เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่6เลื่อนระดับ

       หลังจากที่กลับมาจากหุบเขาทมิฬแล้ว  เล้งปวยก็มีเสบียงอาหารมากมาย พอหิวรีบจัดการย่างเนื้อสัตว์อสูรกินจนอิ่มหน่ำแล้วก็เริ่มฝึกพลังลมปราณทันที   ภายในห้องศิลา เขาหยิบดอกกล้วยไม้โลหิตขึ้นมา  2  ดอกกลืนลงไป   ไม่นานนักก็ย่อยพลังปราณของมันก็ให้ไปหลอมรวมเข้ากับพลังปราณที่ได้จากการกินเนื้อสัตว์อสูร   จนทำให้ร่างกายเขาเกิดรุ่มร้อนอย่างรุนแรงดังไฟเผาผลาน     เขารีบเดินพลังผลักให้พลังปราณอันมหาศาล เคลื่อนไปตามจุดต่างๆ  จนมีเสียง ฟุบ  ๆ   ๆ    ตามมาในแต่ละรอบ  รอบแล้วรอบเล่าอย่างไม่มีท่ีสิ้นสุด    อย่างไม่รับรู้วันเวลา   พอพลังปราณสะสมหมดเขาก็จะกินเนื้อสัตว์อสูรลงไป  พร้อมกับกินดอกกล้วยไม้โลหิตอีก 2 ดอก แล้วก็เริ่มเข้าฝึกฝนต่อ
    “ปง!”    เกิดการเลื่อนระดับพลังปราณเข้าสู่ขั้นที่  3
    หลังการก่อเกิดของพลังปราณ   ระดับก่อเกิดกล้ามเนื้อ   ได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เล้งปวยได้เปลี่ยนไปสู้ผู้มีระบบกล้ามเนื้อที่หนาแน่นขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ทนทานขึ้น
    “ปง!”   เกิดการเลื่อนระดับพลังปราณเข้าสู่ขั้นที่   4

    พอเลื่อนระดับการฝึกพลังปราณ ระดับนี้  จะเป็นการก่อเกิดของพลังปราณระดับกระดูก และเส้นเอ็น  ซึ่งจะใช้พลังสะสมมากขึ้นกว่าเดิม   หากเสร็จสิ้นลงแล้ว  จะทำให้กระดูกและเส้นเอ็นขยายใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น

            หลังจาก 15 วันผ่านไปการฝึกฝนพลังปราณของเล้งปวย  จึงได้หยุดลง  แต่เพียง 15 วันที่ผ่านไปกลับทำให้ตัวเขาสูงใหญ่ขึ้น มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆขึ้น  ดูเป็นหนุ่มขึ้นในช่วงเวลาที่เขาฝึกตนอยู่นี้  ท่านปู่จิตวิญญาณมังกรศักดิ์สิทธิ  ของเขาได้ปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่เคยพูดว่าอะไร  หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็วนเวียนไปๆมาๆระหว่างฝึกพลังยุทธ ที่นี่ทีเสร็จสิ้น ก็ไปฝึกล่าสัตว์อสูรที่หุบเขาอสูรทมิฬ โดยไม่ได้รับรู้เรื่องวันเวลาเลยท่านปู่ก็ได้แต่เฝ้าดูอยู่ห่างเมื่อเห็นว่าเขาตั้งใจฝึกอย่างไม่ย่อท้อ

    กระทั่งวันนี้   ท่านจึงได้ปรากฏตัวมาอีกครา“ปวยเอ๋อ  เอ๋ย!!!ลำบากเจ้าแล้ว   แต่เจ้าก็ได้พัฒนาพลังปราณ และกายาของเจ้าได้ไม่น้อยนะปู่เห็นว่าเจ้าควรจะรับเอาทักษะ  *เพลิงวิญญาณมังกรอัคคี* ไปฝึกฝนได้แล้ว   เจ้าตามมา”พลางลอยละลิ่วนำไปอย่างรวดเร็ว นำพาเล้งปวยไปยังอีกห้องหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนกลับเป็นอีกห้องหนึ่งที่ใหญ่โตโอ่โถงมาก  เสาขนาดใหญ่แต่ละต้นต่างถูกพันเกี่ยวเอาไว้ด้วยพญามังกรขนาดใหญ่โตที่ดูเหมือนยังคงมีชีวิตอยู่   ด้านลึกสุดนั้นปรากฏแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่     และบนแท่นนั้นปรากฏมีแสงสีแดงอันเจิดจ้าพวยพุ่งอยู่  
    เล้งปวย ถูกนำพาเข้าไปยืนอยู่ใกล้ๆ  แท่นแห่งเปลวเพลิงนั้น
    “ปวยเอ๋อ เจ้ายื่นมือออกมา  แล้วยืนนิ่งๆปู่จะได้ผนึกเปลวเพลิงนี้ใหกับเจ้า หลังจากนั้น  ปรากฏเห็นเปลวเพลิงสีแดง  ลอยวูบมาลุกไหม้อยู่บนฝ่ามือของเขา  แล้วจมหายเข้าไป“เจ้าต้องหมั่นฝึกใช้จิตวิญญาณของเจ้า  ในการควบคุมระดับของเพลิงวิญญาณมังกรอัคคีให้ชำนาญแล้วค่อยใช้
    ปวยเอ๋อ ในตอนต้นนี้  เจ้ามีแต่ต้องหมั่นฝึกฝนให้หนักหน่วงเท่านั้น   จึงจะสามารถพัฒนาพื้นฐานของร่างกายเจ้าให้แข็งแกร่งพอที่จะเป็นที่สถิตย์ของเงามังกรศักดิ์สิทธิได้   ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว   เจ้าก็จะเป็นได้แค่คนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น   จำเอาไว้ว่าจากนี้ไปเจ้ามีเวลาอีกแค่ 1 ปีเท่านั้นไม่ว่าจะสำเร็จ  หรือจะล้มเหลว  เจ้าก็ต้องจากไปทันที   
    “ขอรับ  ท่านปู่”
    หลังจากนั้นเมื่อกลับไปที่ห้องพักแล้ว เล้งปวย  หยิบเอาตำราทักษะวรยุทธที่บิดาเคยมอบให้ออกมาจากแหวนมิติ  เป็นตำราระดับสูง เขาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว  มันมีทั้งหมดอยู่ 4 กระบวนท่า เรียงตามลำดับคือ    1 กระบวนท่า มังกรคำราม                                   2 กระบวนท่า มังกรสยบปฐพี                                   3 กระบวนท่า มังกรสะบั้นเมฆา                                   4 กระบวนท่า มังกรทลายสวรรค์หลังจากใช้เวลาเรียนรู้อยู่ไม่นาน เขาก็ทำความเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ด้วยระดับพลังปราณที่มีอยู่ในตอนนี้ เขาสามารถใช้ออกได้เพียง กระบวนท่าแรกเท่านั้น  เขาจึงมุ่งเน้นฝึกฝนอยู่หลายรอบ สุดท้ายจึงลองสะบัดฝ่ามือไปในอากาศ  พลันก็เกิด เสียงครืนๆ ๆ  พร้อมกับเงาคลื่นปั่นป่วนอย่างรุนแรง  เล้งปวยพลันยิ้มที่มุมปากอย่างดีใจ              หลังจากนั้นเขาก็มีชีวิตที่แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างในแต่ละวัน  นั่นคือฝึกฝนแล้วก็กิน กินแล้วก็ฝึกฝนจน   เริ่มด้วยฝึกพลังพื้นฐานลมปราณ   แล้วฝึกควบคุมเพลิงวิญญาณมังกรอัคคี   ฝึกท่าร่างมังกรทะยานฟ้า   ฝึกวรยุทธมังกรสยบฟ้า จนเขาลืมเลือนวันเวลาที่ผันผ่านไปออย่างรวดเร็ว
    วันนี้เป็นวันที่    กำหนดไว้  1  ปี  ได้ย่างกรายมาถึงพอดีท
    “ปวยเอ๋อ…เจ้าไม่ทำให้ปู่ผิดจริงๆ   ที่ได้ตัดสินใจฝากชีวิตของ  ซีเอ๋อ…ไว้กับเจ้า   เพียงแต่ด้วยพลังการฝึกปรือของเจ้ายามนี้นั้น  หากออกไปเผชิญเข้ากับศัตรูคู่อาฆาตแล้ว  คงมีแต่ทางตายเท่านั้น  ไม่มีทางเป็นอื่นแน่   เจ้าว่าไหม?”“ไช่…ขอรับท่านปู่”“เช่นนี้แล้ว…ดังนั้น  ปู่จึงคิดว่า  การส่งพวกเจ้าไปที่  อาณาจักรฟ้าอำไพ  ที่อยู่ติดกันไปทางทิศตะวันตก  น่าจะเหมาะสมกว่า  รอจนพวกเจ้าแข็งแกร่งเพียงพอเมื่อใดค่อยกลับมายังอาณาจักรฟ้าคราม  เพื่อล้างแค้น   เจ้าว่าอย่างไร?”

    แม้ว่าเล้งปวยเอง นั้นใคร่ที่จะได้รับรู้ข่าวคราวของ บิดามารดาเพียงใด  ก็ได้แต่หักห้ามใจเอาไว้เท่านั้น“แล้วแต่ความเห็นของท่านปู่ขอรับ”“ดีมาก …จากนี้ไปหากมีสิ่งใดเจ้าก็ถามจาก ซีเอ๋อแทนปู่เถอะนะ  และปู่มีอะไรจะให้ติดตัวไว้ แต่จำให้ดีว่า   สิ่งนี้จะนำพาความตายมาให้เจ้าทันที  ถ้าหากมีคนไม่หวังดีได้ทราบเข้า”
    พลันมีกล่องไม้เก่าแก่ลอยเข้ามาหาเล้งปวย“มันคือแกนวิญญาณมังกรศักดิ์สิทธิ”“ระดับศักดิ์สิทธิ”  เล้งปวยอุทานออกมาอย่างตื่นเต้นดีใจ  เขารู้ว่ามันมีมูลค่าที่ประเมินไม่ได้“ข้า…ขอขอบคุณในความกรุณาของท่านปู่”“อีกอย่าง หากเจ้าประสงค์ จะเก็บเอาซากสังขารของบรรพบุรุษมังกรของพวกเรา ไปใช้ละก็       ให้เจ้าตามมา”พอเล้งปวยได้ฟังดังนั้น  ก็รีบตามไปทันที  พอห้องศิลาอ่อนเปิดออก  เขาก็โดนพลังปราณอันหนาแน่นพุ่งเข้าปะทะ  จนต้องถอยกายอย่างไม่รู้ตัว  มองเข้าไปในห้องกว้างใหญ่ท่ามกลางบรรยากาศอันยะเยือก เขาพลันสูดหายใจเข้าแรงๆครั้งหนึ่ง  ก่อนจะกวาดเอาซากมังกรศักดิ์สิทธิซากหนึ่ง  เข้าเก็บไว้ในแหวนมิติ  แล้วก็ถอยออกมา“จะเอาแค่นั้นเหรอปวยเอ๋อ…”“นี่ก็เยอะพอแล้ว  ขอรับท่านปู่”  ว่าพลางเดินตามเงาร่างจำแลงของปู่มังกรออกไปยังด้านหน้าของสุสาน   ขณะที่เดินไปนั้นก็ได้ยินเสียงปู่กับหลานหลินซีพูดคุยกันอยู่ตลอดจนกระทั่งออกมาที่ลานหน้าสุสาน  จึงได้ล่ำลากันก่อนที่ร่างจำแลงของปู่จะหายไป
    จากนั้นเจ้านกกระเรียน  ขาวหิมะน้อย ก็ได้พาได้พาพวกเขาเหินเวหาเป็นระยะทางนับหมื่นลี้
    มุ่งสู่อาณาจักรฟ้าอำไพทันที

    …………………………………………………………………………………………………
    ขณะที่ขบวนรถขนสินค้าสองคัน แต่ละคันก็มีคนขี้ม้าประกบอยู่ทั้งซ้าย ขวา และหน้าหลัง  ทั้งขบวน มีคนราวๆ 20 กว่าคน  ขบวนรถม้าได้ แล่นผ่านชายป่าแห่งหนึ่งช้าๆ พลันมีเด็กผู้ชายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆอายุราว 12 ปี เดินออกมาโบกมือเรียกรถอยู่ข้างทาง  มันกลับเป็น เล้งปวย พอขบวนรถหยุดลงพร้อมเสียงตระโกนดังมาจากคนที่คล้ายกับจะเป็นหัวหน้า“หนุ่มน้อย เจ้ามีอันใดรึ ถึงได้มาหยุดรถของเรา”
    “ท่านลุงพอจะมีที่สำหรับให้ข้าได้ติดรถไปยังเมืองข้างหน้าด้วยได้หรือไม่ขอรับ”มันกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม  อีกฝ่ายเห็นเช่นนั้น พลันยิ้ม“ย่อมได้พ่อหนุ่ม รถข้าว่างพอดี  มาๆ ขึ้นมา”เขาพูดอย่างคนมีน้ำใจ“ขอขอบคุณในความกรุณาของท่านลุง ขอรับ” พอเล้วปวยก็ขึ้นไปนั่งข้างๆ ลุงจวงหยุน
    “ดูท่าทางแล้ว  พ่อหนุ่มคล้ายดังเป็นบุตรหลานตระกูลใหญ่ที่ตกยากมา ไม่คล้ายคนแถวนี้นี่ที่แท้เจ้าเป็นใคร มาจากไหน  จะไปที่ใด?”“ข้าคือ เล้งปวย…” พลางเล่าว่าให้อีกฝ่ายฟังว่า เขาเป็นคนจากอาณาจักรฟ้าคราม ออกจากบ้านมาค้าขายได้ปีกว่ากับบิดา ยังไม่ทันกลับบ้าน กลับถูกปล้นชิงจนพลัดพรากจากกันจึงไม่ทราบจะไปที่ใด 
    “ฮ่าๆ ๆ เจ้ากลับแต่งเรื่องได้เก่งไม่เบาเลย”  เสียงกล่าวเยาะหยัน ดังมาจากดวงจิตวิญญาณของหลินซี  ที่อยู่ภายในห้วงวิญญาณของเขา

       เล้งปวยไม่ได้บอกออกไปตามตรง เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดหมายเขาได้แต่บอกไปเช่นนั้น  ส่วนลุงจวงหยุนได้พูดคุยบอก เล่ารายละเอียดต่างๆ“เรามีนาม จวงหยุน เป็นพ่อบ้านของตระกูลจวง ที่ตั้งอยู่ในเมือง  ทรัพย์นาคา ที่อยู่ถัดไปจากเมืองข้างหน้านี้  ครานี้ได้รับมอบหมายจากผู้นำตระกูลจวง ให้พาคน 20 กว่าคน  คุมสินค้าไปส่งที่เมือง  ฟ้าสีทอง  ที่ห่างออกไปทางทิศใต้กว่าพันลี้  ตอนนี้อยู่ระหว่างเดินทางกลับ” ระหว่างทางนั้นลุงจวงหยุนได้ชวนให้เล้งปวยไป พักอยู่กับเขาด้วย          “หากเจ้ายังไม่มีที่ไป   และไม่รังเกียจช่วยงานเล็กๆน้อยๆ แล้วใยไม่ไปพักกับข้าก่อน“ขอบคุณ     ขอรับ  ท่านลุง…ข้าย่อมยินดีอย่างยิ่ง” เล้งปวยถูกอัธยาศัยกับจวงหยุนไม่น้อยมันน่าจะอายุไล่เลี่ยกันกับพ่อของเขา พลังการฝึกปรืออยู่ระดับก่อเกิดขั้นที่4 แล้ว