ตอนที่ 140 ธรรมดาจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ค่า เจ้าหนุ่ม เจ้าอยากแข็งแกร่งหรือไม่
แม้แต่กู้ฉางเกอเองก็มิคาดคิดว่า การสุ่มจับตัวสรรพชีวิตผู้มีพลังในขอบเขตเทวะสวรรค์มาเพียงหนึ่งรายจะทำให้ได้รับข้อมูลมามากมายถึงเพียงนี้
ทั้งถ้ำมรรคาเร้นลับของมหาเทพวัฏสงสาร ทั้งแท่นบรรลุวิถีแห่งมรรคา ล้วนแล้วแต่ถูกเปิดเผยข้อมูลออกมาจนสิ้น
ส่วนเรื่องตราทาสนั้น เขาอนุมานขึ้นจากคำสั่งของเหล่าผู้อาวุโส และเมื่อเชื่อมโยงกับวิธีการที่แสนเก่าแก่บางอย่าง ก็สามารถสรุปผลได้อย่างรวดเร็ว
มหาเทพวัฏสงสารในอดีต แม้จะกำราบเหล่าบรรพชนของสรรพชีวิตกลุ่มนี้ไว้ได้ ทว่าหาได้ปลิดชีพพวกมันไม่ กลับกัน เขาได้ฝังตราทาสลงไป และมอบหมายหน้าที่สำคัญให้กับพวกเขาเพื่อปกป้องสมบัติล้ำค่าที่ทิ้งเอาไว้สำหรับผู้สืบทอด
ทว่ากาลเวลาที่เนิ่นนาน ย่อมนำพาความคิดทรยศมาเยือน
การที่เหล่าสรรพชีวิตผู้ทรงพลังเหล่านี้ออกตามล่าหาร่องรอยของเย่หลิงในเวลานี้ ถือว่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด
แม้กู้ฉางเกอเองจะวางแผนฉกชิงโอกาสจากเย่หลิง ทว่าเขายังตั้งใจจะเก็บชีวิตของเย่หลิงเอาไว้ชั่วคราว
ท้ายที่สุดแล้ว เย่หลิงก็จะต้องเป็นแพะรับบาปจากการฝึกวิชามารต้องห้ามที่เขาตั้งใจป้ายให้นี้
การสังหารเย่หลิงในยามนี้ ยังมิใช่เวลาที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม กู้ฉางเกอได้วางแผนการอย่างรัดกุมสำหรับก้าวต่อไป เขาตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากเรื่องตราทาสนี้สร้างผลประโยชน์ให้กับตนเอง
“แท่นบรรลุวิถีแห่งมรรคาที่มหาเทพวัฏสงสารทิ้งไว้นี้ก็มิได้เป็นของเย่หลิงโดยลำพัง มิเช่นนั้นเหล่าสรรพชีวิตเหล่านี้คงมิยึดครองมาเนิ่นนานได้ถึงเพียงนี้โดยมิยอมปล่อยมือ”
กู้ฉางเกอครุ่นคิด ก่อนจะจัดการกับซากศพในโลกภายใน จากนั้นจึงละจากที่แห่งนั้นไป
ตามข้อมูลจากการสืบค้นวิญญาณ เขาพบว่าในพื้นที่โดยรอบซากโบราณแห่งนี้มีห้าตระกูลหลักที่ยังหลงเหลืออยู่ บรรพชนของพวกมันล้วนเคยเป็นทาสของมหาเทพวัฏสงสารในอดีตทั้งสิ้น
และในเวลานี้ เหล่าสรรพชีวิตเหล่านั้นกำลังออกตามล่าหาร่องรอยของเย่หลิงอย่างกันอย่างดุเดือด…
“ด้วยความสามารถของเย่หลิงในยามนี้ คงมิมีทางได้เปรียบทั้งห้าตระกูลนั้นเป็นแน่ ทว่าในเมื่อมันคือบททดสอบ ก็ย่อมต้องมอบโชควาสนาบางอย่างให้กับเย่หลิง...”
“พวกผู้อาวุโสพวกนี้ก็ชอบใช้แต่กลอุบายล้าสมัยเช่นนี้นักหนา ผู้ใดเล่าจะสนใจบททดสอบอันใดในยุคนี้ ในเมื่อเป้าหมายที่สำคัญก็คือการช่วงชิงโอกาสวาสนา!”
กู้ฉางเกอแค่นหัวเราะเย้ยหยัน
“สำหรับเย่หลิงแล้ว สิ่งที่เขาจะทำได้ในยามนี้ก็คือการค้นหาถ้ำมรรคาที่มหาเทพวัฏสงสารได้ซ่อนไว้ ซึ่งภายในนั้นน่าจะมีวิธีการบางอย่างที่สามารถควบคุมทั้งห้าตระกูลนั้นได้ และเมื่อเขาประสบความสำเร็จ ตระกูลทั้งห้าก็จะต้องยอมศิโรราบ พร้อมกับมอบพลังสนับสนุนอย่างมหาศาลให้แก่เขา”
“ถ้ำมรรคาที่ซ่อนอยู่นั้น หากข้าเดามิผิด คงจะเป็นมิติขนาดเล็กที่มหาเทพวัฏสงสารได้ทิ้งเอาไว้ให้เขา เพียงแต่ข้าก็มิแน่ใจว่าจะเหนือกว่าหรือด้อยกว่ามิติโลกภายในของข้าเองเพียงใด มหาเทพผู้นี้ช่างทิ้งของล้ำค่าทั้งหมดไว้ให้กับเย่หลิงอย่างมิคิดเสียดายเลยสักนิด”
“แต่กระนั้น... หากคำนวณดูแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายก็คงตกเป็นของข้าอยู่ดี”
กู้ฉางเกอหรี่ดวงตาลง พลางยิ้มบางเบา ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยเลศนัยที่ยากจะหยั่งถึง
เขาได้วิเคราะห์ถึงเหตุและผลของเรื่องราวทั้งหมด รวมถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตจนเกือบจะกระจ่างแจ้งแล้ว
เป้าหมายต่อไปของเย่หลิงก็คงมิพ้นการค้นหาถ้ำมรรคาที่มหาเทพวัฏสงสารซ่อนเอาไว้
ส่วนเขานั้น ก็มิมีทางเข้าไปขัดขวางเย่หลิง กลับกัน เขายังอาจช่วยเหลือเย่หลิงเล็กน้อยเพื่อให้เขาได้พบกับถ้ำมรรคาแห่งนั้นได้ง่ายขึ้นเสียด้วยซ้ำ
เขามิมีความคิดที่จะเสียเวลาทดสอบตนเองให้เสียเปล่า
เพราะสิ่งที่เขาชอบที่สุดก็คือการกลายเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลไม้ที่สุกงอมในวินาทีสุดท้าย…
“กระบวนการนี้มิรู้ว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าใด ทว่าในเมื่อข้าส่งอิ่นเหมยไปแฝงตัวอยู่ข้างกายเย่หลิงแล้ว ข้าก็มิจำเป็นจะต้องเร่งรีบอันใดอีก”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ กู้ฉางเกอก็รู้สึกวางใจ
ร่างของเขาพลันเลือนรางหายไปในความว่างเปล่า ก้าวเพียงก้าวเดียวก็ไกลออกไปหลายพันจั้ง ก่อนจะละทิ้งพื้นที่แห่งนี้และเร้นกายหายไปจากเขตนั้น
ขณะที่เขาเคลื่อนตัวผ่านความว่างเปล่า ก็ได้หลบเลี่ยงเงาร่างของสรรพชีวิตนับมิถ้วน
ระหว่างทาง เขาได้ผ่านซากโบราณสถานที่เก่าแก่หลายแห่ง ก่อนจะมุ่งตรงเข้าสู่ส่วนลึกของนคร
ขนาดของนครนี้มิได้เล็กไปกว่านครโบราณในโลกภายนอกเลยแม้แต่น้อย และยังดูยิ่งใหญ่กว่าเสียด้วยซ้ำ
อาคารสูงตระหง่านเรียงรายอย่างอลังการ ความโอ่อ่าและความยิ่งใหญ่แผ่กระจายไปทั่ว
เบื้องหน้าคือแรงกดดันอันทรงพลังที่มิเคยเสื่อมคลาย สัมผัสถึงความเก่าแก่และความรุ่งเรืองในอดีตที่ยังคงเล่าขานผ่านกาลเวลา
“ตามความทรงจำของสรรพชีวิตในขอบเขตเทวะสวรรค์ที่ข้าสืบค้นวิญญาณมา ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลซึ่งเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่นั้นถูกปกครองโดยมหาผู้อาวุโสประจำตระกูล ผู้ซึ่งบรรลุถึงขอบเขตผู้ศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุด”
ท่ามกลางความเลือนรางของความว่างเปล่า ร่างของกู้ฉางเกอสลับปรากฏกายและหายไป
ดวงตาอันเยือกเย็นของเขากวาดมองไปยังเบื้องล่างด้วยความสงบนิ่ง
พื้นที่นี้เต็มไปด้วยสรรพชีวิตนับมิถ้วน พร้อมกับการป้องกันที่แน่นหนา
หลายจุดถูกสลักไว้ด้วยอักขระเร้นลับที่เต็มไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง เปล่งอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ที่กว้างไกล
หากถูกกระตุ้นขึ้นมา อักขระเหล่านี้นั้นสามารถสังหารผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตเทวะได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผู้บัญชาการในขอบเขตเทวะมายาจำนวนมากคอยลาดตระเวนไปทั่วทุกมุมของนคร
“ลึกเข้าไปด้านใน น่าจะมีบรรพชนของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลซ่อนตัวอยู่ พลังของมันอาจจะเหนือกว่าระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด และเป็นไปได้ว่าจะแข็งแกร่งถึงขั้นว่าที่มหายุทธ์สูงสุดด้วยซ้ำ”
“หากข้าเลือกจะปะทะตรงๆ เกรงว่าจะนำพาความยุ่งยากมาให้มิน้อย อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเปิดเผยตัวตนอีก”
ดวงตาของกู้ฉางเกอฉายแววครุ่นคิด
เขาย่อมมีแผนการในใจ และมั่นใจอย่างยิ่งในหนทางของตน
ในสถานการณ์เช่นนี้ แตกต่างจากยามที่ยังอยู่ในโลกภายนอกนัก ด้วยเพราะเขายากจะใช้อิทธิพลเบื้องหลังที่น่าสะพรึงกลัวนั้นมาเหยียบย่ำทุกสิ่งได้อย่างอิสระ
แม้การใช้พลังบีบคั้นผู้อื่นจะรวดเร็วและสะดวกสบาย ทว่าทุกสิ่งก็ต้องมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม
“แท่นบรรลุวิถีแห่งมรรคาถูกตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลครอบครองอยู่ในยามนี้ ดูเหมือนข้าจะต้องเริ่มวางแผนจากพวกมันก่อน...”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ร่างของกู้ฉางเกอพลันเลือนรางในความว่างเปล่า เขาเดินอย่างสงบนิ่ง มือไขว้หลัง ก่อนจะก้าวจากสถานที่แห่งนั้นไปอย่างไร้ร่องรอย
เป้าหมายของเขาคืออาคารแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยสรรพชีวิตสัญจรไปมา ที่แห่งนั้นปกคลุมด้วยบรรยากาศครึกครื้น
เหนืออาคารนั้นมีอักษรโบราณของเซียนจารึกไว้อย่างงดงามว่า เรือนเซียนเมามาย
ตามความทรงจำจากสรรพชีวิตในขอบเขตเทวะสวรรค์คนนั้น เงื่อนงำสำคัญเกี่ยวกับจุดอ่อนของมหาผู้อาวุโสแห่งตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลนั้นอยู่ในที่แห่งนี้
…
ในเวลานั้น
ณ ชั้นบนสุดของเรือนเซียนเมามาย ภายในห้องรับรองอันหรูหราที่เปล่งประกายไปด้วยทองคำระยิบระยับ ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกเซียนอันเลือนราง
มีสรรพชีวิตหนุ่มสาวหลายคนกำลังสนทนากัน พวกเขามีรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป ร่างกายแผ่รัศมีล้ำค่า เสื้อผ้าเครื่องประดับล้วนแสดงถึงฐานะอันสูงส่ง
ตรงกลางวงสนทนา เด็กหนุ่มผู้หนึ่งถูกล้อมรอบด้วยกลุ่มสหาย สตรีต่างเผ่าพันธุ์ผู้มีโฉมงดงามนางหนึ่งกำลังซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา
เด็กหนุ่มผู้นี้สวมใส่อาภรณ์หรูหรา หน้าตาขาวซีดแลดูเย่อหยิ่ง เบื้องหลังยังมีปีกสีดำขลับสองข้างประดับอยู่ ซึ่งสะท้อนแสงแวววาวดุจปีกของพญาอินทรีขนาดมหึมา
ขณะนี้ พวกเขากำลังสนทนากันเป็นภาษาของเซียนโบราณ
หญิงสาวผู้หนึ่งในกลุ่มซึ่งมีหน้าตางดงาม ผิวพรรณดุจหยกเนื้อดี ทว่าช่วงล่างของนางกลับเป็นหางงูยาว นางเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงใคร่รู้
“ช่วงนี้ในนครเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ถึงได้ปั่นป่วนจนมีคนมากมายตื่นตัวถึงเพียงนี้”
“ขนาดยอดฝีมือจำนวนมากยังถูกระดมตัวมา แม้แต่ผู้แข็งแกร่งในขอบเขตเทวะสวรรค์ก็ยังปรากฏตัวขึ้นมิน้อย ดูเหมือนพวกเขากำลังออกตามหาบางสิ่ง มีผู้ฝึกตนจากโลกภายนอกลอบเข้ามาในเขตแดนของเราหรือ”
คำถามของนางทำให้มีคนในกลุ่มหัวเราะขึ้นอย่างเย้ยหยัน
“เป็นไปได้ พวกผู้ฝึกตนจากโลกภายนอกช่างใจกล้าบ้าบิ่นนัก ถึงกับหาญกล้าบุกมายังเขตที่ตั้งของพวกเรา คงมิคิดอยากจะมีชีวิตรอดอยู่แล้วกระมัง พวกมันคงคิดว่าการที่ผู้อาวุโสของเรามิสามารถลงมือเองได้ แล้วจะทำให้พวกมันอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างนั้นหรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ บุรุษหนุ่มอีกคนในกลุ่มก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหยามเหยียด “หากมิใช่เพราะพันธสัญญาโบราณที่ทำให้พวกเราห้ามย้ายถิ่นฐานไปยังโลกภายนอก ไหนเลยจะยังมีพวกสำนักเหล่านั้นหลงเหลืออยู่จนถึงบัดนี้ได้”
พวกเขาล้วนทราบดีถึงการฝึกฝนในครั้งนี้ ว่าเป็นความร่วมมือระหว่างเผ่าพันธุ์โบราณในดินแดนเซียนโบราณและเหล่าสำนักมรรคาจากโลกภายนอก
ภายนอกนั้นอาจดูเหมือนเป็นการประลองระหว่างคนรุ่นเยาว์ ทว่าในความจริง ผู้ใดบ้างจะรับรองได้ว่าพวกเหล่าผู้อาวุโสจะมิลงมือแทรกแซงอยู่ในเงามืด
หากมีผู้ใดกล้าบุกรุกมายังที่ตั้งของพวกเขา ก็จงเตรียมใจรับผลลัพธ์ที่จะตามมาได้เลย
“ทั้งห้าตระกูลใหญ่ล้วนส่งคนออกตามล่ากันหมด ดูท่าว่าเรื่องนี้คงจะมิใช่เรื่องเล็กๆ แล้ว”
กลุ่มคนเหล่านั้นกล่าวพลางหันสายตามองไปยังเด็กหนุ่มในอาภรณ์หรูหราที่นั่งอยู่ตรงกลาง ท่าทีของพวกเขาแฝงความนอบน้อมและประจบเอาใจ
“อย่างไรเสีย ศิษย์มรรคาเฮยหมิงก็เหนือชั้นยิ่งนัก ถึงกับมีผู้ติดตามในขอบเขตเทวะสวรรค์ติดตามมาด้วย พวกเราสี่หนุ่มเจ้าสำราญ แม้จะโลดแล่นครอบครองอิทธิพลในพื้นที่แห่งนี้มาเนิ่นนาน ก็ยังเทียบกับท่านมิได้เลยจริงๆ”
เด็กหนุ่มในอาภรณ์หรูหราผู้มีนามว่าเฮยหมิง ซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งเด่นกลางวงสนทนา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเขาก็ฉายแววความภาคภูมิใจขึ้นมาครู่หนึ่ง
แต่กระนั้น เขายังคงส่ายศีรษะและกล่าวว่า
“ผู้บัญชาการเฮยอวี่ยามนี้มิได้อยู่ข้างกายข้าแล้ว ปู่ของข้าได้ส่งเขาออกไปค้นหาเหล่าผู้บำเพ็ญจากโลกภายนอกที่น่าสงสัยในบริเวณใกล้เคียง”
เมื่อได้ฟังเช่นนี้ ผู้อื่นในกลุ่มก็เข้าใจมากขึ้น เมื่อเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะนี้ ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาก็ยิ่งทวีคูณขึ้น
หญิงสาวผู้มีหางงูอดถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงใคร่รู้มิได้
“ศิษย์มรรคาเฮยหมิง ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าเกิดอันใดขึ้น เหตุใดทั้งห้าตระกูลใหญ่จึงต้องตื่นตัวกันถึงเพียงนี้ ราวกับว่าป้องกันระวังภัยจากทุกทิศทาง”
ท้ายที่สุดแล้ว เฮยหมิงก็คือหนึ่งในสายตรงของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ เขาย่อมต้องรู้ข้อมูลมากกว่าพวกเขา
แม้พวกเขาเองจะมีสถานะมิธรรมดา ทว่าเมื่อเทียบกับสายตรงของตระกูลใหญ่แล้วก็ยังห่างชั้นนัก
เฮยหมิงที่สามารถร่วมกลุ่มกล่าวคุยกับพวกเขาได้ แสดงให้เห็นว่าเขาเองก็มิได้มีสถานะที่สูงส่งมากนัก
ในโลกที่อำนาจอยู่เหนือทุกสิ่ง สายตรงของตระกูลใหญ่ที่แท้จริงย่อมมิลดตัวลงมาคลุกคลีกับคนในระดับนี้
ที่สำคัญ เมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกันในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลแล้ว เขากลับมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรที่ธรรมดาจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ค่าเสียด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีข่าวลือแพร่สะพัดในพื้นที่นี้ว่า
เฮยหมิงเป็นขยะของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล
เหล่าสรรพชีวิตมิน้อยล้วนลอบเย้ยหยันเขา แม้กระทั่งคนในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลเอง ก็ยังมองเฮยหมิงด้วยสายตาเย็นชาและเฉยเมย
แม้จะได้รับการสนับสนุนด้วยทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรมากมาย ทว่าด้วยพรสวรรค์ที่ธรรมดาเกินไป เฮยหมิงในยามนี้กลับอยู่เพียงแค่ขอบเขตมรรคาเทพเท่านั้น ทั้งยังห่างไกลจากระดับมหาปราชญ์อยู่มาก
เขามิเพียงแต่มิสามารถทำให้ตระกูลมีชื่อเสียงสูงส่ง ทว่ากลับกลายเป็นตัวตลกที่ทำให้ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลต้องอับอายเสียเอง
ด้วยเหตุนี้เอง เฮยหมิงผู้ที่เคยมีความมุ่งมั่นในการบำเพ็ญเพียร ต้องห่อเหี่ยวใจจนกลายเป็นคนสิ้นหวัง
เขาเริ่มพึ่งสุราแก้ทุกข์ เสพสุขอยู่ในที่อโคจรจนกลายเป็นชีวิตประจำวัน
ท้ายที่สุด เขาจึงได้กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มสี่หนุ่มเจ้าสำราญ ที่มีแต่ชื่อเสีย
แม้ประวัติของเฮยหมิงจะดูน่าเศร้าและน่าเวทนา ทว่าสิ่งนี้ก็มิได้ทำให้กู้ฉางเกอหลงผิดคิดเข้าใจไปว่าเขาคือขยะที่จะแปรเปลี่ยนเป็นอัจฉริยะพลิกฟ้าอันเป็นวิถีเก่าแก่ของโลกใบนี้
ทว่าเฮยหมิงมิได้เป็นเช่นนั้น
พรสวรรค์ของเขานั้นธรรมดาสามัญ ทว่าสิ่งที่เขามีคือภูมิหลังอันยิ่งใหญ่
เฮยหมิงมีพี่สาวที่เป็นอัจฉริยะสูงสุดของตระกูล และปู่ผู้ทรงอำนาจที่เป็นมหาผู้อาวุโสซึ่งเป็นผู้นำตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล
ด้วยภูมิหลังนี้ แม้เฮยหมิงจะเกเรไร้ความก้าวหน้าสักเพียงใด ก็มิมีผู้ใดกล้ากล่าวคำว่าร้ายเขาอย่างเปิดเผย
“เด็กหนุ่มเจ้าสำราญที่ไร้พิษสงเช่นเขา จะไปสร้างปัญหาใหญ่หลวงได้สักเพียงใด”
กลับกัน ยังมีผู้คนอีกมากมายที่พยายามประจบสอพลอเขา เพื่อผูกสัมพันธ์กับตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล
ยิ่งในช่วงนี้ ข่าวลือที่พี่สาวของเฮยหมิงได้รับความสนใจจากหลงเถิง ผู้อาวุโสจากตระกูลมังกรแห่งชนเผ่าบรรพกาล ยิ่งทำให้สถานะของเฮยหมิงสูงส่งขึ้นไปอีก
จนถึงขั้นที่เขาได้รับผู้ติดตามในระดับเทวะสวรรค์มาประจำตัว เป็นเหตุให้สรรพชีวิตหนุ่มสาวจำนวนมากต่างอิจฉา
เมื่อได้ยินคำถามจากหญิงสาวเผ่างู เฮยหมิงจึงแสร้งทำท่าเป็นผู้รู้ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ได้ยินมาว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับโชคชะตาของทั้งห้าตระกูลใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลอื่นๆ ต่างก็มาประชุมหารือกัน...”
แท้จริงแล้ว เขาเองก็มิทราบถึงเรื่องราวของเหตุการณ์ที่แท้จริง
สถานะของเขาในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลนั้นน่าอึดอัดใจนัก คล้ายกับเป็นคนไร้ตัวตน
นอกจากท่านพี่และท่านปู่แล้ว ก็แทบจะมิมีผู้ใดให้ความสนใจเขา
แม้ภายนอกเฮยหมิงจะมิแสดงออกถึงสิ่งใด ทว่าในส่วนลึกของจิตใจ เขาก็ยังคงมีความปรารถนาและความทะเยอทะยาน
เขาอยากจะเป็นเหมือนท่านพี่ของตนเอง เป็นอัจฉริยะที่เปล่งประกาย ส่องสว่างจนผู้คนทั่วหล้าต่างยกย่อง
ฟึ่บ!
ในขณะที่กลุ่มคนกำลังสนทนาและหัวเราะกันอย่างสบายอารมณ์ พวกเขาก็มิได้สังเกตเห็นระลอกคลื่นอันเลือนรางในความว่างเปล่าที่กำลังแผ่กระจายอยู่ใกล้ๆ
ต่อให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ก็ยากจะสัมผัสได้ถึงความแปรปรวนนี้
ด้วยพลังของพวกเขา ยิ่งมิอาจจะล่วงรู้สัมผัสถึงได้
ทันใดนั้น สุ้มเสียงอันลึกลับดุจดั่งกังวานมาจากห้วงนิรันดร์ดังขึ้นในโสตประสาทของเฮยหมิง
“เจ้าหนุ่ม เจ้าอยากแข็งแกร่งหรือไม่ อยากเป็นผู้ที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งหรือไม่”