เย่เฉินออกจากหอจิ่วชิงอาศัยคำบอกทาง มุ่งหน้าตรงไปยังหอศัสตราิญญา
ผู้ที่ดูแลหอศัสตราิญญาคือผู้าุโร่างอ้วนผู้หนึ่งเขามีดวงตาที่ตี่คล้ายกับต้องใช้มือถ่างตาออกจึงจะมองเห็นตลอดร่างนั้นเต็มไปด้วยไขมัน ซ้ำยังเปลือยอกท่อนบนราวกับพระสังกัจจายน์
คนผู้นี้ก็คือผู้ดูแลหอศัสตราิญญามีนามว่า โจวต้าฝู
“คารวะผู้าุโ” เห็นโจวต้าฝูกำลังเอนกายนอนอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆเย่เฉินก็เดินเข้าไปประสานมือคารวะ
“หนุ่มน้อย ข้าไม่คุ้นหน้าเ้าเลย”โจวต้าฝูมองเย่เฉินปราดหนึ่งก่อนจะยืดตัวขึ้นนั่ง ดวงตาหยีใสกระจ่างกวาดตามองประเมินเย่เฉิน
“ข้าเป็ศิษย์ฝึกหัดที่มาใหม่ขอรับ” เย่เฉินส่งป้ายหยกของตนเองให้อีกฝ่าย“ผู้าุโชิงอีให้ข้ามาเลือกอาวุธิญญาขอรับ”
โจวต้าฝูรับป้ายหยกมาพลิกดูก่อนจะโยนคืนให้เย่เฉิน แล้วเอนกายลงนอนอย่างเกียจคร้านอีกครั้งเขาโบกมือพลางกล่าวว่า “เข้าไปเลือกเอาเองเถิด!ศิษย์ฝึกหัดเลือกได้แค่ชั้นแรกเท่านั้น อย่าแอบขึ้นไปชั้นสองล่ะ”
อือ!
เย่เฉินเก็บป้ายหยกเดินเข้าไปยังส่วนลึกของหอศัสตราิญญา
หอศัสตราิญญาชั้นแรกก็ใหญ่เกินพอกินพื้นที่หลายพันจ้าง เก็บรวบรวมอาวุธไว้หลากหลายชนิด มีอาวุธทุกรูปแบบตาม้าอีกทั้งอาวุธิญญาแต่ละชิ้นยังเปล่งแสงราวกับดอกไม้ประชันสีสันกัน
“มีแต่ระดับต่ำทั้งนั้น” เย่เฉินกวาดตามองไปมากกว่าครึ่งก็ต้องผิดหวังเบาๆเขามีฐานะเป็ศิษย์ฝึกหัดจึงเลือกอาวุธได้แค่ชั้นหนึ่งเท่านั้น
เย่เฉินนึกในใจเขาหยิบดาบหัวปีศาจเล่มหนึ่งขึ้นมา แต่ก็ต้องส่ายหน้า “เบาเกินไป”
เย่เฉินวางดาบใหญ่ลงก่อนจะหยิบกระบี่ิญญาขึ้นมาอีกชิ้น แม้กระบี่เล่มนี้จะคม แต่เย่เฉินกลับวางมันลงตำแหน่งเดิม
เขาเดินเลือกตลอดทางราวกับเดินเลือกซื้อผักแม้ที่นี่จะมีอาวุธิญญาเป็จำนวนมากแต่เดินวนมามากกว่าครึ่งแล้วก็ยังหาอาวุธิญญาที่ตนพอใจไม่ได้หากเป็แต่ก่อนเขาคงมองข้ามอาวุธิญญาเหล่านี้ แต่วันนี้ไม่เหมือนวันวานเขาจึงได้แต่มองหาอาวุธิญญามาสักชิ้น
เดินวนจนจวนจะครบแล้วแต่เย่เฉินก็ยังไม่ได้ชิ้นที่ถูกใจ
ทันใดนั้นเองอัคคีเที่ยงแท้ในทะเลลมปราณเขาก็สั่นไหวทั้งยังแตกตัวออกเป็เปลวอัคคีสายหนึ่งแล้วล่องลอยออกไป
เย่เฉินใรีบเดินตามมันไปทันที ตรงเข้ามาจนถึงเบื้องหน้าของแท่นหินบนนั้นมีกระบี่เหล็กสีดำตั้งอยู่ คาดว่าคงไม่มีใครแตะต้องมันมานานแล้วบนตัวของมันเต็มไปด้วยฝุ่น อัคคีเที่ยงแท้สายนั้นเข้าโอบล้อมบนกระบี่เหล็ก
เย่เฉินนึกประหลาดใจเขาจับด้ามกระบี่เหล็กเอาไว้ จึงมองเห็นอาวุธิญญาในอัคคีเที่ยงแท้เขารู้สึกว่าอยากจะพินิจดูมันอย่างละเอียด
ทว่าเย่เฉินเหมือนจะดูถูกน้ำหนักของกระบี่เหล็กเล่มนี้เกินไปเขาถึงกับตกตะลึงเพราะยกมันไม่ขึ้น
“อย่างน้อยก็น่าจะสองร้อยชั่ง1” เย่เฉินประมาณน้ำหนักกระบี่เหล็กในใจไม่แปลกใจที่มันถูกทิ้งร้างอยู่ที่นี่ หนักสองร้อยชั่งไม่ใช่เื่เล่นๆ เลยศิษย์ทั่วไปล้วนยกไม่ขึ้นหรือต่อให้ยกขึ้นก็ยากที่จะใช้พลังได้ถ้าหยิบไปสู้กับคนหากไม่ถูกคนฆ่าตายก็คงเหนื่อยตายก่อน
แต่เพราะเหตุผลข้อนี้ทำให้เขาจึงยิ่งสนใจกระบี่เหล็กเล่มนี้มากขึ้น
เขาค่อยๆโคจรพลังพลังปราณ และหยิบกระบี่เล่มนั้นขึ้นมา เป่าฝุ่นบนกระบี่ออกเบาๆ
เย่เฉินััได้ถึงพลังปราณอันเก่าแก่บนด้ามกระบี่เล่มนี้สลักอักขระโบราณสองตัวเป็คำว่า เทียนเชวีย
“เทียนเชวีย” เย่เฉินพึมพำ พร้อมกับประเมินกระบี่เหล็กเล่มนี้โดยละเอียด
กระบี่เหล็กยังมิได้ลับคมเทียบกับกระบี่ิญญาแล้วมันมีความหนากว่ามาก มองไม่ออกว่ามันทำด้วยวัสดุใดรู้เพียงว่ามันหนักยิ่งนักบนตัวกระบี่ยังมีอักขระที่เย่เฉินอ่านไม่ออกอีกเป็จำนวนมาก ซ้ำมันยังดูโบราณยิ่งนัก
“ช่างเป็กระบี่ที่ประหลาดจริงๆ” เย่เฉินพึมพำเสียงเบาแอบคิดว่าหากนำกระบี่เหล็กที่ยังไม่ลับคมซ้ำหนักขนาดนี้ไปฟันคนคงไม่ได้แน่แต่ถ้าหากว่าเขานั้นเอาไปตีคนคงเป็ตัวเลือกที่ไม่เลวนัก
“เ้าก็แล้วกัน” เย่เฉินแบกกระบี่เหล็กขึ้นบนบ่า พร้อมเดินออกไปยังด้านนอก
เอ๊ะ?
ไม่ไกลออกไปมีเสียงประหลาดใจของโจวต้าฝูดังขึ้น“เ้าหนุ่ม เ้าตัวเล็กเท่านี้เลือกอะไรไม่ดูเลย ไฉนจึงเลือกกระบี่เหล็กเช่นนี้”
ตึง!
เย่เฉินเดินเข้ามาวางกระบี่เหล็กลงบนพื้นจนเกิดเสียงดังขึ้น กระบี่เหล็กนี้หนักยิ่งนักกระบี่ครึ่งหนึ่งปักอยู่บนพื้น
“ผู้าุโ กระบี่เล่มนี้มีความเป็มาเยี่ยงไรหรือ”เย่เฉินชี้ไปทางกระบี่เทียนเชวียนพลางเอ่ยถาม “นี่มันหนักไม่เบาเลย!”
“นี่น่ะหรือ!” โจวต้าฝูลูบเคราเล็กๆ ของตนเอง ไตร่ตรองครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า“ตอนที่ข้ารับ่ดูแลหอศัสตราิญญามันก็อยู่ที่นี่แล้วพูดได้ว่ามันอยู่ที่นี่มาอย่างน้อยก็ร้อยปีแล้ว ส่วนประวัติความเป็มาของมันข้าเองก็ไม่รู้”
“เช่นนี้นี่เอง”
“ข้าแนะนำให้เ้าเปลี่ยนอาวุธิญญาเถอะ กระบี่เหล็กเล่มนี้หนักไม่เบาเ้าก็เลือกอันที่มันเบาๆ หน่อย!”
“ไม่เป็ไรขอรับ ข้าเลือกมันแล้ว” เย่เฉินยิ้ม พลางลูบกระบี่เหล็กเบาๆยิ่งมองมันเขาก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา
“เ้าเด็กนี่ดื้อด้านนัก เช่นนั้นก็ไปได้แล้ว!”
“ขอบคุณผู้าุโ” เย่เฉินประสานมือคารวะโจวต้าฝูอีกครั้ง ก่อนจะแบกกระบี่เทียนเชวียเดินออกจากหอศัสตราิญญา
เพิ่งจะก้าวออกนอกประตูเขาก็เจอเข้ากับสายตาประหลาดใจ ศิษย์สองสามคนเดินผ่านไปก่อนจากไปพวกเขาพากันมองเย่เฉินปราดหนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังกระบี่เทียนเชวียที่เย่เฉินแบกอยู่ ต่างก็อดกระซิบกระซาบไม่ได้
“เ้าหนุ่มนี่เป็ใครกัน! ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยเป็ศิษย์ฝึกหัดที่เพิ่งมาใหม่หรือ?”
“กระบี่ที่เขาแบกอยู่น่าจะเป็กระบี่เทียนเชวียกระมัง!”
“เหมือนจะใช่ มีกำลังไม่ธรรมดาเลย! แค่พลังอ่อนแอไปหน่อยไม่รู้สติปัญญาจะเป็ยังไง”
เย่เฉินไม่สนใจคำวิจารณ์ของคนเ่าั้เขารู้สึกแค่ว่ากระบี่เทียนเชวียนี้ไม่ธรรมดายิ่งนักเทียบกับอาวุธิญญาระดับต่ำเ่าั้ เขายิ่งรู้สึกยินดีที่ตนเลือกกระบี่เทียนเชวียหากแบกมันทุกวันก็ยังช่วยเื่ฝึกพละกำลังได้
“เอ๊ะ? คนของสำนักเจิ้งเหยางหรือ”ไม่รู้ว่าเป็ผู้ใดส่งเสียงประหลาดใจออกมาเบาๆทำให้ผู้คนรอบด้านต่างพากันมองไปบนฟ้า
ตรงนั้นมีคนสามคนขี่กระบี่บินผ่านไปในบรรดาคนเ่าั้ ประกอบไปด้วยหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง คนที่สองเป็หญิงงามส่วนอีกคนหนึ่งเป็บุรุษหน้าตาหล่อเหลา
“คนจากสำนักเจิ้งหยางมาทำอะไรที่สำนักเหิงเยว่กันนะ”มีเสียงคนถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“เ้าไม่รู้หรือ อีกสามเดือนข้างหน้าสำนักเจิ้งหยางสำนักชิงอวิ๋นและสำนักเหิงเยว่ของเรากำลังจะมีงานประลองสำนักเจิ้งหยางส่งคนมาเช่นนี้ ดูท่าคงมาหารือเื่งานประลองกระมัง”
“สตรีผู้นั้นช่างงดงามจริงๆ ราวกับนางเซียนก็มิปาน”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบข้างฟังไม่เข้าหูเย่เฉินเลยสักนิดเพราะสายตาของเขานั้นจับจ้องอยู่แต่บนฟ้าหากกล่าวให้ถูกคือสายตาของเขาจับจ้องอยู่บนร่างสาวงามนางนั้น นางสวมอาภรณ์พลิ้วไหวดูใสสะอาด ดุจเซียนมาเยือนโลกมนุษย์ บริสุทธิ์ไร้ราคี
นางไม่ใช่จีหนิงซวงแห่งสำนักเจิ้งหยางหรอกหรือ?
“คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอกันเร็วเพียงนี้” เย่เฉินพึมพำ ในดวงตาดำลึกล้ำมีแววสลับซับซ้อนและเ็า“ต้องมีสักวันที่ข้าจะกลับไปทวงคืน”
คล้ายกับรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังจ้องมองตนอยู่ จีหนิงซวงที่ขี่กระบี่อยู่มองลงไปยังเบื้องล่างอย่างอดไม่ได้ทว่าเวลานั้นเย่เฉินกลับหายตัวไปท่ามกลางฝูงชนเสียแล้ว
“รู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก” จีหนิงซวงเอ่ยเสียงเบา
“เป็กระไรไปศิษย์น้อง”
“ไม่มีกระไร”
***********************
1 ชั่ง คือ หน่วยวัดจีนมีน้ำหนักเท่ากับ 500 กรัม