บทที่1 : เหยื่อฆาตกรรม
คลิก...
คลิก...
คลิก...
เสียงเข็มนาฬิกาที่ขยับเป็จังหวะนาทีที่ดังเป็เนิบช้าแต่คงที่อยู่ข้างหูความรู้สึกสงบ ท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้สิ้นสุดนี้มันทำให้รู้สึกอยากจะหลับตาไปชั่วนิรันดร์
แต่จะหลับต่อไปได้ยังไงในเมื่อมีความเ็ปที่ทิ่มแทงลำคอแม้แต่หายใจยังลำบากเหมือนมีใครมาเจาะคอของเขาจนเป็รู
ไม่สิ ไม่เหมือนรูแต่ลากผ่ายลำคอจนเหมือนคอจะขาด
‘อธิช’ พยายามลืมตาขึ้นอย่างยากเย็น เขาลองพยายามยกมือขึ้นเพื่อจะคลำคอที่ปวดร้าวแต่กลับพบว่ามือไม่ขยับ อย่าว่าแต่มือเลยทั้งตัวแทบขยับไม่ได้ราวกับถูกผีอำ
คงไม่ใช่ว่าตอนนี้เขาถูกผีอำจริงๆ หรอกนะ
แต่ให้ถูกผีอำหรือผีหลอกยังไงเขาก็ไม่ยอมให้ตัวเองมาตายเพราะขาดอากาศแน่ๆยังดีที่พอหายใจเข้าปอดได้อยู่บ้าง แม้มันจะน้อยนิดจนแทบจะไม่เหมือนหายใจได้ก็ตามอากาศที่สูดเข้าไปก็ไม่บริสุทธิ์สักนิด
เหม็นคาวอย่างกับกลิ่นเืสด
เมื่อฝืนลืมตาขึ้นได้สำเร็จและกะพริบตาเพื่อปรับการมองเห็นสิ่งแรกที่เห็นคือกำแพงที่มีของเหลวสีเข้มไหลลงมา เพราะแสงที่ลอดผ่านเข้ามาช่างน้อยนิดเขาจึงมองไม่เห็นสีของมันอย่างชัดเจนแต่กลิ่นคาวที่คละคลุ้มนี่บอกเขาว่า... มันคือเื
เมื่อคิดได้อธิชก็นิ่งค้างอย่างตกตะลึง เมื่อร่างกายยังขยับไม่ได้ก็ใช้สายตาไล่ขึ้นไปเขามองเห็นเป็วงกลมสิบสองวงวงกลมหลักใหญ่สี่วง วงกลมกลางที่ซ้อนอีกสี่วง และวงเล็กเสริมอีกสี่วง ทั้งหมดเขียนด้วยเืเป็ภาษาละตินและเขาอ่านมันออก
อธิชมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เรียนภาษาละตินมาอย่างแน่นอนแต่เขาอ่านมันได้...
นี่เป็การสาปแช่ง สาปต่อตระกูลฮามิลตัน สังเวยด้วยโลหิตของมนุษย์เพศชายหกคนและมนุษย์เพศหญิงหกคน
ดูจากวงกลมที่ถูกกลบไปแล้วถึงเจ็ดวงน่าจะเป็เหยื่อที่ถูกสังเวย
แต่ใช้เืเขียนวงขนาดใหญ่อย่างนี้น่าจะหลายลิตร...
อธิชขมวดคิ้วฉับพลัน ก่อนจะพยายามยกมือขึ้นลูบลำคอตัวเองรู้สึกได้ถึงร่องลึกที่ลำคอเป็ทางยาวมีเปียกและเหนอะหนะ เขานอนตัวแข็งทื่อ ตั้งสติได้ก็ค่อยๆลุกขึ้นนั่ง แม้ว่าจะรู้สึกชาไปทั้งร่างกายเขาก็ยังฝืนลุกขึ้นให้ได้ สูดลมหายใจเข้าปอดหนักๆครั้งหนึ่ง แล้วก้มมองร่างกายตัวเองอย่างช้าๆ ลมหายใจที่คละคลุ้มไปด้วยกลิ่นเืกระตุ้นสมองให้ตื่นตัวยิ่งกว่าที่คิด
เืไหลอาบย้อมเสื้อผ้าของเขาจนแดงฉาน เป็เสื้อเชิ้ตที่ดูเก่าไม่น้อยแต่ไม่น่าจะใช่เสื้อตัวโปรดของเขาแน่ข้อมือทั้งสองข้างถูกกรีดเป็ทางยาวเช่นกัน แม้แต่ที่ขาก็ด้วย
มิน่าถึงขยับไม่ได้ในตอนแรก อธิชกระตุกมุมปากอยากจะยิ้มแต่ริมฝีปากก็ยังคว่ำลง
ร่างกายไม่ได้รู้สึกถึงความเ็ปนอกจากที่ลำคอเหมือนเส้นประสาทด้านความเ็ปจากลำคอลงไปถึงปลายเท้าถูกทำลายไปแล้ว
ร่างกายเขาาเ็และเสียเืในปริมาณที่ทำให้ตายได้แต่เขายังไม่ตาย รวมไปถึงร่างกายกำลังฟื้นตัวเอง เหมือนมีเส้นด้ายสีแดงโปร่งบางกำลังซ่อมแซมร่างกายอย่างช้าๆ
เขานิ่งคิดไปครู่ใหญ่ก็รู้สึกว่าที่เห็นอยู่ตรงหน้าไม่คล้ายจะเป็ความจริงนอกจากกลิ่นแล้วก็ไม่รู้สึกอะไรสักนิด
นี่กำลังฝันรึ?
ฝันว่าตัวเองเป็เหยื่อสังเวยในพิธีแปลกๆและร่างกายก็กำลังคืนสภาพเพราะเป็ฝันใช่ไหม?
พิลึกดี อธิชพยักหน้าเบาๆ กึ่งขบขันและผ่อนคลาย
ฝันแบบนี้น่าเอาไปเล่าในอินเตอร์เน็ตให้เพื่อนฝูงฟังใส่สีตีไข่สักหน่อยก็คงเป็นิยายฆาตกรรมสยองขวัญได้อยู่
ไหนๆ แล้วก็สำรวจสถานที่สักหน่อยแล้วกัน
อธิชลุกขึ้นยืนช้าๆ และเดินสำรวจอย่างสบายอกสบายใจแสงจันทร์เสี้ยวสลัวที่ส่องเข้ามาทำให้เห็นว่าสถานที่นี่เป็บ้านร้างที่ไม่ถึงกับสกปรกมากนักภายในบ้านแต่รอบนอกดูจะสกปรกมากราวกับไม่มีผู้อาศัย
คนร้ายที่ฆ่าปาดคอเขาใช้เืเขียนกำแพงคงอาศัยอยู่ที่นี่พักหนึ่งก่อนจะก่อเหตุการใช้สภาพภายนอกอำพรางว่าไม่มีคนอยู่แบบนี้ กว่าตำรวจจะมาพบศพเขาอาจจะเน่าเปื่อยปล่อยกลิ่นเน่าทำลายอากาศบริสุทธิ์...
จะว่าไปแล้วนอกจากกลิ่นเือากาศข้างนอกก็ไม่ได้บริสุทธิ์ไปกว่ากันเท่าไหร่เลย
เหมือนได้กลิ่นตะกั่วเจืออยู่ในอากาศคิ้วของอธิชขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น สายตามองออกไปนอกหน้าต่างไม้ผุพัง เป็อาคารหลายชั้นที่อยู่กันแออัดไม่น้อยมีหมอกสีเทาหนาจนมองออกไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ดูแล้วไม่น่าจะใช่หมอกธรรมชาติแต่เป็มลพิษ
มลพิษที่หนาแน่นขนาดมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าถ้าเป็โลกจริงมลพิษขนาดนี้คงทำให้เป็โรคปอดหรือไม่ก็มะเร็งกันไปหมดแล้วมั้ง
ตัวอาคารเองก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ประเทศทางตะวันออก
เป็อังกฤษหรืออิตาลีนะ?
อาจจะต้องลงไปสำรวจดูว่าเป็ที่ไหน
แต่มืดขนาดนี้แล้วยังจะมีใครโผล่มาให้เขาถามหรือเปล่า
จริงสิ คอจากเป็ร่องอย่างนี้ออกไปน่าจะถูกวิ่งหนีด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าผีหลอกหรือไม่ก็ผีดิบ แต่ในเมื่อเป็ฝันจะอยู่ในสภาพนี้ไปหลอกชาวบ้านก็น่าสนุกเหมือนกัน
อธิชนึกอย่างคึกคักก่อนจะก้าวยาวๆ เตรียมเดินออกไปประตูที่แง้มไว้แต่ก้าวไปได้ไม่ไกลก็เกิดอาการหน้ามืด วูบเดียวเท่านั้นรู้ตัวอีกทีก็ลงมานอนแน่นิ่งบนพื้นไปแล้ว
เจ็บจนหน้าชา ล้มหน้าไถพื้นแบบนี้ไม่โอเคอย่างแรง
แต่ฝันแล้วเจ็บจริงเพิ่งเคยเป็...
นอกจากความรู้สึกเจ็บที่เพิ่งจะรู้ตัวแล้วยังรู้สึกได้ถึงพื้นที่เย็นเฉียบด้วยอธิชนอนนิ่งไม่ขยับตัว คิดว่าคงใกล้ได้เวลาตื่นจากฝันแล้ว
ความฝันไม่เคยอยู่นาน
แต่นอนอยู่นานก็ไม่รู้สึกว่าจะหลุดจากฝันสักที ซ้ำยังเริ่มรู้สึกได้ถึงความเ็ปในร่างกายไล่ั้แ่ปลายเท้าขึ้นมาถึงคอ ความเ็ปที่มากขึ้นทำให้สมองคิดอะไรไม่ออกแต่กลับมีความทรงจำของใครบางคนเข้ามาในหัวอย่างไร้การควบคุม
เป็ของใครบางคนที่เขาไม่รู้จัก ครอบครัวที่ไม่รู้จักเมืองที่ไม่รู้จัก ภาษาที่ไม่คุ้ยเคยและโลกบ้าอะไรวะเนี่ย!
อธิชอยากจะสบถแต่นอกจากหายใจออกมาเป็ลมเหม็นคาวเืแล้วก็ไม่สามารถพูดได้ร่างกายนี้ถูกปาดคอ หลอดลมเสียหาย ที่หายใจอยู่ได้ก็ปาฏิหาริย์แล้ว
ไม่สิ ด้วยร่างกายที่กำลังฟื้นฟูร่างนี้จะหายจากอาการาเ็ในตอนเช้าพอดีแน่
แสดงว่าร่างกายนี้จะไม่ตาย แต่เขาที่เป็คน ‘สิง’ ร่างนี้อยู่ต่างหากที่กำลังจะเครียดตาย
ใช้คำว่าสิงถูกต้องแล้ว เพราะนี่ไม่ใช่ร่างกายของเขาเองแต่เป็ของ ‘ลูซีฟ ฮิลเกรม’ พลเมืองแคนดร้า นักศึกษาปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยแคนดร้าสาขาภาษาและวรรณคดี ร่างนี้พูดได้ถึงเจ็ดภาษาสบายๆ เลยทีเดียว
อ้อ นี่คงเป็เหตุผลที่เขาอ่านภาษาละตินออก... ไม่ถูกต้องถ้าที่นี่มันถูกเรียกว่าภาษาโซรูซ ภาษาที่เก่าแก่เป็อันดับสองของโลก
ส่วนภาษาที่ใช้ปัจจุบันเรียกตามชื่อทวีป ภาษาซีโก
ลูซีฟเป็พี่ชายคนโตของบ้านฮิลเกรมอาศัยอยู่กับพ่อและน้องชาย พ่อเป็เป็เสมียนบริษัทเครื่องเพชรรายได้พอประมาณและน้องชายที่อายุน้อยกว่าถึงหกปี ส่วนแม่เสียไปตอนคลอดน้องชายด้วยการแพทย์ที่ด้อยพัฒนาของโลกใบนี้
เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
ถ้าเทียบโลกใบนี้กับโลกของอธิชแล้วล่ะก็... เรียกว่าทั้งเทคโนโลยีและการแพทย์ห่างกันไปถึงสองสามร้อยปีได้เลยที่ทวีปซีโกเพิ่งจะมีการพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำได้ไม่กี่สิบปีเท่านั้นเอง
เื่นั้นช่างเถอะ ที่เขาสงสัยอย่างยิ่งคือเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงแถมยังมาสิงร่างคนที่ถูกฆาตกรรมสังเวยพิธีไสยศาสตร์สาปแช่งไปหมาดๆ ด้วย ประหลาดยิ่งกว่าคือร่างฟื้นคืนสภาพตัวเองได้อีก
ถ้าจะทะลุมิติมาสิงร่างก็ขอเป็ร่างที่มันสมบูรณ์สักหน่อยไม่ได้หรือไง
ถึงจะตื่นตระหนักกับการทะลุมิติมาตามแบบฉบับนิยายกระแสนิยมแต่อธิชก็ยังมีสติอยู่ไม่ได้คิดจะใช้ชีวิตแทนเ้าของร่างแต่อย่างใดและไม่เชื่อว่าเขาจะอยู่ที่นี่ตลอดไปด้วย เขาคิดถึงสาเหตุที่ทำให้ตัวเองกลายเป็หนึ่งในผู้ต้องเดินทางข้ามโลกมาเข้าร่างคนตายเพื่อหาวิธีกลับโลกเดิม
เหมือนแค่หลับไปแล้วก็ตื่นขึ้นมาอีกทีในร่างของเหยื่อ...ไม่สิ ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นอีกสองวัน เหมือนเขาจะได้นาฬิกาพกโบราณที่พิเศษมากมาอันหนึ่ง
เป็นาฬิกาพกสีเงินอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี ตัวเรือนเรียบเนียนไร้รอยต่อหน้าปัดนาฬิกาแสดงตัวเลขหนึ่งถึงสิบสอง ในแต่ละตัวเลขเหมือนจะฝังพลอยไว้ด้วยแต่ขนาดก็เล็กมากจนแทบไม่สังเกตเห็น มีเข็มสั้นและเข็มยาว ไม่มีเข็มแสดงวินาที และที่เขาว่ามันพิเศษก็คือนาฬิกานี้เดินถอยหลัง
เข็มนาฬิกาหมุนทวนทิศทาง
อธิชซื้อมันมาด้วยความสงสัยกลไกภายในของมัน แต่ยังไม่ทันให้หาวิธีแงะเพราะงานยุ่งกลับพบว่าตัวเองมาอยู่ในโลกใหม่เสียแล้ว
จริงสิ ก่อนตื่นขึ้นมาเหมือนได้ยินเสียงนาฬิกา...
คงไม่ใช่ว่าเขามาที่นี่พร้อมกับนาฬิกาทวนเข็มนั่นด้วยหรอกนะ
อย่างไรก็ตามสภาพตอนนี้ไม่เอื้ออำนวยจะทำอะไรทั้งสิ้นแม้แต่จะจับกระเป๋าเสื้อเพื่อดูว่ามีนาฬิกาพกอยู่หรือไม่ อธิชยังทำไม่ได้ เขาได้แต่นอนมองพื้นปูนเก่าๆเย็นๆ ไปเท่านั้น
ไม่รู้ว่าป่านนี้ร่างกายของเขาที่อีกโลกเป็ยังไงบ้างยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ทั้งพ่อแม่และพี่สาวน้องชายที่บ้านจะคิดยังไงถ้าเกิดอยู่ๆเขาก็เป็อะไรไปขึ้นมา แต่คิดในแง่ดี เขาอาจจะแค่สิงชั่วคราวแล้วก็กลับไปก็ได้
มันก็เคยมีนี่นา การที่ร่างที่สิงอยู่ในปัจจุบันตายแล้วกลับไปยังโลกเดิม
เขาควรลองไหม?
อธิชกะพริบตาปริบๆ แล้วพ่นลมหายใจแรงๆ แต่ดูท่าร่างนี้จะฆ่าตัวตายยากเกินไปเพราะมีความสามารถซ่อมแซมร่างกายตัวเองได้ ไม่รู้ว่าเป็คุณสมบัติร่างกายของลูซีฟอยู่แล้วหรือเป็เพราะเขาเข้ามาสิงร่างนี้กันแน่
ถ้าเป็อย่างหลังคงฆ่าตัวตายไม่ได้แล้ว
แต่ก็พลอยคิดถึงครอบครัวของลูซีฟไปด้วย ไม่รู้ว่าพ่อกับน้องชายจะรู้สึกยังไงเมื่อคืนนี้ลูซีฟไม่กลับบ้านจะเป็ห่วงกันขนาดไหนนะ
แล้วเ้าลูซีฟนี่มาเป็เหยื่อฆาตกรได้ยังไงกันนะอธิชใช้เวลาว่างอันมากมายนึกย้อนความทรงจำไปสักหน่อย
เอาล่ะ เหมือนจะจำหน้าฆาตกรไม่ค่อยได้
ไร้ประโยชน์จริงเลย
แต่ดันจำพิธีกรรมที่คนร้ายใช้สาปแช่งได้เสียอย่างนั้น เขารู้สึกปวดหัว
โชคร้ายจริงไอ้ธิช มาสิงร่างที่ให้ความสนใจกับพิธีกรรมมากกว่าหน้าคนร้ายแล้วนี้เขาจะไปแจ้งตำรวจจับมันได้ยังไงกัน
อธิชบ่นกับตัวเองในใจแล้วหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย
ทำไมอยู่ดีๆ ก็ง่วงแล้ว ได้เวลากลับโลกเดิมแล้วหรือเปล่านะ?
มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอธิชอยากลืมตามองแต่เปลือกตาหนักอึ้งเสียเหลือเกิน นอกจากสติรับรู้ที่เด่นชัดร่างกายกลับนิ่งสนิทราวกับคนตาย
ร่างกายไม่รักดี อยู่ๆ ก็เคลื่อนไหวไม่ได้
“พบคนในที่เกิดเหตุ” เสียงของผู้มาให้ดังขึ้นเป็เสียงผู้ชาย “ดูเหมือนจะาเ็สาหัสด้วย”
เืท่วมขนาดนี้คงอาบซอสแล้วนอนผึ่งลมหนาวเล่นมั้งยังมัวแต่ดู ไม่รีบพาไปส่งโรงพยาบาลอีก เ้าคนไม่มีน้ำใจ
อธิชอยากจะพูดใส่กับผู้มาใหม่ที่ทำเหมือนเดินวนรอบตัวเขารอบหนึ่งเพื่อสำรวจไม่ได้รีบร้อนปฐมพยาบาลสักนิดเดียวเข้าใจอยู่หรอกว่าไม่ควรแตะต้องอะไรในที่เกิดเหตุสุ่มสี่สุ่มห้าแต่คนยังอยู่ตรงนี้ไหม สนใจช่วยชีวิตคนก่อนสิเว้ย
“ดรูว์ เขายังไม่ตายรีบช่วยก่อน”เสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมาเป็เสียงผู้ชายเช่นกัน แต่เสียงคนนี้ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความเยือกเย็นและน่าอึดอัดอย่างมาก
อธิชรู้สึกได้ว่าร่างกายถูกพลิกให้นอนหงาย ร่างกายอ่อนเปลี้ยไร้แรงขัดขืนกระดุมเสื้อถูกปลดออกเล็กน้อย าแถูกสำรวจ
“ดูเหมือนจะไม่มีแผลอื่นนอกจากที่รอยบาดคอ ที่ข้อแขนและข้อเท้าไม่ใช่รอยลึกที่ขนาดทำให้เสียชีวิตแต่ก็เสียเืไปมาก ยังมีเืซึมออกมาตลอด ถ้าปฐมพยาบาลตอนนี้แล้วส่งถึงมือหมอได้ทันก็คงไม่เป็อะไรล่ะครับหัวหน้า”เสียงของชายที่ชื่อดรูว์พูด คงตรวจสอบร่างกายเขาแล้วอย่างละเอียดแล้ว
ว่าแต่แผลสมานกันจนเรียกว่าไม่ใช่รอยลึกได้แล้วรึงั้นเขาก็สามารถพูดได้แล้วสิ?
“งั้นก็รีบปฐมพยาบาลแล้วนำไปส่งโรงพยาบาล ให้ทางตำรวจส่งคนเฝ้าไว้ในฐานะผู้ต้องสงสัยด้วย”หัวหน้าของดูรว์พูดแล้วก็เดินไปอีกทางหนึ่ง ดรูว์ก็ตอบรับอย่างชัดเจน
“ได้ครับ”
ไม่สิ ไม่ได้ ใครเป็ผู้ต้องหา ผมเป็ผู้เคราะห์ร้ายว้อย
อธิชอยากจะลุกขึ้นมาประท้วง แต่ร่างกายยังคงไม่รักดี แน่นิ่งเสมือนตายให้เขาอุ้มไปตามใจชอบแถมอุ้มพาดบ่าด้วย
นี่จะช่วยหรือจะฆ่าซ้ำกันแน่นะ
คลิก...
คลิก...
เสียงนาฬิกาดังขึ้นอีกหน เป็เสียงที่ดังอยู่ข้างหูอธิชร่างกายที่หนักอึ้งเคลื่อนไหวไม่ได้เริ่มเบาสบาย สติรับรู้ของเขาก็เลือนรางเช่นกัน
ดูเหมือนว่าจะต้องไปแล้วสินะ
เอาเถอะ ถึงจะได้อยู่แค่่สั้นๆ แต่ก็โชคดีที่ปลอดภัยลูซีฟและหวังว่าตื่นมาอีกครั้งเขาจะอยู่ในห้องของตัวเองที่โลกเดิม