อที่หนาแน่นขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ทนทานขึ้น
“ปง!” เกิดการเลื่อนระดับพลังปราณเข้าสู่ขั้นที่ 4
พอเลื่อนระดับการฝึกพลังปราณ ระดับนี้ จะเป็นการก่อเกิดของพลังปราณระดับกระดูก และเส้นเอ็น ซึ่งจะใช้พลังสะสมมากขึ้นกว่าเดิม หากเสร็จสิ้นลงแล้ว จะทำให้กระดูกและเส้นเอ็นขยายใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น
หลังจาก 15 วันผ่านไปการฝึกฝนพลังปราณของเล้งปวย จึงได้หยุดลง แต่เพียง 15 วันที่ผ่านไปกลับทำให้ตัวเขาสูงใหญ่ขึ้น มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆขึ้น ดูเป็นหนุ่มขึ้นในช่วงเวลาที่เขาฝึกตนอยู่นี้ ท่านปู่จิตวิญญาณมังกรศักดิ์สิทธิ ของเขาได้ปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่เคยพูดว่าอะไร หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็วนเวียนไปๆมาๆระหว่างฝึกพลังยุทธ ที่นี่ทีเสร็จสิ้น ก็ไปฝึกล่าสัตว์อสูรที่หุบเขาอสูรทมิฬ โดยไม่ได้รับรู้เรื่องวันเวลาเลยท่านปู่ก็ได้แต่เฝ้าดูอยู่ห่างเมื่อเห็นว่าเขาตั้งใจฝึกอย่างไม่ย่อท้อ
กระทั่งวันนี้ ท่านจึงได้ปรากฏตัวมาอีกครา“ปวยเอ๋อ เอ๋ย!!!ลำบากเจ้าแล้ว แต่เจ้าก็ได้พัฒนาพลังปราณ และกายาของเจ้าได้ไม่น้อยนะปู่เห็นว่าเจ้าควรจะรับเอาทักษะ *เพลิงวิญญาณมังกรอัคคี* ไปฝึกฝนได้แล้ว เจ้าตามมา”พลางลอยละลิ่วนำไปอย่างรวดเร็ว นำพาเล้งปวยไปยังอีกห้องหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนกลับเป็นอีกห้องหนึ่งที่ใหญ่โตโอ่โถงมาก เสาขนาดใหญ่แต่ละต้นต่างถูกพันเกี่ยวเอาไว้ด้วยพญามังกรขนาดใหญ่โตที่ดูเหมือนยังคงมีชีวิตอยู่ ด้านลึกสุดนั้นปรากฏแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และบนแท่นนั้นปรากฏมีแสงสีแดงอันเจิดจ้าพวยพุ่งอยู่
เล้งปวย ถูกนำพาเข้าไปยืนอยู่ใกล้ๆ แท่นแห่งเปลวเพลิงนั้น
“ปวยเอ๋อ เจ้ายื่นมือออกมา แล้วยืนนิ่งๆปู่จะได้ผนึกเปลวเพลิงนี้ใหกับเจ้า หลังจากนั้น ปรากฏเห็นเปลวเพลิงสีแดง ลอยวูบมาลุกไหม้อยู่บนฝ่ามือของเขา แล้วจมหายเข้าไป“เจ้าต้องหมั่นฝึกใช้จิตวิญญาณของเจ้า ในการควบคุมระดับของเพลิงวิญญาณมังกรอัคคีให้ชำนาญแล้วค่อยใช้
ปวยเอ๋อ ในตอนต้นนี้ เจ้ามีแต่ต้องหมั่นฝึกฝนให้หนักหน่วงเท่านั้น จึงจะสามารถพัฒนาพื้นฐานของร่างกายเจ้าให้แข็งแกร่งพอที่จะเป็นที่สถิตย์ของเงามังกรศักดิ์สิทธิได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เจ้าก็จะเป็นได้แค่คนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น จำเอาไว้ว่าจากนี้ไปเจ้ามีเวลาอีกแค่ 1 ปีเท่านั้นไม่ว่าจะสำเร็จ หรือจะล้มเหลว เจ้าก็ต้องจากไปทันที
“ขอรับ ท่านปู่”
หลังจากนั้นเมื่อกลับไปที่ห้องพักแล้ว เล้งปวย หยิบเอาตำราทักษะวรยุทธที่บิดาเคยมอบให้ออกมาจากแหวนมิติ เป็นตำราระดับสูง เขาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว มันมีทั้งหมดอยู่ 4 กระบวนท่า เรียงตามลำดับคือ 1 กระบวนท่า มังกรคำราม 2 กระบวนท่า มังกรสยบปฐพี 3 กระบวนท่า มังกรสะบั้นเมฆา 4 กระบวนท่า มังกรทลายสวรรค์หลังจากใช้เวลาเรียนรู้อยู่ไม่นาน เขาก็ทำความเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ด้วยระดับพลังปราณที่มีอยู่ในตอนนี้ เขาสามารถใช้ออกได้เพียง กระบวนท่าแรกเท่านั้น เขาจึงมุ่งเน้นฝึกฝนอยู่หลายรอบ สุดท้ายจึงลองสะบัดฝ่ามือไปในอากาศ พลันก็เกิด เสียงครืนๆ ๆ พร้อมกับเงาคลื่นปั่นป่วนอย่างรุนแรง เล้งปวยพลันยิ้มที่มุมปากอย่างดีใจ หลังจากนั้นเขาก็มีชีวิตที่แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างในแต่ละวัน นั่นคือฝึกฝนแล้วก็กิน กินแล้วก็ฝึกฝนจน เริ่มด้วยฝึกพลังพื้นฐานลมปราณ แล้วฝึกควบคุมเพลิงวิญญาณมังกรอัคคี ฝึกท่าร่างมังกรทะยานฟ้า ฝึกวรยุทธมังกรสยบฟ้า จนเขาลืมเลือนวันเวลาที่ผันผ่านไปออย่างรวดเร็ว
วันนี้เป็นวันที่ กำหนดไว้ 1 ปี ได้ย่างกรายมาถึงพอดีท
“ปวยเอ๋อ…เจ้าไม่ทำให้ปู่ผิดจริงๆ ที่ได้ตัดสินใจฝากชีวิตของ ซีเอ๋อ…ไว้กับเจ้า เพียงแต่ด้วยพลังการฝึกปรือของเจ้ายามนี้นั้น หากออกไปเผชิญเข้ากับศัตรูคู่อาฆาตแล้ว คงมีแต่ทางตายเท่านั้น ไม่มีทางเป็นอื่นแน่ เจ้าว่าไหม?”“ไช่…ขอรับท่านปู่”“เช่นนี้แล้ว…ดังนั้น ปู่จึงคิดว่า การส่งพวกเจ้าไปที่ อาณาจักรฟ้าอำไพ ที่อยู่ติดกันไปทางทิศตะวันตก น่าจะเหมาะสมกว่า รอจนพวกเจ้าแข็งแกร่งเพียงพอเมื่อใดค่อยกลับมายังอาณาจักรฟ้าคราม เพื่อล้างแค้น เจ้าว่าอย่างไร?”
แม้ว่าเล้งปวยเอง นั้นใคร่ที่จะได้รับรู้ข่าวคราวของ บิดามารดาเพียงใด ก็ได้แต่หักห้ามใจเอาไว้เท่านั้น“แล้วแต่ความเห็นของท่านปู่ขอรับ”“ดีมาก …จากนี้ไปหากมีสิ่งใดเจ้าก็ถามจาก ซีเอ๋อแทนปู่เถอะนะ และปู่มีอะไรจะให้ติดตัวไว้ แต่จำให้ดีว่า สิ่งนี้จะนำพาความตายมาให้เจ้าทันที ถ้าหากมีคนไม่หวังดีได้ทราบเข้า”
พลันมีกล่องไม้เก่าแก่ลอยเข้ามาหาเล้งปวย“มันคือแกนวิญญาณมังกรศักดิ์สิทธิ”“ระดับศักดิ์สิทธิ” เล้งปวยอุทานออกมาอย่างตื่นเต้นดีใจ เขารู้ว่ามันมีมูลค่าที่ประเมินไม่ได้“ข้า…ขอขอบคุณในความกรุณาของท่านปู่”“อีกอย่าง หากเจ้าประสงค์ จะเก็บเอาซากสังขารของบรรพบุรุษมังกรของพวกเรา ไปใช้ละก็ ให้เจ้าตามมา”พอเล้งปวยได้ฟังดังนั้น ก็รีบตามไปทันที พอห้องศิลาอ่อนเปิดออก เขาก็โดนพลังปราณอันหนาแน่นพุ่งเข้าปะทะ จนต้องถอยกายอย่างไม่รู้ตัว มองเข้าไปในห้องกว้างใหญ่ท่ามกลางบรรยากาศอันยะเยือก เขาพลันสูดหายใจเข้าแรงๆครั้งหนึ่ง ก่อนจะกวาดเอาซากมังกรศักดิ์สิทธิซากหนึ่ง เข้าเก็บไว้ในแหวนมิติ แล้วก็ถอยออกมา“จะเอาแค่นั้นเหรอปวยเอ๋อ…”“นี่ก็เยอะพอแล้ว ขอรับท่านปู่” ว่าพลางเดินตามเงาร่างจำแลงของปู่มังกรออกไปยังด้านหน้าของสุสาน ขณะที่เดินไปนั้นก็ได้ยินเสียงปู่กับหลานหลินซีพูดคุยกันอยู่ตลอดจนกระทั่งออกมาที่ลานหน้าสุสาน จึงได้ล่ำลากันก่อนที่ร่างจำแลงของปู่จะหายไป
จากนั้นเจ้านกกระเรียน ขาวหิมะน้อย ก็ได้พาได้พาพวกเขาเหินเวหาเป็นระยะทางนับหมื่นลี้
มุ่งสู่อาณาจักรฟ้าอำไพทันที
…………………………………………………………………………………………………
ขณะที่ขบวนรถขนสินค้าสองคัน แต่ละคันก็มีคนขี้ม้าประกบอยู่ทั้งซ้าย ขวา และหน้าหลัง ทั้งขบวน มีคนราวๆ 20 กว่าคน ขบวนรถม้าได้ แล่นผ่านชายป่าแห่งหนึ่งช้าๆ พลันมีเด็กผู้ชายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆอายุราว 12 ปี เดินออกมาโบกมือเรียกรถอยู่ข้างทาง มันกลับเป็น เล้งปวย พอขบวนรถหยุดลงพร้อมเสียงตระโกนดังมาจากคนที่คล้ายกับจะเป็นหัวหน้า“หนุ่มน้อย เจ้ามีอันใดรึ ถึงได้มาหยุดรถของเรา”
“ท่านลุงพอจะมีที่สำหรับให้ข้าได้ติดรถไปยังเมืองข้างหน้าด้วยได้หรือไม่ขอรับ”มันกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม อีกฝ่ายเห็นเช่นนั้น พลันยิ้ม“ย่อมได้พ่อหนุ่ม รถข้าว่างพอดี มาๆ ขึ้นมา”เขาพูดอย่างคนมีน้ำใจ“ขอขอบคุณในความกรุณาของท่านลุง ขอรับ” พอเล้วปวยก็ขึ้นไปนั่งข้างๆ ลุงจวงหยุน
“ดูท่าทางแล้ว พ่อหนุ่มคล้ายดังเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ที่ตกยากมา ไม่คล้ายคนแถวนี้นี่ที่แท้เจ้าเป็นใคร มาจากไหน จะไปที่ใด?”“ข้าคือ เล้งปวย…” พลางเล่าว่าให้อีกฝ่ายฟังว่า เขาเป็นคนจากอาณาจักรฟ้าคราม ออกจากบ้านมาค้าขายได้ปีกว่ากับบิดา ยังไม่ทันกลับบ้าน กลับถูกปล้นชิงจนพลัดพรากจากกันจึงไม่ทราบจะไปที่ใด
“ฮ่าๆ ๆ เจ้ากลับแต่งเรื่องได้เก่งไม่เบาเลย” เสียงกล่าวเยาะหยัน ดังมาจากดวงจิตวิญญาณของหลินซี ที่อยู่ภายในห้วงวิญญาณของเขา
เล้งปวยไม่ได้บอกออกไปตามตรง เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดหมายเขาได้แต่บอกไปเช่นนั้น ส่วนลุงจวงหยุนได้พูดคุยบอก เล่ารายละเอียดต่างๆ“เรามีนาม จวงหยุน เป็นพ่อบ้านของตระกูลจวง ที่ตั้งอยู่ในเมือง ทรัพย์นาคา ที่อยู่ถัดไปจากเมืองข้างหน้านี้ ครานี้ได้รับมอบหมายจากผู้นำตระกูลจวง ให้พาคน 20 กว่าคน คุมสินค้าไปส่งที่เมือง ฟ้าสีทอง ที่ห่างออกไปทางทิศใต้กว่าพันลี้ ตอนนี้อยู่ระหว่างเดินทางกลับ” ระหว่างทางนั้นลุงจวงหยุนได้ชวนให้เล้งปวยไป พักอยู่กับเขาด้วย “หากเจ้ายังไม่มีที่ไป และไม่รังเกียจช่วยงานเล็กๆน้อยๆ แล้วใยไม่ไปพักกับข้าก่อน“ขอบคุณ ขอรับ ท่านลุง…ข้าย่อมยินดีอย่างยิ่ง” เล้งปวยถูกอัธยาศัยกับจวงหยุนไม่น้อยมันน่าจะอายุไล่เลี่ยกันกับพ่อของเขา พลังการฝึกปรืออยู่ระดับก่อเกิดขั้นที่4 แล้ว