หลังเสียงประกาศของผู้ฝึกสอนจางหายไป บรรยากาศรอบลานฝึกก็เปลี่ยนเป็เงียบงันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
เย่เทียนยืนอยู่กลางสายตาของคนรุ่นเยาว์จำนวนไม่น้อย เขายังไม่ได้ขยับทันที เพียงคารวะรับคำสั่งอย่างสงบ ท่าทางของเขาไม่ต่างจากทุกครั้งที่ถูกเรียกชื่อในลานฝึก แต่ครั้งนี้ ความหมายของการถูกเรียกกลับไม่เหมือนเดิม เพราะไม่ใช่การเรียกไปฝึก ไม่ใช่การเรียกไปตำหนิ และไม่ใช่การเรียกไปทดสอบพื้นฐาน หากแต่เป็การเรียกให้ไปพบเย่จงที่เรือนกลาง หลังจากรายชื่อผู้เข้าร่วมงานพบปะสี่ตระกูลเพิ่งถูกประกาศออกมาไม่นาน
สำหรับคนอื่น เื่นี้ย่อมชวนให้สงสัย
สำหรับเย่เทียนเอง ก็ไม่ได้ต่างกันนัก
เขารู้ดีว่าชื่อของตนไม่มีอยู่บนกระดาษประกาศั้แ่แรก และไม่เคยคาดหวังว่ามันจะมีอยู่ด้วย เด็กหนุ่มที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้ย่อมไม่มีเหตุผลใดจะถูกส่งไปยืนในฐานะตัวแทนของตระกูลเย่ ไม่ว่าจะมองด้วยสายตาของผู้ฝึกสอน ผู้าุโ หรือแม้แต่เด็กในรุ่นเดียวกัน เื่นี้ล้วนสมเหตุสมผลจนแทบไม่มีช่องให้โต้แย้ง
แต่การที่เย่จงเรียกเขาไปพบในเวลานี้ กลับเป็อีกเื่หนึ่ง
เสี่ยวอวี่เดินตามเขาออกมาจากลานฝึกจนถึงทางแยกหินด้านข้าง นางไม่ได้พูดอะไรในตอนแรก เพียงมองเขาด้วยสีหน้ากังวลอย่างปิดไม่มิด กระทั่งเสียงพูดคุยของคนในลานเริ่มเบาลงด้านหลัง นางจึงเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ
“เ้าคิดว่าท่านปู่เรียกเ้าไปเื่อะไร”
เย่เทียนหันมามองนาง รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นตามนิสัย “ถ้าข้ารู้ ข้าคงไม่ต้องเดินไปถามเอง”
“ข้าถามจริงจังนะ” เสี่ยวอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้าก็ตอบจริงจัง” เขากล่าว “ตอนนี้ข้าไม่รู้จริง ๆ”
เสี่ยวอวี่มองเขาอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “เ้านี่แปลกมาก เวลาคนอื่นเจอเื่แบบนี้คงคิดวุ่นวายไปหมดแล้ว แต่เ้ากลับยังยิ้มได้”
เย่เทียนเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาสีอำพันทอดมองไปตามทางหินที่นำสู่เรือนกลางของตระกูล แสงยามบ่ายเริ่มอ่อนลงเล็กน้อย เงาของหลังคาเรือนทอดยาวลงบนพื้น ราวกับตระกูลทั้งตระกูลกำลังถูกแบ่งออกเป็ส่วนสว่างและส่วนมืดอย่างเงียบงัน
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่คิด” เขากล่าวในที่สุด “เพียงแต่บางเื่ ต่อให้คิดมากไปก็ไม่ได้คำตอบเร็วขึ้น ถ้ามันยากอยู่แล้ว ข้าก็ไม่อยากทำให้มันหนักขึ้นก่อนจะถึงเวลา”
เสี่ยวอวี่นิ่งไปเล็กน้อย คำพูดนั้นฟังเรียบง่าย แต่กลับทำให้นางรู้สึกว่าเย่เทียนในวันนี้ต่างจากเย่เทียนเมื่อไม่กี่วันก่อนอยู่บ้าง ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาเปิดชีพจรได้ หากแต่เพราะบางสิ่งในสายตาของเขาเริ่มนิ่งขึ้น เหมือนคนที่แม้ยังยืนอยู่หน้าประตูบานเดิม แต่เริ่มเข้าใจแล้วว่าการทุบประตูอย่างสิ้นหวังไม่ใช่วิธีเดียวที่จะทำให้มันเปิด
“ถ้ามีอะไรไม่ดี…” นางพูดค้างไว้เล็กน้อย
เย่เทียนยิ้ม “ข้าจะกลับมาเล่าให้เ้าฟัง”
“ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น”
“ข้ารู้” เขากล่าวเบาลง “แต่ตอนนี้เ้ารออยู่ตรงนี้ก็พอ”
เสี่ยวอวี่เม้มริมฝีปาก ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก เย่เทียนจึงหมุนตัวเดินไปตามทางหินเพียงลำพัง ทิ้งเสียงลานฝึก เสียงกระซิบ และสายตาของคนรุ่นเดียวกันไว้เื้ั
เรือนกลางของตระกูลเย่ตั้งอยู่บนเนินเตี้ยกลางพื้นที่ตระกูล ไม่ได้สูงใหญ่จนข่มผู้คน แต่ทุกย่างก้าวที่เข้าใกล้กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักขึ้นอย่างประหลาด ที่นี่คือสถานที่ที่ผู้าุโหารือเื่ทรัพยากร ตัดสินข้อพิพาท รับรองแขกจากภายนอก และกำหนดทิศทางของตระกูล เด็กในรุ่นเยาว์ส่วนใหญ่ไม่มีเหตุให้เข้ามา เว้นเสียแต่ถูกเรียกด้วยเื่สำคัญหรือกระทำผิดจนต้องถูกสอบถามต่อหน้าผู้าุโ
เย่เทียนไม่แน่ใจว่าตนเองอยู่ในกรณีใด
เมื่อเขามาถึงหน้าเรือนกลาง บ่าวเฝ้าประตูมองเขาด้วยแววตาแปลกใจเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินชื่อเย่จง ก็รีบเปิดทางโดยไม่ถามให้มากความ
กลิ่นไม้เก่า น้ำชา และหมึกแห้งลอยอยู่ในอากาศภายในโถง โต๊ะยาวตัวหนึ่งตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีม้วนเอกสารหลายฉบับวางเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ ด้านข้างมีถาดไม้ที่ใส่ป้ายชื่อของรุ่นเยาว์ผู้ได้รับเลือกเข้าร่วมงานพบปะสี่ตระกูล กระดาษรายชื่อไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว แต่น้ำหนักของมันยังเหมือนลอยอยู่ในห้องนี้อย่างชัดเจน
เย่จงนั่งอยู่ด้านซ้ายของโต๊ะ เขาสวมชุดสีเข้มเรียบง่ายเช่นเดิม สีหน้าไม่บอกอารมณ์ แต่ดวงตาคมชัดคู่นั้นทำให้เย่เทียนรู้ทันทีว่าปู่ของเขาไม่ได้เรียกเขามาเพียงเพื่อพูดคุยเล่น
ฝั่งตรงข้ามมีผู้าุโอีกสองคน คนหนึ่งคือผู้ที่ประกาศเื่งานพบปะสี่ตระกูลในลานฝึก ส่วนอีกคนเป็ชายวัยกลางคนใบหน้าผอม ดวงตาเรียวแคบ และมีรอยยิ้มบางซึ่งไม่ค่อยแตะถึงดวงตา เย่เทียนจำได้ว่าเขาคือเย่กวง ผู้ดูแลทรัพยากรบางส่วนของตระกูล และเป็คนที่หลายครั้งมักพูดสอดคล้องกับแนวทางของเรือนผู้าุโสูงสุด
เมื่อเย่เทียนก้าวเข้าไป เย่กวงก็ปรายตามองเขาั้แ่หัวจรดเท้าโดยไม่คิดปิดบัง
สายตานั้นไม่ได้หยาบคายโดยตรง แต่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งของมากกว่ามองคนคนหนึ่ง
เย่เทียนคารวะอย่างเรียบร้อย “เย่เทียน คารวะผู้าุโทุกท่าน”
เย่กวงยิ้มจาง ๆ “อย่างน้อยมารยาทยังใช้ได้”
เย่จงเหลือบมองเขา “มารยาทไม่ใช่เื่ที่ข้าเรียกเขามาให้เ้าตัดสิน”
เย่กวงหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ถือสา “ข้าก็เพียงกล่าวตามที่เห็น ผู้าุโรองอย่าเพิ่งคิดว่าข้าจะขัดท่านทุกคำ”
“ถ้าเช่นนั้นก็เข้าเื่” เย่จงกล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม
บรรยากาศในโถงเย็นลงเล็กน้อยทันที
เย่กวงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ ก่อนจะวางลง “ผู้าุโรอง ท่านเรียกเด็กคนนี้มาในเวลานี้ ย่อมไม่ใช่เพราะคิดจะให้เขาเข้าแทนรายชื่อผู้เข้าร่วมงานกระมัง รายชื่อถูกพิจารณาแล้ว และแนวทางของเรือนกลางก็ชัดเจน ผู้ที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้ ไม่ควรยืนในฐานะตัวแทนตระกูลเย่ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด”
คำพูดนั้นพุ่งตรงมายังเย่เทียน แม้ไม่ได้เรียกชื่อเขาโดยตรง
เย่เทียนยืนเงียบอยู่ด้านข้าง ไม่แสดงสีหน้าโกรธหรืออับอาย เพราะสิ่งที่เย่กวงพูดนั้นเป็ความจริงครึ่งหนึ่ง เพียงแต่เป็ความจริงที่ถูกใช้เหมือนมีด
เย่จงวางถ้วยชาลงเบา ๆ “ข้าไม่ได้เรียกเขามาเพื่อให้ยืนเป็ตัวแทน”
เย่กวงเลิกคิ้ว “เช่นนั้นเรียกมาทำไม”
เย่จงหยิบม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งจากโต๊ะแล้ววางลงตรงกลาง “งานพบปะสี่ตระกูลปีนี้ไม่ได้มีเพียงการให้รุ่นเยาว์พบปะและแสดงความก้าวหน้า แต่ยังมีการแลกเปลี่ยนรายการทรัพยากร สมุนไพร และข้อมูลเส้นทางูเาบางส่วนจากตระกูลหาน สภาเมือง้าให้แต่ละตระกูลส่งคนช่วยดูแลบันทึกและเอกสารระหว่างงาน”
เย่กวงนิ่งไปเพียงครู่เดียว ก่อนจะเข้าใจความหมาย “ท่าน้าให้เย่เทียนไปในฐานะผู้ช่วยบันทึก?”
“ใช่”
คำตอบสั้น ๆ ของเย่จงทำให้ความเงียบตกลงกลางห้อง
เย่เทียนเองก็ประหลาดใจไม่น้อย เขาคาดไว้หลายอย่าง บางทีเย่จงอาจเรียกเขามาเตือนเื่คำพูดในตระกูล บางทีอาจอยากให้เขารู้จักวางตัวเมื่องานสี่ตระกูลใกล้เข้ามา หรือบางทีอาจเพียงให้เขามาฟังว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ไป แต่เขาไม่คิดว่าเย่จงจะเปิดทางอีกแบบหนึ่งให้เขา
ไม่ใช่ตัวแทน
ไม่ใช่ผู้ประลอง
ไม่ใช่ชื่อบนกระดาษประกาศ
แต่เป็ตำแหน่งเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีใครสนใจ
ผู้ช่วยบันทึก
เย่กวงหัวเราะเบา ๆ “ผู้าุโรอง ท่านควรรู้ว่างานสี่ตระกูลไม่ใช่ที่ให้เด็กไปเที่ยวชม แม้จะเป็ผู้ช่วยบันทึก แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปในงาน เขาก็ยังถูกนับว่าเป็คนของตระกูลเย่ หากทำผิดพลาด แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจกลายเป็เื่ให้ผู้อื่นหัวเราะได้”
“การจดบันทึกต้องใช้ตา หู และสมาธิ” เย่จงกล่าว “ไม่ได้ใช้ชีพจรที่เปิดแล้ว”
เย่กวงยิ้มมากขึ้น “แต่คนที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้ มักไม่มีความมั่นคงพอจะยืนท่ามกลางรุ่นเยาว์ของสี่ตระกูลโดยไม่เสียอาการ”
เย่เทียนยังคงเงียบ
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าตนเองไม่ใช่เพียงคนถูกเรียกมาฟังคำสั่ง แต่เป็เหตุผลที่ผู้ใหญ่สองฝ่ายใช้ทดสอบน้ำหนักกัน เย่จง้าให้เขาเห็นโลกภายนอก ส่วนเย่กวง้ารักษาหน้าตาและแนวทางของฝ่ายอำนาจในตระกูล ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เถียงกันเพียงเื่เขา หากแต่เถียงกันเื่ว่า “คนที่ยังไม่มีผลลัพธ์” ควรถูกให้โอกาสเพียงใด
และเขาคือคนที่ยืนอยู่กลางคำถามนั้น
เย่จงมองเย่กวง “ถ้าเ้าไม่เชื่อว่าเขาทำได้ ก็ทดสอบ”
เย่กวงหรี่ตาเล็กน้อย “ทดสอบ?”
เย่จงหยิบม้วนกระดาษสามแผ่นจากกองเอกสารแล้ววางลงบนโต๊ะ “นี่คือรายการทรัพยากรเบื้องต้นที่ตระกูลหลินส่งมาก่อนงาน มีสมุนไพร หินปราณ เศษแร่ และของป่าบางชนิด ให้เย่เทียนดูหนึ่งรอบ หากเขาจับรายละเอียดสำคัญไม่ได้ ข้าจะถอนข้อเสนอ”
เย่เทียนหันไปมองปู่ของตนทันที
เย่จงไม่มองกลับมา เขาเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ เหมือนเื่นี้ไม่มีอะไรให้กังวล
เย่กวงมองเย่เทียนด้วยรอยยิ้มที่บางลงเล็กน้อย “เช่นนั้นก็ดี จะได้ไม่ต้องโต้เถียงกันนาน”
ผู้าุโอีกคนที่เงียบอยู่นานพยักหน้า “ให้ลองก็ไม่เสียหาย หากทำไม่ได้ ก็ถือว่าจบเื่”
เย่กวงหยิบม้วนกระดาษส่งให้เย่เทียน “หนึ่งถ้วยชา อ่านให้ดี”
เย่เทียนรับม้วนกระดาษมาด้วยสองมือ ก่อนจะค่อย ๆ คลี่ออก
บนกระดาษเต็มไปด้วยรายการสิ่งของจำนวนมาก สมุนไพรสำหรับรักษาาแ สมุนไพรช่วยปรับลมหายใจ สมุนไพรเส้นเอ็นชีพจร เศษหินปราณระดับต่ำ เศษแร่เย็น หนังสัตว์บางชนิด และของป่าจากเส้นทางูเา รายการเหล่านี้ไม่ได้เรียงง่ายนัก บางชื่อคล้ายกันจนชวนสับสน บางรายการมีราคาโดยประมาณแนบไว้ บางรายการมีหมายเหตุเล็ก ๆ ที่หากอ่านผ่านตาอาจมองข้ามได้ทันที
หากพยายามท่องทุกชื่อในเวลาหนึ่งถ้วยชา เขาคงจำได้ไม่ครบ
ดังนั้นเย่เทียนจึงไม่พยายามจำทั้งหมด
เขาแยกมันออกเป็กลุ่มก่อน
สิ่งที่ใช้รักษา
สิ่งที่ช่วยฝึก
สิ่งที่เป็ทรัพยากรปราณ
สิ่งที่มาจากูเาและเส้นทางนอกเมือง
จากนั้นเขามองหาสิ่งที่ผิดจังหวะ
รากหมอกเย็นถูกเขียนไว้สองรายการ รายการหนึ่งมาจากลำธารหมอก คุณภาพต่ำ ราคาไม่สูง อีกหนึ่งมาจากหุบเขาหินเย็น คุณภาพกลาง ราคาสูงกว่าเกือบเท่าตัว แต่ชื่อที่เขียนไว้คล้ายกันมาก หากผู้จดบันทึกไม่ระวัง อาจรวมผิดได้ง่าย
เศษหินปราณระดับต่ำสามก้อนถูกตั้งราคาเจ็ดเหรียญเงินต่อก้อน แพงกว่าที่เขาเห็นในตลาดเล็กน้อย แต่ยังไม่เกินขอบเขต หากพลังคงเหลือมากพอ
สมุนไพรเส้นเอ็นชีพจรจำนวนห้าห่อมีหมายเหตุว่าหนึ่งห่อชื้นเสียหาย หากรับของจริงโดยไม่ตรวจ อาจต้องจ่ายราคาเต็มทั้งที่ใช้ได้เพียงสี่ห่อ
เย่เทียนอ่านจบรอบหนึ่ง แล้วกลับไปดูเฉพาะจุดที่ตนคิดว่าสำคัญอีกครั้ง
เขาไม่ได้อ่านเร็วที่สุด
แต่ทุกบรรทัดที่เขามองผ่าน เขาพยายามถามตัวเองว่า ถ้าเป็คนค้าขาย ตรงไหนจะถูกใช้เอาเปรียบได้ ถ้าเป็คนจดบันทึก ตรงไหนจะผิดพลาดง่าย และถ้าเป็ตระกูลเย่ ตรงไหนคือสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด
เมื่อเย่กวงวางถ้วยชาลง เวลาก็หมดพอดี
“เอาล่ะ” เย่กวงกล่าว “บอกมาว่าเ้าจำอะไรได้บ้าง”
เย่เทียนม้วนกระดาษกลับอย่างเรียบร้อย แล้ววางลงบนโต๊ะ “หากให้จำชื่อทั้งหมด ข้าจำได้ไม่ครบ”
เย่กวงยิ้มทันที ราวกับกำลังจะพูดอะไร แต่เย่เทียนกล่าวต่อก่อนอย่างสงบ
“แต่มีสามจุดที่ควรระวัง”
รอยยิ้มของเย่กวงหยุดค้างไปเล็กน้อย
เย่เทียนกล่าวต่อ “หนึ่ง รากหมอกเย็นมีสองรายการ ชื่อคล้ายกัน แต่แหล่งที่มาและคุณภาพต่างกันมาก หากจดรวมกันหรือรับของโดยไม่แยก จะทำให้ราคาและคุณภาพคลาดเคลื่อน สอง เศษหินปราณระดับต่ำสามก้อนตั้งราคาเจ็ดเหรียญเงินต่อก้อน แพงกว่าราคาที่พบในตลาดเล็กน้อย แต่ยังพอรับได้ หากตรวจแล้วพลังคงเหลือมากพอ สาม สมุนไพรเส้นเอ็นชีพจรระบุห้าห่อ แต่มีหนึ่งห่อชื้นเสียหาย หากรับของต้องบันทึกว่าใช้ได้จริงสี่ห่อ ไม่ใช่ห้า”
โถงกลางเงียบลง
ผู้าุโที่นั่งด้านข้างหยิบม้วนกระดาษไปตรวจทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าทั้งสามจุดที่เย่เทียนกล่าวตรงกับข้อความในเอกสารอย่างแม่นยำ
เย่กวงยังคงยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นไม่สบายเหมือนก่อนหน้าอีกแล้ว
“ดูเหมือนเ้าจะสนใจเื่ราคามากเป็พิเศษ” เขากล่าว
เย่เทียนยิ้มบาง “เมื่อวานข้าเพิ่งไปซื้อยา จึงเพิ่งรู้ว่าเหรียญเงินไม่ได้เบาอย่างที่คิด”
ผู้าุโด้านข้างหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะรีบไอเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อน เย่จงยังคงนั่งนิ่ง แต่แววตาลึก ๆ มีความพอใจบางอย่างที่แทบไม่อาจมองเห็น
เย่กวงมองเย่เทียนอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางเย่จง “สายตาใช้ได้ ความจำก็ไม่แย่ แต่การให้เขาไปงานสี่ตระกูลยังอาจทำให้เกิดคำพูด”
“ผู้คนพูดอยู่แล้ว” เย่จงตอบเรียบ ๆ “ต่อให้เขาไม่ก้าวออกจากเรือน ผู้คนก็ยังพูดได้”
เย่กวงนิ่งไป
เย่จงกล่าวต่อ “ข้าไม่ได้ขอให้เขาขึ้นลาน ไม่ได้ขอให้เขาแสดงฝีมือ ไม่ได้ขอให้เขาเป็ตัวแทน เขาไปในฐานะผู้ช่วยบันทึก ไปเพื่อดู ฟัง และเรียนรู้ หากเขาก่อเื่ ข้ารับผิดชอบเอง”
คำว่า “ข้ารับผิดชอบเอง” ทำให้บรรยากาศหนักขึ้นทันที
เย่เทียนมองปู่ของตนโดยไม่รู้ตัว
เขารู้ว่าเย่จงไม่ใช่คนชอบพูดคำใหญ่โต และยิ่งไม่ใช่คนที่จะรับผิดชอบสิ่งใดแทนผู้อื่นง่าย ๆ การที่ชายชรากล่าวเช่นนี้ต่อหน้าผู้าุโฝ่ายเรือนกลาง ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าการช่วยหลานชายคนหนึ่งให้ได้ออกไปดูงาน
มันเหมือนเย่จงกำลังประกาศอย่างเงียบ ๆ ว่า เย่เทียนยังไม่ควรถูกตัดออกจากสายตาของตระกูล
อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้
เย่กวงวางถ้วยชาลงช้า ๆ “ในเมื่อผู้าุโรองรับผิดชอบเอง ข้าก็คงไม่มีเหตุผลจะคัดค้านมากไปกว่านี้ แต่เื่นี้ยังต้องรายงานเรือนผู้าุโสูงสุด”
“รายงานไป” เย่จงกล่าว
เสียงของเขาสงบเกินไป
สงบเสียจนเย่เทียนอดคิดไม่ได้ว่า คำว่าเรือนผู้าุโสูงสุดอาจเป็เงาที่ปกคลุมตระกูลมานาน แต่สำหรับเย่จงแล้ว เงานั้นไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งปรากฏขึ้นวันนี้ เขาอาจเคยยืนอยู่ใต้เงานั้นมานานพอจะรู้ว่ามันหนาเพียงใด และควรเดินผ่านมันอย่างไร
เย่กวงลุกขึ้น เก็บเอกสารบางส่วนไว้ในมือ ก่อนจะเดินผ่านเย่เทียนไปช้า ๆ
เมื่ออยู่ใกล้กัน เขาหยุดเพียงครู่เดียวแล้วกล่าวเสียงต่ำ “อย่าคิดว่าการได้เข้าไปในงาน เท่ากับเ้าได้รับการยอมรับ”
เย่เทียนคารวะเล็กน้อย “ข้าทราบ”
“ดี คนที่ไม่รู้ตำแหน่งของตนเอง มักเจ็บหนักกว่าคนที่อ่อนแอเสียอีก”
เมื่อพูดจบ เย่กวงก็เดินออกจากโถงไปพร้อมผู้าุโอีกคนหนึ่ง ทิ้งให้ห้องกว้างกลับมาเงียบลงอีกครั้ง
ในโถงเหลือเพียงเย่จงกับเย่เทียน
ความเงียบทอดยาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เย่เทียนจะถอนหายใจเบา ๆ “ท่านปู่ ข้าเพิ่งรู้ว่าการอ่านรายการสมุนไพรกดดันกว่าการโดนเย่หลัวต่อยเสียอีก”
เย่จงปรายตามองเขา “ถ้าแค่นี้เ้าคิดว่ากดดัน งานสี่ตระกูลจะทำให้เ้าปวดหัวกว่านี้มาก”
“ปลอบใจได้ดีมาก”
“ข้าไม่ได้ปลอบ”
“ข้ารู้” เย่เทียนยิ้มอย่างจนใจ ก่อนจะนิ่งลงเล็กน้อย “ท่านตั้งใจให้ข้าไปงานนี้ั้แ่แรกหรือ”
เย่จงไม่ได้ตอบทันที เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ แล้ววางลง “ั้แ่เ้ากลับจากตลาด แล้วบอกว่าอยากเห็นโลกภายนอกตระกูลเย่”
เย่เทียนเงียบไป
เขาเคยพูดเช่นนั้นจริง ๆ แต่ไม่คิดว่าเย่จงจะนำคำพูดนั้นมาเปิดทางให้เขาด้วยวิธีนี้
“เ้ายังไม่มีพลังพอจะยืนในฐานะตัวแทน” เย่จงกล่าวตรง ๆ “และข้าจะไม่โกหกเ้าว่าเ้าคู่ควรกับตำแหน่งนั้นในตอนนี้”
คำพูดนั้นตรงและหนัก แต่เย่เทียนกลับไม่เจ็บเหมือนที่ควรจะเป็ เพราะเย่จงไม่เคยใช้ความจริงเพื่อเหยียบเขาให้ต่ำลง ชายชราเพียงวางมันลงตรงหน้า เพื่อให้เขาเห็นชัดว่าตนเองยืนอยู่ตรงไหน
“แต่เ้ามีตาพอจะดู มีหูพอจะฟัง และมีหัวพอจะคิด” เย่จงกล่าวต่อ “หากปล่อยให้เ้าอยู่แต่ท้ายแถว เ้าจะเรียนรู้เพียงว่าคนอื่นมองเ้าอย่างไร แต่ถ้าออกไปดูข้างนอก เ้าจะเริ่มเห็นว่าผู้คนมองโลกอย่างไร”
เย่เทียนฟังเงียบ ๆ
“งานสี่ตระกูลไม่ใช่เวทีของเ้า” เย่จงย้ำ “เ้าจะไปในฐานะผู้ช่วยบันทึก ไม่ใช่ผู้แสดงฝีมือ ไม่ต้องรีบพิสูจน์ ไม่ต้องตอบโต้ทุกคำพูด และไม่ต้องเอาคำมั่นเก่าหรือชื่อของใครมาแบกไว้บนหลัง”
เย่เทียนรู้ว่าคำว่า “ชื่อของใคร” หมายถึงผู้ใด
ซูหลิงเยวี่ย
ชื่อที่เพิ่งถูกหมอกตลาดพัดกลับเข้ามาในความทรงจำของเขา ชื่อที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในคำมั่นของผู้ใหญ่ และตอนนี้กำลังกลายเป็หัวข้อให้คนในโรงน้ำชากระซิบด้วยน้ำเสียงครึ่งอยากรู้ครึ่งดูแคลน
“ในงานนั้น” เย่จงกล่าวต่อ น้ำเสียงหนักขึ้นเล็กน้อย “เ้าอาจได้ยินคนพูดถึงเ้า พูดถึงข้า พูดถึงตระกูลซู พูดถึงคำมั่นเก่า และพูดถึงสิ่งที่เ้าทำอะไรไม่ได้ในตอนนี้ หากเ้าปล่อยให้ทุกคำลากเ้าไป เ้าจะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความโกรธของตัวเอง”
เย่เทียนนิ่งไปนาน
เขาไม่ใช่คนโกรธง่าย แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีสิ่งใดทำให้เขาเจ็บได้ เื่ที่ตนเองไม่มีชื่อบนกระดาษ เื่ที่เสี่ยวอวี่ถูกกดดันเพราะอยู่ข้างเขา เื่ที่ผู้คนเอาคำมั่นเก่ามาชั่งน้ำหนักกับความอ่อนแอของเขา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เขาะเิอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้หายไปไหน มันเพียงนอนอยู่ในใจเหมือนถ่านที่ยังไม่ลุกเป็ไฟ
“แล้วข้าควรทำอย่างไร” เขาถามเบา ๆ
เย่จงมองเขา “ทำเหมือนตอนอ่านรายการเมื่อครู่”
เย่เทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“อย่าพยายามจำทุกเสียง” เย่จงกล่าว “แยกประเภทมัน มองหาจุดที่ควรระวัง แล้วทิ้งส่วนที่ไม่มีค่าไป”
เย่เทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ อย่างอดไม่ได้ “ท่านปู่ ท่านเอาคำพูดคนนินทาไปเทียบกับรายการสมุนไพรหรือ”
“บางครั้งรายการสมุนไพรยังซื่อสัตย์กว่าคนเสียอีก” เย่จงตอบเรียบ ๆ
เย่เทียนหัวเราะออกมาจริง ๆ คราวนี้ ความหนักอึ้งในอกคลายลงเล็กน้อย
เย่จงหยิบป้ายไม้เล็ก ๆ จากโต๊ะแล้วส่งให้เขา ป้ายนั้นไม่ได้สลักชื่อเต็ม มีเพียงตัวอักษร “บันทึก” อยู่ด้านหนึ่ง และตราเล็ก ๆ ของตระกูลเย่อีกด้านหนึ่ง
“เก็บไว้” เย่จงกล่าว “มันไม่ใช่ชื่อบนกระดาษรายชื่อ แต่พอให้เ้าเดินเข้าไปในงานได้”
เย่เทียนรับป้ายไม้มา
น้ำหนักของมันเบามาก
เบากว่าหินปราณ เบากว่าดาบไม้ในลานฝึก เบากว่าตำราเล่มเก่าที่เขาเพิ่งได้รับจากเย่จงเสียอีก แต่เมื่อวางอยู่ในฝ่ามือ มันกลับให้ความรู้สึกหนักกว่าที่ควรเป็อย่างประหลาด
เขาไม่มีชื่อบนกระดาษ
แต่มีป้ายไม้ในมือ
เขาไม่ได้รับการยอมรับในฐานะตัวแทน
แต่ได้รับโอกาสให้เข้าไปดูโลกที่ตนยังไม่คู่ควรจะยืนอยู่ตรงกลาง
“ขอบคุณท่านปู่” เขากล่าวเสียงเบา
เย่จงมองเขา “อย่าเพิ่งขอบคุณ สิ่งที่เ้าจะเห็นอาจไม่ได้ทำให้เ้าสบายใจ”
เย่เทียนยิ้มบาง ดวงตาอำพันสงบลงกว่าเดิมเล็กน้อย “เช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้รู้ว่าตัวเองยังต้องเดินอีกไกลแค่ไหน”
เย่จงไม่ได้ตอบ เพียงพยักหน้าเบา ๆ
เมื่อเย่เทียนเดินออกจากเรือนกลาง ท้องฟ้ายามเย็นเริ่มเปลี่ยนเป็สีคราม หมอกบางจากแนวเขาค่อย ๆ ลอยขึ้นเหนือหลังคาเรือนตระกูลเย่ เสียงฝึกจากลานหลักเบาลงไปมากแล้ว เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของเขาบนทางหินและน้ำหนักเล็ก ๆ ของป้ายไม้ในมือ
ระหว่างทาง เขาพบเสี่ยวอวี่ยืนรออยู่ตรงใต้ต้นไผ่ใกล้ทางแยก นางคงรออยู่นานพอสมควร เพราะใบหน้าดูร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่เห็นเขา นางก็รีบเดินเข้ามา
“เป็อย่างไรบ้าง”
เย่เทียนยกป้ายไม้ในมือขึ้นเล็กน้อย “ข้าไม่มีชื่อบนกระดาษ แต่ได้ป้ายไม้มาแทน”
เสี่ยวอวี่มองป้ายในมือเขาอย่างงุนงง “บันทึก?”
“ผู้ช่วยบันทึก” เย่เทียนกล่าว “ข้าจะได้ไปงานสี่ตระกูล แต่ไม่ได้ไปในฐานะตัวแทน”
ดวงตาของเสี่ยวอวี่เบิกขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มจะค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า “จริงหรือ”
“ข้าจะโกหกเื่ป้ายไม้ทำไม”
นางหัวเราะเบา ๆ ด้วยความโล่งใจ แต่เพียงครู่เดียวก็เริ่มกังวลอีกครั้ง “แต่แบบนี้ คนอื่นจะพูดหรือไม่”
เย่เทียนเก็บป้ายไม้เข้าในแขนเสื้อ ก่อนจะยิ้มบาง “พวกเขาพูดอยู่แล้ว ไม่ว่าข้าจะไปหรือไม่ไป”
เสี่ยวอวี่ชะงัก ก่อนจะหลุดยิ้มอย่างอ่อนใจ “เ้าเริ่มพูดเหมือนท่านปู่ขึ้นทุกทีแล้ว”
“นั่นถือเป็เื่ดีหรือเื่น่ากลัว”
“ทั้งสองอย่าง”
เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินต่อไปพร้อมนางอย่างไม่เร่งรีบ